Browsing Category

Uncategorized

Lifestyle Love Story Travel Uncategorized

Norway in a nutshell

ฉันชอบเดินทางและท่องเที่ยวในโลกกว้าง และแน่นอนบางทีสถานที่สุดท้ายที่ฉันอยากใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น คือ นอร์เวย์” Eva Green นักแสดงและนางแบบชื่อดังชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเยือนดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน ที่คู่รักจากทั่วโลกต่างต้องการค้นหาและสัมผัสเส้นทางสุดโรแมนติกของโลกอย่าง Norway in a nutshell

บริเวณท่าเรือกลางเมืองออสโลหนึ่งในสถานที่ได้รับความนิยมในช่วงวันหยุดของประเทศนอร์เวย์ ออสโลถูกจัดให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก 

หลังจากใช้เวลาเกือบ 12 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯมาถึงกรุงออสโล สนามบิน Gardermoen ทันทีที่ออกจากสนามบินก็สัมผัสกับอากาศหนาวเย็นของเมืองออสโล ที่ทำให้ฉุกคิดได้ว่า คู่รักต่างชาติหลายคู่ที่เดินออกมาพร้อมๆกับผม อาศัยจังหวะของการปรับตัวความหนาวนี้กอดกันอย่างกลมกลืน สร้างโรแมนติกแรกของปลายตุลาคมได้อย่างแยบยล ความลงตัวของการเดินทางในประเทศนอร์เวย์นี้ทำให้อะไรๆก็ดูง่ายไปหมด เราใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที จากสนามบิน โดยการขึ้นรถไฟเข้าสู่กลางเมืองออสโล อดีตศูนย์กลางของชาวไวกิ้งโบราณ ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก เมืองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสถาปัตยกรรม งานศิลปะ งานดีไซน์ ที่มีชื่อแห่งหนึ่งของแถบสแกนดิเนเวีย รวมถึงร้านอาหาร คาเฟ่ ที่มีสไตล์และความเรียบง่ายอย่างแท้จริง

ร้านแนะนำเกี่ยวกับเครื่องหอม และเครื่องปั้นแบบฝรั่งเศส ร้าน Balzac Interiør ใจกลางเมืองออสโล


A.C. Perch’s Thehandel ร้านชาที่เก่าแก่ มีมาตั้งแต่ปี1835 หนึ่งในชาที่นิยมที่สุดของสแกนดิเนเวีย
จิตกรชื่อดังของนอเวย์ Christian Krohg

หนึ่งในร้านที่ห้ามพลาดคือร้านเบเกอรี่เก่าแก่และชื่อดังที่สุดของนอเวย์ W.B. Samson ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1894

Scone berry หนึ่งในขนมชื่อดังของ W.B. Samson
ณ ใจกลางเมืองออสโล นอร์เวย์

Oslo Domkirke โบสถ์เก่าแก่กลางเมืองออสโล

มีนักเดินทางและใครๆเคยกล่าวไว้ว่า ผู้คนที่อาศัย แถบสแกนดิเนเวียแตกต่างจากชาวยุโรปทั่วไป ทั้งนิสัย ภาษา การใช้ชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งมีธรรมชาติที่สวยและสมบูรณ์แบบรายล้อม จนทำให้ผู้คนที่นั่นอารมณ์ดีตลอดเวลา ซึ่งนั่นคงกล่าวไว้ไม่ผิดนัก ผู้คนที่นี่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติและเสพศิลป์พอๆกับนักเรียนศิลปะ ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ที่ทำให้วันหยุดคราครั่งไปด้วย คู่รัก ครอบครัว หรือหนุ่มสาว ใช้ชีวิตกับวันหยุดอย่างที่เคยเป็น ด้วยการใช้เวลากับการอยู่นอกบ้าน พักผ่อน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกัน ผมใช้เวลาทำความรู้จักออสโล 2 วัน ทั้งการเดินหาร้านดีไซน์ เครื่องหอม หรือแฟชั่น แบรนด์ของที่นี่ รวมถึงแกลลอรี่ และ สถาปัตยกรรมเก่า ที่ทำให้รู้จักออสโลมากกว่าที่เคยจินตนาการ และนั่นนำมาถึงบทสรุปที่ว่า ทำไมออสโลถึงเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก

วันหยุดคราครั่งไปด้วย คู่รัก ครอบครัว หรือหนุ่มสาว ใช้ชีวิตกับวันหยุดอย่างที่เคยเป็น
ด้วยการใช้เวลากับการอยู่นอกบ้าน พักผ่อน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกัน    

วันรุ่งขึ้นเรามุ่งหน้าสู่เมืองแบร์เกน (Bergen) เมืองท่าของประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสองของนอร์เวย์ เพื่อเข้าสู่ทริปของ Norway in a nutshell เส้นทางที่สวยและโรแมนติกเส้นทางหนึ่งของโลก ที่นักท่องเที่ยวหรือคู่รักสามารถจองและเดินทางด้วยตัวเองโดยผ่านการคมนาคมหลักอาทิ รถบัส รถไฟ และ เรือ โดยการเดินทางของโปรแกรมนี้ ถูกรวบรวมความโรแมนติกที่ยากจะหาที่ใดเหมือน ทั้งรถไฟสายด่วนของนอร์เวย์ NSB ที่มุ่งหน้าสู่เมืองวอสส์ (Voss) เมืองสกีรีสอร์ทของนอร์เวย์ ที่นำผมนั่งเรือออกเดินทางสู่ท่าเรือเมืองกุ๊ดวานเก้น (Gudvangen) เพื่อชมความงามของ Fjord cruise เสน่ห์ของผาและเทือกเขาสูงรายล้อมแม่น้ำและทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็ง ที่มีความยาวที่สุดในโลกถึง 240 กม.

