Monthly Archives

February 2017

History Lifestyle News Royal Story Tea

Mariage Frères Thé Français depuis 1854

ชาระดับโลกชื่อดังของฝรั่งเศส ที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของคนไทย นั่นคือ ชา Mariage Frères (มาคิยาจ แฟรส์)

หากจะเอ่ยถึงความสำคัญของชาในประเทศแถบยุโรปคงน่าจะเริ่มจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส ที่ให้ความสนใจกับเครื่องดื่มที่ชื่อว่า “ชา” เนื่องจากพระองค์ได้รับคำแนะนำจากหมอประจำพระองค์ให้ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและระบบการย่อยอาหารที่ดี โดยแต่ก่อนนั้นชาโดยส่วนใหญ่ต้องหาและนำเข้าจากประเทศจีน ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น

Henri และ Edouard Mariage ได้ก่อตั้ง Mariage Freres Tea Company ในปี 1854

จวบจนในปีคศ. 1660 Nicolas และ Pierre Mariage ได้มีโอกาสเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายเปอร์เซียเพื่อทำสัญญาทางการค้าเสาะแสวงหาชา เครื่องเทศ และสินค้าอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และบริษัท เฟรนช์ อีสต์ อินเดีย (Compagnie des Indes) และเป็นผู้นำเข้าชาและเครื่องเทศต่าง ๆ จากรุ่นสู่รุ่น และในปี คศ. 1854 Henri and Edouard Mariage ได้ตั้ง Mariage Freres Tea Company และสืบทอดกิจการชาต่อกันมาเป็นธุรกิจของตระกูลมาเรื่อย ๆ โดยได้ทำการพัฒนาชาในหลากหลายกลิ่นจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกและจัดว่าเป็นชาที่มีราคาแพงที่สุดของโลกในอันดับต้นๆ หนึ่งในชาที่เป็น  Signature ของ Mariage Frères ก็คือชา Marco Polo

กิตติชาติ แสงมณี เจ้าของชา Mariage Freres ประเทศฝรั่งเศส

และหนึ่งในเรื่องราวสำคัญของชาที่มีชื่อเสียงโด่งดังของโลกแบรนด์นี้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าปัจจุบันชา Mariage Frères มีเจ้าของเป็นคนไทยและแบรนด์ Mariage Frères ตกอยู่ภายใต้การบริหารของคุณกิตติชาติ ผู้ที่ไม่เคยหลงใหลในเสน่ห์ของชา แต่นั่นคือโชคชะตาที่ทำให้เกิดเรื่องราวของชาระดับโลกนี้ โดยคุณกิตติชาติได้มีโอกาสเล่าให้ฟังว่า

“คงเป็นโชคชะตานะผมว่า เพราะว่าผมไม่ได้ตั้งใจเลย คือพอจบวชิราวุธตอนนั้นก็อยากจะเรียนการทูต ก็สอบเข้าเรียนการทูตที่ธรรมศาสตร์ จบจากธรรมศาสตร์ ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 จบ 3 ปีกว่าเอง เพราะอยากจะเรียนรู้ให้เร็วที่สุดแล้วก็ได้มาเรียนที่นี่ กะว่าจะมาทำปริญญาโท แล้วต่อเอกเกี่ยวกับการทูตจุดประสงค์มุ่งหมายของตัวเองคือเป็นนักการทูต เข้ากระทรวง ตอนนั้นคิดว่าจบไทยแล้วมาต่อนี้โท 3 ปี เอก 4 ปีอย่างมาก แล้วจะรีบกลับไทย แล้วดูสิครับตอนนี้ก็ยังอยู่ที่นี่ (หัวเราะ)”

