Browsing Category

Lifestyle

History Lifestyle News RODIN Story Trend ฺBeauty

RODIN Olio Lusso : There is Beauty in Simplicity!

ฉันใช้ออยล์ของ Rodin Olio Lusso ซึ่งเหมาะกับผิวฉันมากและทำให้ผิวฉันกระจ่างใส ฉันใช้มันทุกส่วนของร่างกายเลยล่ะ / Chanel Iman

สาวนางแบบผิวสีชื่อดังของโลก เผยเคล็ดลับของการดูแลผิวด้วยออยล์ที่ดีที่สุดแบรนหนึ่งของโลก ออยล์และผลิตภัณฑ์จาก RODIN olio lusso คือความงามที่ยากจะหยุดพูดสรรพคุณได้ โดยส่วนผสมหลักของ Olio lusso ทำมาจากส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยถึง 11 ชนิด ที่ได้มาจากดอกไม้และพฤกษศาสตร์นานาพรรณ ผู้สร้างสรรค์อย่าง Linda Rodin หญิงสาววัย 60 ปีที่ใช้เวลานานกว่า 2 ปี ในการปรุงและหาศาสตร์ทุกชนิดเพื่อตอบสนองความงามของเธอเอง ผลลัพธ์คืออะไรนะเหรอ คำตอบสั้น ๆ “มันยอดเยี่ยม!” 


Linda Rodin หญิงสาววัย 60 เจ้าของแบรนด์ RODIN olio lusso


ออยล์คุณภาพดีจาก Rodin เป็นผลิตภัณฑ์ที่แทนความสง่างาม ลินดาเธอเล่าต่อว่า “ทุกวันที่ฉันต้องออกจากบ้าน ฉันแทบไม่ต้องใช้เวลามากเกินไปในการเตรียมตัว! และฉันชอบที่จะออกไปนอกบ้านในเวลาอันรวดเร็ว ” ผลิตภัณฑ์ที่ฉันคิดค้นทุกชนิดเป็นแบรนด์แห่งความงามตามธรรมชาติที่ถูกรังสรรค์ขึ้น และใครๆ ก็สามารถใช้ได้เพราะเหมาะสำหรับทุกวัยและคนที่ต้องการผิวชุ่มชื้นและผิวกระจ่างใส เคล็ดลับที่แสนจะง่าย คือใช้ RODIN olio lusso เพียงไม่กี่หยดบนใบหน้าที่สะอาดในยามเช้าและกลางคืนเท่านั้นเอง


หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของแบรนด์ RODIN olio lusso นั่นคือ Luxury Body oil

ฉันได้สร้าง RODIN olio lusso ออยล์ที่บริสุทธิ์และหรูหราที่สุดในโลก ด้วยการผลิตและฝีมือของการปรุงส่วนผสมชั้นยอด เพื่อให้มั่นใจว่ามีการใช้วัตถุดิบดิบที่ดีที่สุดเท่านั้นจริงๆ และแต่ละผลิตภัณฑ์จะทำตามสูตรที่แม่นยำและตรงตามมาตรฐานที่เข้มงวดของโดยฉันเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณจะได้รับจากแบรนด์ RODIN olio lusso จะมีแต่ความพิศมัย หรูหราและความงามที่สัมผัสได้จริง

 

ถึงแม้ลินดาเองจะเคยเป็นนักออกแบบแฟชั่นมานานกว่า 30 ปี ซึ่งอาจจะมองว่า เธอไม่ได้เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านความงามเท่าใดนัก แต่แท้จริงแล้ว ก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของเธอในปี 2007 เธอใช้เวลาปรับเปลี่ยนและผลันตัวเองไปเป็นผู้ประกอบการด้านความงามที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของโลก มีสื่อหลายสำนักให้นิยามออยล์ตัวซิกเนเจอร์ของเธอว่าเป็นออยล์ที่หรูหราที่ขายได้ราคา 170 เหรียญต่อออนซ์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้พลิกศาสตร์ของออยล์ที่ดีที่สุดของโลกแบรนด์หนึ่งเลยทีเดียว ผลพ่วงของความสำเร็จนี้ นำมาสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิเช่น น้ำมันหอมระเหย น้ำมันดูแลเส้นผม สบู่ ลิปบาล์ม น้ำหอม รวมถึงเทียนด้วย โดยในปัจจุบันเองเครือ Estée Lauder ได้เข้าซื้อกิจการของแบรนด์ Rodin Olio Lusso แล้ว เพื่อสร้างสรรค์และขยายช่องทางการจำหน่ายในวงกว้างมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นแบรนด์ Rodin Olio Lusso ลินดายังคงมีส่วนร่วมในฐานะผู้อำนวยการสร้างสรรค์เหมือนเดิม


ส่วนหนึ่งในไอเท็มที่กำลังได้รับความนิยมจาก RODIN olio lusso 

ออยล์สำหรับผิวหน้าของฉัน มีส่วนผสมที่ปลอดสารเคมี และเป็นส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ 11 มันทำให้ผิวของฉันดูกระจ่างขึ้น แน่นอนว่าฉันอยากแนะนำ Rodin / กวินเน็ธ พัลโทรว์

2 ไอเท็มที่กำลังได้รับความนิยมอย่างออยล์ดูแลเส้นผมและออยล์ดูแลผิวที่มีความหอมจากดอกมะลิหอมอ่อน ๆ ชะลอผิวและต่อต้านริ้วรอยด้วยส่วนผสมของอัลมอนด์ ซึ่งผลของการวิจัยพบว่ามันสร้างความชุ่มชื่น และออยล์ที่เป็นของเหลวเหล่านี้ ทำให้ผิวคุณเปล่งปลั่ง รวมถึงเส้นผมก็จะรู้สึกนุ่มนวลและพลิ้วไหวสุขภาพดีและเงางามอีกด้วย

“ฉันมองหาความงามที่ทำให้คนวัยอย่างฉันได้พบความสุข และฉันมองว่า มันคือสัจธรรมแห่งความงามที่ฉันค้นพบ มีผู้สูงอายุที่มีเงินใช้จ่ายแต่มักถูกมองข้าม และผลิตภัณฑ์ดีๆที่ตอบสนองความต้องการของวัยนี้ก็ลดน้อยลง ผลิตภัณฑ์ความงามออกแบบมาเพื่อคนเฉพาะวัย และทำให้ลูกค้ามองว่า ถึงวัยไหนก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ของวัยนั้น ซึ่งไม่จริงเลย ยังมีสูตรความงามที่เป็นความลับอีกมากที่ยังไม่ถูกเผยแพร่ แต่หนึ่งในนั้นที่ออกสู่สายตาของคนทั่วโลกแล้ว คือ Rodin แบรนด์ของฉัน ที่มันถูกสร้างสรรค์มาเพื่อคนที่อายุหลากหลาย จะชายหรือหญิงก็ได้ ขอเพียงแค่คนที่ต้องการดูแลผิวพรรณของตัวเองเท่านั้น ซึ่งก็จริงอยู่ ที่ฉันยอมรับว่าผลิตภัณฑ์ของฉันอาจจะราคาสูง แต่มันนำมาซึ่ง คุณภาพดีและผลลัพธ์ที่ผู้ใช้จะสามารถสัมผัสได้จริง นี่คือความจริง ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ” ลินดากล่าว

ฉันอยากให้ไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมทั้ง ความงาม แฟชั่น และการใช้ชีวิต คำนึงถึง คนสูงวัยด้วย ว่า เรามี Joan Didion สาววัย 80 ปี ที่มีแคมเปญโฆษณาของ Céline และ Joni Mitchell วัย 71 ปี ที่ Saint Laurent ต้องการตัว ซึ่งนั่นเป็นบทพิสูจน์ชี้ชัดว่า คนสูงวัยมีรสนิยมและความงามที่เป็นนิรันดร์ นี่ไม่รวมถึง Anjelica Huston, Catherine Deneuve, Charlotte Rampling และ Jessica Lange ด้วยนะ ที่หญิงสาวเหล่านี้วัยเกิน 60 แล้วทั้งนั้น


ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจากแบรนด์ RODIN olio lusso

“สิ่งที่ลินดาอยากให้ Rodin olio lusso เป็นผลิตภัณฑ์ที่ง่ายแต่ทรงคุณค่าสำหรับทุกคน เธอสร้างผลลัพธ์และความเชื่อที่ว่า คนที่ผิวผสมและผิวมันก็สามารถใช้ออยล์บำรุงผิวหน้าเฉกเช่นกับคนผิวแห้ง เธอสร้างและใช้ความชอบส่วนตัวในการหาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับตัวเธอ จนนำมาสู่ความสมบูรณ์แบบแก่ออยล์รูปทรงสุดคลาสสิค ซึ่งหมายถึงสไตล์ของเธอที่มีสัญชาตญาณแห่งความงาม จะมีใครเล่า ที่ใช้เวลาลองผิดลองถูกกับการคิดสูตรออยล์ทรงคุณค่าในห้องน้ำของตัวเองเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จนเกิดเป็น RODIN olio lusso ในปี พ. ศ. 2550 ซึ่งหมายถึง “น้ำมันสุดหรูหรา” พร้อมให้เกียรติแก่อิตาลี ต้นกำเนิดความงามที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเธอ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ออยล์เล็กๆขวดนี้ จะนำผลลัพธ์ความงามที่ชะลอวัยและผิวที่เปล่งประกายมาสู่คุณ / POPDOT


คุณสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ของ RODIN olio lusso ได้ที่ https://oliolusso.com ขอบคุณรูปภาพบางส่วนจาก oliolusso.com / alderandcoshop / shopterrain

Fashion History Lifestyle Royal Story Uncategorized

Launer Of London : The Queen Owns 200 Purses From This Brand

เราแอบเห็น Mia Tindall วัย 2 พรรษา เหลนของควีนเอลิซาเบธ ลูกสาวของ Zara Tindall (ลูกสาวของเจ้าหญิงแอนน์) ถือกระเป๋าแบรนด์ Launer ให้กับควีนเอลิซาเบท กับภาพราชวงศ์อังกฤษล่าสุด (ในภาพเฉลิมฉลองพระราชสมภพ 90 พรรษาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2) จึงเริ่มจับใจความสำคัญได้แล้วว่ากระเป๋าแบรนด์ Launer นี้ ต้องไม่ธรรมดา

จะมีเพียงสักกี่คนที่สังเกตุเห็นว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มักจะถือกระเป๋าสีดำบ้าง สีเบจ และครีมบ้างตามแต่ละโอกาสและงานที่พระองค์เสด็จ แต่รู้ไหมว่าแบรนด์ที่ท่านมีกระเป๋ามากกว่า 200 ใบนั้นคือแบรนด์ Launer of London


แบรนด์ Launer ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2484  โดยผลิตกระเป๋าถือหรูหราและทำจากหนังและวัสดุที่ดีที่สุดจากแหล่งผลิตที่เยี่ยมที่สุด ทำด้วยมือโดยช่างฝีมือที่มีทักษะสูงสุดเป็นอันดับต้นๆของอังกฤษ ซึ่ง Launer ถือว่าเป็นหัวหอกในการผลิตสินค้าของอังกฤษและสร้างชื่อเสียงให้กับอังกฤษจนถึงปัจจุบัน มรดกของความงามเหล่านี้ถูกสะสมและบ่มความปราณีตจนได้รับการยอมรับจากราชวงศ์ของอังกฤษเรื่อยมา และได้สร้างความน่าหลงใหลอันน่าพิศมัยให้กับสตรีในราชวงศ์และสาวสังคม จนปี พ. ศ. 2511 Launer ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้มอบเหรียญและตราสัญลักษณ์ของราชวงศอังกฤษที่ถือว่าเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ให้กับกระเป๋า Launer ซึ่งล้วนนำมาซึ่งความภาคภูมิใจให้กับแบรนด์สัญชาติอังกฤษที่มีความโดดเด่นนี้

มีหลายครั้งที่เรามักเห็นพระองค์ถือกระเป๋าใบเล็กหลากหลายสีสันตามวาระและโอกาสที่สำคัญจากแบรนด์ Launer แมทซ์คู่สีกับเดรสและรองเท้าคู่โปรด สื่อของอังกฤษเคยกล่าวว่า “พระองค์ไม่เคยละเลยเรื่องการแต่งฉลองพระองค์ และให้ความสำคัญกับภาระกิจประจำวันในการพบปะประชาชนหรืองานสังคมรวมถึงงานของราชวงศ์ มีสื่อหลากหลายสื่อเคยประเมิณกระเป๋าแบรนด์ launer ของพระองค์ว่า อาจจมีถึง 200 ใบ ซึ่งแน่นอนว่า มีความแตกต่างทั้งสีและขนาดไซส์ รวมถึงรูปแบบอีกด้วย”

ในพระราชพิธีที่สำคัญ กระเป๋าถือสีดำขนาดกำลังดี ทำจากหนังลูกวัวดูจะเป็นตัวเลือกแรกที่พระองค์ทรงวางพระทัย ด้วยลักษณะที่โดดเด่นของแบรนด์ Launer คือมีน้ำหนักเบา รูปทรงไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ถนัดมือรวมถึงมีหลากหลายช่องสำหรับใส่ของ ในวันพระราชพิธีเฉลิมฉลองพระราชสมภพ 90 พรรษาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระองค์ฉลองพระองค์สีฟ้าแย้มพระสรวลสลับกับโบกพระหัตถ์ให้กับประชาชน ในขณะที่กระเป๋า Launer สีดำไซส์กลางถูกปรากฏอยู่ในภาพได้อย่างแยบยล นำมาซึ่งความประทับใจต่อผู้พบเห็นและเปรียบเสมือนตัวแทนผู้ทรงเกียรติของแบรนด์ Launer ก็คงไม่ผิดนัก

ปัจจุบัน กระเป๋า รุ่น Lucia ที่เป็นทรงคลาสสิคเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นของแบรนด์ Launer และทำสีออกมาตามคอลเลคชั่นในทุกๆปี รวมถึงมีหลากหลายขนาดให้เลือก ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงถือ ถัดมาคือรุ่น Juliet เป็นรุ่นทีไ่ด้รับความนิยมจากสาววัยทำงานและแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก ซึ่งรุ่นนี้จะออกแบบมาในหลากหลายวัสดุ ทั้งหนังวัว หนังแก้ว รวมถึงหนังเอ็กโซติกอย่างหนังงูและหนังจระเข้ ซึ่งทุกรุ่นจะประทับโลหะสัญลักษณ์ Launer rope หรือลายเชือกวน ซึ่งปัจจุบันถือว่าแบรนด์ Launer ได้รับความสนใจจากบรรดาแฟชั่นนิสต้าของโลกแฟชั่น และมีแนวโน้มว่าราคาจะสูงขึ้นในทุกๆปีอีกด้วย แน่นอนว่ากระเป๋าแสนคลาสสิคตลอดกาลแบบนี้ย่อมคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป นอกจากความสุขที่ได้ครอบครองแล้วยังได้สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 การัณตีความคลาสสิคของแบรนด์นี้อีกด้วย จริงไหม

 

ความงามมักถูกส่งต่อโดยผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ และนำมาซึ่งตัวแทนสัญลักษณ์ของสิ่งนั้นๆ พระองค์คือตัวแทนของความสง่างาม เข็มแข็ง และเด็ดเดี่ยวในขณะเดียวกัน กระเป๋าถือสุดคลาสสิคเพียงหนึ่งใบสร้างประวัติศาสตร์ของโลกแฟชั่นได้อย่างน่าทึ่ง และกระเป๋าเพียงหนึ่งใบนี้พลิกประวัติศาสตร์ของอังกฤษไปสู่เสรีภาพของโลกแฟชั่นโลกได้อย่างเหลือเชื่อ แน่นอนว่าความภาคภูมิใจของกระเป๋าแบรนด์นี้ ล้วนมากจากความเป็นอังกฤษ 100% ซึ่งสมควรแล้วที่แบรนด์นี้ได้รับพระราชทานตราสัญลักษณ์และความภาคภูมิใจจากราชวงศ์ไปจนถึงความภาคภูมิใจของประชาชนชาวอังกฤษอีกด้วย / Popdot

Lifestyle News Story

Magical Mascarpone

Mimi Thorisson สาวนักทำอาหารและขนมชื่อดัง ที่เคยเป็นนางแบบ แต่กลับไปใช้ชีวิตชนบทหลังจากแต่งงานและเรียนรู้การเป็นแม่บ้านเคยให้นิยามของครีม Mascapone ว่า “เมื่อคิดว่าจะทำขนมสักหนึ่งชิ้น สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ มาสคาร์โปน มันวิเศษ และมีความธรรมชาติที่สุด”