Bergen จุดเริ่มต้นของทริป Norway in a nutshell

Bergen จัดว่าเป็นเมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศนอร์เวย์ที่รายล้อมไปด้วยทะเลและเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่
สถานีรถไฟกลางของเมือง Bergen ที่คุณสามารถซื้อ Ticket ของทริป Norway in a nutshell
Frieles Kaffe ร้านกาแฟที่ดีที่สุดของ Bergen ที่ไม่ควรพลาด ก่อนลงเรือทริป Norway in a nutshell
ความงามของ Fjord cruise เสน่ห์ของผาและเทือกเขาสูงรายล้อมแม่น้ำและทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็ง
ธารน้ำแข็งหรือกลาเซียร์ (Glacier) 
ธารน้ำแข็งหรือกลาเซียร์ (Glacier) มีอยู่เป็นร้อยสาย สลับซับซ้อนตามช่องของภูเขา
เกิดเป็นความสวยงามที่แปลกตา ยากหาที่ใดเหมือน

หนึ่งในไฮไลท์ที่ได้ถูกกล่าวขานว่า “ยากที่จะกระพริบตา”  และสัมผัสเมืองเล็กๆนามว่า Flåm หมู่บ้านเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสวนผลไม้และไร่นา รวมถึงนํ้าตกหลายสายที่ไหลลดหลั่นตามทาง สลับกับเนินผาสูงและถนนคดเคี้ยวที่สร้างเสน่ห์ให้เมืองนี้เป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว ผมใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ในการเดินตามถนนเล็กๆ ของเมือง Flåm ผ่านทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยแกะ สวนแอปเปิ้ลตลอดสองข้างทาง พร้อมกับทักทายคู่รักต่างชาติ ที่เช่าจักรยานปั่นขนานกันเพื่อชมเมือง จนได้เวลาของรถไฟพิเศษ “Flamsbana” รถไฟที่ดัดแปลงจากรถไฟเก่าที่เสมือนกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคของปี 1940 ที่พาผมผ่านอุโมงค์ระหว่างทางซึ่งมีถึง 20 แห่ง และ 18 แห่งนี้ได้ใช้แรงงานคนในยุคก่อน พร้อมกับทัศนียภาพอันงดงามของหุบเขาอันสูงชันตลอดสองข้างทาง

(Flamsbana) รถไฟสายโรแมนติกตามเส้นทางสายน้ำตก
สัมผัสอีกหนึ่งบรรยากาศของการเดินทางที่มีขื่อเสียงที่สุดของนอร์เวย์

ในการเดินตามถนนเล็กๆ ของเมือง Flåm ผ่านทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยแกะ สวนแอปเปิ้ลตลอดสองข้างทาง
Flåm หนึ่งในเมืองเล็กๆบนเส้นทางสุดโรแมนติกของ Norway in a nutshell

ชุมชนเล็กๆของเมือง Flåm ที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติและการใช้ชีวิต
ของผู้คนที่แสนจะเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี

เมืองไมร์ดาล (Myrdal) ชุมชนเล็กๆระหว่างทาง

จนถึงเมืองไมร์ดาล (Myrdal) ชุมทางของรถไฟซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาอันสลับซับซ้อนสุดสายตา รถไฟก็พาผมมาจอดอยู่ด้านหน้าของนํ้าตกอันตระการตานามว่า (Kjosfossen) ซึ่งเกิดจากการละลายของหิมะ พร้อมหยุดให้คู่รักและนักท่องเที่ยวลงไปถ่ายรูปกับความยิ่งใหญ่เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า “คุณได้มาเยือนกับดินแดนแห่งความโรแมนติกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”


Kjosfossen น้ำตกอันตระการตา ซึ่งเกิดจากการลอยตัวของหิมะ
น้ำตก Kjosfossen

คุณสามารถซื้อโปรแกรม Norway in a nutshell ได้ที่ http://www.fjordtours.com/ ซึ่งสามารถเลือกจุดเริ่มต้นของเส้นทางโรแมนติกนี้ได้ 4 เส้นทางด้วยกัน

ประเทศนอร์เวย์มีสายการบินภายในประเทศอย่างสายการบิน Norwegian ซึ่งคุณสามารถหาเส้นทางการบินเพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง Bergen ได้ที่ https://www.norwegian.com/

Fashion History Lifestyle Story Trend Uncategorized

Pierre Hardy เจ้าพ่อแห่งลวดลายกราฟิก

ชายหนุ่มผู้คร่ำวอดลวดลายเชิงสถาปัตยกรรม ผู้ที่ทำให้แบรนด์ปิเอร์ ฮาร์ดี้ แบรนด์ที่ก่อตั้งเพียง 16 ปี แต่ผลงานด้านการออกแบบสร้างสรรค์ลวดลายสู่คอลเลคชั่นรองเท้าสตรี กลับเป็นที่ยอมรับของแฟชั่นนิสต้าจากทั่วโลก ปิเอร์ หลงใหลศิลปะเชิงมิติซ้อนมิติ หลังจากจบการศึกษาที่สถาบัน อีโคล นอลมัล ซูปาเยียล (Ecole Normale Supérieure) เขาก็เริ่มทำงานด้านการสอนวิชาศิลปะ สาขาภาพมิติ ให้กับโรงเรียนศิลปะ ที่ถนนบรองซ์ ควบคู่กับการรังสรรค์ภาพวาดลายเส้นให้แก่นิตยสารชั้นนำต่างๆของฝรั่งเศส ซึ่งหลังจากนั้นเพียงไม่นานเขาก็เริ่มทำงานด้านฝ่ายสร้างสรรค์คอลเลคชั่นสตรีให้กับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง คริสเตียน ดิออร์ และบาเลนเซียกา