“เพื่อนผมเขาสนใจเกี่ยวกับชา เขารู้จักครอบครัวนี้ เลยชวนไปพบด้วยกันเพื่อจะได้ถามความเห็นผมว่าน่าสนใจมั้ย พอเข้าไปแล้ว ตอนนั้นมาคิยาจขายชาอย่างเดียวไม่ได้ทำร้าน เข้าไปเหมือนโรงเก็บของ กลิ่นชาอบอวล ผมเหมือนถูกมนต์สะกด ผมได้พบทายาทคนสุดท้ายของครอบครัว ท่านอายุมาก 80 กว่าแล้ว และจิตคงสัมผัสกันท่านต้องการหาเพื่อนร่วมงาน เผอิญคือครอบครัวเขาไม่สนใจจะทำเกี่ยวกับชา  ผมเลยบอกเพื่อนว่า ทำสิ น่าสนใจดี แต่สมองผมตอนนั้นเห็นเป็นภาพ ๆ ว่าควรทำอะไรอย่างไร ในที่สุดเพื่อนเขาก็ทำ แต่ผมมีเวลาว่างเลยมาเยี่ยมอยู่เรื่อย ๆ ในที่สุดก็ทีละเล็กละน้อยกลายเป็น มันเข้าไปอยู่ในสายเลือดโดยอัตโนมัติไม่รู้ตัว ผมเข้าไปทำเป็น hobby คือสนุกเรียนรู้หลาย ๆ อย่าง เรียนจากทายาทรุ่นสุดท้ายของเขาเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับชา การชิม การชง ในที่สุดก็ตัดสินใจไม่เรียนแล้ว ไม่เรียนการทูตแล้ว ตอนนั้นถือว่าเสี่ยงมากเหมือนกัน แต่เรามี passion อินเลิฟ ก็ไปเลย ไปเลย”

พอร้าน Mariage Frères เปิดตัวครั้งแรกที่แถวมาเร่ส์ (Marais) ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก สื่อมวลชนมาจากทั่วโลกเลย และทุกอย่างตรงกับรสนิยมของคนฝรั่งเศสมาก เพราะถือว่าเป็นร้านชาที่เปิดใหม่ แต่จริง ๆ คือชาที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสหรือเกือบที่สุดในยุโรปก็ว่าได้ แต่เราปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เปิดแล้วเราก็ทำแบรนด์ดิ้ง ทำแพ็กเกจจิ้ง ทำอะไรหมด จากนั้นรู้สึกตัวอีกที ผมก็ไม่มีเวลาหยุดเลย ผมมีความรู้สึกว่า ตำนานนี้เป็นของเรา คือทำอะไรลงไปโดยไม่ฝืนตัวเองเลย แล้วความคิดสร้างสรรค์มันจะมาเอง ซึ่งผมเชื่อว่าจินตนาการของทุกคนมีมากที่ขาดก็คือเวลาเท่านั้นเอง”

หนึ่งในคอลเลกชั่นสุดพิเศษของชาจากประเทศไทย (ชาไทยสีแดง) ที่ Mariage Frères ใช้ชื่อว่า Thaïlande

หลังจากเปิดร้านแรกในปี 1984 ในวันนี้คุณกิตติชาติ คือประธานบริษัท และเป็นเจ้าของ Mariage Frères แต่เพียงผู้เดียว โดยในปัจจุบัน Mariage Frères มีสาขาในปารีส 4 สาขา รวมทั้งยังมีสาขาในต่างประเทศอีกหลายแห่ง ในญี่ปุ่น 2 แห่งคือกินซ่า กับ ชินจูกุ ที่กินซ่าเป็นที่รู้จักกันดีเพราะมีมากว่า 20 ปีแล้ว โดยในสมัยก่อนนั้นมีชา 250 สูตรแต่ปัจจุบันในทุกวันนี้ Mariage Frères มีสูตรชาถึง 650 สูตรให้เลือกซึ่งทุก ๆ สูตร คุณกิตติชาติเป็นคนคิดและสร้างสรรค์เองทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นคือ Thaïlande ชาไทยสีแดงจากประเทศไทย ที่บนบรรจุภัณฑ์ใช้คำว่า “ชา” ภาษาไทย