เนยแข็งมาส์คาร์โปน (Mascarpone) นี้เป็นเนยแข็งชนิดสดที่ทำจากนมวัวเกือบ 100% ดั้งเดิมเนยชนิดนี้เป็นที่ขึ้นชื่อของเขต ลอมบาร์ดี ประเทศอิตาลี  ความพิเศษสุดของครีมมาส์คาร์โปน คือ จะไม่จับตัวเป็นก้อนแข็ง แต่จะเหมือนครีมข้นที่ตีฟู เนื้อละเอียด สี งาช้าง มีรสหวานจากน้ำตาลแล็กโทสในน้ำนม จึงนิยมนำมาทำของหวานหรือผสมกับผลไม้ แต่ในเขต ฟรีอูลี จะผสมเนยแข็งมาส์คาร์โปนกับแอนโชวีหรือปลาเค็ม ผสมกับมัสตาร์ด และเครื่องเทศอื่นๆ เป็นอาหารจานเด่นของเขตนี้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนจะนิยมนำครีมมาส์คาร์โปนมาทำเป็นส่วนผสมของขนมหวานมากกว่าความง่ายและพิเศษของเนยครีมชนิดนี้จึงเป็นส่วนประกอบสำคัญของขนมหวานทั่วโลก ที่จะเห็นได้ชัด้ลย อย่าง ทีรามิสุ ที่ต้องใช้ครีมมาสคาร์โปนเป็นส่วนผสมหลักเท่านั้นจึงจะได้รสชาติแบบขนมอิตาเลียนแท้ๆ ด้วยความง่ายของครีมชนิดนี้ที่ไม่ต้องเสียเวลาในการทำหรือผสมหลายสิ่งอย่างให้ยุ่งยาก จึงทำให้ขนมหลากหลายเมนูล้วนมีส่วนผสมหลักของราชินีแห่งชีสนี้เข้าไว้ในเมนูนั้นๆ

ผู้เขียนเอง มักลองทำทาร์ตผลไม้สดอยู่บ่อยๆ โดยใช้ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่สามารถหาซื้อได้ง่าย นำมาเป็นส่วนประกอบ และบดแครกเกอร์เพื่อทำเป็นแป้งทาร์ตทานเองที่บ้านอยู่บ่อยๆ หรือบางทีในส่วนผสมของแครกเกอร์นั้นๆ ก็จะมีวัตถุดิบที่มีในช่วงนั้นๆนำมาผสมเพื่อให้รสชาติแตกต่างออกไป ดังในภาพแครกเกอร์สำหรับทำแป้งทาร์ตมีผลไม้แห้งอย่างแครนเบอร์รี่ ที่ได้มาจากประเทศรัสเซีย ซึ่งให้ความหวานและความหนึบของเนื้อแครนเบอร์รี่แห้ง ซึ่งสามารถหาผลไม้แห้งตระกูลอื่นๆนำมาเป็นส่วนผสมในแป้งได้ง่ายๆตามความเหมาะสม

ส่วนผลไม้นั้น แล้วแต่ความชอบเลยว่าชอบผลไม้ชนิดไหน เพราะมาสคาร์โปน รสชาติหลักของครีมชนิดนี้คือนม จึงทำให้รสชาติของผลไม้ที่จะทานคู่นั้น ควรเป็นผลไม้มีที่มีชาติหวานเปรี้ยวกำลังดี ไม่ควรเปรี้ยวมาก หรือหวานมากจนเกินไป จะทำให้ไม่ได้รสของส่วนผวมแต่ละชนิด บางเมนู มะม่วงสุกกลับเป็นผลไม้ที่ลงตัวกับครีมมาสคาร์โปน แต่ในบางเวลาลำใย ลิ้นจี่ มักทำลายรสชาติของครีมชนิดนี้เช่นกัน

อีกหนึ่งสิ่งที่คือความพิเศษของครีมชีสชนิดนี้คือรสชาติ ที่แตกต่างจากชีสทั่วไปที่มักจะนำด้วยรสเปรี้ยวเป็นหลัก แต่ชีสมาสคาร์โปนแตกต่างจากชีสชนิดอื่นๆตรงที่ รสชาติมีความละมุน หวานนิดๆจากน้ำตาลแล็กโทสในน้ำนม จึงทำให้มีรสชาติกลมกล่อม หากผสมความหวานของน้ำผึ้ง แต่งกลิ่นด้วยฝักของก้านวานิลา ก็จะเกิดกลิ่นและรสชาติที่แปลกออกไป แต่ล้วนนำมาซึ่งรสชาติที่ดีของการทำขนมทั้งสิ้น

ความสนุกของการทำขนมหวานทานเอง คือการใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ได้รังสรรค์ ได้ตกแต่งหรือได้รสชาติของขนมที่ตัวเองอยากได้ เหนือสิ่งอื่นใด เกินความคาดหมาย ขนมชนิดนั้นๆที่ทำบ่อย อาจจะกลายเป็นรายได้หรือทำให้รู้กับตัวเองว่า “ความสุขของการทำขนมอาจจะเป็นอีกหนึ่งงานอดิเรกที่ตัวเองก็ชอบ” ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล มันคือการต่อยอดความสุขของตนเองในแต่ละวัน ซึ่งผลพวงแห่งความสุขนี้ ล้วนเกิดจากการเรียนรู้และพร้อมจะทำความรู้จักในทุกๆสิ่งที่เราไม่เคยทดลองหรือลองทำ อย่างในวันนี้ก็เช่นกัน ใครเลยจะรู้ว่า “มาสคาร์โปน” เป็นอีกหนึ่งความอัศจรรย์ของส่วนผสมในขนมที่เราสามารถครีเอทเมนูขนมหวานอะไรได้ง่ายๆและควรมีติดบ้าน และท้ายสุดนี้ ครีมใดๆไหนเลยจะสู้ ครีม “มาสคาร์โปน”

อ่านแล้ว อยากลองทำทาร์ตทานเองสักถาดสองถาดไหมครับ?

Fashion History Lifestyle Royal Story

The Origin of Dior’s Cannage Design

นักออกแบบเสื้อผ้าชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อปี ค.ศ.1905 นามว่า คริสเตียน ดิออร์ จับพลัดจับผลูเข้าสู่วงการ นักออกแบบแฟชั่น ในวัยถึง 33 ปี ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตนักออกแบบที่ช้าคนนึงของวงการแฟชั่นโลก แต่ผลงาน ของเขากลับได้รับการยอมรับจนถึงทุกวันนี้ ใครจะเชื่อว่า ชายหนุ่มที่เดินทางเข้าสู่ปารีสและเช่าบ้านอยู่กับเพื่อน เพื่อหางานทำ จะได้กลายมาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก พร้อมขนานนามว่า “Style Dictator” หรือนักออกแบบเผด็จการผู้เปลี่ยนทิศทางแฟชั่นโลก


คริสเตียน ดิออร์  ในปี 1950

“คานนาจ” อันเป็นเอกลักษณ์ของ คริสเตียน ดิออร์ มาจากเก้าอี้นโปเลียน
ที่ใช้หวายสานจนเกิดเป็นลวดลายทรงเรขาคณิต

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ดิออร์ถือว่าเป็นนักออกแบบ รุ่นแรกที่รุ่งโรจน์ที่สุดในยุคนั้น เขาได้สร้างแบรนด์ “ดิออร์” และออกคอลเลคชั่นแรกในชื่อ “นิว ลุค” ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ ยิ่งใหญ่ให้กับวงการแฟชั่นของฝรั่งเศส เพราะผลงานของเขาเน้นการออกแบบเสื้อผ้าที่หรูหรา ฟู่ฟ่าและกระโปรงบาน เสมือนสาวน้อยเริงร่าในสวนดอกไม้ ซึ่งแตกต่างจากยุคนั้นที่ยังคงเน้นเสื้อผ้าเรียบง่าย และถือว่าเป็นยุคตกต่ำที่สุดของวงการแฟชั่นฝรั่งเศส จะถูกกล่าวขานถึงอย่างแพร่หลายได้มากในขณะนั้น ซึ่งลวดลาย “คานนาจ” อันเป็นเอกลักษณ์ของ คริสเตียน ดิออร์ ในปัจจุบันนั้น ก็มาจากเก้าอี้นโปเลียนที่ใช้หวายสานจนเกิดเป็นลวดลายทรงเรขาคณิตที่ใช้ในงานเปิดคอลเลคชั่นแรกของเขาในปี 1947 นั้นเอง คงต้องยกความดีความชอบให้กับดีไซเนอร์รุ่นลูกอย่าง จอห์น กัลลิอาโน่ ผู้อำนวยการสร้างสรรค์ ของดิออร์สมัยนั้น ที่นำลวดลาย “คานนาจ” มาสานต่อจนเกิดเป็นลายอันเป็นเอกลักษณ์ของ คริสเตียน ดิออร์ในปัจจุบัน จนทำให้กระเป๋า รุ่น “เลดี้ ดิออร์” ติดลิสต์กระเป๋าหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี 1996 จนล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน

เก้าอี้นโปเลียนหนึ่งในแรงบัลดาลใจจากลาย คานนาจ ในช่วงคอลเลคชั่นแรกในชื่อ “นิว ลุค”

เทคนิคการทำกระเป๋าขึ้นรูปลวดลาย คานนาจ ในรุ่น Lady Dior ที่ต้องใช้ทักษะและเทคนิคชั้นสูงในการทำ

