All Posts By

popdot

Lifestyle Royal Travel

Culture common in Stockholm

สารภาพตามตรงว่า เมื่อรู้ว่าจะได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวที่ประเทศสวีเดน ความรู้สึกแรกคือนึกถึง โบสถ์รีดดาร์โฮล์ม(Riddarholmen) ที่ประดิษฐานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซราฟีม เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2503 และได้จัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ โดยกองทหารเกียรติยศสวีเดน อัญเชิญตราประจำพระองค์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาประดิษฐานไว้ ณ โบสถ์แห่งนี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา แต่หลังจากเดินทางมาถึง จึงได้พบว่าช่วงเวลาที่ท่องเที่ยวเมืองนี้ไม่มีวันไหนที่ตรงกับวันเปิดให้เข้าชมโบสถ์แห่งนี้เลย 🙁

โบสถ์รีดดาร์โฮล์ม(Riddarholmen)

       เมื่อพูดถึงเมืองแห่งความทันสมัยที่ผสานเรื่องราวของประวัติศาสตร์อย่าง “สตอกโฮล์ม” ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งสิทธิความเท่าเทียมที่สวยแห่งหนึ่งของโลก ที่แวดล้อมไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยมากมาย จนได้ชื่อว่าเมืองหลวงอันงดงามที่สุดในสแกนดิเนเวีย และถูกขนานนามว่า ความงามบนผิวน้ำ (Beauty on Water) หรือราชินีแห่งทะเลบอลติก เกาะใหญ่น้อยทั้ง 14 เกาะที่โอบล้อมด้วยทะเลบอลติก (Baltic Sea) และทะเลสาบมาลาเร็น บวกกับสถาปัตยกรรมเก่าและใหม่ที่ทำให้หนึ่งในประเทศแถบสแกนดิเนเวียนอย่างสตอกโฮล์มนี้มีเอกลักษณ์อย่างน่าพิสมัย ที่นี่มีประชากรที่เบาบางมาก เมื่อเทียบกับเมืองหลวงอื่นๆในโลก แต่คุณภาพชีวิตของคนที่นี่ดูจะน่าอิจฉาไม่น้อยเมื่อเทียบกับประเทศแถบเอเชียอย่างบ้านเรา

ช่วงวันหยุดของเมืองนี้จะเป็นไปด้วยผู้คนมากมายที่ต่างออกมาทำกิจกรรมด้านนอกในวันที่อากาศเย็นสบาย

ย่านเก๋อย่างถนน Norrmalmใจกลางสตอกโฮล์ม

บริเวณหน้าสถานีรถไฟหลักของ สตอกโฮล์ม

เราเดินในย่านเก๋อย่างถนน Norrmalmใจกลางสตอกโฮล์ม ที่ติดกับสถานีรถไฟหลักของเมืองหลวง ทำให้อดคิดไม่น้อยว่า ระบบการเดินทางของที่นี่ สร้างความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่ทำการบ้านมาน้อยอย่างเราได้ดียิ่งนัก คุณสามารถเดินในย่านเศรษฐกิจ สลับกับเดินชอปปิ้งในย่านที่อยู่ใกล้กันได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงพิพิทธภัณฑ์ที่อยู่กระจัดกระจายทั่วเมืองทั้ง พิพิทธภัณฑ์อาวุธ เงินตรา เรือวาซ่า แอบโซลูทวอดก้า Fotographiska Moderna และอื่นๆ อีกกว่า 100 แห่ง หนึ่งในสถานที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดอย่างพระราชวังหลวง (The Stockholm Palace หรือ the Royal Palace) เป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระราชวงศ์สวีเดนและเป็นหนึ่งในพระราชวังที่งดงามมากที่สุดในบรรดาพระราชวังทั้งหมดของยุโรปที่คุณไม่ควรพลาด โดยลักษณะเป็นอาคารสถาปัตยกรรมบาโรค สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1754 ภายในมีห้องต่างๆ รวมกัน 608 ห้อง โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี ตั้งอยู่บนเกาะย่าน Gamla Stan ในเขตเมืองเก่า โดยห่างจากตัวเมืองด้วยการเดินด้วยเท้าเพียงเเค่ 20 นาทีก็จะถึงเเล้ว

หนึ่งในพระราชวังที่งดงามมากที่สุดในบรรดาพระราชวังทั้งหมดของยุโรป ลักษณะเป็นอาคารสถาปัตยกรรมบาโรค สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1754

ตัวอาคารแห่งนี้มีความสูงกว่า 7 ชั้น เด่นตระหง่านอยู่กลางเกาะ หากคุณมองจากย่านเมืองใหม่จะมองเห็นอาคารสี่เหลี่ยมบนเกาะเด่นตระหง่านซึ่งสังเกตุได้ง่ายมาก โดยพระราชวังนี้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเที่ยวชมความสวยงามในส่วนของ Royal Apartments ที่จะมีห้อง Cabinet Room ซึ่งเป็นห้องประชุมของกษัตริย์กับบรรดารัฐมนตรี รวมถึง Hall of State นั้นนักท่องเที่ยวจะได้ชมความงดงามของบังลังก์เงินของราชินีคริสติน่า ที่ปกครองสวีเดนในช่วงศตวรรษที่ 16 และ Bernadotte Gallery โซนภาพวาดของบรรดาสมาชิกราชวงศ์สวีเดนตั้งเเต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึง Treasury ที่เป็นห้องใต้ดินที่เก็บเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่มีทั้ง มงกุฎ อ่างน้ำมนต์ที่ทำจากเงิน เเละดาบ อีกด้วย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์จากสวีเดน

โซนนิทรรศการ ฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์จากสวีเดน

หนึ่งในนิทรรศการหมุนเวียนที่ถือว่าเป็นความโชคดีของเราที่มีโอกาสได้มาเห็นคือ โซนนิทรรศการ เครื่องราชอิสริยาภรณ์และฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์จากสวีเดนตั้งแต่แรกเริ่มจวบจนปัจจุบัน หนึ่งในไฮไลท์ที่สำคัญอย่าง เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดนตราเซราฟีม ที่พระเจ้าเฟรเดริกที่ 1 แห่งสวีเดนเป็นผู้สถาปนาตั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีมเมื่อปี พ.ศ. 2291 จนถึงปัจจุบัน มีพระประมุข พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ และประมุขได้รับการถวายหรือพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีมจำนวนทั้งสิ้น865 พระองค์หนึ่งในนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ก็ทรงได้รับการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดนนี้ด้วย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดน มีชั้นเดียวแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือสร้อยคอ ตราดาว และเข็มสร้อยคอ ประกอบด้วยเทวทูตทอง 11 องค์ สลับกับไม้กางเขนพระราชาคณะระดับแพตริอาร์คสีฟ้าขลิบทอง 11 แท่งบนสายโซ่ทองตราดาว ประกอบด้วยไม้กางเขนแบบมอลตีสสีขาวขลิบทองและตรงกลางเป็นลูกโลกสีฟ้าสลักตัวอักษร IHS สีขาวและมีไม้กางเขนแบบลาตินสีขาวประดับอยู่กึ่งกลางของตัวอักษร Hล้อมรอบด้วยมงกุฏสวีเดน 3 มงกุฎ และมีตะปูทอง 3 ตัวอยู่ใต้ไม้กางเขน มีตัวอักษรย่อ FRS ซึ่งก็คือพระนามของพระเจ้าเฟรเดริกที่  1  แห่งสวีเดน สลักด้วยทองคำอยู่ด้านหลังของลูกโลกสีฟ้า ทั้งสองด้านของตราอาร์มจะเป็นไม้กางเขนราชาคณะระดับแพตริอาร์คทองคำ และมีเทวทูตทองคำอยู่ระหว่างมุมแฉกของตราอาร์มทั้งสองด้าน นอกจากนี้ ตราดาวจะล้อมรอบไปด้วยมงกุฎทองคำซึ่งจะสอดคล้องกับสายคล้องคอสำหรับผู้รับที่เป็นบุรุษหรือริบบิ้นสีฟ้าอ่อนสำหรับผู้รับที่เป็นสตรี

โซนนิทรรศการ เครื่องราชอิสริยาภรณ์บางส่วนของราชวงศ์สวีเดน

โดยสำนักพระราชวังสวีเดนจะถวายหรือพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม แก่พระประมุข หรือ ประมุขของรัฐ ตลอดจนพระราชวงศ์ของประเทศที่สวีเดนมีสัมพันธไมตรีด้วย โดยธรรมเนียมของทางสำนักพระราชวังสวีเดนที่จะจัดทำพระราชลัญจกรพิเศษประจำพระองค์หรือลัญจกรพิเศษของประเทศ แล้วนำไปประดับในห้องเครื่องราชฯ ในพระราชวังกรุงสตอกโฮล์ม และจะประดับไว้จนพระประมุข/ประมุขนั้นเสด็จสวรรคตหรือถึงแก่อสัญกรรม จากนั้นทางสำนักพระราชวังก็จะจัดพิธีอัญเชิญพระราชลัญจกรพิเศษนี้ไปประดิษฐานที่โบสถ์ริดดาร์โฮล์ม ในวันเดียวกันกับที่มีพระราชพิธีพระบรมศพหรือพิธีศพในประเทศนั้น ๆ  โดยระหว่างพิธีจะมีการตีระฆังโบสถ์ติดต่อกันตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เวลาเที่ยงตรงไปจนถึงบ่ายโมง ซึ่งเรียกพิธีอัญเชิญฯนี้ว่า “พิธีตีระฆังแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม”(A Ringing/Tolling of the Seraphim)

ความสวยงามในส่วนของ Royal Apartments

ภายในมีห้องต่างๆ รวมกัน 608 ห้อง โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปีตั้งอยู่บนเกาะย่าน Gamla Stan ในเขตเมืองเก่า

นอกจากนี้ในพระราชวังยังมีพิพิธภัณฑ์อยู่สองแห่งด้วยกัน อย่าง Gustav III’s Museum of Antiquities ประติมากรรมสไตล์อิตาเลียนที่กษัตริย์กุสตาฟที่ 3 เป็นผู้นำประติมากรรมกว่า 200 ชิ้นเข้ามาในสวีเดนในช่วงปลายทศวรรษ 1700 และพิพิธภัณฑ์ Tre Kronor เรื่องราวเกี่ยวกับพระบรมมหาราชวังเดิมที่ถูกเพลิงไหม้ทำลายไปในปี 1697 แต่ก็เป็นจุดเดียวกับที่ตั้งพระราชวังแห่งปัจจุบันนี้นอกจากนี้คุณยังสามารถรอชมพิธีเปลี่ยนเวรยามของเจ้าหน้าที่หรือChanging of the Guard โดยมีการเดินพาเหรดพร้อมวงดนตรีดุริยางค์ทหาร ณ บริเวณด้านหน้าพระราชวังอีกด้วย

โดยพระบรมมหาราชวังสตอกโฮล์มเปิดให้เข้าชมทุกวันในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงกลางเดือนกันยายน ส่วนช่วงอื่นๆ ของปีนั้น จะเปิดให้บริการตั้งแต่วันอังคารถึงเสาร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ โดยสามารถลงชื่อเข้าชมพระราชวังพร้อมกับไกด์ที่ให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ โดยใช้เวลาทัวร์ 45 นาทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับอารยธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศได้อย่างไม่มีที่ติ

ย่านเมืองเก่าอย่าง Gamla Stan ในสวีเดนที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว

จะเห็นได้ว่า สตอกโฮล์ม สลับความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับอารยธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศได้อย่างแยบยล ย่านเมืองเก่าอย่าง Gamla Stan ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของพระราชวังหลวง นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกลิ่นอายของศตวรรษที่ 17 ที่คราครั่งไปด้วยบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างที่มีความสวยงามในรูปแบบงานสถาปัตยกรรมแบบสวีเดน สลับเสน่ห์ของตรอกซอกซอยต่างๆ ที่เรียงรายไปด้วยร้านกาแฟและร้านหนังสือต่างๆ ที่คุณจะเพลิดเพลินในการเที่ยวชมของย่านนี้จนเกือบหมดวัน

สถานีรถไฟใต้ดินในสตอกโฮล์ม ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเครือข่ายสถานีรถไฟใต้ดินที่งดงามที่สุดในโลก

อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ใครหลายคนอยากมาเห็นกับตาสักครั้งอย่าง สถานีรถไฟใต้ดินในสตอกโฮล์ม ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเครือข่ายสถานีรถไฟใต้ดินที่งดงามที่สุดในโลก เพราะภายในสถานีรถไฟใต้ดินกว่า 90 สถานีจากทั้งหมด 100 สถานี ระยะทาง 110 กม. มีการตกแต่งด้วยภาพวาด งานโมเสก และประติมากรรมของศิลปินกว่า 150 คนที่สร้างสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่รถไฟใต้ดินสายแรกของสวีเดนเปิดให้บริการในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1950 มาจนถึงปัจจุบัน โดยเว็บไซต์ส่งเสริมการท่องเที่ยวกรุงสตอกโฮล์ม ระบุว่า ระบบรถไฟใต้ดินของกรุงสตอกโฮล์มเปรียบได้กับหอแสดงศิลปะที่ยาวที่สุดในโลก ภายในสถานีรถไฟใต้ดินจะมีการตกแต่งด้วยภาพวาดงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้บริการเครือข่ายรถไฟใต้ดินเหล่านี้รู้สึกเหมือนได้ท่องไปในเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดผ่านจินตนาการของศิลปินหลายรุ่นตลอดช่วงเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา โดยที่แต่ละสถานีจะมีการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน ตามแนวคิดและสารที่ศิลปินต้องการสื่อกับผู้ชม อาทิ ทางเดินที่สถานี T- Centralen ที่เปรียบเสมือนหอแสดงนิทรรศการภาพถ่าย ที่ผู้สัญจรไปมาสามารถดื่มด่ำความสุนทรีย์ของงานศิลป์แม้ในยามที่อาจกำลังรีบเร่ง หรือ สถานี Rådhuset ที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาล ที่ศิลปินได้แรงบันดาลใจมาจากซากโบราณสถานในยุคฟรานซิสกัน หรือแม้แต่ สถานี Solna Centrum ที่ได้รับการตกแต่งด้วยสีแดงเข้มดุจเพลิงไฟ จากผลงานการสร้างสรรค์ของ อันเดิร์ช โอแบร์ และคาร์ล-โอลูฟ บเยิร์ก ในปี ค.ศ. 1975 ที่กลับมีมนต์เสน่ห์และควบคู่ไปกับความทันสมัยของระบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของสวีเดน

Solna Centrum Station

Rådhuset (Court House) Station

Central station สถานีหลัก ของรถไฟในสตอกโฮล์ม

ความทันสมัยแต่ประสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เทียบไม่ได้กับคุณภาพชีวิตของคนที่นี่ ที่คนรุ่นใหม่กำลังขับเคลื่อนประเทศและช่วยพัฒนาประเทศในแทบทุกด้าน ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเหล่าบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศ อีกทั้งผู้หญิงก็มีบทบาทมากในด้านแรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นการจัดการเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศได้ดี ส่งผลให้ผู้หญิงมีหน้าที่การงานในระดับสูงทั้งภาคธุรกิจและการเมือง สิ่งที่สะท้อนอย่างเห็นได้ชัด คือหลักประกันให้ช่วงบั้นปลายชีวิตของคนในประเทศ ควบคู่กับความปลอดภัยที่มีมาตรฐานสูง ทำให้ผู้สูงอายุที่นี่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความพึงพอใจในประเทศตัวเอง นี่คือตัวอย่างข้างต้นเพียงเล็กน้อยของสวีเดน ที่ทำให้เราเห็นว่า ‘สูตรสำเร็จที่ขับเคลื่อนประเทศ’ คือการจัดการที่ดีและมองถึงคุณภาพชีวิตการเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งนั่นเพียงพอแล้วที่จะทำให้ สวีเดน  กลายเป็นประเทศในในอุดมคติของใครหลายๆคน….