โดยในปัจจุบันนั้นคุณกิตติชาติได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยทางรัฐบาลฝรั่งเศสเพิ่งจะมอบรางวัลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ ในฐานะผู้ที่สร้างคุณูปการให้กับประเทศฝรั่งเศส และยังดำรงไว้ซึ่งศาสตร์แห่งการทำชาชั้นสูงของโลก นอกจากนี้ยังมีรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าคุณกิตติชาติ ยังคงภูมิใจในความเป็นคนไทยและยังคงหาโอกาสกลับมาเมืองไทยทุกครั้งถ้าเป็นไปได้ ซึ่งนับเป็นความภูมิใจยิ่งของคนไทยที่มีบุคคลของประเทศที่สร้างชื่อเสียงและได้รับการยกย่องในระดับโลกเช่นนี้

ปัจจุบันชาจาก Mariage Frères ได้ผลิตชาหลากหลายกลิ่นจากไร่ชาที่ดีที่สุดจากทั่วโลก พร้อมออกแบบบรรจุภัณฑ์ต่างๆให้ทันสมัย สวยงาม และยังคงเป็นมาตรฐานของ Mariage Frères

แน่นอนว่าศาสตร์ของชาชั้นสูงของ Mariage Freres นี้ จะยังคงอยู่ตลอดไป ตราบใดที่คนยังไม่ลืมชาของ Mariage Freres โดยคุณสามารถเข้าไปดูข้อมูลของชาเพิ่มเติมได้ที่ http://mariagefreres.com

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร Hello เดือนมกราคม 2553 เรื่อง TOP OF THE WORLD และภาพบางส่วนจาก mariagefreres.com  / nptdumois.blogspot.com / cdn.shopify.com/ rbangirl.fr

 

Fashion History Lifestyle Love News Trend

The story of fornasetti

นี่ๆ รู้จัก นักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri หรือเปล่า? คำถามนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรารู้จัก Piero Fornasetti ศิลปินนักออกแบบตกแต่งภายในชาวอิตาลี่ดี

Piero Fornasetti
Piero Fornasetti (10 November 1913 – 9 October 1988)


แต่ก่อนแต่ไร Fornasetti ก็ไม่ได้เป็นใครสักคน ที่คิดว่าสักวัน จะกลายเป็นมหากาพย์แห่งวงการการออกแบบตกแต่งระดับโลก ที่มีผลงานสร้างชื่อระดับมาสเตอร์พีชมากมาย หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น ใบหน้านักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri ที่ Fornasetti เองได้สร้างและออกแบบลวดลายต่างๆจากใบหน้าของเธอมากกว่า 350 แบบ จนเป็นลายใบหน้าที่เป็นต้นแบบที่ทำให้คนรู้จักแบรนด์ Fornasetti ไปทั่วโลกและหวังจะได้ครอบครองผลงานของเขาสักชิ้น

ใบหน้านักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri ที่ Fornasetti
เองได้สร้างและออกแบบลวดลายต่างๆ
จากใบหน้าของเธอมากกว่า 350 แบบ
Lina Cavalieri ที่ Fornasetti กับลวดลายใหม่จาก Barnaba Fornasetti
การเพนท์ลายงานลงวัสดุที่สามารถเพนท์ลายได้เช่น โต๊ะ เก้าอี้ มู่ลี่ รวมทั้งเซรามิคเนื้อดี

จากหนุ่มนักออกแบบที่มีเอกลักษณ์ของการเพนท์ลายงานลงวัสดุที่สามารถเพนท์ลายได้เช่น โต๊ะ เก้าอี้ มู่ลี่ รวมทั้งเซรามิคเนื้อดี จนทำให้คนพูดถึงกันปากต่อปากและเป็นที่มาของการหางานดีไซน์ Tema e Variazion ของ Fornasetti กันทั่ว นี่ยังไม่รวมหนังสือออกแบบ นิตยสารตกแต่งบ้านทุกหัว ก็ต้องเคยมีงานของ Fornasetti ประดับอยู่ในเล่มมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรถ้า Fornasetti จะได้สิทธินั้น รวมถึงหลังจากที่เขาไปจากโลกนี้ไปผลงานเพนท์มือเหล่านั้น คงเดาได้ไม่ยาก ว่าจะมีมูลค่าเท่าไร