Pierre Hardy

ความที่ปิเอร์มีความหลงใหลลวดลายมิติเป็นทุนเดิม ทำให้เขาตัดสินใจออกแบบผลงานรองเท้าสตรีคอลเลคชั่นแรก ภายใต้ชื่อแบรนด์ของตนเอง ปิเอร์ ฮาร์ดี้ ในปี 1999 และเกิดเป็นลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ “คิว พริ้นท์” หรือลวดลายทรงลูกบาศก์นั้นเอง ส่วนหนึ่งของแรงบัลดาลใจมาจากพื้นหินอ่อนสีดำ สีเทา และสีขาว ที่สร้างลวดลายลูกบาศก์ซ้อนกันไปมานามว่า “คิว สแตร์” หรือลวดลายบันไดลูกบาศก์จนเกิดเป็นมิติที่สามารถพบได้ทั่วไปในมิวเซียมงานศิลปะหลายแห่ง ของกรุงปารีส จนทำให้ฮาร์ดี้นำมาลวดลายนี้ถูกถ่ายทอดเป็นลายซิกเนเจอร์ให้กับแบรนด์ ฮาร์ดี้เป็นผู้รังสรรค์รองเท้าผ้าใบสวมสบาย หรือสนีกเกอร์ที่ได้รับความนิยมในหมู่สาวแฟชั่นนิสต้า รวมถึงบรรดาสาวกแฟชั่นคนดัง อย่างซาราห์ เจสสิก้า พาร์คเกอร์, เคท บอสเวิร์ธ, เคท มอสส์ และ กวินเนธ พัลโทรว์ ก็ต่างหลงรักสนีกเกอร์จากปิเอร์ ฮาร์ดี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความสำเร็จอย่างถล่มทลายนี้ทำให้ฮาร์ดี้ ตัดสินใจออกแบบไลน์รองเท้าสุภาพบุรุษ คอลเลคชั่นกระเป๋าและเครื่องประดับในเวลาต่อมา ซึ่งเสน่ห์ที่โดดเด่นของแบรนด์ ปิเอร์ ฮาร์ดี้ คือลูกเล่นที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าทุกคู่ ฮาร์ดี้สามารถนำศาตร์ด้านสถาปัตยกรรมมาใช้กับรองเท้าทุกรุ่นที่เขาผลิต พร้อมมิกซ์ความแตกต่างของสีที่ตรงกันข้ามกันได้อย่างลงตัว รวมถึงลวดลายอันเป็นสัญลักษณ์อย่าง  “คิว พริ้นท์” ก็ถูกดีไซน์ให้เข้ากับรองเท้าและกระเป๋าในทุกๆคอลเลคชั่นจนถึงคอลเลคชั่นปัจจุบันอีกด้วย

“คิว สแตร์” หรือลวดลายบันไดลูกบาศก์

การบ่มเพาะความคิดที่อยู่เหนือกรอบกำหนด และขยายวิสัยทัศน์ทางความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองให้มากที่สุด ทำให้ ปิเอร์ ฮาร์ดี้ เป็นขวัญใจของแฟชั่นสตาร์ รวมถึงสตรีทสไตล์พีเพิลจากทั่วโลก ด้วยความที่เน้นการดีไซน์ที่สดใหม่ สะท้อนแรงบันดาลใจสุดโต่งของกราฟิคดีไซน์ที่ตนรัก และถ่ายทอดศิลปะสมัยใหม่ออกมาในรูปแบบดีไซน์ที่จับต้องได้ผ่านรองเท้า และกระเป๋า ที่ตนออกแบบ ขนานกับการใช้สอยที่ง่าย และสวมใส่สบาย ซึ่งทั้งหมดคือการถ่ายทอดพลังงานที่มีอยู่ในตัวตนฮาร์ดี้ สรรค์สร้างจนเป็นแบรนด์ชั้นนำในปัจจุบัน


คลัชท์หนึ่งในไอเท็มที่ได้รับความนิยม

Solange Knowles

โซแลง นักร้องอาร์แอนด็บี น้องสาวของบียอนเซ่ โนวส์เพิ่งได้รับตำแหน่ง 5 อันดับบุคคลที่น่าจับตามองด้านแฟชั่นมากที่สุด เธอเป็นแฟชั่นไอคอนตัวแทนของสาวยุคใหม่ที่ผสมความโมเดิร์นเข้ากับวินเทจได้อย่างลงตัว เธอจำกัดความนิยามของแฟชั่นสำหรับตัวเธอว่า เราต้องหาความแปลกใหม่ให้กับตัวเอง และจะให้ดีที่สุด มันต้องเป็นตัวเราด้วย เธอแมทซ์ด้วยสีสันและลวดลายกราฟิค ผสมลายตัดทอนทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นความชอบและเป็นตัวตนของเธอ หนึ่งในแบรนด์โปรดคงหนีไม่พ้น ปิเอร์ ฮาร์ดี้ เราแอบเห็นเธอสวมกำไลข้อมือเมทาลิกสีทองลวดลาย “คิว พริ้นท์” ไลน์จิลเวอรี่ล่าสุดของปิเอร์ ฮาร์ดี้ ในงาน นอร์ทไซด์ เฟสติวัล กลางแม็คคาเลน พาร์ค ที่นิวยอร์ก ใช่ละ มันเข้าได้ดีกับเสื้อยืดลายทางสีเนวีและสีเขียว บวกกับหมวกลายชนเผ่า ที่ทำให้คอนเสิร์ตในวันที่ 4 ของงานนี้ เป็นโชว์ที่โดดเด่นที่สุดแบบไม่ต้องสงสัย

ขอขอบคุณรูปภาพบางส่วนจาก barneys.com / farfetch.com / creativest.fr / farm6.staticflickr.com /

History Library Lifestyle Love Story Uncategorized

The legacy of Jennie Neilson Hays

ในช่วงสายของวันอาทิตย์มีความตั้งใจว่าจะไปเยือนสถานที่ ที่เคยเป็นความทรงจำสมัยเรียนมัธยมที่มีชื่อว่า “ห้องสมุดเนลสันเฮย์ (Neilson Hays Library)” สถานที่อันเป็นที่หลบพักและหาความรู้ของเด็กมัธยม (ตัวผม) ในหลาย 10 ปีที่แล้ว ซึ่งในปัจจุบัน เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้นพอๆกับนิสัยคนที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ความไวและฉาบฉวยของการได้อะไรมาง่ายๆ ทำให้หนังสือหนึ่งเล่มที่อาจจะใช้เวลาอ่านเป็นชั่วโมงดูด้อยค่าลงไปถนัดตา และนั่นจึงเป็นที่มาของการกลับมาหาสิ่งที่เคยรักและยังคงอยู่ในความทรงจำ