รูปแบบของลาย “คานนาจ” ของ คริสเตียน ดิออร์ แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆที่สรรค์สร้างลายพิมพ์จนได้รับความนิยม แต่ของคริสเตียน ดิออร์ ลวดลายเกิดจากการบรรจงเย็บด้ายด้วยมือลงบนหนังแกะสีดำคุณภาพดี ให้เกิดลายทรง เรขาคณิตทับซ้อนนามว่า “คานนาจ” ซึ่งถือว่าเป็นงานฝีมือขั้นสูง ซึ่งลายเฉพาะของคริสเตียน ดิออร์ ที่ผู้เย็บจำเป็นต้องมีทักษะเป็นอย่างสูงในการทำ ช่างหนึ่งคนต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำในการเย็บและประกอบกระเป๋าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้กระเป๋าของคริสเตียน ดิออร์ หนึ่งใบ ซึ่งความประณีตและละเอียดลออในการตัดเย็บ คือหัวใจหลักของดิออร์ที่ยังคงนำมาปฏิบัติใช้จนถึงปัจจุบัน คุณลักษณะนี้เองที่ทำให้กระเป๋าของคริสเตียน ดิออร์ ใช้เทคนิคการเย็บแบบ “คานนาจ” เกือบทุกรุ่น ไม่แปลกใจเลยที่กระเป๋าของคริสเตียน ดิออร์ หนึ่งใบ จะสร้างความสง่างาม คงความคลาสสิคได้มากขนาดนี้ ดิออร์เคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อผมเริ่มต้นอาชีพนักออกแบบ เสื้อผ้าอาภรณ์ ผมหวังที่จะสร้างชุดสวยให้หญิงสาวทุกคนงดงาม สง่าน่าหลงใหล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหญิงสาว ผู้สวมชุดของผมนั้น จะเจิดจรัสเปล่งประกายและชุดนั้นจะยังสวยงามและคลาสสิคตลอดกาล” และสิ่งที่ดิออร์หวังก็สำเร็จผล ธุรกิจของ แบรนด์ คริสเตียน ดิออร์ ที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ ขยายและเติบโตขึ้นทุกวัน รวมถึงสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับแบรนด์ในทุกๆปี

กระเป๋ารุ่น Lady Dior ที่ถูกดีไซน์และเปลี่ยนแปลงไปตามคอลเลกชั่น ซึ่งยังคงรักษาลายคานนาจอันเป็นเอกลักษณ์ของ คริสเตียน ดิออร์


แบรนด์คริสเตียน ดิออร์ ได้ตั้งชื่อกระเป๋ารุ่นนี้ว่า “เลดี้ ดิออร์” เพื่อเป็นเกียรติแด่เจ้าหญิงไดอาน่า 

กระเป๋ารุ่นเลดี้ ดิออร์ จัดว่าเป็นกระเป๋าหนึ่งที่ในรุ่นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ถูกออกแบบขึ้นเกิดในปี 1995 โดยแบรนด์ คริสเตียน ดิออร์ หลังจากนั้นไม่นานกระเป๋าทรงคลาสสิคหนังแกะเนื้อนุ่มสีดำเย็บลาย “คานนาจ” ตกแต่งด้วยฮาร์ดแวร์สีทองคำว่า “ดิออร์” ถูกส่งต่อและมอบให้กับเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ซึ่งเมื่อเจ้าหญิงไดอาน่าทรงทอดพระเนตร พระองค์ก็ทรงตกหลุมรักในทันที พระองค์ถือเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคมขณะที่พระองค์ทรงเดินทางไปเยี่ยมเด็กในเบอร์มิงแฮม พระองค์ฉลองพระองค์ด้วยชุดเช็คสูทสีขาวดำลายฮาวน์ทูช และถือกระเป๋าคริสเตียน ดิออร์ และในวันนั้นเองกระเป๋าของ คริสเตียน ดิออร์ ก็ได้สะกดสายตาคนทั้งโลก หลังจากภาพของเหล่าปาปารัสซี่ปรากฏลงหน้าหนังสือพิมพ์และแทบลอยด์ในวันต่อมา

เจ้าหญิงไดอาน่าถือว่าเป็นหนึ่งของสุภาพสตรีผู้ที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในโลก มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่กระเป๋าของ คริสเตียน ดิออร์ จะอยู่ในภาพเหล่านั้น พระองค์ทรงถือกระเป๋า คริสเตียน ดิออร์ ติดต่อกันในหลายที่ที่พระองค์เสด็จเยือน และนั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้แฟชั่นนิสต้าจากทั่วโลกกล่าวถึงกระเป๋าใบนี้กันอย่างแพร่หลาย ไม่นาน คริสเตียน ดิออร์ ได้ตั้งชื่อกระเป๋ารุ่นนี้ว่า “เลดี้ ดิออร์” เพื่อเป็นเกียรติแด่เจ้าหญิงไดอาน่า และกระเป๋าลวดลาย “คานนาจ” นี้ ก็ได้ครองใจสาวๆเรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน

ขอบคุณรูปภาพเพิ่มเติมจาก coveteur.com /oldphotoarchive.com / purseblog.com

Candle Dessert Fashion Food History Library Lifestyle News Royal Story Travel Trend

Parisian Storefronts To Reveal The Story Of Paris


เมื่อช่างภาพหนุ่มชาวเยอรมันอย่าง Sebastian Erras ที่หลงใหลในงานออกแบบ สถาปัตยกรรม และถ่ายภาพ ได้สร้างผลงานด้านการถ่ายภาพหน้าร้านของกรุงปารีส ที่เต็มไปด้วยประวัติ ความน่าสนใจของการตกแต่ง รวมถึงเสน่ห์ในแบบปารีเซียง ที่น้อยคนนักจะปฏิเสธความมีเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่นี้ เรารวบรวม 15 ร้านที่มีความโดดเด่นจากหลายๆร้านที่เขาได้ถ่ายไว้ มีร้านอะไรบ้าง มาลองดูกัน


Alain Maître Barbier

ร้านตัดผมที่เสมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมกลางปารีส ที่เต็มไปด้วยสิ่งของที่เกี่ยวกับบาร์เบอร์อาทิ ที่โกนหนวดจากทั่วโลก ที่ตัว Alain เอง สะสมมาแล้วกว่า 20 ปี โดยช่างของที่นี่มีความละเอียดด้านการตัดผมที่สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 50 ปี ที่สำคัญความเก่าแก่ของร้านนี้เป็นเสมือนที่รวบรวมคนสำคัญจากหลากหลายอาชีพของฝรั่งเศสอีกด้วย


Les Céramiques du Marais

สาว Dorothée Hoffmann กับร้านเซรามิคที่เธอก่อตั้งในปี 2011 ถึงแม้ร้านจะดูก่อตั้งในระยะเวลาเพียงไม่นาน แต่ชื่อเสียงของเธอกลับได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งงานปั้นรูปสัตว์ต่างๆ เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆของทางร้านเลยล่ะ

Debauve et Gallais

ร้านช็อคโกแลตชื่อดังของปารีสโดย Bernard Poussin และ Diane Junique ที่สานต่อตำนานความอร่อยของช็อคโกแลตที่เกิดขึ้นในปี 1800 ณ ถนน Saint Germainโดยช็อคโกแลตของที่นี่ มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร หนึ่งในร้านคือช็อคโกแลตทรัฟเฟิลที่ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ว้าว”

Christian Vabret

ร้านขนมหวานชื่อดังสุดหรู ที่วันธรรมดาคราครั่งไปดูคนรักขนมหวานที่ทยอยกันมาที่ร้านนี้ Julien Houssais หนึ่งในผู้ดูแลร้าน เล่าว่า “เรามีความเชื่อว่าของหวานเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตคน เฉกเช่นเดียวกับความรักที่มักต้องหามาเติมเต็มชีวิตอยู่เสมอ”

Cine Images

ชวนคุณย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 แกลเลอรี่แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นทุกอย่างที่เกี่ยวกับโรงภาพยนตร์ ที่ตัวเจ้าของร้านเองเริ่มสะสมมาตั้งแต่ปี 1976 ซึ่งถือว่าเป็นแกลเลอรี่ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป และเหล่าสาวกคนรักแผ่นฟิล์มเทใจให้กับร้านนี้มาอย่างยาวนานถึงปัจจุบัน


Cire Trudon

Julien Pruvost  กรรมการของ Cire Trudon  กล่าวว่าเราคือตำนานความหอมของเทียนที่ไล่มาตั้งแต่พระนางมารี อ็องตัวเนทยังทรงพระเยาว์ และเป็นหนึ่งในเทียนที่ทรงโปรดปรานของราชวงศ์ยุโรป ไล่มายังคนดังและคนที่หลงใหลจากทั่วโลก ซึ่งต่างทึ่งในความหอมของเทียนที่มีส่วนผสมของธรรมชาติ และยากจะหาที่ใดเหมือน