 

Barnaba Fornasetti บุตรชายของ  Piero Fornasetti ที่สานต่อเจตตนารมณ์ของพ่อด้วยผลงานต่างๆจนถึงปัจจุบัน

แต่ความทรงจำก็ไม่ใช่จะเป็นความทรงจำเสมอ การส่งต่อความรักและจิตวิญญาณของผู้ให้อย่างพ่อที่มีต่อลูก ยังคงแทรกซึมสู่ Barnaba Fornasetti บุตรชาย ที่สานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อ สร้างสรรค์ผลงานจากลวดลายเก่าของพ่อ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น รวมถึงผสมผสานความกบฏ อารมณ์ของการเสียดสี อย่างเช่น ผลงานเซรามิก งานกระจก งานไม้ เครื่องหอม และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มีรูปแบบที่แปลกตาไป แต่ยังคงมีกลิ่นอายเกือบ 100% ของผู้เป็นพ่อ หนึ่งในนั้นคือคอลเลคชั่นของเครื่องหอมอย่าง Architettura Candle เทียนหอมหลากหลายกลิ่น ที่สอดคล้องกับลวดลายบนโถเซรามิกและฝา สร้างเสน่ห์ให้กับบ้าน สามารถตกแต่งให้เข้ากับกับบ้านได้ทุกสไตล์ และกลินที่เป็นเอกลักษณ์ อย่าง เครื่องเทศ ผลส้ม ถึงแม้ว่าสินค้าของเขาจะเป็นลายโรมัน ลายคลาสสิคบ้าง แต่ด้วยสีสันที่ใช้เป็นสีขาวดำ รูปทรงและลวดลายถูกตัดทอนลงจึงไม่เยอะจนเกินไป ผลงานของเขาส่วนมากเป็นงานเซรามิคจึงทำให้ไปตกแต่งกับบ้านคลาสสิคหรืออยู่บ้านโมเดิร์นก็ได้ โดยทำให้ลุคโดยรวมดูกลมกลืน ไม่แข็งกระด่างและดูมีดีเทลของบ้านมากกว่าเดิมอีกเท่าตัว รู้งี้ สมควรมีสักชิ้นสองชิ้นไหม?

Lifestyle Love Story Travel Uncategorized

Norway in a nutshell

ฉันชอบเดินทางและท่องเที่ยวในโลกกว้าง และแน่นอนบางทีสถานที่สุดท้ายที่ฉันอยากใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น คือ นอร์เวย์” Eva Green นักแสดงและนางแบบชื่อดังชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเยือนดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน ที่คู่รักจากทั่วโลกต่างต้องการค้นหาและสัมผัสเส้นทางสุดโรแมนติกของโลกอย่าง Norway in a nutshell

บริเวณท่าเรือกลางเมืองออสโลหนึ่งในสถานที่ได้รับความนิยมในช่วงวันหยุดของประเทศนอร์เวย์ ออสโลถูกจัดให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก 

หลังจากใช้เวลาเกือบ 12 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯมาถึงกรุงออสโล สนามบิน Gardermoen ทันทีที่ออกจากสนามบินก็สัมผัสกับอากาศหนาวเย็นของเมืองออสโล ที่ทำให้ฉุกคิดได้ว่า คู่รักต่างชาติหลายคู่ที่เดินออกมาพร้อมๆกับผม อาศัยจังหวะของการปรับตัวความหนาวนี้กอดกันอย่างกลมกลืน สร้างโรแมนติกแรกของปลายตุลาคมได้อย่างแยบยล ความลงตัวของการเดินทางในประเทศนอร์เวย์นี้ทำให้อะไรๆก็ดูง่ายไปหมด เราใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที จากสนามบิน โดยการขึ้นรถไฟเข้าสู่กลางเมืองออสโล อดีตศูนย์กลางของชาวไวกิ้งโบราณ ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก เมืองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสถาปัตยกรรม งานศิลปะ งานดีไซน์ ที่มีชื่อแห่งหนึ่งของแถบสแกนดิเนเวีย รวมถึงร้านอาหาร คาเฟ่ ที่มีสไตล์และความเรียบง่ายอย่างแท้จริง