History Lifestyle Royal Travel

The Magic Winter St Petersburg

Привет! เสียงทักทายยามเช้าของร้านกาแฟข้างทางที่หาง่ายๆของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg)ในช่วงกลางเดือนของพฤศจิกายน ที่เต็มไปด้วยหิมะรายล้อมรอบถนนจนทั้งเมืองล้วนเป็นสีขาว มีนักท่องเที่ยวและผู้ที่เคยมาเยือนกล่าวไว้ว่าที่นี่คือ “หน้าต่างแห่งยุโรป” ก็คงจะไม่ผิดหนัก เพราะเมืองเก่าแห่งนี้เป็นทั้งเมืองศิลปะ วรรณกรรม และ การดนตรี ที่สำคัญถูกจัดให้เป็นเมืองมรดกของโลกอีกด้วย เราใช้เวลาในการหาข้อมูลของการท่องเที่ยวเมืองนี้ด้วยโซเชี่ยลมีเดียเป็นหลัก ทั้ง อินสตาแกรม กูเกิ้ล หรือแม้แต่เพจท่องเที่ยวดังๆของโลก จนได้มาเยือนและทำให้มาเห็นกับตาว่าเมืองนี้ เป็นดั่งที่ใครๆได้กล่าวไว้จริง ที่นี่นอกจากวิหาร ปราสาท ที่สวยกว่าหลายๆเมืองในยุโปแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรพลาด นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง เดอะ เฮอร์มิเทจ (The Hermitage) ของซาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งแต่เดิม พระราชินีแคทเธอรีนได้เก็บรวบรวมภาพเขียนชื่อดังไว้มากมายจากทั่วทุกมุมโลก จนสะสมนานเข้า จึงต้องสร้างห้องสำหรับเก็บภาพและสมบัติล้ำค่าชิ้นอื่นๆขึ้นมา และในยุคนั้นมีน้อยคนนักที่จะได้เห็นสมบัติและงานศิลปะเหล่านี้ จนสิ้นสุดการปกครองในระบบกษัตริย์ รัสเซียจึงได้มีการจัดหมวดหมู่ของสะสมทั้งหมดแบ่งแยกอย่างเป็นระบบมากขึ้น และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ จนมีหลายคนได้เคยคาดเดาว่า ต้องใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 15 ปีถึงจะดูได้จนครบ….


บันไดทางขึ้น เดอะ เฮอร์มิเทจ (The Hermitage)

ภายนอกของพระราชวังมีความสวยงามโดยใช้โทนสีเขียว ขาว สลับด้วยสถาปัตยกรรมบาโรก ตัวอาคารมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า 3 ชั้น พื้นที่กว้างขวางและใหญ่โตมาก ในเฮอร์มิเทจนี้ประกอบไปด้วยอาคาร 5 หลัง ที่ต่อกันไปเรื่อยๆ ทั้งพระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace) อาคารเล็ก (Small Hermitage) อาคารเก่า (Old Hermitage) อาคารใหม่ (New Hermitage) อาคารโรงหนัง (Hermitage Theatre) โดยของสะสมทั้งหมดได้มีการรวบรวมและมากกว่า 3 ล้านชิ้น!!

หนึ่งในภาพที่ใครหลายๆคนมาที่นี่แล้วอยากจะได้ยลของจริงกับตาอย่าง Madonna and Child (The Litta Madonna) ที่ถูกซื้อมาจากท่าน Count Litta ตั้งแต่ปี  ค.ศ.1865 จาก อิตาลี กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของนักท่องเที่ยว ที่ต่างรุมล้อมเพื่อถ่ายรูป ไม่ต่างจากภาพวาดของ Mona Lisa ที่พิพิธภัณฑ์ Louvre เท่าใดนัก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน 55 อ่ะ เขาถ่ายก็ถ่ายไป ตามๆน้ำไปเรื่อย


Madonna and Child (The Litta Madonna) ที่ถูกซื้อมาจากท่าน Count Litta ตั้งแต่ปี  ค.ศ.1865 จาก อิตาลี กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของนักท่องเที่ยว

จากการท่องเที่ยวในแถบยุโรปมาหลายประเทศจะเห็นได้ว่า ความสวยงามของพระราชวังในรัสเซียมีความสวยงามและวิจิตรบรรจงมากกว่ายุโรปมาก ในยุคที่รุ่งโรจน์ของประเทศรัสเซีย ดินแดนแห่งนี้ถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น ผู้คนรุ่มรวย และมีอารยธรรม โดยอำนาจของกษัตริย์สามารถสร้างทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ เราเดินมาเรื่อยๆเสียงในเครื่องบันทึกเสียงของพิพิธภัณฑ์ ยังคงเล่าถึงจุดต่างๆอยู่เป็นระยะ ผมมาหยุดอยู่ที่ห้อง Pavilion Hall ห้องสีขาวขนาดใหญ่ ที่มีแชนเดอเลียร์วิจิตรละลานตาถึง 28 โคม หนึ่งในนั้นมีนาฬิกานกยูงทองรำแพนหางที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของห้องนี้ รวมถึงสัตว์ปีกอีก 3 ชนิด อาทิ นกยูง นกฮูก และไก่ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่18 แต่ยังทำงานได้อย่างไม่มีที่ติ ส่งเสียงร้องอยู่เป็นระยะ

นักท่องเที่ยวอย่างผมใช้เวลาในการเดินทอดน่องในพิพิธภัณฑ์นี้ได้เพียงครึ่งค่อนวันเท่านั้น และเลือกโซนศิลปะที่เป็นจริตตัวเอง อย่าง ห้องรูปปั้นต่างๆที่รวบรวมมาไว้จากทั่วโลก หรือเดินเก็บและมองดูศิลปะสไตล์บาโรคที่ประดับอยู่ตามบันไดทางขึ้นบ้าง หรือตามฝาผนังบ้าง ซึ่งทำให้เชื่อกับตัวเองอย่างสนิทใจว่า พระราชวังในรัสเซีย สวยกว่าพระราชวังในยุโรปจริงๆ ความวิจิตรของการตกแต่งของพระราชวังแห่งนี้แตกต่างจากหลายๆที่ในยุโรป จะเห็นได้ว่าหลายต่อหลายพระราชวังในรัสเซีย จะหยิบยกหินสีอย่างมาลาไคท์สีเขียว มาประดับประดาตัดกับสีทองและสีขาวอย่างลงตัว บ้างก็ทำเป็นเสาสีเขียวขนาดหลายคนโอบ บ้างก็ทำเป็นแจกันขนาดใหญ่ ซึ่งในอดีตกาลหินชนิดนี้ถูกพบมากในประเทศรัสเซีย แต่ในปัจจุบันถึงจะยังหาได้ก็จริง แต่ก็ไม่สามารถขุดพบหินมาลาไคท์ขนาดใหญ่ที่พอจะทำเสาหรือเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งได้อีกแล้ว รวมถึงปัจจุบันก็มีราคาสูงเป็นอันดับต้นๆของหินสีอีกด้วย


เอาจริงๆความสุขของการเดินดูศิลปะของคนที่เสพศิลป์ก็ทำให้ใครหลายๆคนเดินสนุกและอิ่มเอมได้ทั้งวัน แต่สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ควบคุมไม่ได้อาทิ เสียงคนหรือทัวร์เป็นหมู่คณะของคนจากทั่วโลก ที่ทำให้เราหมดสมาธิ และทำให้วาระของการตั้งใจดูหยุดลง ทำได้เพียงเดินตามทางไปเรื่อยๆ และเลือกที่จะดูหรือสนใจในสิ่งที่ชอบเท่านั้น กอรปกับอีกอย่างวันนี้หิมะหยุดตกพอดี จึงทำให้กลุ่มคณะที่เดินทางมาด้วยกันเลือกที่จะไปยังสถานที่อื่นๆ ที่เราลงความเห็นกันว่าวันนี้ต้องไปให้ได้แทน เราจึงใช้เวลาที่นี่แค่เพียงครึ่งค่อนวัน

ช่วงกลางเดือนของพฤศจิกายน ที่เต็มไปด้วยหิมะรายล้อมรอบถนนจนทั้งเมืองล้วนเป็นสีขาว

เราออกจากพิพิธภัณฑ์ เดอะ เฮอร์มิเทจ และกลับมาสู่ถนนสายสำคัญอย่างถนน Nevsky prospekt (Не́вский проспе́кт) ถนนที่ได้ชื่อว่าเป็น Champs-Élysées แห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทั้งสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนสวยงาม มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าพื้นเมืองรัสเซีย และสถานที่สำคัญของเมืองมากมาย สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งของประเทศนี้ คือผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับหนังสือ เราจะเห็นร้านหนังสือเก่า หนังสือใหม่ มีขายตลอดสองข้างทาง บ้างก็เห็นคุณลุงนั่งอ่านหนังสือในร้านกาแฟบ้าง เด็กวัยรุ่นที่อ่านบ้าง ถึงทำให้คิดกับตัวเองว่า อยากให้คนไทยอ่านหนังสือเป็นเล่มเยอะๆเหมือนแต่ก่อนจัง แต่ความคิดก็หยุดลงตรงที่ว่า จุดเริ่มต้นของการกลับมารักการอ่านหนังสือ ต้องเริ่มจากทุกคน ไม่ใช่ผมที่ยืนคิดเพียงคนเดียว…

ในช่วงที่หิมะตกจนเริ่มละลายและจับกลุ่มเป็นก้อนน้ำแข็งตลอดสองข้างทาง เราลื่นไถลเป็นครั้งคราวบ้าง ด้วยรองเท้าที่สวมใส่สบายง่ายๆ แต่ไม่สามารถเกาะพื้นน้ำแข็งได้ดีนัก ระหว่างทางพนักงานทำความสะอาดหลังคา เพื่อกวาดหิมะบนหลังคาอยู่เป็นระยะ บริเขตกั้นความปลอดภัยตึกนั้นบ้าง ตึกนี้บ้าง เหตุผลง่ายๆของการทำความสะอาดก็เพราะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ จากหิมะที่มักละลายและรวมตัวกันเป็นหยดน้ำ กอรปกับความหนาวในยามค่ำที่อุณหภูมิลดต่ำลงจงทำให้หยดน้ำกลายเป็นแท่งน้ำแข็งแหลมที่อาจตกลงมาด้านล่างในขณะที่ผู้คนสัญจรไปมาได้

St.Peterburg #stpetersburg #popdottravel #Russia #popdot #popdotdaily

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ในช่วงเกือบสี่โมงเย็น ผมและเพื่อนเดินเตร็ดเตร่แวะร้านของเก่าบ้าง ร้านขนมบ้าง จนรู้สึกตัวอีกทีก็มาเดินตามถนนเลียบคลองแถวๆ Khram Spasa na Krovi แล้ว เพียงครู่สายตาก็เริ่มมองเห็น Church of the Savior on Spilled Blood หรือชื่อที่หลายคนรู้จักอย่าง Church on Spilt Blood (Собор Воскресения Христова) วิหารหยดเลือดที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ที่เด่นตระหง่านสาดสีสันตัดกับหิมะกองสีขาวเท่าภูเขาตรงหน้า

นับว่าเป็นโชคดีของพวกเราในวันนี้ ที่ไม่ค่อยมีคณะทัวร์มาให้เห็นเท่าไหร่นัก จึงทำให้ได้ภาพของวิหารหยดเลือดที่ปราศจากคน ต่างจากหลายๆวันที่มักมีผู้คนหมุนเวียนมาเที่ยวชมที่นี่สม่ำเสมอ เราเดินเข้าไปด้านในที่กำลังมีการบูรณะภายในวิหารและเดินออกทางด้านหลังที่มีสวนขนาดใหญ่ขนานกับลำคลองที่กลายเป็นน้ำแข็ง และข้ามถนนมาเพื่อบันทึกภาพวิหารอย่างสนุกสนาน ความหนาวเย็นลดหายไปทันทีเมื่อเราสาละวนกับการถ่ายรูปในวันที่ปราศจากนักท่องเที่ยวเช่นนี้ จนเริ่มจะหนึ่งทุ่ม หนึ่งในคณะที่ไปด้วยกันเริ่มให้สัญญาณว่าเราควรบอกลาวิหารหยดเลือดเพื่อไปยังที่อื่นต่อ

เราเดินเลาะมายังถนน Nevsky prospect อีกครั้ง ในช่วงสองทุ่มของที่นี่อากาศลดลงอย่างเห็นได้ชัด บางคนเริ่มใช้ผ้าพันคอหลายๆทบเพื่อป้องกันความหนาว ลมที่พัดมาเป็นระยะทำให้ผมและเพื่อนๆต้องเดินเบียดกันมากขึ้น ถนนที่เปียกลื่นไปด้วยหิมะละลาย ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในเดินบนฟุตบาทไปอีกขั้น ตึกอาคารและที่ทำการที่สำคัญๆ เริ่มเปิดไฟส่องอาคาร จนเห็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมท่ามกลางความมืดมิด เราแวะร้านนั้นร้านนี้ด้วยความอยากรู้ จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้าตึกหัวมุมบนถนนสายหลักนี้ “นี่ไง Eliseyev Emporium” ผมโพล่งพูดด้วยความดีใจ ที่เห็นสถานที่ที่ตัวเองลิสต์ไว้ก่อนมาที่รัสเซียว่าจะต้องมาให้ได้