Clair de Rêve

ร้านเก่าแก่และเป็นเสมือนที่อยู่อาศัยของเหล่าตุ๊กตากระดาษและของเล่นนานาชนิด ที่ Clair de Rêve เต็มไปด้วยของเล่นที่ทำจากกระดาษเทคนิคเปเปอร์มาเช่ และของเล่นอีกจำนวนมาก รวมถึงกล่องดนตรีที่มีให้เลือกละลานตา คนปารีสต่างรู้จักดี ว่าที่นี่คือ “โลกแห่งของเล่นของกรุงปารีส”

Patisserie Boulangerie Boris

Patisserie เก่าแก่เกือบศตวรรษแห่งนี้ตกแต่งด้วยภาพวาดของ Moulin de la Galette ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของย่าน Montmartre ชื่อดังของปารีส ที่อยู่ในรายชื่อของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส เจ้าของอย่าง Boris Lumé ที่ดูแลช่วงต่อมาจากหลายๆรุ่น และทำให้ขนมอย่าง Choux Petits เป็นซิกเนเจอร์ของที่ร้านไปโดยปริยายตั้งแต่เขาเข้ามาดูแลกิจการในปี 2013

Librairie des archives

เมื่อ Stefan Perrier ได้พื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อเปิดเป็นร้านหนังสือของเขาในปี 2002 ก็ได้รู้ว่าที่แห่งนี้เคยเป็นโรงงานผลิตหมวกที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 ร่องรอยของความเก่าแก่ สร้างสรรค์ให้ที่แห่งนี้เป็นมากกว่าร้านหนังสือธรรมดา เขาจึงมีตัดสินใจที่จะเก็บมันไว้และนั่นทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ที่ไม่ควรพลาดหากเดินทางมาปารีส ซึ่งนอกจากคุณจะได้พบกับหนังสือเกี่ยวกับศิลปะการออกแบบแฟชั่นและเครื่องประดับมากมายแล้ว คุณยังได้มาสัมผัสบรรยากาศของโรงงานทำหมวกที่เก่าแก่ของปารีสอีกด้วย


La Cave de La Bonne Franquette

ตำนานและภาพวาดเหล่าศิลปินของ Van Gogh , Renoir หรือ  Monet ทำให้ที่นี่มีความน่าสนใจตั้งแต่เริ่มก่อตั้งร้านในปี 1971 ร้านอาหารแห่งนี้เต็มไปด้วยภาพวาดและเรื่องราวของเหล่าศิลปินชื่อดังก้องโลก ไม่เพียงแต่รสชาติอาหารของฝรั่งเศสจะทำให้คุณสุนทรีย์แล้ว แต่มนต์ขลังของที่นี่เติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุขของคุณเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว


La Pharmacie

แม้ว่าสไตล์ของร้านจะเหมือนร้านขายยาโดยเภสัชกร แต่ทางกลับกันร้าน La Pharmacie เป็นร้านอาหารที่ดำเนินกิจการโดยเชฟ Christophe Duparay ที่ให้บริการอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม รายล้อมไปด้วยเซรามิคเก่าสวยงามในร้านที่บอกได้คำเดียวว่า เก๋ไม่ต้องตามใคร

Norbert Bottier

ร้านเล็กๆที่เต็มไปด้วยรองเท้าหนังสุภาพบุรุษทำมือแบบคู่ต่อคู่ นำเสนอรองเท้าหลากหลายแบบจนทำให้เป็นที่ได้รับความนิยมของร้านขายรองเท้าหนังชื่อดังของกรุงปารีส หนังของที่นี่เป็นหนังคุณภาพดีจากแหล่งผลิตอย่างอิตาลีและฝรั่งเศส และการทำด้วยเทคนิคดั่งเดิม ที่ทำให้รองเท้าหนึ่งคู่ของที่นี่ เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของงานแฮนด์คราฟชั้นดี

Paris Jazz Corner

ร้านของคนรักแจ๊สแห่งเมืองปารีส ที่คราครั่งไปด้วยแผ่นเสียง ซีดี และอื่นๆอีกมากมาย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งชุมชนของคนรักเสียงเพลง หนังสือและใบปลิวเก่าที่ประกอบไปด้วยรูปภาพของศิลปินจากทั่วโลก แผ่นเสียงหรือใบปลิวเก่าของที่นี่ดูจะหาง่าย จนคุณไม่จำเป็นต้องนั่งรอบิดในเว็บอีเบย์อีกต่อไป

Julien Aurouze and Co

ร้านขายยากำจัดสัตว์และแมลงรบกวนภายในบ้านที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1872 และบริหารโดยทายาทรุ่นที่ 4 ที่ซิกเนเจอร์ของร้านคือดิสเพลย์ ราวแขวนหนูสตัฟห้อยระโยงระยาง ที่เป็นแรงบันดาลใจของการ์ตูนวอลล์ดิสนีย์ชื่อดังเรื่อง Ratatouille ที่ทำให้ร้านนี้ถูกกล่าวขวัญและหวังว่าจะได้มาสัมผัสร้านนี้ด้วยตนเอง คุณจะพบกับสารและยากำจัดหนูและสัตว์รบกวนภายในบ้าน ที่มีวิธีการทำและบรรจุภัณฑ์ดีไซน์เก่าและคลาสสิก ที่ทำให้ความน่าสนใจของที่นี่ มีมากกว่าตึกทาสีเขียว

 

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก theguardian.com /

History Lifestyle News Royal Story Tea

Mariage Frères Thé Français depuis 1854

ชาระดับโลกชื่อดังของฝรั่งเศส ที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของคนไทย นั่นคือ ชา Mariage Frères (มาคิยาจ แฟรส์)

หากจะเอ่ยถึงความสำคัญของชาในประเทศแถบยุโรปคงน่าจะเริ่มจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส ที่ให้ความสนใจกับเครื่องดื่มที่ชื่อว่า “ชา” เนื่องจากพระองค์ได้รับคำแนะนำจากหมอประจำพระองค์ให้ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและระบบการย่อยอาหารที่ดี โดยแต่ก่อนนั้นชาโดยส่วนใหญ่ต้องหาและนำเข้าจากประเทศจีน ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น

Henri และ Edouard Mariage ได้ก่อตั้ง Mariage Freres Tea Company ในปี 1854

จวบจนในปีคศ. 1660 Nicolas และ Pierre Mariage ได้มีโอกาสเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายเปอร์เซียเพื่อทำสัญญาทางการค้าเสาะแสวงหาชา เครื่องเทศ และสินค้าอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และบริษัท เฟรนช์ อีสต์ อินเดีย (Compagnie des Indes) และเป็นผู้นำเข้าชาและเครื่องเทศต่าง ๆ จากรุ่นสู่รุ่น และในปี คศ. 1854 Henri and Edouard Mariage ได้ตั้ง Mariage Freres Tea Company และสืบทอดกิจการชาต่อกันมาเป็นธุรกิจของตระกูลมาเรื่อย ๆ โดยได้ทำการพัฒนาชาในหลากหลายกลิ่นจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกและจัดว่าเป็นชาที่มีราคาแพงที่สุดของโลกในอันดับต้นๆ หนึ่งในชาที่เป็น  Signature ของ Mariage Frères ก็คือชา Marco Polo

กิตติชาติ แสงมณี เจ้าของชา Mariage Freres ประเทศฝรั่งเศส

และหนึ่งในเรื่องราวสำคัญของชาที่มีชื่อเสียงโด่งดังของโลกแบรนด์นี้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าปัจจุบันชา Mariage Frères มีเจ้าของเป็นคนไทยและแบรนด์ Mariage Frères ตกอยู่ภายใต้การบริหารของคุณกิตติชาติ ผู้ที่ไม่เคยหลงใหลในเสน่ห์ของชา แต่นั่นคือโชคชะตาที่ทำให้เกิดเรื่องราวของชาระดับโลกนี้ โดยคุณกิตติชาติได้มีโอกาสเล่าให้ฟังว่า

“คงเป็นโชคชะตานะผมว่า เพราะว่าผมไม่ได้ตั้งใจเลย คือพอจบวชิราวุธตอนนั้นก็อยากจะเรียนการทูต ก็สอบเข้าเรียนการทูตที่ธรรมศาสตร์ จบจากธรรมศาสตร์ ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 จบ 3 ปีกว่าเอง เพราะอยากจะเรียนรู้ให้เร็วที่สุดแล้วก็ได้มาเรียนที่นี่ กะว่าจะมาทำปริญญาโท แล้วต่อเอกเกี่ยวกับการทูตจุดประสงค์มุ่งหมายของตัวเองคือเป็นนักการทูต เข้ากระทรวง ตอนนั้นคิดว่าจบไทยแล้วมาต่อนี้โท 3 ปี เอก 4 ปีอย่างมาก แล้วจะรีบกลับไทย แล้วดูสิครับตอนนี้ก็ยังอยู่ที่นี่ (หัวเราะ)”