ร้านแนะนำเกี่ยวกับเครื่องหอม และเครื่องปั้นแบบฝรั่งเศส ร้าน Balzac Interiør ใจกลางเมืองออสโล


A.C. Perch’s Thehandel ร้านชาที่เก่าแก่ มีมาตั้งแต่ปี1835 หนึ่งในชาที่นิยมที่สุดของสแกนดิเนเวีย
จิตกรชื่อดังของนอเวย์ Christian Krohg

หนึ่งในร้านที่ห้ามพลาดคือร้านเบเกอรี่เก่าแก่และชื่อดังที่สุดของนอเวย์ W.B. Samson ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1894

Scone berry หนึ่งในขนมชื่อดังของ W.B. Samson
ณ ใจกลางเมืองออสโล นอร์เวย์

Oslo Domkirke โบสถ์เก่าแก่กลางเมืองออสโล

มีนักเดินทางและใครๆเคยกล่าวไว้ว่า ผู้คนที่อาศัย แถบสแกนดิเนเวียแตกต่างจากชาวยุโรปทั่วไป ทั้งนิสัย ภาษา การใช้ชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งมีธรรมชาติที่สวยและสมบูรณ์แบบรายล้อม จนทำให้ผู้คนที่นั่นอารมณ์ดีตลอดเวลา ซึ่งนั่นคงกล่าวไว้ไม่ผิดนัก ผู้คนที่นี่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติและเสพศิลป์พอๆกับนักเรียนศิลปะ ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ที่ทำให้วันหยุดคราครั่งไปด้วย คู่รัก ครอบครัว หรือหนุ่มสาว ใช้ชีวิตกับวันหยุดอย่างที่เคยเป็น ด้วยการใช้เวลากับการอยู่นอกบ้าน พักผ่อน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกัน ผมใช้เวลาทำความรู้จักออสโล 2 วัน ทั้งการเดินหาร้านดีไซน์ เครื่องหอม หรือแฟชั่น แบรนด์ของที่นี่ รวมถึงแกลลอรี่ และ สถาปัตยกรรมเก่า ที่ทำให้รู้จักออสโลมากกว่าที่เคยจินตนาการ และนั่นนำมาถึงบทสรุปที่ว่า ทำไมออสโลถึงเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก

วันหยุดคราครั่งไปด้วย คู่รัก ครอบครัว หรือหนุ่มสาว ใช้ชีวิตกับวันหยุดอย่างที่เคยเป็น
ด้วยการใช้เวลากับการอยู่นอกบ้าน พักผ่อน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกัน    

วันรุ่งขึ้นเรามุ่งหน้าสู่เมืองแบร์เกน (Bergen) เมืองท่าของประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสองของนอร์เวย์ เพื่อเข้าสู่ทริปของ Norway in a nutshell เส้นทางที่สวยและโรแมนติกเส้นทางหนึ่งของโลก ที่นักท่องเที่ยวหรือคู่รักสามารถจองและเดินทางด้วยตัวเองโดยผ่านการคมนาคมหลักอาทิ รถบัส รถไฟ และ เรือ โดยการเดินทางของโปรแกรมนี้ ถูกรวบรวมความโรแมนติกที่ยากจะหาที่ใดเหมือน ทั้งรถไฟสายด่วนของนอร์เวย์ NSB ที่มุ่งหน้าสู่เมืองวอสส์ (Voss) เมืองสกีรีสอร์ทของนอร์เวย์ ที่นำผมนั่งเรือออกเดินทางสู่ท่าเรือเมืองกุ๊ดวานเก้น (Gudvangen) เพื่อชมความงามของ Fjord cruise เสน่ห์ของผาและเทือกเขาสูงรายล้อมแม่น้ำและทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็ง ที่มีความยาวที่สุดในโลกถึง 240 กม.