ห้องสมุดเนลสันเฮย์ (Neilson Hays Library) จดทะเบียนขึ้นเป็นสมาคมห้องสมุด เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๒ โดยสมาชิกสมาคมสตรี (The Ladies’ Bazaar Association) ซึ่งสมาชิกเป็นสุภาพสตรีชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ โดยนำรายได้จากการขายของของสมาคมสตรีนำมาจัดตั้งสมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพ (The Bangkok Ladies’ Library Association) ขึ้นเพื่อให้บริการแก่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพโดยมีข้อบังคับของสมาคมที่ให้การบริหารงานนั้นต้องประกอบไปด้วยกรรมการสมาคมที่เป็นสตรีจำนวนไม่เกิน ๑๒ คน ซึ่งในขณะนั้นสมาคมยังไม่มีสถานที่ทำงานที่แน่นอน ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้เปลี่ยนชื่อ จากสมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพ เป็น สมาคมห้องสมุดกรุงเทพ

คุณหมอ Thomas Heyward Hays และ นาง Jennie Neilson Hays

ส่วนชื่อปัจจุบันของห้องสมุดคือ สมาคมห้องสมุดเนลสันเฮย์ นั้นมาจากชื่อของนาง Jennie Neilson Hays ซึ่งชื่อเดิมของ นาง Jennie Neilson Hays คือ Jennie Neilson เป็นชาวเดนมาร์ก ครอบครัวได้อพยพไปอยู่อเมริกาต่อมาได้เดินทางเข้ามาเป็นมิชชั่นนารีในประเทศไทยในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ และได้พบกับคุณคุณหมอ Thomas Heyward Hays ซึ่งเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในปีพ.ศ. ๒๔๒๙ และทั้งคู่ได้แต่งงานกันในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ต่อมานาง Jennie Neilson Hays ได้เข้ามาทำงานให้กับสมาคมห้องสมุดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ตลอดเวลาเธออุทิศตัวและเวลาเพื่อทำกิจกรรมมากมายเพื่อให้ห้องสมุดสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เธอทำงานให้กับห้องสมุดเป็นเวลาถึง ๒๕ ปี และเธอได้เสียชีวิตด้วยโรคอหิวาตกโรคในเดือน เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓


บริเวณด้านหน้าห้องสมุด ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ผสมด้วยตัวอาคารสถาปัตยกรรมแบบ นีโอ คลาสิค

หลังจากนาง Jennie Neilson Hays ได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ด้วยความรักที่เธอมีต่อห้องสมุด คุณหมอ Thomas Heyward Hays จึงได้ว่าจ้างมารีโอ ตามัญโญ (Mario Tamagno)มาออกแบบและมีสถาปนิกผู้ช่วยชื่อนายจีโอวานี แฟร์เรโร (Mr.Giovanni Gerreo) เพื่อออกแบบอาคารที่จะอยู่ถาวรให้มีความงามสมกับคนรักของเค้า และซื้อที่ดินริมถนนสุรวงศ์เพื่อยกให้เป็นของห้องสมุดและเป็นที่ระลึกถึงภรรยาของท่าน ดังนั้นสมาคมห้องสมุดกรุงเทพ (The Bangkok Library Association) จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ห้องสมุดเนลสันเฮย์” พร้อมกับอาคารใหม่ที่สร้างเสร็จเริ่มเปิดทำการในเดือน มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๕ โดยสถานที่ตั้งนั้นอยู่ที่ เลขที่ ๑๙๓,๑๙๕ ถนนสุรวงศ์ และยังเปิดให้บริการจนถึงปัจจุบัน นอกจากความรักของนางที่มีให้กับห้องสมุดแล้ว ก็ยังมีความรักที่ทั้งสองมีให้แก่กันตั้งแต่นางยังมีชีวิตอยู่จนนางเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ดังนั้น Neilson Hays Library จึงไม่ได้เป็นแค่อนุสรณ์แห่งความรักเท่านั้นแต่ยังเป็นอนุสรณ์แห่งการสูญเสียอีกด้วย


หนังสือต่างๆ ภายในห้องสมุดนี้หลายพันเล่ม ให้บริการสำหรับสมาชิกไม่จำกัดชาติ ภาษา อายุ


เช้าวันเสาร์มีกิจกรรมเล่านิทานสำหรับเด็กอีกด้วย อีกทั้งภายในยังมี “โรทันดา แกลเลอรี่” แกลอรี่เล็กๆ
ที่เอาไว้จัดแสดงผลงานศิลปะจากศิลปินหมุนเวียนกันไป

ประเภทหนังสือที่อยู่ในห้องสมุดเนลสัน เฮย์ ส่วนใหญ่จะเป็นนวนิยาย ผสมกับหนังสือประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และมีโซนหนังสือสำหรับเด็กด้วย

 ในส่วนของการออกแบบเป็นสไตล์นีโอคลาสสิค ผังอาคารเป็นรูปตัว H ทางเข้าเป็นห้องทรงกลมหลังคาทางเข้าเป็นโดม

ห้องสมุดนี้ได้รับการออกแบบจากสถาปนิกชาวอิตาเลียนชื่อมารีโอ ตามัญโญ ผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นอาคารชั้นเดียวแบบนีโอ คลาสิค หลังคาเป็นทรงโดม ที่หัวเสาทุกต้นสลักลวดลายสวยงาม ใต้ตัวตึกเป็นบ่อน้ำเพื่อให้ความเย็นภายในอาคาร แต่ปัจจุบันใช้วิธีติดแอร์สร้างความเย็นแทน

ปัจจุบันความสวยงามของห้องสมุดแห่งนี้ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น ห้องสมุดที่สวยที่สุดในกรุงเทพ