“เพื่อนผมเขาสนใจเกี่ยวกับชา เขารู้จักครอบครัวนี้ เลยชวนไปพบด้วยกันเพื่อจะได้ถามความเห็นผมว่าน่าสนใจมั้ย พอเข้าไปแล้ว ตอนนั้นมาคิยาจขายชาอย่างเดียวไม่ได้ทำร้าน เข้าไปเหมือนโรงเก็บของ กลิ่นชาอบอวล ผมเหมือนถูกมนต์สะกด ผมได้พบทายาทคนสุดท้ายของครอบครัว ท่านอายุมาก 80 กว่าแล้ว และจิตคงสัมผัสกันท่านต้องการหาเพื่อนร่วมงาน เผอิญคือครอบครัวเขาไม่สนใจจะทำเกี่ยวกับชา  ผมเลยบอกเพื่อนว่า ทำสิ น่าสนใจดี แต่สมองผมตอนนั้นเห็นเป็นภาพ ๆ ว่าควรทำอะไรอย่างไร ในที่สุดเพื่อนเขาก็ทำ แต่ผมมีเวลาว่างเลยมาเยี่ยมอยู่เรื่อย ๆ ในที่สุดก็ทีละเล็กละน้อยกลายเป็น มันเข้าไปอยู่ในสายเลือดโดยอัตโนมัติไม่รู้ตัว ผมเข้าไปทำเป็น hobby คือสนุกเรียนรู้หลาย ๆ อย่าง เรียนจากทายาทรุ่นสุดท้ายของเขาเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับชา การชิม การชง ในที่สุดก็ตัดสินใจไม่เรียนแล้ว ไม่เรียนการทูตแล้ว ตอนนั้นถือว่าเสี่ยงมากเหมือนกัน แต่เรามี passion อินเลิฟ ก็ไปเลย ไปเลย”

พอร้าน Mariage Frères เปิดตัวครั้งแรกที่แถวมาเร่ส์ (Marais) ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก สื่อมวลชนมาจากทั่วโลกเลย และทุกอย่างตรงกับรสนิยมของคนฝรั่งเศสมาก เพราะถือว่าเป็นร้านชาที่เปิดใหม่ แต่จริง ๆ คือชาที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสหรือเกือบที่สุดในยุโรปก็ว่าได้ แต่เราปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เปิดแล้วเราก็ทำแบรนด์ดิ้ง ทำแพ็กเกจจิ้ง ทำอะไรหมด จากนั้นรู้สึกตัวอีกที ผมก็ไม่มีเวลาหยุดเลย ผมมีความรู้สึกว่า ตำนานนี้เป็นของเรา คือทำอะไรลงไปโดยไม่ฝืนตัวเองเลย แล้วความคิดสร้างสรรค์มันจะมาเอง ซึ่งผมเชื่อว่าจินตนาการของทุกคนมีมากที่ขาดก็คือเวลาเท่านั้นเอง”

หนึ่งในคอลเลกชั่นสุดพิเศษของชาจากประเทศไทย (ชาไทยสีแดง) ที่ Mariage Frères ใช้ชื่อว่า Thaïlande

หลังจากเปิดร้านแรกในปี 1984 ในวันนี้คุณกิตติชาติ คือประธานบริษัท และเป็นเจ้าของ Mariage Frères แต่เพียงผู้เดียว โดยในปัจจุบัน Mariage Frères มีสาขาในปารีส 4 สาขา รวมทั้งยังมีสาขาในต่างประเทศอีกหลายแห่ง ในญี่ปุ่น 2 แห่งคือกินซ่า กับ ชินจูกุ ที่กินซ่าเป็นที่รู้จักกันดีเพราะมีมากว่า 20 ปีแล้ว โดยในสมัยก่อนนั้นมีชา 250 สูตรแต่ปัจจุบันในทุกวันนี้ Mariage Frères มีสูตรชาถึง 650 สูตรให้เลือกซึ่งทุก ๆ สูตร คุณกิตติชาติเป็นคนคิดและสร้างสรรค์เองทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นคือ Thaïlande ชาไทยสีแดงจากประเทศไทย ที่บนบรรจุภัณฑ์ใช้คำว่า “ชา” ภาษาไทย

โดยในปัจจุบันนั้นคุณกิตติชาติได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยทางรัฐบาลฝรั่งเศสเพิ่งจะมอบรางวัลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ ในฐานะผู้ที่สร้างคุณูปการให้กับประเทศฝรั่งเศส และยังดำรงไว้ซึ่งศาสตร์แห่งการทำชาชั้นสูงของโลก นอกจากนี้ยังมีรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าคุณกิตติชาติ ยังคงภูมิใจในความเป็นคนไทยและยังคงหาโอกาสกลับมาเมืองไทยทุกครั้งถ้าเป็นไปได้ ซึ่งนับเป็นความภูมิใจยิ่งของคนไทยที่มีบุคคลของประเทศที่สร้างชื่อเสียงและได้รับการยกย่องในระดับโลกเช่นนี้

ปัจจุบันชาจาก Mariage Frères ได้ผลิตชาหลากหลายกลิ่นจากไร่ชาที่ดีที่สุดจากทั่วโลก พร้อมออกแบบบรรจุภัณฑ์ต่างๆให้ทันสมัย สวยงาม และยังคงเป็นมาตรฐานของ Mariage Frères

แน่นอนว่าศาสตร์ของชาชั้นสูงของ Mariage Freres นี้ จะยังคงอยู่ตลอดไป ตราบใดที่คนยังไม่ลืมชาของ Mariage Freres โดยคุณสามารถเข้าไปดูข้อมูลของชาเพิ่มเติมได้ที่ http://mariagefreres.com

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร Hello เดือนมกราคม 2553 เรื่อง TOP OF THE WORLD และภาพบางส่วนจาก mariagefreres.com  / nptdumois.blogspot.com / cdn.shopify.com/ rbangirl.fr

 

Fashion History Lifestyle Love News Trend

The story of fornasetti

นี่ๆ รู้จัก นักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri หรือเปล่า? คำถามนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรารู้จัก Piero Fornasetti ศิลปินนักออกแบบตกแต่งภายในชาวอิตาลี่ดี

Piero Fornasetti
Piero Fornasetti (10 November 1913 – 9 October 1988)


แต่ก่อนแต่ไร Fornasetti ก็ไม่ได้เป็นใครสักคน ที่คิดว่าสักวัน จะกลายเป็นมหากาพย์แห่งวงการการออกแบบตกแต่งระดับโลก ที่มีผลงานสร้างชื่อระดับมาสเตอร์พีชมากมาย หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น ใบหน้านักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri ที่ Fornasetti เองได้สร้างและออกแบบลวดลายต่างๆจากใบหน้าของเธอมากกว่า 350 แบบ จนเป็นลายใบหน้าที่เป็นต้นแบบที่ทำให้คนรู้จักแบรนด์ Fornasetti ไปทั่วโลกและหวังจะได้ครอบครองผลงานของเขาสักชิ้น

ใบหน้านักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri ที่ Fornasetti
เองได้สร้างและออกแบบลวดลายต่างๆ
จากใบหน้าของเธอมากกว่า 350 แบบ
Lina Cavalieri ที่ Fornasetti กับลวดลายใหม่จาก Barnaba Fornasetti
การเพนท์ลายงานลงวัสดุที่สามารถเพนท์ลายได้เช่น โต๊ะ เก้าอี้ มู่ลี่ รวมทั้งเซรามิคเนื้อดี

จากหนุ่มนักออกแบบที่มีเอกลักษณ์ของการเพนท์ลายงานลงวัสดุที่สามารถเพนท์ลายได้เช่น โต๊ะ เก้าอี้ มู่ลี่ รวมทั้งเซรามิคเนื้อดี จนทำให้คนพูดถึงกันปากต่อปากและเป็นที่มาของการหางานดีไซน์ Tema e Variazion ของ Fornasetti กันทั่ว นี่ยังไม่รวมหนังสือออกแบบ นิตยสารตกแต่งบ้านทุกหัว ก็ต้องเคยมีงานของ Fornasetti ประดับอยู่ในเล่มมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรถ้า Fornasetti จะได้สิทธินั้น รวมถึงหลังจากที่เขาไปจากโลกนี้ไปผลงานเพนท์มือเหล่านั้น คงเดาได้ไม่ยาก ว่าจะมีมูลค่าเท่าไร

 

Barnaba Fornasetti บุตรชายของ  Piero Fornasetti ที่สานต่อเจตตนารมณ์ของพ่อด้วยผลงานต่างๆจนถึงปัจจุบัน