Bergen จุดเริ่มต้นของทริป Norway in a nutshell

Bergen จัดว่าเป็นเมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศนอร์เวย์ที่รายล้อมไปด้วยทะเลและเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่
สถานีรถไฟกลางของเมือง Bergen ที่คุณสามารถซื้อ Ticket ของทริป Norway in a nutshell
Frieles Kaffe ร้านกาแฟที่ดีที่สุดของ Bergen ที่ไม่ควรพลาด ก่อนลงเรือทริป Norway in a nutshell
ความงามของ Fjord cruise เสน่ห์ของผาและเทือกเขาสูงรายล้อมแม่น้ำและทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็ง
ธารน้ำแข็งหรือกลาเซียร์ (Glacier) 
ธารน้ำแข็งหรือกลาเซียร์ (Glacier) มีอยู่เป็นร้อยสาย สลับซับซ้อนตามช่องของภูเขา
เกิดเป็นความสวยงามที่แปลกตา ยากหาที่ใดเหมือน

หนึ่งในไฮไลท์ที่ได้ถูกกล่าวขานว่า “ยากที่จะกระพริบตา”  และสัมผัสเมืองเล็กๆนามว่า Flåm หมู่บ้านเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสวนผลไม้และไร่นา รวมถึงนํ้าตกหลายสายที่ไหลลดหลั่นตามทาง สลับกับเนินผาสูงและถนนคดเคี้ยวที่สร้างเสน่ห์ให้เมืองนี้เป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว ผมใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ในการเดินตามถนนเล็กๆ ของเมือง Flåm ผ่านทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยแกะ สวนแอปเปิ้ลตลอดสองข้างทาง พร้อมกับทักทายคู่รักต่างชาติ ที่เช่าจักรยานปั่นขนานกันเพื่อชมเมือง จนได้เวลาของรถไฟพิเศษ “Flamsbana” รถไฟที่ดัดแปลงจากรถไฟเก่าที่เสมือนกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคของปี 1940 ที่พาผมผ่านอุโมงค์ระหว่างทางซึ่งมีถึง 20 แห่ง และ 18 แห่งนี้ได้ใช้แรงงานคนในยุคก่อน พร้อมกับทัศนียภาพอันงดงามของหุบเขาอันสูงชันตลอดสองข้างทาง

(Flamsbana) รถไฟสายโรแมนติกตามเส้นทางสายน้ำตก
สัมผัสอีกหนึ่งบรรยากาศของการเดินทางที่มีขื่อเสียงที่สุดของนอร์เวย์

ในการเดินตามถนนเล็กๆ ของเมือง Flåm ผ่านทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยแกะ สวนแอปเปิ้ลตลอดสองข้างทาง
Flåm หนึ่งในเมืองเล็กๆบนเส้นทางสุดโรแมนติกของ Norway in a nutshell

ชุมชนเล็กๆของเมือง Flåm ที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติและการใช้ชีวิต
ของผู้คนที่แสนจะเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี

เมืองไมร์ดาล (Myrdal) ชุมชนเล็กๆระหว่างทาง

จนถึงเมืองไมร์ดาล (Myrdal) ชุมทางของรถไฟซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาอันสลับซับซ้อนสุดสายตา รถไฟก็พาผมมาจอดอยู่ด้านหน้าของนํ้าตกอันตระการตานามว่า (Kjosfossen) ซึ่งเกิดจากการละลายของหิมะ พร้อมหยุดให้คู่รักและนักท่องเที่ยวลงไปถ่ายรูปกับความยิ่งใหญ่เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า “คุณได้มาเยือนกับดินแดนแห่งความโรแมนติกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”