ซึ่งคุณสามารถนั่งอ่านในห้องสมุดหรือจะยืมออกไปนั่งอ่านในสวนด้านนอกรับลมธรรมชาติ หรือยืมกลับบ้าน (สำหรับสมาชิก รายปี 2500 บาท) ก็ได้เช่นกัน ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ ห้องสมุดแห่งนี้ มักมีการจัดกิจกรรมอยู่บ่อย ๆ อย่างเช่นนิทรรศการศิลปะ หรือเล่านิทานสำหรับเด็ก หรือใครที่อยากพกคอมพิวเตอร์มานั่งทำงาน ก็สามารถใช้ Wifi ที่มีให้บริการได้ที่นี่อีกด้วย

ความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมักทำให้คนพยายามที่จะตามหาและเฝ้านึกถึงสิ่งนั้น หนังสือหลายเล่มสร้างและสอนคนได้มากกว่ามือถือที่ข่าวสารไวจนหาที่มาที่ไปแทบไม่ได้ กระดาษและเนื้อหาด้านในสร้างสรรค์คำสละสลวยและวลีที่ไพเราะจนแทบจะไม่อยากวางลง และเฝ้าคิดกับตัวเองอยู่เสมอว่า “เมื่อไหร่นะ ที่คนเราจะหันกลับมาอ่านและให้ความสำคัญกับหนังสืออีกครั้ง” ภาวนา…

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ toddlejoy.com / electrummagazine.com

คุณสามารถเข้าชมห้องสมุด Neilson Hays Library (ห้องสมุด นิลเซน เฮส์) ได้ที่
195 Thanon Surawong, Si Phraya, Khet Bang Rak, Krung Thep Maha Nakhon 10500
neilsonhayslibrary.com 

Fashion Lifestyle Travel Uncategorized

Le Siam À Fontainebleau L’Ambassade Du 27 Juin 1861

ความสัมพันธ์ ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ หลังจากที่ห่างเหินไปกว่า ๑๖๐ ปี การเจริญพระราชไมตรีนี้เป็นพระบรมราโชบายสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงเอาพระราชหฤทัยใส่อย่างจริงจัง เพื่อให้ราชอาณาจักรสยามสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีอิสรภาพท่ามกลางแนวคิดใน การแสวงหาและการยึดครองดินแดนต่าง ๆ ในเอเชียอาคเนย์ของประเทศมหาอำนาจตะวันตก

ใน หนังสือเล่มนี้ นอกจากภาพวาดอันงดงามของฌอง-เลออง เฌโรม (Jean-Leon Gerome) ที่ปรากฏเป็นปกหน้าหนังสือแล้ว ยังประกอบด้วยบทความเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ทั้งบทความที่อธิบายจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสแต่ ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บทความเรื่องความสัมพันธ์สยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์ และสิ่งสำคัญคือบัญชีรายการสิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการพร้อมทั้งภาพถ่าย คณะราชทูตสยามในครั้งนั้นในเชิงมานุษยวิทยาอีกด้วย นับได้ว่าหนังสือ “ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบลคณะราชทูตสยาม ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑” เป็นการระบายหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ให้มีสีสันงดงามควรค่าแก่การจดจำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการทั้งปวงย่อมแสดงให้เห็นว่าสายพระเนตรของพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมองการณ์ไกลยิ่งนัก ทรงตระหนักดีว่าวิธีการทางการทูตและมิตรไมตรีอันดีระหว่าง ๒ ประเทศเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาขัดข้องต่างๆ ระหว่างประเทศได้ ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าบรรพชนในราชินิกุลบุนนาคนั้น ได้รับสนองงานอันเป็นคุณูปการและประโยชน์แก่แผ่นดินมาโดยตลอดอีกด้วย

นับแต่ปี พ.ศ. ๒๓๙๙ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริแต่งคณะราชทูตสยามให้เชิญ พระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการไปถวายพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศส แต่กว่าที่จะสำเร็จลงได้นั้นก็ต้องรอเวลาเกือบ ๕ ปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ คณะราชทูตสยามเดินทางถึงประเทศฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศสและทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์นพร้อมทั้งเครื่องมงคลราชบรรณาการ ในครั้งนั้นคณะราชทูตประกอบด้วยพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) จางวางพระคลังสินค้า เป็นราชทูตเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (วอน บุนนาค) เป็นอุปทูต และพระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) เป็นตรีทูต รวมทั้งคณะชาวสยามอีกหลายสิบคนนับเป็นการเจริญพระราชไมตรีที่ยิ่งใหญ่ครั้ง หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย


หนึ่งในเครื่องมงคลราชบรรณาการชิ้นสำคัญอย่าง พระมหามงกุฎ ที่ปัจจุบันถูกโจรกรรมและหายไปอย่างไร้ร่องรอย

เครื่องมงคลราชบรรณาการที่สยามส่งไปยังประเทศฝรั่งเศสมีความงดงามยิ่งใหญ่และเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง พระจักรพรรดินีเออ เฌนีแห่งฝรั่งเศสโปรดฯให้จัดเก็บเครื่องมงคลราชบรรณาการไว้ที่พระราชวัง ฟงแตนโบลซึ่งเป็นที่เสด็จออกรับคณะราชทูตเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๔ อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดได้เห็นสิ่งของเครื่องมงคลราช บรรณาการที่ทางสยามจัดส่งไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ พิพิธภัณฑ์พระราชวังฟงแตนโบล ได้จัดแสดงเครื่องมงคลราชบรรณาการจากสยาม ภาพวาดคณะราชทูตสยามเข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ทั้งยังได้จัดพิมพ์หนังสือคู่มือประกอบนิทรรศการ อันประกอบไปด้วยบทความต่างๆ ที่น่าสนใจและที่สำคัญคือภาพเครื่องมงคลราชบรรณาการอันงดงามประณีตที่คนไทย ไม่เคยเห็นมากว่า ๑๕๐ ปี เช่นพระมหามงกุฎ เครื่องราชูปโภคทองคำต่างๆ พระราชสาส์นทองคำ แผ่นผ้ารูปพระแก้วมรกต ๓ ฤดู และเครื่องมหัคฆภัณฑ์อื่นๆ


