Daily Archives

January 16, 2017

Fashion Lifestyle Uncategorized

The Duchess of Windsor

ถ้าไม่อินคงไม่รู้หรอกว่าการตามหาหนังสือหนึ่งเล่มที่อยากได้มานานมากๆมันเป็นยังไง หลังจากที่ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ วันนี้ก็แฮปปี้ขึ้นมาทันที่ หนังสือที่ผลิตตั้งแต่แต่ปี 1997 ชื่อว่า The Duke & Duchess of Windsor ที่กล่าวถึงประวัติของหญิงสาวนามว่า Wallis Simpson ที่เป็นหม้ายสาวพราวเสน่ห์ให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งวินด์เซอร์ ซึ่งเดิมเป็น สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักรถึงกับสละราชสมบัติเพื่ออภิเษกสมรสกับเธอได้เป็นห  นังสืออีกเล่มที่บ้าน จริงๆถ้าลองหาดูมันก็คงมีถาถมให้ซื้อออนไลน์หรือหาจากร้านหนังสือร้านไหนก็อาจจะเป็นได้ แต่ที่ภูมิใจคือเล่มนี้มี Autograph Letter ของนางที่เขียนด้วยปากกาถึง Madame Maurois สหายที่เป็นที่รักด้วย (ต้องขอบคุณ Seller ผู้ใจดีนามว่า eBay) ที่ทำให้ได้เจอเล่มนี้


The Duke & Duchess Of Windsor

ติดตามอ่านเรื่องราวของพระนางมานานแล้ว ทั้งเรื่องใส่สี ให้ร้าย หรือเรื่องดีๆความเด็ดเดี่ยว และความรักที่มีต่อเจ้าชาย คนหลายคนมองว่าพระนางหวังรวยทางลัด ถึงต้องเลิกกับสามีคนที่ 3 เพื่อมาแต่งกับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด สู่บันไดการเป็นควีน จนเจ้าชายต้องยอมสละราชสมบัติเพื่อมาแต่งงานกับพระนาง ตกอับ โดนตราหน้า ให้ร้าย และต้องลี้ภัยมาอยู่ที่ฝรั่งเศส รอคอยเงินจากสำนักพระราชวังและเบี้ยเลี้ยงจากการเขียนหนังสือชีวประวัติของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเอง มันก็นะ ชีวิตคนไม่ได้รุ่งโรจน์ในด้านเดียว ความผิดหวัง ท้อแท้ของชีวิตก็มี แต่หลายๆสิ่งในตัวเธอที่ดีก็มีให้เห็น ทั้งเรื่องการแต่งกาย ที่ยอมรับจริงๆว่าพระนางเป็นคนไม่สวยแต่สง่างามและมีเสน่ห์ถึงได้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลของโลกด้านแฟชั่นหลายปีซ้อน

เครื่องประดับที่ผลิตโดย Cartier ทั้งมุก พลอย แซฟไฟร์ เพชรซีก และอื่นๆ ที่ปัจจุบันประเมินราคาแทบไม่ได้ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้เป็นชิ้นเอกอะไรของ Cartier เลย แต่มันคือมูลค่าของเรื่องราวและความรักที่ซ่อนอยู่ภายใน พระนางต้องยืนหยัดในสังคมเพื่อให้เจ้าชายและตัวเองอยู่รอดและเป็นที่ยอมรับ รวมถึงขณะที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดสิ้นลม และต้องนำพระศพมาจัดพระราชพิธีที่อังกฤษนางก็ยังฝืนยิ้มเด็ดเดี่ยว ท่ามกลางประชาชนบางกลุ่มที่ยังต่อต้านพระนาง และราชวงศ์ที่ไม่ได้สนใจใยดี ต้องอ้างว้างสิ้นหวังในการกลับสู่ฝรั่งเศสโดยปราศจากสามีอันเป็นที่รัก หนำซ้ำหลังจากกลับมาก็ร่างกายทรุดโทรม แถมยังโดน Suzanne Blum ทนายความประจำตระกูลดูแลทรัพย์สินและผลประโยชน์ยึดอำนาจ เอาของมีค่าและสมบัติไปขาย ในขณะที่พระนางเองก็นอนป่วยหายใจโรยราอยู่บนเตียงและสิ้นลมในปี 1986