หนึ่งในลิสต์ที่ตั้งปณิธานว่าจะต้องมาให้ได้อย่าง Eliseyev Emporium ห้างเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1902 โดยพี่น้องตระกูล Elisseeff ที่ตั้งอยู่เลขที่ 56 ถนน Nevsky Prospekt โดยออกแบบก่อสร้างโดยสถาปนิกนามว่า Gabriel Baranovskii  จุดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นการตกแต่งทั้งตัวตึกและภายในอาคารในสไตล์ Art Nouveau ที่ทำให้ร้านค้าแห่งนี้ กลายเป็นร้านค้าปลีกที่สวยงามจนติดอันดับโลกในปัจจุบัน ภายนอกอาคารจะมีรูปปั้นประติมากรรมทั้ง 4 ประกอบด้วย รูปปั้นนักวิทยาศาสตร์ รูปปั้นนักพาณิชย์ รูปปั้นนักอุตสาหกรรม และ รูปปั้นนักศิลปะ ที่ออกแบบโดย Amandus Adamson

ภายในอาคารคราครั่งไปด้วยอาหารและขนมปังฝรั่งเศส และเบเกอร์รี่นานาชนิดที่ขึ้นชื่อของรัสเซีย บ้างก็มี วัตถุดิบนานาชาติ อาทิ เบียร์ ของแห้งต่างๆ รวมถึงโซนคาเฟ่ที่เราสามารถเลือกขนมในตู้กระจกทรงโค้งรายรอบอาคาร ของขึ้นชื่อ อย่าง ชีส ไข่ปลาคาเวียร์ และ ไวน์ชั้นดี ดูจะเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของห้างนี้ พนักงานหนุ่มสาว สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมและเป็นกันเองกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดูจะขัดกับผู้คนบนท้องถนนที่มักหน้านิ่งและสนใจกับวิถีชีวิตของตนเองเท่านั้น เราเดินเล่นซื้อขนมเล็กๆน้อยๆที่ชอบ อาทิ ลูกอมที่มาในแพ็คเกจน่ารักแต่แสนจะคลาสสิก ผลไม้อบแห้ง และเดินถ่ายนั้นถ่ายนี้รอบห้าง ที่วิจิตรตระการตาดุจสถาปัตกรรมในพระราชวังหลายๆที่ที่ผมเคยผ่านพบ จิตกรรมฝาผนังมีทั้งภาพวาดและรูปปั้นถูกจัดวางและตกแต่งอย่างเหมาะสม โถงเพดานประดับประดาด้วยกระจกสี ที่มีความละเอียดและซับซ้อน นับเป็นงานสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งของห้างที่เก่าแก่แห่งของโลกเลยทีเดียว

เราเดินถ่ายรูปและ Story ลงในไอจีอย่างสนุกสนาน กับสถานที่ที่แปลกตาและน่าพิศมัยแห่งนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของห้างเป็นคนรัสเซียในหลากหลายวัย และนิยมแวะซื้อวัตถุดิบทั้งสดและแห้งกลับบ้าน ด้วยความที่ Eliseyev Emporium ปิดดึก เราจึงเห็นหนุ่มสาวนั่งกันเป็นกลุ่มบ้าง ถกเถียงและนั่งจิบกาแฟร้อนและขนมในช่วงค่ำๆแบบนี้ ดูจะเพิ่มสีสันของความแปลกใหม่ให้กับพวกเรายิ่งนัก แตกต่างจากเราเองที่ซื้อเพียงของและขนมเล็กๆน้อยๆติดกลับบ้าน จนได้เวลาสักพัก เราจึงร่ำลาห้างที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แล้วมุ่งหน้าเพื่อไปทานอาหารค่ำ ณ ร้านที่เราจองไว้ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเรา ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสห้างที่สวยที่สุดแห่งนี้

Morning  #popdotdaily #popdot #Russia #popdottravel #StPeterburg

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ความสวยงามของ Saint Petersburg คือมีบรรยากาศ ผู้คน การใช้ชีวิต และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแตกต่างจากประเทศยุโรปอื่นๆ ที่เคยไปมา  ตลอดหลายวันเราชินชากับการเพิกเฉยของคนรัสเซียที่ดูท่าไม่ค่อยเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวเท่าใดนัก แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ลึกๆเขาจิตใจดี และช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ แตกต่างจากที่เคยได้ยินและได้ฟังจากผู้ที่เคยไปมาก่อนหน้า อาจจะมีบ้างที่เกิดเหตุการณ์ลุ้นระทึกบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศนี้จะอันตราย ถือว่าน้อยนิดมากถ้าเทียบกับอีกหลายประเทศที่เราไปมา ระยะเวลาใน 10 กว่าวัน ในสองเมืองใหญ่ของรัสเซียนี้ ทำให้เราเข้าใจว่า จริงๆแล้ว รัสเซียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในดวงใจ ที่คิดถึงเมื่อไรก็อยากกลับไปเยือนอีกครั้ง และมอสโคว์กับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนั่นกลับทำให้รู้สึกว่าเมืองใหญ่อย่างเซ็นปีเตอร์เบิร์ก มีอะไรดีกว่าที่คิด และรอว่า อนาคตจะขอไปทำความรู้จักเมืองนี้อีกสักครั้ง คิดถึงนะ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 🙂

ขอบคุณภาพหน้าปกจาก wikiwand.com

Lifestyle Love Tech Trend

‘Three Minutes’ by Apple iPhoneX

หากสิ่งที่ผู้อ่านกำลังจะได้ชมจากวีดีโอของ Youtube เบื้องล่าง คือเรื่องราวของแม่ลูกคู่หนึ่งที่แสดงความรักให้กันในเทศกาลแห่งความสุขของคนจีนอย่าง “ตรุษจีน” แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ทั้งหมดถูกถ่ายทำด้วยโทรศัพท์ iPhoneX เพียงเครื่องเดียว….

เทศกาลตรุษจีนนั้นมีความสำคัญต่อคนจีนเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นวันหยุดที่ผู้คนมากมายต่างเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปหาครอบครัว แต่ในทางกลับกัน ก็ยังมีบางคน ที่ไม่ได้หยุดพักกลับไปหาครอบครัวเหมือนคนอื่นเขา และนี่คือโฆษณาที่สร้างจากเรื่องจริงของแม่ลูกคู่หนึ่ง ที่มีโอกาสพบกันเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น เพราะผู้เป็นแม่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำขบวนรถไฟทั้งปี จึงไม่สามารถหยุดงานมาอยู่กับลูกชายในเทศกาลแห่งความสุขนี้ได้ เธอรับหน้าที่อันสำคัญ คือการส่งผู้คนจำนวนมากกลับไปหาครอบครัวด้วยสีหน้าที่มีความสุข จึงทำให้เธอและลูกชายมีเวลาเพียงแค่ช่วงสั้น ๆในขณะที่รถไฟจอดเทียบสถานีที่ใกล้บ้านเท่านั้น ช็อตสำคัญที่สุดของโฆษณาอยู่ตรง 3 นาทีที่รถจอด หนังสั้นเรื่องนี้ทำให้เราลุ้นจนตัวเกร็ง หรือคุณลองคิดเล่น ๆ ก็ได้ ว่าหากเรามีเวลาคุยกับคนที่เรารักเพียง 3 นาที ลูกชายจะพูดอะไรกับแม่ของเขา?


สิ่งที่เด็กน้อยเลือกทำนั้นคือการ ‘ท่องสูตรคูณ’ ให้แม่ของเขาฟัง เพราะอะไรรู้ไหมครับ? เพราะว่านี่คือภารกิจที่คุณแม่ของเขาได้มอบหมายให้ก่อนจากกัน ในตอนที่เขาพึ่งเริ่มเรียนชั้นประถม แม้จะอยากคุยอย่างอื่นมากมาย แต่สุดท้ายคนเป็นแม่เลือกที่จะกอดลูกชายไว้อย่างแนบแน่น เพราะลูกชายของเธอแสดงให้เธอเห็นถึงความตั้งใจและความรักที่มีต่อเธอ นับเป็นซีนอารมณ์ที่บีบคั้นหัวใจ และทำให้หัวใจพองโตด้วยความรักของลูกชายที่มีต่อแม่ได้อย่างดี


3 Minutes นั้นเป็นโฆษณาที่หยิบ Insight ของช่วงเทศกาลตรุษจีนมาใช้ได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่แค่เรื่องของการกลับบ้านไปหาครอบครัว แต่ลงไปยันรายละเอียดสำคัญ อย่างตัวเลือกในการเดินทางที่ชาวจีนนิยมที่สุดในช่วงเทศกาลตรุษจีน นั่นก็คือรถไฟ ที่ทุกๆปีในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีผู้ใช้งานมากกว่า 400 ล้านคนและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี 2013 – 2017 ที่ผ่านมา จีนได้ลงทุนด้วยเงินกว่า 556 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง และขยายระบบรถไฟของประเทศจีนเพิ่มขึ้นอีก 18% ในช่วงเวลาอีก 2 ปี ต่อจากนี้ โดยคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะมีระยะทางรวมกันมากกว่า 150,000 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้จีนนั้นเป็นประเทศที่มีเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ iPhoneX สามารถขายของได้อย่างฉลาดมาก เราจะเห็นได้ว่า ไม่มีตัว Product ของโฆษณาอย่าง iPhone X โผล่มาให้เราเห็นเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่สามารถแสดงศักยภาพของการถ่ายวีดีโอ ด้วยคุณภาพที่คมชัด ตลอด 7 นาที ของโฆษณาเรื่องนี้ โดยได้ผู้กำกับชื่อดังอย่าง Peter Chan ใช้ iPhone X ในการถ่ายทำตลอดทั้งเรื่องนั่นเอง

ที่มา: Ogilvy.com/marketingoops.com

Fashion Love Royal Story Trend

The Tale of a Tiara

ครั้งหนึ่ง ในปีพ.ศ. 2510 ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยือนสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอย่างเป็นทางการ  สมเด็จฯได้ทรงพระราชนิพนธ์บันทึกเกี่ยวกับเครื่องประดับเพชรชิ้นใหญ่ที่ทรงในงานสำคัญต่างๆไว้ในบทความ “ความทรงจำในการตามเสด็จทางราชการ” ตอนหนึ่งว่า…

“คืนนั้น ข้าพเจ้าได้สวมสร้อยพระศอเพชร ซึ่งเป็นของเก่าของสมเด็จพระพันปีหลวง ทำให้ชาวอเมริกันกังขาว่าประเทศเล็กๆในเอเซีย ร่ำรวยขนาดที่พระราชินีจะทรงใช้เงินฟุ่มเฟือยซื้อเครื่องเพชรแบบนั้นได้เชียวหรือ ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง แขกคนสำคัญคนหนึ่งในงานกล่าวถาม หม่อมเจ้า วิภาวดี รังสิต นางสนองพระโอษฐ์ ว่า เอ้อ…สร้อยพระศอที่พระราชินีของท่านทรงอยู่นั้น คงเพิ่งซื้อใหม่จากปารีสกระมัง”

 – หม่อมเจ้าวิภาวดี ทรงตอบว่ากลับไปว่า –

“เอ๊ะ! นี่ท่านไม่รู้หรอกหรือว่า เมืองไทยของฉันมีอายุกว่า 700-800 ปีแล้ว พระราชวงศ์จักรีก็มีมาตั้งเกือบสองศตวรรษ เราจึงมีเครื่องเพชรประจำพระราชวงศ์บ้าง ไม่เห็นจะต้องซื้อของใหม่ราคาแพงมาใช้เลย”


หนังสือ Van Cleef & Arpels: Treasures and Legends เขียนโดย Vincent Meylan

คำกล่าวของ หม่อมเจ้า วิภาวดี รังสิต ที่ตอบกลับแขกคนนั้นคงไม่ผิดนัก เพราะหนึ่งในหนังสือ Van Cleef & Arpels: Treasures and Legends ที่เขียนโดย Vincent Meylan เปิดเผยถึงเครื่องประดับราชวงศ์ไทย ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยพูดถึงหนึ่งในคอลเล็กชันของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ที่สวยที่สุดในโลกของราชวงศ์ไทยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเทียร่าหรือรัดเกศาแบบลวดลายไทยที่สามารถปรับเปลี่ยนและสามารถถอดเป็นสร้อยพระศอ และ สร้อยข้อพระหัตถ์ ขณะเดินลงจากพระราชวังในกรุงเอเธนส์ เพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส สมเด็จพระราชาธิบดีคอนสแตนตินที่ 2 แห่งกรีซ และเจ้าหญิงแอนน์-มารีแห่งเดนมาร์ก ณ กรุงเอเธนส์ ราชอาณาจักรกรีซ โดยทรงฉลองชุดราตรีจาก Balmain และทรงสร้อยพระศอลวดลายโรโกโกแฉกแหลมตลอดองค์ ประยุกต์จาก “Fringe Tiara” ซึ่งทั้ง 2 องค์ ล้วนเป็นผลงานของฝีมือช่างของเมซง “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์

หนังสือ Van Cleef & Arpels: Treasures and Legends  ที่บอกเล่าเรื่องราวเครื่องประดับบางส่วนที่ผลิตโดย Van Cleef & Arpels ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเทียร่าหรือรัดเกล้าแบบลวดลายไทย และ ทรงสร้อยพระศอลวดลายโรโกโกแฉกแหลมตลอดองค์ ประยุกต์จาก “Fringe Tiara” จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ 

จากข้อมูลของเครื่องประดับจาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ของราชวงศ์ไทย เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ จากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ โดยอ้างถึงเครื่องประดับของราชวงศ์จักรี ได้สะสมอย่างจริงจังและมีการดีไซน์ที่สมัยใหม่ขึ้นมาจากสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ถือว่าเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย  การแต่งพระองค์ของเจ้านายสตรีต้นรัชกาล ทรงสร้อยสังวาลย์ ปั้นเหน่งทองหัวเพชร พลอย กำไล แหวน สร้อยข้อมือ  ส่วนปลายรัชกาล เจ้านายสตรีทรงแฟชั่นแบบยุโรปประยุกต์ กล่าวคือ ฉลองพระองค์แขนหมูแฮมกับโจงกระเบน ทรงไข่มุกหลายๆเส้นกับเข็มกลัด เข็มขัด สะพายแพร ถุงพระบาทลวดลายปัก ฉลองพระบาทส้นสูง อย่างที่ทราบกันว่ารัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จฯประพาสยุโรปถึงสองครั้ง ในช่วงปีพ.ศ.2440 และ พ.ศ.2450 และได้ทรงซื้อเครื่องประดับอัญมณีจากช่างผู้ผลิตเครื่องประดับอันมีชื่อของยุโรปมีทั้ง คาเทียร์, เจอราด, ทิฟฟานี และ แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ รวมอยู่ในนั้น เพื่อพระราชทานแก่พระมเหสี เจ้าจอม และพระธิดามากมาย และเครื่องประดับเหล่านั้น ปัจจุบันได้ตกทอดเป็นพระราชมรดกของทายาทจนปัจจุบัน รวมถึงเครื่องเพชรชิ้นใหญ่อันงดงามล้ำค่าของราชวงศ์ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงนำพระราชมรดกมาทรงฉลองเวียนใส่ที่พบเห็นกันบ่อยๆ เมื่อเสด็จฯเยือนต่างประเทศ หรือออกสู่มหาสมาคม โดยเฉพาะในวโรกาสทรงรับรองพระราชอาคันตุกะ จึงมาจากช่วงนี้นั่นเอง