แต่ความทรงจำก็ไม่ใช่จะเป็นความทรงจำเสมอ การส่งต่อความรักและจิตวิญญาณของผู้ให้อย่างพ่อที่มีต่อลูก ยังคงแทรกซึมสู่ Barnaba Fornasetti บุตรชาย ที่สานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อ สร้างสรรค์ผลงานจากลวดลายเก่าของพ่อ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น รวมถึงผสมผสานความกบฏ อารมณ์ของการเสียดสี อย่างเช่น ผลงานเซรามิก งานกระจก งานไม้ เครื่องหอม และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มีรูปแบบที่แปลกตาไป แต่ยังคงมีกลิ่นอายเกือบ 100% ของผู้เป็นพ่อ หนึ่งในนั้นคือคอลเลคชั่นของเครื่องหอมอย่าง Architettura Candle เทียนหอมหลากหลายกลิ่น ที่สอดคล้องกับลวดลายบนโถเซรามิกและฝา สร้างเสน่ห์ให้กับบ้าน สามารถตกแต่งให้เข้ากับกับบ้านได้ทุกสไตล์ และกลินที่เป็นเอกลักษณ์ อย่าง เครื่องเทศ ผลส้ม ถึงแม้ว่าสินค้าของเขาจะเป็นลายโรมัน ลายคลาสสิคบ้าง แต่ด้วยสีสันที่ใช้เป็นสีขาวดำ รูปทรงและลวดลายถูกตัดทอนลงจึงไม่เยอะจนเกินไป ผลงานของเขาส่วนมากเป็นงานเซรามิคจึงทำให้ไปตกแต่งกับบ้านคลาสสิคหรืออยู่บ้านโมเดิร์นก็ได้ โดยทำให้ลุคโดยรวมดูกลมกลืน ไม่แข็งกระด่างและดูมีดีเทลของบ้านมากกว่าเดิมอีกเท่าตัว รู้งี้ สมควรมีสักชิ้นสองชิ้นไหม?

Lifestyle Love Story Travel Uncategorized

Norway in a nutshell

ฉันชอบเดินทางและท่องเที่ยวในโลกกว้าง และแน่นอนบางทีสถานที่สุดท้ายที่ฉันอยากใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น คือ นอร์เวย์” Eva Green นักแสดงและนางแบบชื่อดังชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเยือนดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน ที่คู่รักจากทั่วโลกต่างต้องการค้นหาและสัมผัสเส้นทางสุดโรแมนติกของโลกอย่าง Norway in a nutshell

บริเวณท่าเรือกลางเมืองออสโลหนึ่งในสถานที่ได้รับความนิยมในช่วงวันหยุดของประเทศนอร์เวย์ ออสโลถูกจัดให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก 

หลังจากใช้เวลาเกือบ 12 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯมาถึงกรุงออสโล สนามบิน Gardermoen ทันทีที่ออกจากสนามบินก็สัมผัสกับอากาศหนาวเย็นของเมืองออสโล ที่ทำให้ฉุกคิดได้ว่า คู่รักต่างชาติหลายคู่ที่เดินออกมาพร้อมๆกับผม อาศัยจังหวะของการปรับตัวความหนาวนี้กอดกันอย่างกลมกลืน สร้างโรแมนติกแรกของปลายตุลาคมได้อย่างแยบยล ความลงตัวของการเดินทางในประเทศนอร์เวย์นี้ทำให้อะไรๆก็ดูง่ายไปหมด เราใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที จากสนามบิน โดยการขึ้นรถไฟเข้าสู่กลางเมืองออสโล อดีตศูนย์กลางของชาวไวกิ้งโบราณ ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก เมืองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสถาปัตยกรรม งานศิลปะ งานดีไซน์ ที่มีชื่อแห่งหนึ่งของแถบสแกนดิเนเวีย รวมถึงร้านอาหาร คาเฟ่ ที่มีสไตล์และความเรียบง่ายอย่างแท้จริง

ร้านแนะนำเกี่ยวกับเครื่องหอม และเครื่องปั้นแบบฝรั่งเศส ร้าน Balzac Interiør ใจกลางเมืองออสโล


A.C. Perch’s Thehandel ร้านชาที่เก่าแก่ มีมาตั้งแต่ปี1835 หนึ่งในชาที่นิยมที่สุดของสแกนดิเนเวีย
จิตกรชื่อดังของนอเวย์ Christian Krohg

หนึ่งในร้านที่ห้ามพลาดคือร้านเบเกอรี่เก่าแก่และชื่อดังที่สุดของนอเวย์ W.B. Samson ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1894

Scone berry หนึ่งในขนมชื่อดังของ W.B. Samson
ณ ใจกลางเมืองออสโล นอร์เวย์

Oslo Domkirke โบสถ์เก่าแก่กลางเมืองออสโล

มีนักเดินทางและใครๆเคยกล่าวไว้ว่า ผู้คนที่อาศัย แถบสแกนดิเนเวียแตกต่างจากชาวยุโรปทั่วไป ทั้งนิสัย ภาษา การใช้ชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งมีธรรมชาติที่สวยและสมบูรณ์แบบรายล้อม จนทำให้ผู้คนที่นั่นอารมณ์ดีตลอดเวลา ซึ่งนั่นคงกล่าวไว้ไม่ผิดนัก ผู้คนที่นี่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติและเสพศิลป์พอๆกับนักเรียนศิลปะ ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ที่ทำให้วันหยุดคราครั่งไปด้วย คู่รัก ครอบครัว หรือหนุ่มสาว ใช้ชีวิตกับวันหยุดอย่างที่เคยเป็น ด้วยการใช้เวลากับการอยู่นอกบ้าน พักผ่อน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกัน ผมใช้เวลาทำความรู้จักออสโล 2 วัน ทั้งการเดินหาร้านดีไซน์ เครื่องหอม หรือแฟชั่น แบรนด์ของที่นี่ รวมถึงแกลลอรี่ และ สถาปัตยกรรมเก่า ที่ทำให้รู้จักออสโลมากกว่าที่เคยจินตนาการ และนั่นนำมาถึงบทสรุปที่ว่า ทำไมออสโลถึงเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก

วันหยุดคราครั่งไปด้วย คู่รัก ครอบครัว หรือหนุ่มสาว ใช้ชีวิตกับวันหยุดอย่างที่เคยเป็น
ด้วยการใช้เวลากับการอยู่นอกบ้าน พักผ่อน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกัน    

วันรุ่งขึ้นเรามุ่งหน้าสู่เมืองแบร์เกน (Bergen) เมืองท่าของประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสองของนอร์เวย์ เพื่อเข้าสู่ทริปของ Norway in a nutshell เส้นทางที่สวยและโรแมนติกเส้นทางหนึ่งของโลก ที่นักท่องเที่ยวหรือคู่รักสามารถจองและเดินทางด้วยตัวเองโดยผ่านการคมนาคมหลักอาทิ รถบัส รถไฟ และ เรือ โดยการเดินทางของโปรแกรมนี้ ถูกรวบรวมความโรแมนติกที่ยากจะหาที่ใดเหมือน ทั้งรถไฟสายด่วนของนอร์เวย์ NSB ที่มุ่งหน้าสู่เมืองวอสส์ (Voss) เมืองสกีรีสอร์ทของนอร์เวย์ ที่นำผมนั่งเรือออกเดินทางสู่ท่าเรือเมืองกุ๊ดวานเก้น (Gudvangen) เพื่อชมความงามของ Fjord cruise เสน่ห์ของผาและเทือกเขาสูงรายล้อมแม่น้ำและทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็ง ที่มีความยาวที่สุดในโลกถึง 240 กม.

Bergen จุดเริ่มต้นของทริป Norway in a nutshell

Bergen จัดว่าเป็นเมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศนอร์เวย์ที่รายล้อมไปด้วยทะเลและเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่
สถานีรถไฟกลางของเมือง Bergen ที่คุณสามารถซื้อ Ticket ของทริป Norway in a nutshell
Frieles Kaffe ร้านกาแฟที่ดีที่สุดของ Bergen ที่ไม่ควรพลาด ก่อนลงเรือทริป Norway in a nutshell
ความงามของ Fjord cruise เสน่ห์ของผาและเทือกเขาสูงรายล้อมแม่น้ำและทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็ง
ธารน้ำแข็งหรือกลาเซียร์ (Glacier) 
ธารน้ำแข็งหรือกลาเซียร์ (Glacier) มีอยู่เป็นร้อยสาย สลับซับซ้อนตามช่องของภูเขา
เกิดเป็นความสวยงามที่แปลกตา ยากหาที่ใดเหมือน