พระสิริโฉมงดงาม “พระองค์หญิงสิริวัณณวรี” ฉายพระรูปขึ้นปกนิตยสาร Harper’s Bazaar
ประจำเดือนธันวาคม 2014 ณ พระราชวังฟงแตนโบล


บริเวณด้านหน้าของ Château de Fontainebleau ที่เก็บสมบัติล้ำค่าของโลก
รวมถึงเครื่องมงคลราชบรรณาการจากประเทศไทย


Gallery Francis I หนึ่งในห้องที่ได้รับความนิยมในพระราชวังฟงแตนโบล

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก siam-renaissance.com

Fashion Mood Uncategorized

Fit For a Queen: Her Majesty Queen Sirikit’s Creations by Balmain

“หนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์ ฉบับประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2503 มีเนื้อหากล่าวชื่นชมถึงพระสิริโฉมและพระปรีชาสามารถในการเลือกสรรการฉลองพระองค์ว่า “ในเมืองไทยนั้น วันแต่ละวันมีสีประจำวัน และนั่นหมายถึง ผู้ที่ส่วมใส่เสื้อผ้าตามสีแห่งวันจะประสบโชค มีสุข และสุขภาพดี เช่นเดียวกับวันอังคารนี้เปรียบได้กับสีชมพู พระราชินีของไทย ทรงฉลองพระองค์ฝีมือการตัดเย็บของ ปิแอร์ บัลแมง ด้วยผ้าไหมสีชมพูอ่อน ผสมผสานโดยสมบูรณ์แบบกับผิวสีเหลืองครีมโอลีฟ พระเนตรสีนิลทอประกาย ฉายรับกับพระเกศาสีบลูเน็ต ยากที่จะเชื่อว่าจะมีสุภาพสตรีที่มีรสนิยมในทางแฟชั่นรายใด จะแต่งตัวได้อย่างเหมาะเจาะเช่นนี้” หรือการเสด็จฯเยือนประเทศอังกฤษ หนังสือพิมพ์ในกรุงลอนดอนถวายสดุดีว่า “ทรงเป็นพระราชินีที่สดใส ท่ามกลางสายพระพิรุณโดยแท้” และ เดลิเกทซ์ หนังสือพิมพ์อีกฉบับหนึ่งของอังกฤษสดุดีด้วยข้อความที่ค้ลายคลึงกันว่า “ทรงเป็นพระราชินีผู้มีพระฉวีวรรณล้ำเลิศ ทรงแย้มพระสรวลเสมอ ประชาชนชาวอังกฤษขอต้อนรับพระราชินีผู้ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม สว่างไสว แม้แต่กลางวันที่มืดมัวก็กระจ่างแจ้งได้” 

นิทรรศการ งามสมบรมราชินีนาถ (Fit For a Queen: Her Majesty Queen Sirikit’s Creations by Balmain) จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ นิทรรศการจัดแสดงฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ออกแบบโดยนายปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศสผู้ดูแลการตัดเย็บฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถมาเป็นเวลากว่า ๒๒ ปี และมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่ความงดงามของผ้าไหมให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ทรังค์ จากหลุยส์ วิตตอง สำหรับเก็บฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
สลักอักษรอังกฤษพระปรมาภิไธยย่อ “S” และทรังค์ฉลองพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สลักพระปรมาภิไธย “ภปร” สั่งทำโดย ปิแอร์ บัลแมง

“พระองค์มีพระประสงค์ฉลองพระองค์ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศและสถานที่โดยสื่อเอกลักษณ์ความงามแบบไทยวิจิตร” นั่นคือจุดเริ่มต้นและเป็นที่มาของชุดไทยในปัจจุบัน อาทิ ไทยเรือนต้น, ไทยจิตรลดา หรือแม้แต่ ไทยบรมพิมาน ที่ตัดเย็บโดยห้องเสื้อ ปิแอร์ บัลแมง สร้างสรรค์งานปักชั้นสูงระดับโอกูตูร์ของโลกอย่าง เมซง เลอซาจ” (Maison Lesage) และรองเท้าเข้าชุดอีกจำนวนนึงที่ออกแบบให้คงเอกลักษณ์ด้วยผ้าไหมไทยจากแบรนด์ เรเน่ มันซินี (René Mancini) ในขณะที่มงกุฏกนกมาศประดับเพชรสามารถปรับเปลี่ยนเป็น สร้อยพระศอ และ สร้อยข้อพระหัตถ์ เข้าชุด นับเป็นการดีไซน์ที่ชาญฉลาดยิ่ง ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้สร้างคำชมเชยถึงพระสิริโฉมอันงดงามและฉลองพระองค์อันวิจิตรในทุกประเทศที่เสด็จฯ รวมถึงรัศมีอันเปล่งประกายของพระองค์ ทำให้นิตยสารอีกหลายฉบับในต่างประเทศลงพระฉายาลักษณ์พระองค์บนปกนำ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียม สวีเดน ออสเตรเลีย เป็นต้น

นิทรรศการ งามสมบรมราชินีนาถ (Fit For a Queen: Her Majesty Queen Sirikit’s Creations by Balmain) เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ – เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑ ณ ห้องจัดแสดง ๑-๒ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ -๑๖.๓๐ น.