 


เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ ทรงสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์”

แต่ที่เห็นเด่นชัดน่าจะมาจาก พระราชสมบัติของ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระวรราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อไว้เมื่อครั้งประทับ ณ ประเทศอังกฤษครับ เป็นช่วงเวลาที่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ ๖ ทรงมีทรัพย์มากพอจะทรงซื้อเครื่องเพชรชิ้นงาม เพราะระยะนั้นได้ทรงศึกษาลงทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำรายได้มาผดุงพระเกียรติยศในระหว่างประทับ ณ ประเทศอังกฤษ


สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) ซึ่งสามารถแปลงเป็นศิราภรณ์ได้ ทั้ง 2 องค์ จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์”

โดยชิ้นเด่นและนับว่าเป็นพระราชมรดกตกทอดได้แก่ สร้อยพระศอเพชรกับไพลิน และเพชรกับบุษราคัม ที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงรัดเกล้า และสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) ซึ่งสามารถแปลงเป็นศิราภรณ์ได้ โดยบนกล่องสร้อยพระศอนั้น คือพระนาม Bejaratana (เพชรรัตน) ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ สะกดแบบถอดอักษรโรมัน ซึ่งเป็นพระราชมรดกจาก พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงยกให้กับ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (พระราชธิดา) โดยเครื่องประดับชุดดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับของทูลพระขวัญวันพระราชพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ที่รังสรรค์โดย “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” และน่าจะเกิดขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน


 (Fringe Tiara) วันพระราชพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป มีความคล้ายคลึงกับสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) ซึ่งสามารถแปลงเป็นศิราภรณ์ได้ ที่เห็นตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชทานแก่ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ รังสรรค์โดย “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์”

โดยรัดเกศาภาษาอังกฤษเรียกว่า เทียร่า และสร้อยพระศอของแบรนด์ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” นี้ เป็นพระราชมรดกของพระพันปีหลวง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพระราชมรดกประจำพระราชวงศ์ โดยแต่เดิมเทียร่าของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” องค์นี้รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชทานแก่ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ ดังที่เห็นทรงใช้เป็นสร้อยพระศอสำหรับออกสมาคมต่างๆ ซึ่งต่อมาหลังจากรัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต เจ้าจอม ม.ร.ว สดับ ยังแรกรุ่นอยู่  ครั้งนั้นมีผู้พยายามเข้ามาตีสนิท ท่านเกรงว่าจะมีข้อครหา จึงได้นำเอาทรัพย์สินที่ได้รับพระราชทานทั้งหมด ทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งท่านได้ทรงนำไปขายต่างประเทศ  และทรงนำเงินนั้นมาสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และบางส่วนทรงเก็บรักษาไว้รวมถึงเทียร่าองค์นี้ด้วย


พระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงรัดเกศาสไตล์แบนโดคาดพระนลาฎ ตามแบบแฟชั่นแกสบี้ที่นิยมกันในยุค 1920 

ความโดดเด่นของรัดเกศาเพชรของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” นี้ มีความเปล่งประกายรัศมี เป็นแฉกแหลมตลอดองค์ ที่เรียกกันว่า “Fringe Tiara” เป็นผลงานของฝีมือช่างของเมซง “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนเป็นสร้อยพระศอโดยจะเห็นได้จาก เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ ที่ทรงใช้เป็นสร้อยพระศอในขณะนั้น หรือสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ทรงรัดเกศาสไตล์แบนโดคาดพระนลาฎ ตามแบบแฟชั่นแกสบี้ที่นิยมกันในยุค 1920  ส่วนสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ทรงเป็นทั้งรัดเกศาและสร้อยพระศอ (ภาพข้างต้น) ที่เห็นเด่นชัดคงจะเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้ทรงรัดเกศารัศมีออกงานบ่อยครั้ง และทรงนำมาดัดแปลงกับทั้งชุดไทยและชุดตะวันออก ทั้งคาดพระนลาฎ คาดพระจุฑามาศ คาดพระเกศา และทรงใช้เป็นสร้อยพระศอเช่นกัน


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้ทรงรัดเกศา “Fringe Tiara” ลายโรโกโกแฉกแหลมตลอดองค์ จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ ออกงานบ่อยครั้ง


สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงรัดเกศา “Fringe Tiara” ฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับ สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ ที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร พร้อมด้วย เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ พระราชธิดาในคราวเสด็จมาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 10-15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515

อีก 1 องค์ ที่ถือว่าเป็นเครื่องเพชรประจำราชวงศ์จักรี จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” อย่าง “รัดเกล้าเพชร” ลวดลายไทย ที่สามารถถอดเป็นสร้อยพระศอ และ สร้อยข้อพระหัตถ์ นับว่าเป็นอีกหนึ่งองค์ที่มีความงดงามและมีเทคนิคการทำที่แยบยล โดยใช้เทคนิคฝังเพชรขึ้นตัวเรือนแบบซ่อนหนามเตย “Mystery Set™” ใช้ลูกเล่นการฝังอัญมณีบดบังหนามเตยโลหะบนตัวเรือนเพื่ออวดความงามของรัตนชาติ โดยองค์นี้ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้ในการพระราชพิธีสำคัญหลายครั้ง รวมทั้งในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆในยุโรปในช่วงต้นรัชกาลที่ ๙ อีกด้วย


“รัดเกศาเพชร” จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” สามารถถอดเป็นสร้อยพระศอ และ สร้อยข้อพระหัตถ์ ได้ 


รัดเกศาเพชรองค์นี้ เป็นพระราชมรดกจาก พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงยกให้กับ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี 


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรัดเกศารังสรรค์โดย “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ในการพระราชพิธีสำคัญหลายครั้ง


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงรัดเกศาที่รังสรรค์โดย “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” โดยฉลองพระองค์ชุดราตรีจาก Balmain

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้ทรงรัดเกศาเพชร และสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) ออกงานบ่อยครั้ง และทรงนำมาดัดแปลงกับทั้งชุดไทยและชุดตะวันออก ทั้งคาดพระนลาฎ คาดพระจุฑามาศ คาดพระเกศา และทรงใช้เป็นสร้อยพระศอเช่นกัน

โดยเครื่องเพชรประจำราชวงศ์จักรี ที่เป็นเครื่องประดับอัญมณีจากช่างผู้ผลิตเครื่องประดับอันมีชื่อของยุโรป สมัยนั้นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงโปรดเครื่องเพชรมาก ทำให้ทรงมีเครื่องเพชรมากกว่าทางสายของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ดังนั้นทรงมีพระราชมรดกเครื่องเพชรจากร้านจิวเวอรี่ชื่อดังของยุโรปมากมายหลายชุด งดงามล้ำค่าควรเมืองมีอยู่หลายสิ่งที่เป็นชิ้นใหญ่ๆมีค่าที่พระราชินีทรงเมื่อออกมหาสมาคม  เล่ากันว่าเวลาจะทรงใช้ ข้าหลวงต้องเชิญมาเป็นถาดๆให้ทรงเลือก แต่ปลายพระชนมชีพก็ไม่ได้สนพระราชหฤทัยเท่าใดนัก ทรงเป็นชิ้นเล็กๆ พวกเข็มกลัดพระนาม ภายหลังเสด็จสวรรคต เครื่องอาภรณ์ล้ำค่าเหล่านี้ รัชกาลที่ ๖ ยังไม่ได้ทรงแบ่งให้กับบรรดาพระทายาท ทรงเก็บไว้เป็นกองกลาง ผู้ใดจะใช้ก็พระราชทานยืมชั่วครั้งคราว

ตกทอดมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่องพระองค์เสด็จฯออกนอกประเทศ ได้ทรงนำบางส่วนติดพระองค์ไปด้วย โดยเฉพาะเครื่องประดับชุดมรกตล้ำค่าที่ทรงขายร้านคาเทียร์ไปภายหลัง เพื่อพยุงพระเกียรติยศและดำรงพระชนม์ชีพเนื่องจากทางคณะราษฎร์ได้สั่งอายัดพระราชทรัพย์ในประเทศไทย แต่บางส่วนก็ยังคงเก็บรักษาไว้ในพระบรมหาราชวัง บนพระที่นั่งไพศาลทักษิณ มีการอัญเชิญอพยพไปตอนช่วงสงครามไปเก็บรักษาไว้ในถ้ำที่เพชรบูรณ์ หลังสงครามจึงได้นำกลับมาเก็บรักษาไว้ในพระบรมหาราชวังตามเดิม จากหนังสือดวงแก้วพระมงกุฎเกล้าฯ ได้ระบุการแบ่งพระราชมรดกไว้ดังนี้

20 ปีผ่านไปนับตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ เสด็จสวรรคต มีการผลัดเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดิน 3 พระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ มีพระประสงค์ให้แบ่งพระราชมรดกจำพวกเครื่องเพชร เครื่องประดับและอัญมณีสูงค่า ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แก่พระกุลทายาทสายต่าง ๆ ที่ทรงมีสิทธิ์ในพระราชมรดก ซึ่งพระคลังข้างที่ดูแลรักษา ก่อนหน้านั้นนายกรัฐมนตรีในยุคเผด็จการ ไม่ยอมให้นำออกมาแบ่ง

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในรัชกาลที่ ๙  ทรงเป็นประธานในการแบ่งพระราชมรดกไปยังทายาทสายต่างๆ อาทิ สายสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีฯ พระนางเธอลักษมีลาวัณย์ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ และพระสุจริตสุดา  สายพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์  สายพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา เป็นต้น


“เอสแต็ลล์ อาร์เปลส์” บุตรีนักธุรกิจค้ารัตนชาติเลอค่า กับ “อัลเฟร็ด แวนคลีฟ” บุตรชายช่างเจียระไนและนายหน้าค้าเพชร

อนึ่งอัญมณีชั้นสูงของโลกอย่าง “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” (Van Cleef & Arpels) เครื่องประดับอัญมณีจากประเทศฝรั่งเศส ที่อายุเก่าแก่กว่า 110 ปีนี้ ก็มาจากเรื่องราวความโรแมนติกไม่แพ้ผลงานการสร้างสรรค์เลย โดยเริ่มต้นจากความรักระหว่าง “เอสแต็ลล์ อาร์เปลส์” บุตรีนักธุรกิจค้ารัตนชาติเลอค่า กับ “อัลเฟร็ด แวนคลีฟ” บุตรชายช่างเจียระไนและนายหน้าค้าเพชร ที่คบหาจนแต่งงานกันในปี 1895 หลังจากนั้นในปี 1906 ทั้งคู่ตัดสินใจดำเนินธุรกิจร่วมกับพี่ชายทั้งสามของเอสแต็ลล์คือ ชาร์ลส์ม, จูเลียน และลูอิส ด้วยการเปิดบูติก “Van Cleef & Arpels” แห่งแรก ณ อาคารเลขที่ 22 จัตุรัสว็องโดม ในทำเลที่มีความหรูหราและสง่างามใจกลางกรุงปารีส

ถ้าจะเอ่ยถึงเมซงผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีแห่งนี้ว่ามีชื่อเสียงอย่างมากในสมัยนั้น คงไม่ผิดนัก เพราะอัญมณีจาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์”  มีความนิยมขจรขจายรวดเร็วมาก และผลงานสร้างสรรค์ของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” เองก็เริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญระดับโลกหลายต่อหลายครั้ง จากนั้นคนในตระกูลรุ่นที่สอง ก็เข้ามาสืบทอดกิจการในช่วงทศวรรษ 1930 ภายใต้การอำนวยการฝ่ายศิลป์ของ “เรอเน่ ปุยซังต์” ธิดาของเอสแต็ลล์กับอัลเฟร็ด โดยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ตั้งแต่ปี 1926 จนถึงปี 1942 ซึ่งสร้างสไตล์ต้นแบบทรงเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้จนได้จดจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ของเมซง ผ่านผลงานคอลเลกชั่นต่างๆ มากมาย โดยร่วมกับนักออกแบบชื่อก้องอย่าง “เรอเน่-แซ็ง ลากาซ” อีกด้วย

“Zip necklace” สร้อยคอทรงซิป ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงตัวกลัดสายซิป ดีไซน์โดดเด่นที่ได้รับความนิยมจวบจนปัจจุบัน

ครึ่งแรกของศตวรรษ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” พัฒนาทักษะความชำนาญต่างๆจนกลายเป็นสัญลักษณ์สร้างชื่อเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคฝังเพชรขึ้นตัวเรือนแบบซ่อนหนามเตย “Mystery Set™” ใช้ลูกเล่นการฝังอัญมณีบดบังหนามเตยโลหะบนตัวเรือนเพื่ออวดความงามของรัตนชาติ หรือจะเป็นประดิษฐกรรมกระเป๋าเครื่องสำอางมิโนดิเยร์ ตลอดจนนวัตกรรม “Zip necklace” สร้อยคอทรงซิป ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงตัวกลัดสายซิป โดยความงามสง่าและความคิดริเริ่มประดิษฐกรรมในผลงานชิ้นต่างๆเหล่านี้ หลอมรวมร่วมกับวัตถุดิบเลอค่า หนุนส่งให้ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ขึ้นแท่นเป็นขวัญใจเหล่าราชวงศ์ระดับโลก ราชนิกุลชั้นสูง ตลอดจนบุคคลผู้มีชื่อเสียง ซึ่งรวมถึงราชวงศ์จากประเทศไทยดังที่กล่าวมาข้างต้น

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก issuu.com/topicstock.pantip.com/thaimonarch.org/th.wikipedia.org/vancleefarpels.com/thairath.com/pinterest.com/chiangmaicitylife.com

Animal News Story

Revealing the Leopard

เสือดำเป็นผู้ล่าสำคัญในระบบนิเวศที่ช่วยควบคุมประชากรของสัตว์อื่นๆ ภายในป่า และปัจจุบันทั่วโลกมีประชากรของเสือดำเหลือเพียงไม่เกิน 2,500 ตัวเท่านั้น ในระบบนิเวศแล้วสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น เก้ง สัตว์กินพืชที่พบได้ทั่วไปและมีปริมาณมากนี้ถือเป็นผู้ถ่ายทอดพลังงานในห่วงโซ่อาหาร หากไม่มีเก้ง ผู้ล่าอย่างเสือดาวและหมาในก็ปราศจากอาหาร ส่วนไก่ฟ้าหลังเทา นกขนาดเล็กนี้คุ้ยเขี่ยหากินตามพื้นดิน ไม่ว่าจะเป็นตัวหนอน ไส้เดือน หรือผลไม้สุกที่ร่วงหล่นตามพื้น ก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้วงจรชีวิตภายในป่าสมบูรณ์ทั้งสิ้น