Kjosfossen น้ำตกอันตระการตา ซึ่งเกิดจากการลอยตัวของหิมะ
น้ำตก Kjosfossen

คุณสามารถซื้อโปรแกรม Norway in a nutshell ได้ที่ http://www.fjordtours.com/ ซึ่งสามารถเลือกจุดเริ่มต้นของเส้นทางโรแมนติกนี้ได้ 4 เส้นทางด้วยกัน

ประเทศนอร์เวย์มีสายการบินภายในประเทศอย่างสายการบิน Norwegian ซึ่งคุณสามารถหาเส้นทางการบินเพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง Bergen ได้ที่ https://www.norwegian.com/

Fashion History Lifestyle Story Trend Uncategorized

Pierre Hardy เจ้าพ่อแห่งลวดลายกราฟิก

ชายหนุ่มผู้คร่ำวอดลวดลายเชิงสถาปัตยกรรม ผู้ที่ทำให้แบรนด์ปิเอร์ ฮาร์ดี้ แบรนด์ที่ก่อตั้งเพียง 16 ปี แต่ผลงานด้านการออกแบบสร้างสรรค์ลวดลายสู่คอลเลคชั่นรองเท้าสตรี กลับเป็นที่ยอมรับของแฟชั่นนิสต้าจากทั่วโลก ปิเอร์ หลงใหลศิลปะเชิงมิติซ้อนมิติ หลังจากจบการศึกษาที่สถาบัน อีโคล นอลมัล ซูปาเยียล (Ecole Normale Supérieure) เขาก็เริ่มทำงานด้านการสอนวิชาศิลปะ สาขาภาพมิติ ให้กับโรงเรียนศิลปะ ที่ถนนบรองซ์ ควบคู่กับการรังสรรค์ภาพวาดลายเส้นให้แก่นิตยสารชั้นนำต่างๆของฝรั่งเศส ซึ่งหลังจากนั้นเพียงไม่นานเขาก็เริ่มทำงานด้านฝ่ายสร้างสรรค์คอลเลคชั่นสตรีให้กับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง คริสเตียน ดิออร์ และบาเลนเซียกา

Pierre Hardy

ความที่ปิเอร์มีความหลงใหลลวดลายมิติเป็นทุนเดิม ทำให้เขาตัดสินใจออกแบบผลงานรองเท้าสตรีคอลเลคชั่นแรก ภายใต้ชื่อแบรนด์ของตนเอง ปิเอร์ ฮาร์ดี้ ในปี 1999 และเกิดเป็นลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ “คิว พริ้นท์” หรือลวดลายทรงลูกบาศก์นั้นเอง ส่วนหนึ่งของแรงบัลดาลใจมาจากพื้นหินอ่อนสีดำ สีเทา และสีขาว ที่สร้างลวดลายลูกบาศก์ซ้อนกันไปมานามว่า “คิว สแตร์” หรือลวดลายบันไดลูกบาศก์จนเกิดเป็นมิติที่สามารถพบได้ทั่วไปในมิวเซียมงานศิลปะหลายแห่ง ของกรุงปารีส จนทำให้ฮาร์ดี้นำมาลวดลายนี้ถูกถ่ายทอดเป็นลายซิกเนเจอร์ให้กับแบรนด์ ฮาร์ดี้เป็นผู้รังสรรค์รองเท้าผ้าใบสวมสบาย หรือสนีกเกอร์ที่ได้รับความนิยมในหมู่สาวแฟชั่นนิสต้า รวมถึงบรรดาสาวกแฟชั่นคนดัง อย่างซาราห์ เจสสิก้า พาร์คเกอร์, เคท บอสเวิร์ธ, เคท มอสส์ และ กวินเนธ พัลโทรว์ ก็ต่างหลงรักสนีกเกอร์จากปิเอร์ ฮาร์ดี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความสำเร็จอย่างถล่มทลายนี้ทำให้ฮาร์ดี้ ตัดสินใจออกแบบไลน์รองเท้าสุภาพบุรุษ คอลเลคชั่นกระเป๋าและเครื่องประดับในเวลาต่อมา ซึ่งเสน่ห์ที่โดดเด่นของแบรนด์ ปิเอร์ ฮาร์ดี้ คือลูกเล่นที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าทุกคู่ ฮาร์ดี้สามารถนำศาตร์ด้านสถาปัตยกรรมมาใช้กับรองเท้าทุกรุ่นที่เขาผลิต พร้อมมิกซ์ความแตกต่างของสีที่ตรงกันข้ามกันได้อย่างลงตัว รวมถึงลวดลายอันเป็นสัญลักษณ์อย่าง  “คิว พริ้นท์” ก็ถูกดีไซน์ให้เข้ากับรองเท้าและกระเป๋าในทุกๆคอลเลคชั่นจนถึงคอลเลคชั่นปัจจุบันอีกด้วย