การแก่งแย่งชิงดี ชิงชัง โกงและให้ร้าย มีให้เห็นดาษดื่นตั้งแต่มนุษย์กลุ่มแรกๆเกิดมาบนโลก ความสุขที่แท้จริงของคนทุกคนมีเท่ากัน แต่ไม่เป็นที่พอใจของแต่ละคน บางคนมองว่ามันน้อยเกินไปก็อยากจะเป็นใครสักคนบนโลกที่ทุกคนให้การยอมรับ ในขณะที่บางคนยอมที่จะลดความสุข ความมั่งคั่ง อำนาจ ของตัวเองลงมาเพื่อหาความสุขที่แท้จริง ความรักมันชนะทุกสิ่งและได้เห็นจริงๆบนโลกนี้ และท้ายสุดศพของนาง Wallis Simpson ก็ยังได้นอนเคียงข้างหลุมศพของสามี ณ สุสานหลวง Royal Burial ของราชวงศ์อังกฤษไม่ถูกแยกจากกันยามไร้ลมหายใจ และถูกจารึกนามใหม่ให้เกียรติแก่นางบนหลุมศพว่า Duchess of Windsor ผู้จากไปอย่างนิรันดร์

 

Calligraphy Lifestyle

ชีวิตติด Calligraphy

การเขียน Calligraphy เกิดขึ้นจากความรุ่งเรืองในสมัยหนึ่งของอังกฤษ ที่เหล่าผู้ดิบผู้ดี พ่อค้า และคนในวงสังคม ใช้ตัวอักษรที่มีความสละสลวย ดูเป็นทางการและละเอียดลออ บรรจงจ่าหน้าถึงบุคคลสำคัญและเริ่มเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่มีความแพร่หลายจนลามไปทั่วโลก ซึ่งมีเทคนิคการเขียนที่แตกต่างกัน บ้างก็เอียงเป๊ะ 45 องศา บ้างก็ไขว้กันไปมาในรูปแบบความพอดี ลงตัว ที่ผู้ใดได้รับก็รู้สึกอิ่มเอม และดูมีคุรค่าขึ้นมาทันที ศาสตร์ทั้งหมดนี้มีชื่อที่ปัจจุบันเรียกกันว่า Calligraphy หรือจะเรียกว่า Penman ก็ได้ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา อาจจะสูญสิ้นไปแล้ว ถ้าไม่มีกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับการเขียน Calligraphy รวมตัวกัน และให้ความสำคัญกับการเขียนอักษรประดิษณ์นี้อีกครั้ง

ตัวผมเองใช้เวลาส่วนหนึ่งอยู่กับวันว่างที่บ้าน ซึ่งก็แน่ล่ะ คนว่างก็มักจะหาอะไรทำ กับอีกส่วนคือ Instagram เป็นส่วนเติมเต็มให้รู้สึกว่า ในปัจจุบันนี้เริ่มมีคนเขียน Calligraphy กันมาก แล้วเราล่ะ ทำไมจะไม่ลอง อุปกรณ์ต่างๆ จึงทยอยตามมาดังนี้

ต้องเข้าใจก่อนว่า ดั้งเดิมแล้ว การเขียน Calligraphy ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 4 ส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ตัวอักษรสวยๆเกิดขึ้นได้ คือ Oblique หรือด้ามปากกา ที่มีความแปลกกว่าด้ามปากกาทั่วไปตรงที่ว่า จะมีเหล็กสำหรับใส่ Nib หรือหัวปากกาแต่ล่ะชนิด ยื่นออกมา เพื่อรองรับมุมการเขียนที่พลิ้วไหวตามปลายตวัดหรือข้อมือของผู้เขียน สร้างมุมและองศาของตัวอักษรให้สวยงามขึ้น อุปกรณ์ที่ 3 อย่างหมึกสีต่างๆ (หมึกต่างๆ) และกระดาษเนื้อดี 100 ปอนด์เป็นต้นไป จึงเป็นส่วนเติมเต็มให้การเขียน Calligraphy สมบูรณ์แบบนั่นเอง