เพชร มโนปวิตร รองหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกเล่าถึงความสำคัญของระบบนิเวศ ข่าวของการล่าสัตว์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ต่อระบบนิเวศ อีกทั้งยังเป็นบทท้าทายสำคัญต่อข้อกฎหมายไทยและการบังคับใช้อีกด้วย ในขณะที่ประชาชนทั่วไปต่างรอดูว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างอุกอาจและน่าสะเทือนใจในพื้นที่เขตอนุรักษ์นี้อย่างไรเช่นกัน


เมื่อพูดถึง “เสือดำ” หลายคนอาจคิดว่าเป็นเสือชนิดพันธุ์หนึ่ง หากในความเป็นจริง คำว่า เสือดำ หรือ “black panther” ไม่ใช่ชนิดพันธุ์ในตัวเอง หากเป็นคำเรียกรวมๆ ถึงสัตว์วงศ์เสือและแมวที่มีขนสีดำ สีดำของขนนี้เกิดจากยีนที่เรียกว่า Agouti ซึ่งควบคุมการกระจายตัวของสารสี (pigment) สีดำภายในเส้นขน ลักษณะนี้เป็นที่รู้จักมากที่สุดในเสือดาวซึ่งอาศัยอยู่ในเอเชียและแอฟริกา ตลอดจนเสือจากัวร์ในแถบอเมริกาใต้ นอกจากนี้ การเกิดสีดำยังมีสาเหตจากมีเมลานิน (สารสีชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดผิวสีแทน) มากผิดปกติ และสัตว์ที่มีความผิดปกตินี้จึงเรียกว่า “melanistic” อีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียกว่า “เสือดำ” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกมันไม่มีลวดลาย เพียงแต่มองเห็นยากเท่านั้น หากมีแสงส่องตกกระทบในมุมที่พอดี เราก็อาจเห็นลวดลายบนตัวเสือดำเหล่านี้ได้


สำหรับเสือดำที่เป็นข่าวถูกลอบฆ่าในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้น เป็นชนิดพันธุ์ย่อยของเสือดาว (Indochinese leopard) ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera pardus delacouri มีรายงานการกระจายพันธุ์ จากอินโดนีเซียถึงจีนตอนใต้ และถูกจัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ (endangered: EN) ในบัญชีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN Red List) และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายของไทย ปัจจุบันจากการจัดสถานะโดย IUCN พวกมันเป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ โดยมีปัจจัยหลักจากการบุกรุกพื้นที่ป่าและการล่าโดยน้ำมือมนุษย์


ภาพถ่ายของเสือดำจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ภาพถ่ายโดย DNP/ThailandWildlife.com

  
ทั้งเสือดำ และเสือดาว แม้ว่าจะมีขนาดเล็กเทียบกับเสือชนิดอื่น แต่มันมีพละกำลังมากอย่างเหลือเชื่อ มีกะโหลกหนัก มีโพรงสำหรับกล้ามเนื้อกรามขนาดใหญ่ มีหนวดและคิ้วยาวเป็นพิเศษช่วยในการปกป้องดวงตา และช่วยในการเคลื่อนไหวยามค่ำคืน ทนแล้งได้ดี สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องกินน้ำได้หลายวัน โดยอาศัยน้ำจากเหยื่อที่มันกินเท่านั้น สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีที่สุด เขตกระจายพันธุ์กว้างขวางที่สุด สามารถอาศัยอยู่ได้ในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ทะเลทรายจนถึงป่าฝน


นิสัยของเสือดาวและเสือดำ เป็นนักล่าที่แข็งแกร่ง และเป็นนักปีนต้นไม้ชั้นยอด มีกล้ามเนื้อขาและคอแข็งแรงมาก ไม่ค่อยชอบน้ำแต่ก็ว่ายน้ำได้ดี ส่วนใหญ่มักชอบออกหากินตั้งแต่เวลาพลบค่ำจนถึงใกล้รุ่ง ในบางครั้งก็อาจหากินในเวลากลางวันได้โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีมนุษย์รบกวน และตัวเมียที่เลี้ยงลูกก็มักต้องออกหากินบ่อยครั้งกว่าปกติจนต้องมีการหากินในเวลากลางวันด้วย ในเวลากลางวันที่ร้อนอบอ้าว มักปีนขึ้นไปพักผ่อนบนต้นไม้ หรือตามพุ่มไม้ หรือหรือหลืบหิน โดยอาหารของเสือดาวส่วนใหญ่ในเขตร้อนเป็นสัตว์กีบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เช่น เก้ง กวางดาว ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งของประเทศไทย พบว่าเสือดาวกินสัตว์จำพวกลิงมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับเสือโคร่งในการล่าสัตว์กีบ เช่น เก้ง อีกเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะป่าเบญจพรรณในห้วยขาแข้งมีเรือนยอดค่อนข้างโปร่งทำให้พวกลิงค่างต้องลงพื้นดินบ่อยครั้ง จึงตกเป็นเหยื่อของเสือดาวได้ง่าย


จากการติดตามเสือดาวตัวผู้ ด้วยปลอกคอวิทยุในประเทศไทย พบว่า เสือดาวเดินทางเฉลี่ยประมาณวันละ 2 กิโลเมตร และในแต่ละวันมีช่วงเวลาที่ตื่นตัวประมาณ 66 เปอร์เซ็นต์ หากินได้ทุกเวลาไม่จำเป็นว่าต้องกลางวันหรือกลางคืน แต่เสือดาวที่อาศัยอยู่ใกล้กับแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์จะหากินตอนกลางคืนมากกว่า โดยเรื่องราวของเสือดำในประเทศไทยเคยเป็นข่าวฮือฮาเมื่อราว พ.ศ. 2521 เมื่อปรากฏข่าวว่ามีเสือดำตัวหนึ่งเพ่นพ่านอยู่แถวมักกะสัน พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร จนเป็นที่หวาดกลัวของผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น จนได้ชื่อว่า “เสือดำมักกะสัน” แต่อีก 2 ปีต่อมาก็ปรากฏว่าเป็นเสือดำที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ซื้อมาในราคา 3,000 บาท และนำมาปล่อยไว้เองเพื่อผลทางจิตวิทยา ก่อนจะจับไปปล่อยไว้ในป่าห้วยขาแข้ง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในประเทศไทย เสือดำเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกือบอยู่ในข่ายเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ การกระทำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเสือดำซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง

ทุกชีวิตบนโลกมีคุณค่า และมีสิ่งสวยงามอยู่รอบตัวเราเสมอเพียงแค่เราได้สัมผัสถึงแก่นแท้ สัญชาตญาณนักล่าไม่ควรเกิดกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ผู้ประเสริฐ” เพราะเราข้ามจุดนั้นและกำลังมุ่งสู่ความทันสมัยที่ไม่ได้ล้าหลังอีกต่อไปแล้ว ปล่อยให้ธรรมชาติทำหน้าที่ของเขาในวัฏจักรที่มนุษย์ไม่ใช่ผู้ทำลาย และหวังว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกในอนาคต..

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก ngthai.com/mgronline.com/youtube.com

History Jewellry Love Royal Story

The Duchess of Windsor

บริษัทจัดการประมูลชื่อดังอย่าง Sotheby’s ได้จัดการประมูลเครื่องประดับที่เปรียบเสมือนตัวแทนความรักของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และนางวอลลิซ ซิมป์สัน พระชายา มีขึ้น ณ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 โดยเครื่องประดับที่ถูกนำมาประมูลครั้งนั้นมีจำนวนทั้งสิ้น 20 ชิ้น และมียอดเงินประมูลรวมสูงราว 8 ล้านปอนด์ สำหรับเครื่องประดับชิ้นที่มีผู้ให้ความสนใจมากที่สุด คือ สร้อยข้อมือรูปเสือดาวประดับด้วยเพชรและนิลของ Cartier ถูกประมูลไปในราคาที่สูงถึง 4.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาประมูลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ Sotheby’s เคยจัดประมูลมา

Diamond Panther Bracelet จาก Cartier ถูกประมูลไปในราคาที่สูงถึง 4.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาประมูลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ Sotheby’s เคยจัดประมูลมา

ความพิเศษของสร้อยข้อมือเส้นนี้อยู่ที่ความโดดเด่นในด้านการออกแบบและเทคนิคการผลิตที่เหนือชั้นเมื่อเทียบกับการผลิตเครื่องประดับในยุคนั้น เนื่องจากต้องใช้เทคนิคขั้นสูงและฝีมือการผลิตที่ประณีตเป็นอย่างยิ่งในการสร้างข้อต่อเพื่อให้ตัวเสือดาวพันลงบนข้อมือได้อย่างแนบสนิท

เธอสวมข้อมือ Diamond Panther ในปี 1959, ในงาน Gala opening of the new Lido Revue ปารีส ฝรั่งเศส

โดยสร้อยข้อมือเรือนนี้มีสลักลายเซ็นต์ด้านในว่า ‘Great Cats’ ที่ได้การรังสรรค์ขึ้นจาก House of Cartier ภายใต้การออกแบบของ Jeanne Toussaint ผู้อำนวยการแผนกเครื่องประดับของ Cartier ที่ผสมเพชรและนิลและใช้เทคนิคสร้างข้อต่อยุคใหม่ที่ผสานสรีระของข้อมือได้อย่างแยบยล ผลักดันและสร้างชื่อเสียงให้ Cartier ประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น จนถือว่าเป็นแบรนด์เครื่องประดับที่สร้างตำนาน ‘jeweller of kings’ ได้อย่างไม่มีที่ติ

Sarah Brightman สวมเครื่องประดับเข้าชุด Diamond Panther ในงานเปิดตัวละครบรอดเวย์ The Phantom of the Opera ที่นิวยอร์ก เดือนมกราคม ปี 1988

ก่อนหน้าที่คอลเล็กชั่น Diamond Panther จะถูกประมูลอีกครั้ง สร้อยข้อมือเส้นนี้เคยตกเป็นสมบัติของนักร้องดังแห่งยุคอย่าง Sarah Brightman นักร้องสาวที่ Andrew Lloyd Webber นักประพันธ์เพลงระดับตำนานประมูลให้เธอ ในปี 1987 ที่กรุงเจนีวา ในฐานะภรรยาคนใหม่และมอบเป็นของขวัญให้เธอเพื่อเฉลิมฉลองละครบรอดเวย์เรื่อง The Phantom of the Opera ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มถลายในกรุงลอนดอน ในฐานะที่เธอเป็นนักแสดงนำและเขาเป็นผู้ประพันธ์

หลังจากนั้นคอลเล็กชั่นนี้ก็ถูกขายทอดตลาดอีกครั้งโดยบริษัทประมูล Christie’s ที่จัดขึ้นโดย Sarah Brightman นั้นเอง โดยเธอมุ่งมั่นที่จะนำรายได้จากการขายในครั้งนี้มอบให้แก่มูลนิธิ Andrew Lloyd Webber Foundation ที่เป็นของอดีตสามีของเธอ เพื่อสนับสนุนศิลปะดนตรีในโรงเรียนมูลนิธิมรดกทางสถาปัตยกรรม ต่อมาเครื่องประดับมีค่าชุดนี้ก็ตกมาอยู่ในการประมูลที่จัดขึ้นโดย Sotheby’s ในเวลาถัดมา


หนึ่งในเครื่องประดับที่ออกประมูลอย่างเข็มกลัดประดับมรกตคำว่า WE หมายถึง Wallis และ Edward แทนความรัก ทำโดย Cartier ในปี 1957


เข็มกลัดนกกระเรียนอัญมณีประดับเพชรมูลค่าในปัจจุบันเกือบ 2 ล้านปอนด์

เครื่องประดับของวอลลิซบางส่วนที่ถูกออกประมูลครั้งล่าสุด

โดยสร้อยข้อมือนี้ ถูกประมูลในราคาที่สูงถึง 4,500,000 ปอนด์ที่ Sotheby’s ในคืนสุดท้ายก่อนการประมูลจะจบลง โดยเป็นราคาประมูลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ Sotheby’s เคยจัดประมูลมาและถือว่าเป็นเครื่องประดับจาก Cartier ที่ราคาสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นจากการประมูล โดย David Bennett ประธานของ Sotheby’s Jewellery in Europe and the Middle East ได้เล่าถึงคอลเล็กชั่นชุดนี้ว่า

เธอเป็นดัชเชสที่เป็นผู้นำแฟชั่นและเป็นตัวอย่างของความสง่างาม กาลเวลาไม่สามารถทำลายแนวคิดที่แสนจะสมัยใหม่ และทันโลก ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดของเธอ

“มันเป็นเครื่องประดับที่ยากหาที่ใดเหมือน และไม่มีใครจะอัจฉริยะเท่ากับการดีไซน์ที่ไร้กาลเวลาของคาร์เทียร์ เครื่องประดับทั้งหมดของดัชเชลแห่งวินเซอร์นี้ บอกเล่าเรื่องราวของความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ที่ยศถาบรรดาศักดิ์ไม่สามารถทำลายความรักที่สุดแสนโรแมนติก หนึ่งในความรักแห่งราชบัลลังก์อังกฤษแห่งนี้”


หนังสือชีวประวัติและหนังสือรวมคอลเลคชั่นส่วนพระองค์ The Duke & Duchess of Windsor

แต่สิ่งที่ยิ่งเพิ่มความพิเศษให้แก่เครื่องประดับชิ้นนี้ นอกจากที่บุคคลทั้งสองได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบและการผลิตอย่างใกล้ชิดแล้ว คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ชายผู้ซึ่งยอมสละทุกอย่างแม้กระทั่งราชบัลลังก์เพื่อแลกมาซึ่งการได้ครองคู่กับสตรีผู้เป็นดวงใจนามว่า ‘วอลลิซ ซิมป์สัน’ รวมถึงเรื่องราวของการตามหาหนังสือนามว่า The Duke & Duchess of Windsor

ผู้เขียนเองไม่เคยรู้มาก่อนว่าการตามหาหนังสือหนึ่งเล่มที่อยากได้มานานมากๆมันเป็นยังไง หลังจากที่ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ได้ครอบครอง หนังสือที่ผลิตตั้งแต่แต่ปี 1997 ชื่อว่า The Duke & Duchess of Windsor ที่กล่าวถึงประวัติของหญิงสาวนามว่า Wallis Simpson ที่เป็นหม้ายสาวพราวเสน่ห์ให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งวินด์เซอร์ ซึ่งเดิมเป็น สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักรถึงกับสละราชสมบัติเพื่ออภิเษกสมรสกับเธอได้ จะกลายเป็นหนังสืออีกเล่มที่มีในบ้าน จริงๆถ้าลองหาดูมันก็คงมีถมเถให้ซื้อออนไลน์หรือหาจากร้านหนังสือร้านไหนก็อาจจะหาได้ แต่ที่ภูมิใจคือเล่มนี้มี Autograph Letter ของเธอที่เขียนด้วยปากกาถึง Madame Maurois สหายที่เป็นที่รักด้วย (ต้องขอบคุณ Seller ผู้ใจดีนามว่า eBay ที่ทำให้ได้เจอเล่มนี้)