“คิว สแตร์” หรือลวดลายบันไดลูกบาศก์

การบ่มเพาะความคิดที่อยู่เหนือกรอบกำหนด และขยายวิสัยทัศน์ทางความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองให้มากที่สุด ทำให้ ปิเอร์ ฮาร์ดี้ เป็นขวัญใจของแฟชั่นสตาร์ รวมถึงสตรีทสไตล์พีเพิลจากทั่วโลก ด้วยความที่เน้นการดีไซน์ที่สดใหม่ สะท้อนแรงบันดาลใจสุดโต่งของกราฟิคดีไซน์ที่ตนรัก และถ่ายทอดศิลปะสมัยใหม่ออกมาในรูปแบบดีไซน์ที่จับต้องได้ผ่านรองเท้า และกระเป๋า ที่ตนออกแบบ ขนานกับการใช้สอยที่ง่าย และสวมใส่สบาย ซึ่งทั้งหมดคือการถ่ายทอดพลังงานที่มีอยู่ในตัวตนฮาร์ดี้ สรรค์สร้างจนเป็นแบรนด์ชั้นนำในปัจจุบัน


คลัชท์หนึ่งในไอเท็มที่ได้รับความนิยม

Solange Knowles

โซแลง นักร้องอาร์แอนด็บี น้องสาวของบียอนเซ่ โนวส์เพิ่งได้รับตำแหน่ง 5 อันดับบุคคลที่น่าจับตามองด้านแฟชั่นมากที่สุด เธอเป็นแฟชั่นไอคอนตัวแทนของสาวยุคใหม่ที่ผสมความโมเดิร์นเข้ากับวินเทจได้อย่างลงตัว เธอจำกัดความนิยามของแฟชั่นสำหรับตัวเธอว่า เราต้องหาความแปลกใหม่ให้กับตัวเอง และจะให้ดีที่สุด มันต้องเป็นตัวเราด้วย เธอแมทซ์ด้วยสีสันและลวดลายกราฟิค ผสมลายตัดทอนทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นความชอบและเป็นตัวตนของเธอ หนึ่งในแบรนด์โปรดคงหนีไม่พ้น ปิเอร์ ฮาร์ดี้ เราแอบเห็นเธอสวมกำไลข้อมือเมทาลิกสีทองลวดลาย “คิว พริ้นท์” ไลน์จิลเวอรี่ล่าสุดของปิเอร์ ฮาร์ดี้ ในงาน นอร์ทไซด์ เฟสติวัล กลางแม็คคาเลน พาร์ค ที่นิวยอร์ก ใช่ละ มันเข้าได้ดีกับเสื้อยืดลายทางสีเนวีและสีเขียว บวกกับหมวกลายชนเผ่า ที่ทำให้คอนเสิร์ตในวันที่ 4 ของงานนี้ เป็นโชว์ที่โดดเด่นที่สุดแบบไม่ต้องสงสัย

ขอขอบคุณรูปภาพบางส่วนจาก barneys.com / farfetch.com / creativest.fr / farm6.staticflickr.com /