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและรูปภาพจาก http://www.qsmtthailand.org

Fashion Trend Uncategorized

Balenciaga Men’s Spring 2017 Riffs on Bernie Sanders

 

 


นายเบอร์นี่ แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) ที่บาเลนเซียก้าได้แรงบันดาลใจ
สมัยที่เขาหาเสียงช่วงชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคกับนางฮิลลารี่ คลินตัน

บาเลนเซียก้า (Balenciaga) กลับมาซีซั่นนี้พร้อมคอนเซ็ปท์ที่สุดแสนจะสุดทึ่ง กับการมองย้อนไปเป็นชนชั้นแรงงานที่กำลังซื้อค่อนข้างน้อย แต่หยิบจับการแต่งตัวแบบนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับคอลเลกชั่น เดมนา กวาซาเลี (Demna Gvasalia)ไม่เพียงแต่มองหาแรงบันดาลใจจากกลุ่มคนเหล่านี้ แต่ออกแบบลวดลายและแรงบันดาลใจของโลโก้มาจากโลโก้หาเสียงของนายเบอร์นี่ แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) เมื่อครั้งแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกับนางฮิลลารี่ คลินตันก่อนลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิปดี โดยครั้งนั้นนายเบอร์นี่เปรียบเทียบ % ว่า อเมริกามี กลุ่มคน 99% ที่เป็นคนชนชั้นกลางและคนจน ในขณะที่ 1% คือคนรวยที่รวยแล้วรวยอีกและกดขี่คนชนชั้นกลาง ซึ่งแน่นอนว่า นายเบอร์นี่บอกว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งใน 99% ของคนเหล่านี้ด้วย จึงทำให้เขาได้รับเสียงสนับสนุนจากกลุ่มคนที่เคยลุกฮือและร่วมประท้วงในเหตุการณ์ Occupy Wall Street ที่ผ่านมาด้วย


โลโก้หาเสียงของนายเบอร์นี่ แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) ที่บาเลนเซียก้าได้แรงบันดาลใจมาทำคอลเลกชั่นนี้

โครงชุดเป็นแบบโอเวอร์ไซส์ที่ยังเป็นคอนเซ็ปท์สำคัญของคอลเลกชั่นนี้

ความโดดเด่นของคอลเลกชั่น เอาการแต่งตัวหยิบจับอะไรได้ก็ใส่ๆ ของคนเร่ร่อน ยากจน หรือใส่ถุงนอนและหลบตามซอกตึกของเมืองใหญ่ พะรุงพะรังไปด้วยเสื้อหลายเลเยอร์และแต่ละตัวก็ใหญ่แบบ xxl อีกนัยนึงคือคนชนชั้นแรงงานที่มองหาเสื้อผ้ามือสองเป็นชุดส่วมใส่ประจำวันตามร้านขายของชำ เสื้อบุๆกันหนาวไม่แคร์ใครขอใหญ่และคุ้มไว้ก่อน จนดูเทอะทะใหญ่หรือโอเวอร์ไซส์ เติมเต็มคอลเลกชั้นนี้ได้อย่างตะลึง สีสันก็ดูกระจัดกระจาย หรือไปคนละทิศละทาง แต่รวมๆแล้วก็มีเสน่ห์ และน่ามอง และถือว่าเป็นไฮไลท์อีกหนึ่งแบรนด์ที่คนต่างตั้งตารอ และที่สำคัญ มันถูกพูดถึงเป็นวงกว้างอีกเช่นเคย

 

ข้อมูลจาก New York Magazine และ Aol.com

Fashion Lifestyle Uncategorized

The Duchess of Windsor

ถ้าไม่อินคงไม่รู้หรอกว่าการตามหาหนังสือหนึ่งเล่มที่อยากได้มานานมากๆมันเป็นยังไง หลังจากที่ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ วันนี้ก็แฮปปี้ขึ้นมาทันที่ หนังสือที่ผลิตตั้งแต่แต่ปี 1997 ชื่อว่า The Duke & Duchess of Windsor ที่กล่าวถึงประวัติของหญิงสาวนามว่า Wallis Simpson ที่เป็นหม้ายสาวพราวเสน่ห์ให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งวินด์เซอร์ ซึ่งเดิมเป็น สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักรถึงกับสละราชสมบัติเพื่ออภิเษกสมรสกับเธอได้เป็นห  นังสืออีกเล่มที่บ้าน จริงๆถ้าลองหาดูมันก็คงมีถาถมให้ซื้อออนไลน์หรือหาจากร้านหนังสือร้านไหนก็อาจจะเป็นได้ แต่ที่ภูมิใจคือเล่มนี้มี Autograph Letter ของนางที่เขียนด้วยปากกาถึง Madame Maurois สหายที่เป็นที่รักด้วย (ต้องขอบคุณ Seller ผู้ใจดีนามว่า eBay) ที่ทำให้ได้เจอเล่มนี้


The Duke & Duchess Of Windsor

ติดตามอ่านเรื่องราวของพระนางมานานแล้ว ทั้งเรื่องใส่สี ให้ร้าย หรือเรื่องดีๆความเด็ดเดี่ยว และความรักที่มีต่อเจ้าชาย คนหลายคนมองว่าพระนางหวังรวยทางลัด ถึงต้องเลิกกับสามีคนที่ 3 เพื่อมาแต่งกับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด สู่บันไดการเป็นควีน จนเจ้าชายต้องยอมสละราชสมบัติเพื่อมาแต่งงานกับพระนาง ตกอับ โดนตราหน้า ให้ร้าย และต้องลี้ภัยมาอยู่ที่ฝรั่งเศส รอคอยเงินจากสำนักพระราชวังและเบี้ยเลี้ยงจากการเขียนหนังสือชีวประวัติของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเอง มันก็นะ ชีวิตคนไม่ได้รุ่งโรจน์ในด้านเดียว ความผิดหวัง ท้อแท้ของชีวิตก็มี แต่หลายๆสิ่งในตัวเธอที่ดีก็มีให้เห็น ทั้งเรื่องการแต่งกาย ที่ยอมรับจริงๆว่าพระนางเป็นคนไม่สวยแต่สง่างามและมีเสน่ห์ถึงได้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลของโลกด้านแฟชั่นหลายปีซ้อน