ชุดนี้มี Autograph Letter ของเธอที่เขียนด้วยปากกาถึง Madame Maurois สหายที่เป็นที่รักด้วย (ต้องขอบคุณ Seller ผู้ใจดีนามว่า eBay ที่ทำให้ได้เจอเล่มนี้)

หนังสือคอลเล็กชั่นนี้บอกเล่าเรื่องราวของเธอและสามี รวมถึงสมบัติทั้งหมดของทั้งคู่ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงเครื่องประดับที่ถูกประมูลในตอนต้นด้วย หากจะเล่าประวัติคร่าวๆของเธอ ก็สามารถสรุปได้ว่า วอลลิซ ซิมป์สัน เป็นหม้ายสาวพราวเสน่ห์ชาวอเมริกันที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 3 ครั้ง ก่อนที่จะมาพบรักกับหนุ่มหล่อเจ้าสำราญอย่างพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ซึ่งในขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งยอร์ก ทั้งคู่พบกันที่งานเลี้ยงแห่งหนึ่ง และได้เริ่มศึกษาดูใจจนพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะคนรักโดยที่ในขณะนั้นนางซิมป์สันยังไม่ได้หย่าขาดจากสามีคนที่ 3

Wallis Simpson (วอลลิส ซิมป์สัน) 19 June 189624 April 1986 

ภายหลังจากการขึ้นครองราชสมบัติ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ประสงค์ที่จะแต่งงานกับนางซิมป์สัน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกราชวงศ์ อีกทั้งยังมีเสียงคัดค้านมากมายจากคณะรัฐบาลตลอดจนแรงต้านจากประชาชน ด้วยทุกฝ่ายมองว่านางซิมป์สันไม่มีคุณบัติดีพอที่จะเป็นราชินี รวมถึงกฏของราชวงศ์ที่ห้ามแต่งงานกับหญิงหรือชายที่หย่าร้าง เมื่อชีวิตรักของกษัตริย์กลายเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ทางออกเดียวที่จะได้แต่งงานกับเธอ พระองค์ก็ได้เลือกที่จะ ‘สละราชสมบัติ’ ในประวัติแม้ว่านางซิมป์สันจะคัดค้านและตัดสินใจที่จะเป็นฝ่ายเดินออกมาจากชีวิตของเขาเพื่อให้ได้ครองบัลลังก์ต่อไป แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจที่แน่วแน่ของพระองค์ในครั้งนี้ได้

ในวันที่ 10 ธันวาคม 2479 ภายหลังจากการครองราชสมบัติเพียง 326 วัน พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็ทรงประกาศสละราชสมบัติ โดยพระองค์ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อประชาชนซึ่งในถ้อยแถลงตอนหนึ่งมีความว่า

“ข้าพเจ้าปรารถนาให้ทุกท่านเข้าใจว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ มิได้เป็นไปโดยปราศจากการคำนึงถึงประเทศชาติ แต่โปรดเข้าใจว่าความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในฐานะกษัตริย์ข้าพเจ้าเต็มใจยิ่งที่จะปฏิบัติ แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ข้าพเจ้าจะรับผิดชอบกิจการงานทั้งปวงโดยปราศจากแรงสนับสนุนจากสตรีที่ข้าพเจ้ารัก”


พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ได้แต่งงานกับนางซิมป์สัน ณ Chateau de Cande ในวันที่ 3 มิถุนายน 1937 ประเทศฝรั่งเศส

ภายหลังจากการสละราชสมบัติ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ได้แต่งงานกับนางซิมป์สันและได้ย้ายไปพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นการถาวร มีคนกล่าวถึงเรื่องราววอลลิซมานานแล้ว ทั้งเรื่องใส่สี ให้ร้าย หรือเรื่องดีๆ ความเด็ดเดี่ยวและความรักที่มีต่อเจ้าชาย คนหลายคนมองว่าพระเธอหวังรวยทางลัด ถึงต้องเลิกกับสามีคนที่ 3 เพื่อมาแต่งกับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด สู่บันไดการเป็นควีน จนเจ้าชายต้องยอมสละราชสมบัติเพื่อมาแต่งงานกับเธอ หรือข่าวบิดเบือนว่าเธอตกอับ โดนตราหน้าให้ร้ายและต้องลี้ภัยมาอยู่ที่ฝรั่งเศส รอคอยเงินจากสำนักพระราชวังและเบี้ยเลี้ยงจากการเขียนหนังสือชีวประวัติของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเอง จนในที่สุดพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็สิ้นพระชนม์ในปี 2515 ซึ่งพระศพได้ถูกอัญเชิญกลับมาฝัง ณ สุสานหลวงของราชวงศ์วินด์เซอร์ และอีก 14 ปีให้หลัง


พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และนางวอลลิส ซิมป์สัน

มันก็นะ ชีวิตคนไม่ได้รุ่งโรจน์ในด้านเดียว ความผิดหวังท้อแท้ของชีวิตก็มี แต่หลายๆสิ่งในตัวเธอที่ดีก็มีให้เห็น ทั้งเรื่องการแต่งกายที่ยอมรับจริงๆว่าเธอเป็นคนไม่สวยแต่สง่างามและมีเสน่ห์ ถึงได้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลของโลกด้านแฟชั่นหลายปีซ้อน เครื่องประดับที่ผลิตโดย Cartier ดังที่กล่าวมาตอนต้น ทั้งมุก พลอย แซฟไฟร์ เพชรซีก และอื่นๆปัจจุบันประเมินราคาแทบไม่ได้ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้เป็นชิ้นเอกอะไรของ Cartier เลย แต่มันคือมูลค่าของเรื่องราวและความรักที่ซ่อนอยู่ภายใน เธอต้องยืนหยัดในสังคมเพื่อให้เจ้าชายและตัวเองอยู่รอดและเป็นที่ยอมรับ รวมถึงมีเรื่องราวที่ถูกหยิบยกเล่าว่า ขณะที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดสิ้นลมและต้องนำพระศพมาจัดพระราชพิธีที่อังกฤษ เธอก็ยังฝืนยิ้มเด็ดเดี่ยวท่ามกลางประชาชนบางกลุ่มที่ยังต่อต้าน และราชวงศ์ที่ไม่ได้สนใจใยดีเธอแม้แต่น้อย และต้องอ้างว้างสิ้นหวังในการกลับสู่ฝรั่งเศสโดยปราศจากสามีอันเป็นที่รัก หนำซ้ำหลังจากกลับมาก็ร่างกายทรุดโทรม และโรยราไปตามกาลเวลา แถมยังโดน Suzanne Blum ทนายความประจำตระกูลดูแลทรัพย์สินและผลประโยชน์ยึดอำนาจ เอาของมีค่าและสมบัติไปขาย ในขณะที่เธอเองก็นอนป่วยหายใจโรยราอยู่บนเตียงและสิ้นลมในปี 1986


วอลลิซ ซิมป์สัน ในปี 1974 ก่อนที่เธอจะสิ้นลมในปี 1986

การแก่งแย่งชิงดี ชิงชัง โกงและให้ร้ายมีให้เห็นดาษดื่นตั้งแต่มนุษย์กลุ่มแรกๆเกิดมาบนโลก ความสุขที่แท้จริงของคนทุกคนมีเท่ากัน แต่ไม่เป็นที่พอใจของแต่ละคน บางคนมองว่ามันน้อยเกินไปก็อยากจะเป็นใครสักคนบนโลกที่ทุกคนให้การยอมรับ ในขณะที่บางคนยอมที่จะลดความสุข ความมั่งคั่ง อำนาจ ของตัวเองลงมาเพื่อหาความสุขที่แท้จริง ความรักมันชนะทุกสิ่งและได้เห็นจริงๆบนโลกนี้  ท้ายสุดศพของนาง Wallis Simpson ก็ยังได้นอนเคียงข้างหลุมศพของสามี ณ สุสานหลวง Royal Burial ของราชวงศ์อังกฤษ ไม่ถูกแยกจากกันแม้ยามไร้ลมหายใจ และถูกจารึกนามใหม่ให้เกียรติแก่เธอบนหลุมศพว่า Duchess of Windsor ผู้จากไปอย่างนิรันดร์

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก sothebys.com/The Duchess of Windsor/wwd.com

Lifestyle Story Travel

Hike Preikestolen in the rain?

เราตัวเล็กเหลือเกินบนโลกใบนี้ / Popdot.

คำนี้คงตีความได้ไม่ผิดหนัก เมื่อต้องมาเจอกับผาสูงตระการตานามว่า Preikestolen หรือ Pulpit Rock ที่คนทั่วโลกขนานนามให้ นอร์เวย์ไม่ใช่เพียงแต่เป็นประเทศที่การใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนน่าอิจฉาที่สุดในโลกด้วยแล้ว เหนือกว่านั้น ธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นอร์เวย์มีและดำรงรักษาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เราสาละวนกับการใช้ชีวิตในออสโลมาเกือบ 3 วัน จนถึงกิจกรรมที่ผู้เขียนอย่างผมเอง โหยหาและอยากได้สัมผัสมากที่สุดในทริปนี้ นั่นคือการปีนเขาเพื่อไปสัมผัสผาสูง Pulpit Rock หนึ่งในผาที่สวยที่สุดของโลก ณ ดินแดนนี้

Go to TAU #popdot #popdotdaily #popdottravel

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

เราเดินทางลงสนามบิน Stavanger, Norway  จากนั้นก็จะต้องเดินทางจากสนามบินไปที่ท่าเรือโดย Shuttle bus ซึ่งจอดอยู่ใกล้ๆประตูทางออกของสนามบิน โดยใช้เวลาเดินทางไปท่าเรือ 20-30 นาทีจึงมาลงป้ายท่าเรือที่ชื่อ Fiskepir ซึ่งจอดหน้าท่าเรือและหาได้ไม่ยาก โดยเรารอขึ้นเรือไปยังจุดหมายเป็นเกาะที่ชื่อ Tau โดยจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 30-40 นาที

6° in Tau #หนาวจุง #popdot #popdotdaily #popdottravel

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ในช่วงเราเดินทาง เป็นช่วงที่เรียกได้ว่าไม่ใช่ฤดูกาลของการท่องเที่ยวของเมืองนี้เท่าไหร่นัก สิ่งที่อ่านมากับสิ่งที่เจอเบื้องหน้า ทำให้ต้องแก้ไขสถานการณ์เป็นครั้งๆไป คราวนี้ก็เหมือนกัน เมื่อเรือถึงอีกฟากในช่วงเกือบบ่ายสาม จริงๆแล้วจะมีรถบัสไป Pulpit Rock Parking ซึ่งใกล้กับโรงแรมที่เราจองไว้ แต่กลายเป็นว่ารถไม่ได้วิ่งเยอะเหมือนช่วงเทศกาล เราจึงจำเป็นต้องต่อรถไปเรื่อยๆ จนถึงปลายสายสถานี และด้วยความใจดีของคนขับรถบัส เขาให้ความช่วยเหลือโดยอาสาเรียกแท็กซี่เพื่อพาเราไปถึงที่พักในเวลาเย็นพอดี

ป้ายสุดท้าย Pulpit Rock Parking ที่แท็กซี่จอด เป็นป้ายที่เราต้องลง ซึ่งจะเจอที่พักพอดี โดยที่พักมีชื่อว่า Preikestolen fjellstue อยู่ติดกับทางขึ้นเขา Pulpit Rock พอดี เป็นอะไรที่สะดวกมากๆ เพราะโรงแรมนี้ใกล้จุด Starting Point  รวมถึงข้างในก็จะเป็น Restaurant และ Reception ให้แขกมาเช็คอินที่นี่ สะดวกสบายมาก

🌾🌾🌾 #popdot #popdottravel #popdotdaily

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

โดยห้องพักจะประกอบไปด้วย ห้องเดี่ยวและห้องรวม ซึ่งจะกระจายไปตามพื้นที่โดยรอบของโรงแรม หนึ่งในห้องพักริมทะเลสาปดังรูปใน Instagram เป็นอีกหนึ่งห้องที่โดนธรรมชาติกลบกลืนจนเกิดเป็นความสวยงาม ที่ผู้เขียนเองรู้สึกดีทุกครั้งที่นึกถึง

Finally #popdot #popdottravel

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ทะเลสาปที่สงบนิ่ง จนมองเห็นเป็นเงาสะท้อนของภูเขาสูงเบื้องหน้า เป็นภาพที่ผู้เขียนบรรยาไม่ถูกจริงๆ มันสวยงาม และมีความเงียบสงบมาก

เราสลบไสล อ่อนแรงกับการเดินทาง ในขณะที่ฝนช่วง Low Season ก็ยังคงตกหนักไม่หยุดหย่อน ในใจไม่มีทางเลือกใดๆแล้ว นอกจากมุ่งหน้าขึ้นเขาในวันพรุ่งนี้ เหตุที่ไม่สามารถเลื่อนการขึ้นเขา Pulpit Rock ได้ สืบเนื่องจากการเดินทางไปยังเมืองอื่นๆที่ต้องเดินทางไป ถ้าเลทจากกิจกรรมนี้ ทั้งตั๋วรถไฟและที่พักในเมือง Stavanger จะถูกยกเลิกทันที โดยเราขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่โรงแรมเพื่อความมั่นใจว่าฝนตกสามารถ Hiking ได้ไหม เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วพูดสั้นๆว่า “ได้สิ ตื่นเต้นดีออก และไม่อันตรายเลย” จากตัวเปียกชื้นเพราะฝนใจก็เริ่มชื้นตามทันที (แต่ในใจก็ยังหวั่นๆอยู่นะ) คิดไปคิดมาจนหลับ รู้สึกตัวอีกทีก็เวลาตี 5.30 แล้ว เราจึงเตรียมตัวออกเดินทาง!