มาถึงที่การเขียนกันบ้าง ถ้าผู้ที่เพิ่งเริ่มทดลอง แนะนำอาจจะลองหาสมุดคัดลอก พร้อมอุปกรณ์การเขียนแบบสำเร็จรูป ซึ่งหาได้ยากในประเทศไทย แต่มีแน่ๆ ที่เว็บออนไลน์อย่าง Ebay นำมาทดลองฝึกเขียน ตามรูปแบบ เพื่อให้มือและนิ้วประสานกับการกดน้ำหนักปากกา ส่งผลให้หมึกที่จุ่มลงไปออกมาตามหัวปากกาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถ้าทำได้แล้ว แสดงว่าคุณพร้อมแล้วล่ะ สำหรับการเขียน Calligraphy ที่แท้จริง

ในส่วนของผู้ที่เคยเขียนหรือมีพื้นฐานมาก่อน มันจะรู้สึกว่าการเขียนสร้างมุมและโค้งไม่ยากจนเกินความสามารถ อยู่ที่ความตั้งใจเป็นส่วนสำคัญด้วย ซึ่งอักษรภาษาอังกฤษในแต่ล่ะแบบ ไม่มีข้อกำหนดตายตัว อยู่ที่ความเหมาะสมของคำ ความสวยงามของการจัดวาง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ Calligraphy นี้ ดูสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งถ้าใครยังไม่มีไอเดียตัวอักษรในหัว สามารถหาได้จากใน Google ซึ่งต้องยอมรับจริงๆ ว่าเป็นตัวช่วยที่ดีมาก และอยู่กับเรา 24 ชม. เพียงแค่พิมพ์หาข้อมูลและคลิก ง่ายเนาะ!

ก็อย่างที่รู้ ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์เป็นส่วนเติมเต็มสร้างความสวยงามแบบปัจจุบันทันด่วน เฉกเช่นเดียวกับข่าวสารออนไลน์ ที่ทำให้หนังสือ นิตยสาร และกระดาษกลายเป็นสิ่งต้องห้ามเมื่อมาอยู่บนมือคน แต่เคยคิดไหวว่า ความสวยงามของกระดาษที่ถูกบรรจงจ่าหน้าด้วยการเขียนที่สุดวิจิตรอย่าง Calligraphy สร้างความงามได้มากกว่าอีเมล์ที่แทบจะไม่ได้อ่านหัวข้อนอกจากเนื้อหาด้านใน มันสร้างความพิเศษ พร้อมกับความใส่ใจของผู้ส่ง มันมากกว่าการโทรหากันด้วยคำหวานๆ แต่มันคือความใส่ใจที่ผู้เขียนได้ฝากไว้บนแผ่นกระดาษ ซึ่งมันก็คงย้อนกลับมาถึง ความสละสวยของเนื้อหาในหนังสือ นิตยสาร ที่ถูกตรวจทานมาจากบุคคลหลายๆคน ก่อนส่งพิมพ์ เพื่อให้คำหรือข้อความนั้นๆ ถูกต้องที่สุด ใส่ใจที่สุด ก่อนถึงมือผู้อ่าน ในขณะที่ข่าวสารออนไลน์ในปัจจุบัน รวดเร็วจนลืมมองหาคำถูกต้อง หรือชัดเจนด้านการเชื่อถือแทบไม่ได้ มนุษย์เท่านั้น ที่จะตัดสินได้ว่า ในทุกวันนี้ เราควรจะไปในทิศทางไหน อย่ามองความฉาบฉวยว่าดีจนมองข้ามความสวยงามที่แท้จริงเลย ท้ายที่สุดแล้ว ความสวยงามดังที่กล่าวมานี้ มันเป็นส่วนเติมเต็มให้โลกมีอะไรที่มากกว่าออนไลน์นะครับ..ด้วยรัก