เครื่องประดับที่ผลิตโดย Cartier ทั้งมุก พลอย แซฟไฟร์ เพชรซีก และอื่นๆ ที่ปัจจุบันประเมินราคาแทบไม่ได้ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้เป็นชิ้นเอกอะไรของ Cartier เลย แต่มันคือมูลค่าของเรื่องราวและความรักที่ซ่อนอยู่ภายใน พระนางต้องยืนหยัดในสังคมเพื่อให้เจ้าชายและตัวเองอยู่รอดและเป็นที่ยอมรับ รวมถึงขณะที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดสิ้นลม และต้องนำพระศพมาจัดพระราชพิธีที่อังกฤษนางก็ยังฝืนยิ้มเด็ดเดี่ยว ท่ามกลางประชาชนบางกลุ่มที่ยังต่อต้านพระนาง และราชวงศ์ที่ไม่ได้สนใจใยดี ต้องอ้างว้างสิ้นหวังในการกลับสู่ฝรั่งเศสโดยปราศจากสามีอันเป็นที่รัก หนำซ้ำหลังจากกลับมาก็ร่างกายทรุดโทรม แถมยังโดน Suzanne Blum ทนายความประจำตระกูลดูแลทรัพย์สินและผลประโยชน์ยึดอำนาจ เอาของมีค่าและสมบัติไปขาย ในขณะที่พระนางเองก็นอนป่วยหายใจโรยราอยู่บนเตียงและสิ้นลมในปี 1986

การแก่งแย่งชิงดี ชิงชัง โกงและให้ร้าย มีให้เห็นดาษดื่นตั้งแต่มนุษย์กลุ่มแรกๆเกิดมาบนโลก ความสุขที่แท้จริงของคนทุกคนมีเท่ากัน แต่ไม่เป็นที่พอใจของแต่ละคน บางคนมองว่ามันน้อยเกินไปก็อยากจะเป็นใครสักคนบนโลกที่ทุกคนให้การยอมรับ ในขณะที่บางคนยอมที่จะลดความสุข ความมั่งคั่ง อำนาจ ของตัวเองลงมาเพื่อหาความสุขที่แท้จริง ความรักมันชนะทุกสิ่งและได้เห็นจริงๆบนโลกนี้ และท้ายสุดศพของนาง Wallis Simpson ก็ยังได้นอนเคียงข้างหลุมศพของสามี ณ สุสานหลวง Royal Burial ของราชวงศ์อังกฤษไม่ถูกแยกจากกันยามไร้ลมหายใจ และถูกจารึกนามใหม่ให้เกียรติแก่นางบนหลุมศพว่า Duchess of Windsor ผู้จากไปอย่างนิรันดร์

DIY Lifestyle Uncategorized

How to Make a Wreath

ในบ่ายแก่ๆ ของวันอาทิตย์ เพลง O Little Town of Bethlehem ของ Frank Sinatra ที่ได้ถูกแรนดอมขึ้นมาอีกครั้งจาก iPod เครื่องเก่า ขับกล่อมบรรยากาศของต้นเดือนธันวาคมให้รู้สึกมีชีวิตชีวาและเริ่มหาสิ่งใหม่ๆของเทศกาลที่จะถึงนี้ จึงได้ความคิดว่า “นี่คงถึงเวลาของการทำอะไรบางอย่างแล้ว” รู้สึกตัวอีกครั้งในสองชั่วโมงถัดมา สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็คราคร่ำไปด้วย ดอกไม้สดสีแดง ดอกไม้แห้งหลากชนิด เลือกตามความรู้สึกและความชอบส่วนตัวล้วนๆ โครงวงของรากไม้เลื่อยแห้ง รวมถึงตัวเอกของงานนี้อย่างก้านและใบของสนฉัตร (Norfolk Island pine) ที่ทำให้หรีดของคริสต์มาสนี้เข้ามาใกล้ทุกขณะ

ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกตจากสิ่งต่างๆที่พบเห็น ใช้หลักการความน่าจะเป็น จึงเริ่มลงมือค่อยๆบรรจงแยกก้านของสนฉัตรขนาดเท่าๆกันโดยใช้กรรไกรตัดแต่ง นำมาแซมตามโครงวงกลมของรากไม้เลื้อยแห้ง ยึดและเพิ่มความแข็งแรงด้วยลวดเล็กๆ ล้อมก้านสนฉัตรไปตามๆกันจนมองไม่เห็นโครงวงกลม และมั่นใจแล้วว่า ทั้งโครงวงกลมถูกปกคลุมไปด้วยสีเขียวสดของสนฉัตรเป็นที่เรียบแล้วแล้ว

จากนั้นจึงเริ่มประดับประดาด้วยใบไม้แข็งสร้างเป็นฐานสำหรับจัดช่อดอกไม้ เกี่ยวยึดด้วยลวดเล็ก ทำทั้งสองข้างของโครงกลม จนเกิดความสมดุล จะล้อมทั้งช่อก็ได้ตามความชอบ อยู่ที่ความสวยงามและจินตนาการ พอสร้างช่อของดอกไม้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หน้าที่ของดอกไม้สดสีแดง ดอกไม้แห้งและผลลูกฮอลลี่ จึงถูกแทนที่ความเขียวสดของสารพัดใบ ที่ทำให้ชอหรีดคริสต์มาละลานตาและสวยงามขึ้นในทันที เก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ด้วยการตัดแต่งใบที่เกิน หรือยาวจนเกินไปให้เข้ารูป หรือใช้ลวดเล็กมัดจุดที่ไม่แข็งแรงอีกครั้ง รวมถึงทำที่จับหรือที่แขวนด้วยลวด เพื่อสะดวกในการนำไปใช่หรือประดับ

จะแขวนไว้หน้าประตูบ้าน เพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือนของคริสต์มาสอีฟที่จะถึงนี้ หรือจะนำมาประดับประดาใกล้ต้นคริสต์มาสกลางบ้าน และเพิ่มความสวยงาม ความอบอุ่น ด้วยเทียนหอม ที่จะช่วยสร้างเหมันตฤดูนี้ของคุณให้มีความสุขมากกว่าที่เคย ถ้าพร้อมแล้วก็ Make a Wreath กันเลย และ Merry Christmas นะครับ

จะเห็นได้ว่า มันไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวเลย อยู่ที่ไอเดียและความน่าจะเป็นล้วนๆ เราสามารถครีเอทหรีดคริสต์มาสได้ง่ายๆด้วยตัวเอง และรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสุขของเทศกาลนี้อีกด้วย ลองดูทุกคนทำได้ Merry Christmas!!