เจ้าหน้าที่แนะนำให้ตื่นเช้าเพื่อใช้เวลาในการเดินทาง ขึ้น-ลง ผาให้พอดีกับเรือที่เราต้องต่อกลับไปยังเมือง Stavanger สายฝนตกลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน กางเกงยีนส์ตัวเก่งเปียกชุ่ม ในขณะที่รองเท้าสเนกเกอร์แฟชั่นแบรนด์กลับทำหน้าที่ได้อย่างไม่เคอะเขิน ไม่ลื่นไถลใดๆแม้ไม่ได้เดินอยู่ในเมืองหรือรันเวย์ (รักมากพูดจริงๆ)

ระยะทางของการเดินขึ้นผาหิน Pulpit Rock ตามรายละเอียดคือ ขาไป 3 ชั่วโมง และขากลับอีก 3 ชั่วโมง รวมเป็น 6 ชั่วโมง (ถ้าอากาศดีและร่างกายแข็งแรง) โดยระหว่างทางจะมีป้ายบอกว่าเราถึงไหนหรือไต่ระดับความสูงเท่าไหร่แล้ว โดยระหว่างทางจะมีสัญลักษณ์ตัว T สีแดงอยู่ตลอด แค่มองหามัน และเดินตามมันไปก็จะไม่หลง ป้ายใหญ่ๆแบบเมืองไทยที่นี่ไม่มี เพราะด้วยความที่เขาให้ความสำคัญกับธรรมชาติ เขาจึงรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด

ทางเดินช่วงแรกอาจจะชันมากไปสักนิด ทำให้เหนื่อยเร็วมากและอาจลื่นล้มได้ง่าย แต่เดินไปสักระยะจะมีผาหินใหญ่ทำให้เริ่มเดินได้ง่ายและสะดวกขึ้นทาง

โดยการเดินส่วนใหญ่ จะเป็นผาหินเล็กๆ ชันบ้าง มีช่วงเวลาให้พักน่องบ้าง แต่ความสวยงามรายล้อมทั้งสองข้าง มันทำให้ลืมฝนที่ตกอยู่ชั่วขณะเลย ยิ่งผ่านจุดที่เรียกว่ายาก อาทิ ต้องปีนขึ้นเนิน หรือต้องกระโดดลงด้านล่าง แต่พอหันหลังไปมองเส้นทางที่ผ่านมา กลับทำให้รู้สึกว่าเรากำลังชนะตัวเอง และกำลังทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ทำตลอดครึ่งชีวิต และแน่นอนว่า ความภูมิใจของการ Hiking ครั้งนี้ มันสอนเรื่องความอดทนและไม่หยุดที่จะก้าวไปข้างหน้าจริงๆ

ระหว่างทางจนเกือบถึงช่วงสุดท้าย หินจะเริ่มมีตะไคร่เยอะ มีโอกาสลื่นล้มได้ง่าย และก็น่าแปลกไม่น้อย ในระยะเวลาเกือบจะ 2 ชั่วโมงกว่านี้ ผู้เขียนไม่เห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเลย ไม่ว่าจะเดินสวนกัน หรือว่าเดินนำหน้าเรา ความเงียบกับสติกลับมาอีกครั้ง เราได้ยินเพียงเม็ดฝนที่ตกกระทบหินและเสียงนกร้องไล่ตามเราอยู่เป็นระยะ จนกลับมาสู่เนินสูงและผาชัน สลับไปมา จุดนี้จึงเริ่มเดินอย่างระมัดระวังอีกครั้ง

เนินภูเขาเบื้องหน้าที่เรากำลังจะเดินข้ามไป เบื้องหลังภูเขานี้จะเป็นจุดหมายของนักเดินทางทั่วโลก ที่อยากมาเยือนสักครั้งในชีวิต จากที่ใจเริ่มเสีย กับการ Hiking แบบผิดๆถูกๆ และอาศัยความน่าจะเป็นของเส้นทาง พอรู้ว่าใกล้จะถึงแล้ว ก็ดีใจมากๆ ยอมรับว่าดีใจจริงๆ เหนื่อยก็เหนื่อยนะ เพราะเดินมาเกือบ 4 ชั่วโมง แต่พอใกล้ถึงความรู้สึกดี กลับมีมากกว่าคำว่า “เหนื่อย” เสียอีก

ผาสูงที่อยู่ตรงหน้า คือความสุขของประสบการณ์ชีวิตทั้งชีวิต

บางคนอาจจะมองว่า ก็เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง ยอมรับว่าผู้เขียนก็คิดเช่นนั้น แต่ให้ลองนึกถึงคนที่ไม่ได้มีกิจกรรมโลดโผน หรือเดินป่าเดินเขาบ่อยๆดูบ้าง ครั้งนี้ถือว่าก็เป็นหนึ่งในที่สุดของความกล้าในชีวิตแล้ว ตลอดระยะเวลาการเดินทางไปร่วม 4 ชั่วโมง ปราศจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” นอกเหนือจากเพื่อนเดินทาง หมอกปกคลุมทุกอย่าง ทุกสิ่งรอบข้างไร้การเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากหยาดฝนที่ตกมาไม่ขาดสาย หมอกเริ่มหนาทึบเมื่อขึ้นผาสูงไปเรื่อยๆ สติ และการระมัดระวังดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของ ณ เวลานี้ อุณหภูมิตกไปเลขติดลบอย่างน่าใจหาย ใครที่ว่าชอบถ่ายรูป ถ้ามาอยู่โมเม้นท์นี้จริงๆ ก็คงอดไม่ได้ที่จะรีบๆเดินให้ไปถึงผาเพื่อพิชิตภาระกิจนี้ให้เสร็จเหมือนกัน

เพื่อนใหม่ชาวเกาหลีที่เจอเพียงคนเดียวบนเทือกเขา Preikestolen หรือ Pulpit Rock

ขณะที่เริ่มเดินเห็นริมผาที่ใหญ่มาก ใหญ่มากจริงๆ ก็เริ่มได้กลิ่นบุหรี่ที่โชยมาเป็นระยะ อาการดีใจก็เริ่มมีมาให้เห็นบ้างแล้ว เพราะอย่างน้อยหมอกที่ปกคลุมข้างหน้า น่าจะมีนักท่องเที่ยวอยู่บ้างแล้วล่ะ จนเริ่มเห็นเงาตะคุ่มอยู่ที่ริมผา ใช่แล้ว มีคนมาถึงก่อนหน้าเรา และในที่สุดบทสนทนาก็เริ่มเกิดขึ้น เพื่อนระหว่างทางคนนี้ เป็นหนุ่มมาจากประเทศเกาหลี ที่เดินทางมานอร์เวย์คนเดียวและมีทริปที่จะตระเวนในหลายๆเมืองในประเทศนี้ เขามาถึงก่อนเราประมาณชั่วโมงกว่าๆ (ในใจเรานึก ทำไมอยู่บนนี้นานจัง หนาวก็หนาว) จนจับใจความได้ว่า เขารอนักเดินทางอย่างเรา ที่อาจจะขึ้นมาบนเขานี้ เพียงเพื่อขอรบกวนถ่ายรูปให้เขาเป็นที่ระลึก และเราจึงได้สร้างฝันให้เขาจนเป็นจริง (เขาคงดีใจมากๆมั้ง)

ภาพนี้หลังจากเราขึ้นเขาได้ 2 วัน เซฟไว้จาก Instagram ของนักท่องเที่ยวคนอื่น ซึ่งฝนยังคงตกอยู่ แต่หมอกได้จางจนมองเห็น Lysefjorden หนึ่งในฟยอร์ดที่มีชื่อเสียงที่สุดในนอร์เวย์ ซึ่งเป็นอ่าวเล็กๆ เลาะไปตามช่องแคบของเขาจนเกิดเป็นความงามที่ยากจะบรรยายได้หมด

สำหรับการไปเที่ยวที่ Pulpit Rock ไม่แนะนำให้ไปในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ (เหมือนผู้เขียน) เนื่องจากมีช่วงกลางวันที่สั้น มีหิมะและน้ำแข็งรวมถึงฝนตกชุก ทำให้การเดินเขามีความลำบาก อาจลื่นและเกิดอุบัติเหตุได้ ช่วงฤดูกาลที่ดีที่สุดและเหมาะจะเดินทางเข้าไปชมคือ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม ดั่งเช่นในรูป ผู้คนจะเดินทางมาจากทั่วโลกและขึ้นไปบนผา Pulpit Rock นี้

แม้ว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางเป็นเวลาค่อนข้างนาน กว่าจะไปถึงและกลับลงไปข้างล่าง รวมถึงความหวาดเสียวของหน้าผา แต่การได้ขึ้นไปยังหน้าผา Pulpit Rock จะได้รับชมทิวทัศน์ธรรมชาติที่เรียกได้ว่าสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถ้ามีโอกาสคุณไม่ควรพลาด

Life begins at the end of your comfort zone. / Neale Donald Walsch

คงจะจริงอย่างที่นักเขียนชาวอเมริกัน นีล โดนัลด์ วอลช์  กล่าวไว้ ผู้เขียนเป็นหนึ่งคนที่รักการเดินทางมากๆ และชอบเรียนรู้ที่จะรู้จักที่ใหม่ๆ และค้นหาที่ๆเป็นเรา  การท่องเที่ยวมันทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา ผิดถูกบ้าง ก็แก้ปัญหาหน้างานเท่าที่รู้สึกพอใจ ในที่ๆไม่คุ้นชิน มันสอนให้เรารู้จักปรับตัวให้ได้ในทุกสถานการณ์ ให้รู้จักมีไหวพริบ รอบคอบ และการเอาตัวรอดต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันสะสมจนทำให้เราได้ความรู้ และประสบการณ์ของชีวิต เป็นเราในทุกวันนี้ การลองออกจากสถานที่และสถานการณ์เดิมๆ มาพบเจอโลกภายนอก โลกที่กว้างใหญ่ที่ไม่คิดว่าจะมีแบบนี้บนโลก มันทำให้รู้ว่าเราเป็นคนตัวเล็กๆสำหรับโลกใบนี้มาก เพราะฉะนั้น ความหมายที่แท้จริงของ quotes นี้ คือ “ออกมาใช้ชีวิตกันเถอะ”

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Pinterest / Tumblr

Art History Library Royal Story

ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล

“ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล : คณะราชทูตสยาม ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑”

ความสัมพันธ์ ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ หลังจากที่ห่างเหินไปกว่า ๑๖๐ ปี การเจริญพระราชไมตรีนี้เป็นพระบรมราโชบายสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงเอาพระราชหฤทัยใส่อย่างจริงจัง เพื่อให้ราชอาณาจักรสยามสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีอิสรภาพท่ามกลางแนวคิดใน การแสวงหาและการยึดครองดินแดนต่าง ๆ ในเอเชียอาคเนย์ของประเทศมหาอำนาจตะวันตก
นับแต่ปี พ.ศ. ๒๓๙๙ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริแต่งคณะราชทูตสยามให้เชิญ พระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการไปถวายพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศส แต่กว่าที่จะสำเร็จลงได้นั้นก็ต้องรอเวลาเกือบ ๕ ปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ คณะราชทูตสยามเดินทางถึงประเทศฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศสและทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์นพร้อมทั้งเครื่องมงคลราชบรรณาการ ในครั้งนั้นคณะราชทูตประกอบด้วยพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) จางวางพระคลังสินค้า เป็นราชทูตเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (วอน บุนนาค) เป็นอุปทูต และพระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) เป็นตรีทูต รวมทั้งคณะชาวสยามอีกหลายสิบคนนับเป็นการเจริญพระราชไมตรีที่ยิ่งใหญ่ครั้ง หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ภายในพระราชวังฟงแตนโบล

หนึ่งในโบราณวัตถุที่ถูกโจรกรรมที่พระราชวังฟงแตนโบลรวมทั้งสิ้น ๑๕ ชิ้น รวมถึงพระมหาพิชัยมงกุฎของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่คณะราชทูตสยามได้ถวายแด่กษัตริย์นโปเลียนที่ ๓ ด้วย กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสว่า พิพิธภัณฑ์ฯได้แจ้งยืนยันข้อมูลการโจรกรรมดังกล่าวแล้ว โดยในชั้นนี้ โบราณวัตถุที่เป็นของไทยและถูกโจรกรรมมีเพียงชิ้นเดียวคือพระมหาพิชัยมงกุฎฯ ซึ่งปัจจุบันยังไร้ร่องรอย

เครื่องมงคลราชบรรณาการที่สยามส่งไปยังประเทศฝรั่งเศสมีความงดงามยิ่งใหญ่และเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง พระจักรพรรดินีเออ เฌนีแห่งฝรั่งเศสโปรดฯให้จัดเก็บเครื่องมงคลราชบรรณาการไว้ที่พระราชวัง ฟงแตนโบลซึ่งเป็นที่เสด็จออกรับคณะราชทูตเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๔ อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดได้เห็นสิ่งของเครื่องมงคลราช บรรณาการที่ทางสยามจัดส่งไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ พิพิธภัณฑ์พระราชวังฟงแตนโบล ได้จัดแสดงเครื่องมงคลราชบรรณาการจากสยาม ภาพวาดคณะราชทูตสยามเข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ทั้งยังได้จัดพิมพ์หนังสือคู่มือประกอบนิทรรศการ อันประกอบไปด้วยบทความต่างๆ ที่น่าสนใจและที่สำคัญคือภาพเครื่องมงคลราชบรรณาการอันงดงามประณีตที่คนไทย ไม่เคยเห็นมากว่า ๑๕๐ ปี เช่นพระมหามงกุฎ เครื่องราชูปโภคทองคำต่างๆ พระราชสาส์นทองคำ แผ่นผ้ารูปพระแก้วมรกต ๓ ฤดู และเครื่องมหัคฆภัณฑ์อื่นๆ โดยปัจจุบันพระมหาพิชัยมงกุฎของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกโจรกรรมและหายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย

หนังสือ ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล จัดทําขึ้น เนื่องในวาระครบรอบ ๑๕๐ ปี ที่คณะราชทูตสยามเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อเข้าเฝาพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑

ใน หนังสือเล่มนี้ นอกจากภาพวาดอันงดงามของฌอง-เลออง เฌโรม (Jean-Leon Gerome) ที่ปรากฏเป็นปกหน้าหนังสือแล้ว ยังประกอบด้วยบทความเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ทั้งบทความที่อธิบายจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสแต่ ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บทความเรื่องความสัมพันธ์สยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์ และสิ่งสำคัญคือบัญชีรายการสิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการพร้อมทั้งภาพถ่าย คณะราชทูตสยามในครั้งนั้นในเชิงมานุษยวิทยาอีกด้วย นับได้ว่าหนังสือ “ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบลคณะราชทูตสยาม ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑” เป็นการระบายหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ให้มีสีสันงดงามควรค่าแก่การจดจำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการทั้งปวงย่อมแสดงให้เห็นว่าสายพระเนตรของพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมองการณ์ไกลยิ่งนัก ทรงตระหนักดีว่าวิธีการทางการทูตและมิตรไมตรีอันดีระหว่าง ๒ ประเทศเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาขัดข้องต่างๆ ระหว่างประเทศได้ ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าบรรพชนในราชินิกุลบุนนาคนั้น ได้รับสนองงานอันเป็นคุณูปการและประโยชน์แก่แผ่นดินมาโดยตลอดอีกด้วย

Jean Léon Gérôme ศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้วาดภาพ The Reception of Siamese Ambassadors by Emperor Napoleon III (1808-73)

เหรียญที่ระลึกพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) ถวายพระราชสาส์นรัชกาลที่ ๔ แด่สมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ณ พระราชวังฟงแตนโบล ๒๗ มิถุนายน ๒๔๐๔

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Siam Renaissance

 

Art History Lifestyle Story

The story of Fornasetti

“สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมสร้างท่าทางบนหน้าได้มากกว่า 500 แบบ บนใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง? อืมม ผมไม่รู้จะตอบยังไง รู้แต่ว่าพอผมได้เริ่มทำ ผมก็ไม่เคยหยุดที่จะคิดเลย”
Piero Fornasetti


เคยเห็นและรู้จัก นักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri หรือเปล่า? คำถามนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรารู้จัก Piero Fornasetti ศิลปินนักออกแบบตกแต่งภายในชาวอิตาลี่ดีพอ….

แต่ก่อนแต่ไร Piero ก็ไม่ได้เป็นใครสักคนที่คิดว่าสักวันจะกลายเป็นมหากาพย์แห่งวงการการออกแบบตกแต่งระดับโลกที่มีผลงานสร้างชื่อระดับมาสเตอร์พีชมากมาย หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นใบหน้านักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri ที่ Fornasetti เองได้สร้างและออกแบบลวดลายต่างๆจากใบหน้าของเธอมากกว่า 500 แบบ จนเป็นลายใบหน้าที่เป็นต้นแบบที่ทำให้คนรู้จักแบรนด์ Fornasetti ไปทั่วโลกและหวังจะได้ครอบครองผลงานของเขาสักชิ้น แรงบันดาลใจเปี่ยมล้นของ Piero ที่มีต่อนักร้องโอเปร่าคนนี้ มาจากนิตยสารเก่าเล่มหนึ่งที่เขาค้นพบความสวยงามของหน้านักร้องสาวคนหนึ่งในนิตยสารเล่มนั้น เธอมีผิวพรรณที่ขาวผ่อง ใบหน้าชวนฝัน และเหนือสิ่งอื่นใด มันทำให้ Piero ถึงกลับไม่ละสายตาจากใบหน้านั้น จนเกิดเป็นภาพของเธอในผลงานศิลปะของเขาทุกชิ้น นับมาตั้งแต่ปี 1952 เป็นต้นมา

Lina Cavalieri  นักร้องที่โด่งดังมากในอิตาลี ช่วงปี 1925 – 1944 (ปีที่เธอเสียชีวิต)


จากหนุ่มนักออกแบบที่มีเอกลักษณ์ของการเพ้นท์ลายงานลงวัสดุที่สามารถเพนท์ลายได้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ มู่ลี่ รวมทั้งเซรามิคเนื้อดี จนทำให้คนพูดถึงกันปากต่อปากและเป็นที่มาของการหางานดีไซน์ Tema e Variazioni ของ Fornasetti กันทั่ว นี่ยังไม่รวมหนังสือออกแบบ นิตยสารตกแต่งบ้านทุกหัวที่ต้องเคยมีงานของ Fornasetti ประดับอยู่ในเล่มมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรถ้า Fornasetti จะได้สิทธิ์นั้น หลังจากที่เขาไปจากโลกนี้ไปผลงานเพนท์มือเหล่านั้น คงเดาได้ไม่ยากว่าจะมีมูลค่าเท่าไร

แต่ความทรงจำก็ไม่ใช่จะเป็นแค่ความทรงจำเสมอ การส่งต่อความรักและจิตวิญญาณของผู้ให้อย่างพ่อที่มีต่อลูก ยังคงแทรกซึมสู่ Barnaba Fornasetti บุตรชาย ที่สานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อ สร้างสรรค์ผลงานจากลวดลายเก่าของพ่อ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น รวมถึงผสมผสานความกบฏ อารมณ์ของการเสียดสี อย่างเช่น ผลงานเซรามิก งานกระจก งานไม้ เครื่องหอม และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มีรูปแบบที่แปลกตาไป แต่ยังคงมีกลิ่นอายเกือบ 100% ของผู้เป็นพ่อ หนึ่งในนั้นคือคอลเลคชั่นของเครื่องหอมอย่าง Architettura Candle เทียนหอมหลากหลายกลิ่น ที่สอดคล้องกับลวดลายบนโถเซรามิกและฝา สร้างเสน่ห์ให้กับบ้าน สามารถตกแต่งให้เข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์ และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อย่าง เครื่องเทศ ผลส้ม ถึงแม้ว่าสินค้าของเขาจะเป็นลายโรมัน ลายคลาสสิคบ้าง แต่ด้วยสีสันที่ใช้เป็นสีขาวดำ รูปทรงและลวดลายถูกตัดทอนลงจึงไม่เยอะจนเกินไป ผลงานของเขาส่วนมากเป็นงานเซรามิคจึงทำให้นำไปตกแต่งกับบ้านคลาสสิคหรืออยู่ในบ้านโมเดิร์นก็ได้ โดยทำให้ลุคโดยรวมดูกลมกลืน ไม่แข็งกระด้างและดูมีดีเทลของบ้านมากกว่าเดิมอีกเท่าตัว
ต้องขอบคุณใบหน้าของนักร้องสาว Lina ที่ทำให้ธุรกิจเซรามิกของอิตาลีจากแบรนด์ Fornasetti ขายดีจนต่อยอดเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ที่ได้รับความนิยม จนถึงปัจจุบัน อ่านแล้ว รู้สึกอยากมีไว้ในครอบครองสักชิ้นสองชิ้นไหมครับ?

History Lifestyle Story Tea

Mariage Frères – French Tea in Paris since 1854

หนึ่งในชาที่ดีที่สุดอันดับ 1 ของโลกอย่างชา Mariage Frères (มาริยาจค์ แฟรส์) ที่เริ่มตำนานของชาระดับโลกจริงๆ ตั้งแต่ปี 1660 ขณะที่นิโกลาส์ มาคิยาจ ออกเดินทางสู่เปอร์เซีย เพื่อทำสัญญาทางการค้าเสาะแสวงหาชา เครื่องเทศ และสินค้าอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และบริษัท เฟรนช์ อีสต์ อินเดีย ( Compagnie des Indes ) ในขณะที่น้องชายอย่างปิแอร์ มาริยาจค์ น้องชายก็เดินทางสู่เกาะมาดากัสการ์เพื่อภารกิจเดียวกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางของชาระดับโลกจนถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และในที่สุด อองรี และ เอดูอาร์ด มาริยาคจ์ ตัดสินใจตั้ง Mariage Freres tea company ในปี คศ. 1854 เพื่อสืบทอดกิจการชาต่อกันมาเป็นธุรกิจของตระกูล และใครเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว ณ ปัจจุบัน ชาระดับโลกตกเป็นของคนไทยที่มีความหลงใหลในศิลปะของใบชาอันคลาสสิกอย่างคุณ คุณกิตติชาติ แสงมณี

เมื่อ 36 ปีที่แล้ว คุณกิตติชาติยังเป็นเพียงนักศึกษาคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยชอร์บอนน์ที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส และไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสสัมผัสกับโลกของชา

“คงเป็นโชคชะตานะผมว่า เพราะว่าไม่ได้ตั้งใจเลย คือพอจบวชิราวุธตอนนั้นก็อยากจะเรียนการทูต ก็สอบเข้าเรียนการทูตที่ธรรมศาสตร์ จบจากธรรมศาสตร์ ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 จบ 3 ปีกว่าเอง เพราะอยากจะเรียนรู้ให้เร็วที่สุดแล้วก็ได้มาเรียนที่นี่ กะว่าจะมาทำปริญญาโท แล้วต่อเอกเกี่ยวกับการทูต จุดประสงค์มุ่งหมายของตัวเองคือเป็นนักการทูต เข้ากระทรวง ตอนนั้นคิดว่าจบไทยแล้วมาต่อที่นี่ โท 3 ปี เอก 4 ปีอย่างมาก แล้วจะรีบกลับไทย แต่ปัจจุบันตอนนี้ก็ยังอยู่ที่นี่”


ในตอนนั้นช่วงที่คุณ กิตติชาติ ทำ Thesis ปริญญาเอกใกล้เสร็จ บังเอิญก้ได้มีโอกาสเจอกับครอบครัวมาริยาจค์ ที่ทำให้ได้ค้นพบโลกของชาอย่างแท้จริง “เพื่อนผมเขาสนใจเกี่ยวกับชา เขารู้จักครอบครัวนี้ เลยชวนไปพบด้วยกัน เพื่อจะได้ถามความเห็นผมว่าน่าสนใจมั้ย พอเข้าไปแล้ว ตอนนั้นมาริยาจค์ขายชาอย่างเดียว ไม่ได้ทำเป็นร้าน เข้าไปเหมือนโรงเก็บของ กลิ่นชาอบอวล ผมเหมือนถูกมนต์สะกด และในที่สุดผมได้พบทายาทคนสุดท้ายของครอบครัว ท่านอายุมาก 80 กว่าแล้ว และจิตคงสัมผัสกัน ท่านต้องการหาเพื่อนร่วมงาน เผอิญคือครอบครัวเขาไม่สนใจจะทำเกี่ยวกับชาอีกแล้ว ผมเลยบอกเพื่อนว่า ทำสิ น่าสนใจดี แต่สมองผมตอนนั้นเห็นเป็นภาพ ๆ ว่าควรทำอะไรอย่างไร ในที่สุดเพื่อนเขาก็ทำ แต่ผมมีเวลาว่างเลยมาเยี่ยมอยู่เรื่อย ๆ ในที่สุดก็ทีละเล็กละน้อย กลายเป็น มันเข้าไปโดยอัติโนมัติไม่รุ้ตัว” คุณกิตติชาติกล่าวอย่างอารมณ์ดี

“ผมเข้าไปทำเป็น hobby คือสนุกเรียนรู้หลาย ๆ อย่าง เรียนจากทายาทเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับชา การชิม การชง ในที่สุดตัดสินใจไม่เรียนแล้ว ไม่เรียนการทูตแล้ว ตอนนั้นถือว่าเสี่ยงมากเหมือนกัน แต่เรามี passion อินเลิฟ ก็ไปเลย ไปเลย”

“ตอนแรกครอบครัวผมก็ไม่มีใครทราบว่าเราจะมาทางนี้ เพื่อนผมก็คุมเรื่องทางการค้ามากกว่า ผมจะช่วยเลือกชา ช่วยเรื่องการสร้างสไตล์ ตอนนั้นยังไม่คิดว่าจะเป็นอาชีพจริง ๆ แต่เหมืนปฏิเสธตัวเองไม่ได้ หลายปีต่อมา เพื่อนผมก็สิ้นชีวิต เลยเหมือนผลักเราไปเต็มตัว แล้วพอดีทายาทเขาอายุมากแล้ว เราถูกใจกันมาก เขารู้ว่าเราชอบ ได้ทำงานร่วมกันมาหลายปี เขาเห็นหมดว่าเราเรียนรู้ ปรับปรุง ทำอะไรต่าง ๆ เขาและเรารู้ว่า มาริยาจค์ แฟรส์ มันยังต้องเป็น มาริยาจค์ แฟรส์ อยู่นะเราไม่มีทางปรับเป็นร้านไทย ร้านจีน หรือร้านเอเชีย”
“พอร้านมาคิยาจ แฟรส์เปิดตัวครั้งแรกที่แถวมาเร่ส์ (Marais) ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก สื่อมวลชนมาจากทั่วโลกเลย และทุกอย่างตรงกับรสนิยมคนฝรั่งเศสมาก เพราะเป็นร้านชาที่ใหม่ที่เปิด แต่จริง ๆ คือชาที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสหรือเกือบที่สุดในยุโรปก็ว่าได้ เปิดแล้วก็จะเราก็ทำที ซาลอน ทำแพ็กเกจจิ้ง ทำอะไรหมดทุกอย่างให้มันดีที่สุด แล้วจากนั้นผมก็ไม่มีเวลาหยุดเลย”

“ผมมีความรู้สึกว่า ตำนานนี้เป็นของเรา เราเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ คือทำอะไรลงไปโดยไม่ฝืนตัวเองเลย แล้วความคิดสร้างสรรค์มันมีมาก จินตนาการมาก ที่ขาดก็คือเวลาเท่านั้นเอง”


หลังจากเปิดร้านแรกในปี 1984 ปัจจุบันคุณกิตติชาติ คือประธานบริษัทและเป็นเจ้าของมาริยาจค์ แฟรส์แต่เพียงผู้เดียว ปัจจุบัน มาริยาคจ์ แฟรส์มีสาขาในปารีส 4 สาขา ในญีปุ่น 2 แห่งคือกินซ่า กับ ชินจูกุ ที่กินซ่าเป็นที่รู้จักกันดีเพราะมีมากว่า 20 ปีแล้ว คนเอเชียที่สนใจชาของเรามากสุดก็คือญี่ปุ่นกับเกาหลี ที่ญี่ปุนเรากลายเป็นสถาบันไปแล้วครับ ญี่ปุ่นเขาก็มีชาของเขา แต่เราเอาภาพพจน์หรือสูตรหรือความรู้ ของขาฝรั่งเศสไปให้เขา เราทำโดยตรงไม่ผ่านคนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแฟรนไชส์ ผู้จัดการก็เป็นคนฝรั่งเศสคนเดียว”

นอกจากเปิดร้านมาริยาคจ์ แฟรส์โดยตรงทั่วโลกโดยไม่หุ้นส่วนกับใครทั้งที่มีผู้ติดต่อขอหุ้นมากมาย รวมถึงยังเป็นชาที่ได้รับเลือกสรรจากสถานที่ชั้นนำต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งโรงแรมและสปาชั้นนำ ก็เสิร์ฟชามาริยาคจ์ แฟรส์ รวมทั้งโรงแรมโอเรียนเต็ลในประเทศไทยด้วย ในปัจจุบัน ชามาริยาคจ์ แฟรส์กลายเป็นชาลักชัวรี่ และกลายเป็นชื่ออันดับ 1 ของคนรักชา โดยความพิเศษและความโด่งดังของชามาริยาคจ์นี้ รัฐบาลฝรั่งเศสจึงมอบรางวัลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ คุณกิตติชาติ ในฐานะคนที่สร้างคุณูปการให้กับประเทศ และยังมีรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งคุณกิตติชาติเองยังคงภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับคนไทยในการขยายธุรกิจของต่างชาติอีกด้วย

แต่ก่อนชามารยาคจ์มี 250 สูตรในตอนแรกที่เปิดแบรนด์ ทุกวันนี้มาริยาคจ์ แฟรส์ มีถึง 650 สูตรชาให้เลือก ซึ่งทุก ๆ สูตร คุณกิตติชาติก็คิดสร้างสรรค์เองทั้งสิ้น อ่านแล้ว อยากลองชิมชาร้อนของ มาริยาคจ์สักแก้วไหมครับ?

คุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mariagefreres.com/
ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร Hello ประเทศไทย