หนึ่งในไฮไลท์ที่ได้ถูกกล่าวขานว่า “ยากที่จะกระพริบตา”  และสัมผัสเมืองเล็กๆนามว่า Flåm หมู่บ้านเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสวนผลไม้และไร่นา รวมถึงนํ้าตกหลายสายที่ไหลลดหลั่นตามทาง สลับกับเนินผาสูงและถนนคดเคี้ยวที่สร้างเสน่ห์ให้เมืองนี้เป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว ผมใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ในการเดินตามถนนเล็กๆ ของเมือง Flåm ผ่านทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยแกะ สวนแอปเปิ้ลตลอดสองข้างทาง พร้อมกับทักทายคู่รักต่างชาติ ที่เช่าจักรยานปั่นขนานกันเพื่อชมเมือง จนได้เวลาของรถไฟพิเศษ “Flamsbana” รถไฟที่ดัดแปลงจากรถไฟเก่าที่เสมือนกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคของปี 1940 ที่พาผมผ่านอุโมงค์ระหว่างทางซึ่งมีถึง 20 แห่ง และ 18 แห่งนี้ได้ใช้แรงงานคนในยุคก่อน พร้อมกับทัศนียภาพอันงดงามของหุบเขาอันสูงชันตลอดสองข้างทาง

(Flamsbana) รถไฟสายโรแมนติกตามเส้นทางสายน้ำตก
สัมผัสอีกหนึ่งบรรยากาศของการเดินทางที่มีขื่อเสียงที่สุดของนอร์เวย์

ในการเดินตามถนนเล็กๆ ของเมือง Flåm ผ่านทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยแกะ สวนแอปเปิ้ลตลอดสองข้างทาง
Flåm หนึ่งในเมืองเล็กๆบนเส้นทางสุดโรแมนติกของ Norway in a nutshell

ชุมชนเล็กๆของเมือง Flåm ที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติและการใช้ชีวิต
ของผู้คนที่แสนจะเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี

เมืองไมร์ดาล (Myrdal) ชุมชนเล็กๆระหว่างทาง

จนถึงเมืองไมร์ดาล (Myrdal) ชุมทางของรถไฟซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาอันสลับซับซ้อนสุดสายตา รถไฟก็พาผมมาจอดอยู่ด้านหน้าของนํ้าตกอันตระการตานามว่า (Kjosfossen) ซึ่งเกิดจากการละลายของหิมะ พร้อมหยุดให้คู่รักและนักท่องเที่ยวลงไปถ่ายรูปกับความยิ่งใหญ่เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า “คุณได้มาเยือนกับดินแดนแห่งความโรแมนติกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”


Kjosfossen น้ำตกอันตระการตา ซึ่งเกิดจากการลอยตัวของหิมะ
น้ำตก Kjosfossen

คุณสามารถซื้อโปรแกรม Norway in a nutshell ได้ที่ http://www.fjordtours.com/ ซึ่งสามารถเลือกจุดเริ่มต้นของเส้นทางโรแมนติกนี้ได้ 4 เส้นทางด้วยกัน

ประเทศนอร์เวย์มีสายการบินภายในประเทศอย่างสายการบิน Norwegian ซึ่งคุณสามารถหาเส้นทางการบินเพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง Bergen ได้ที่ https://www.norwegian.com/

 

Fashion History Lifestyle Story Trend Uncategorized

Pierre Hardy เจ้าพ่อแห่งลวดลายกราฟิก

ชายหนุ่มผู้คร่ำวอดลวดลายเชิงสถาปัตยกรรม ผู้ที่ทำให้แบรนด์ปิเอร์ ฮาร์ดี้ แบรนด์ที่ก่อตั้งเพียง 16 ปี แต่ผลงานด้านการออกแบบสร้างสรรค์ลวดลายสู่คอลเลคชั่นรองเท้าสตรี กลับเป็นที่ยอมรับของแฟชั่นนิสต้าจากทั่วโลก ปิเอร์ หลงใหลศิลปะเชิงมิติซ้อนมิติ หลังจากจบการศึกษาที่สถาบัน อีโคล นอลมัล ซูปาเยียล (Ecole Normale Supérieure) เขาก็เริ่มทำงานด้านการสอนวิชาศิลปะ สาขาภาพมิติ ให้กับโรงเรียนศิลปะ ที่ถนนบรองซ์ ควบคู่กับการรังสรรค์ภาพวาดลายเส้นให้แก่นิตยสารชั้นนำต่างๆของฝรั่งเศส ซึ่งหลังจากนั้นเพียงไม่นานเขาก็เริ่มทำงานด้านฝ่ายสร้างสรรค์คอลเลคชั่นสตรีให้กับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง คริสเตียน ดิออร์ และบาเลนเซียกา

Pierre Hardy

ความที่ปิเอร์มีความหลงใหลลวดลายมิติเป็นทุนเดิม ทำให้เขาตัดสินใจออกแบบผลงานรองเท้าสตรีคอลเลคชั่นแรก ภายใต้ชื่อแบรนด์ของตนเอง ปิเอร์ ฮาร์ดี้ ในปี 1999 และเกิดเป็นลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ “คิว พริ้นท์” หรือลวดลายทรงลูกบาศก์นั้นเอง ส่วนหนึ่งของแรงบัลดาลใจมาจากพื้นหินอ่อนสีดำ สีเทา และสีขาว ที่สร้างลวดลายลูกบาศก์ซ้อนกันไปมานามว่า “คิว สแตร์” หรือลวดลายบันไดลูกบาศก์จนเกิดเป็นมิติที่สามารถพบได้ทั่วไปในมิวเซียมงานศิลปะหลายแห่ง ของกรุงปารีส จนทำให้ฮาร์ดี้นำมาลวดลายนี้ถูกถ่ายทอดเป็นลายซิกเนเจอร์ให้กับแบรนด์ ฮาร์ดี้เป็นผู้รังสรรค์รองเท้าผ้าใบสวมสบาย หรือสนีกเกอร์ที่ได้รับความนิยมในหมู่สาวแฟชั่นนิสต้า รวมถึงบรรดาสาวกแฟชั่นคนดัง อย่างซาราห์ เจสสิก้า พาร์คเกอร์, เคท บอสเวิร์ธ, เคท มอสส์ และ กวินเนธ พัลโทรว์ ก็ต่างหลงรักสนีกเกอร์จากปิเอร์ ฮาร์ดี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความสำเร็จอย่างถล่มทลายนี้ทำให้ฮาร์ดี้ ตัดสินใจออกแบบไลน์รองเท้าสุภาพบุรุษ คอลเลคชั่นกระเป๋าและเครื่องประดับในเวลาต่อมา ซึ่งเสน่ห์ที่โดดเด่นของแบรนด์ ปิเอร์ ฮาร์ดี้ คือลูกเล่นที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าทุกคู่ ฮาร์ดี้สามารถนำศาตร์ด้านสถาปัตยกรรมมาใช้กับรองเท้าทุกรุ่นที่เขาผลิต พร้อมมิกซ์ความแตกต่างของสีที่ตรงกันข้ามกันได้อย่างลงตัว รวมถึงลวดลายอันเป็นสัญลักษณ์อย่าง  “คิว พริ้นท์” ก็ถูกดีไซน์ให้เข้ากับรองเท้าและกระเป๋าในทุกๆคอลเลคชั่นจนถึงคอลเลคชั่นปัจจุบันอีกด้วย

“คิว สแตร์” หรือลวดลายบันไดลูกบาศก์

การบ่มเพาะความคิดที่อยู่เหนือกรอบกำหนด และขยายวิสัยทัศน์ทางความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองให้มากที่สุด ทำให้ ปิเอร์ ฮาร์ดี้ เป็นขวัญใจของแฟชั่นสตาร์ รวมถึงสตรีทสไตล์พีเพิลจากทั่วโลก ด้วยความที่เน้นการดีไซน์ที่สดใหม่ สะท้อนแรงบันดาลใจสุดโต่งของกราฟิคดีไซน์ที่ตนรัก และถ่ายทอดศิลปะสมัยใหม่ออกมาในรูปแบบดีไซน์ที่จับต้องได้ผ่านรองเท้า และกระเป๋า ที่ตนออกแบบ ขนานกับการใช้สอยที่ง่าย และสวมใส่สบาย ซึ่งทั้งหมดคือการถ่ายทอดพลังงานที่มีอยู่ในตัวตนฮาร์ดี้ สรรค์สร้างจนเป็นแบรนด์ชั้นนำในปัจจุบัน


คลัชท์หนึ่งในไอเท็มที่ได้รับความนิยม

Solange Knowles

โซแลง นักร้องอาร์แอนด็บี น้องสาวของบียอนเซ่ โนวส์เพิ่งได้รับตำแหน่ง 5 อันดับบุคคลที่น่าจับตามองด้านแฟชั่นมากที่สุด เธอเป็นแฟชั่นไอคอนตัวแทนของสาวยุคใหม่ที่ผสมความโมเดิร์นเข้ากับวินเทจได้อย่างลงตัว เธอจำกัดความนิยามของแฟชั่นสำหรับตัวเธอว่า เราต้องหาความแปลกใหม่ให้กับตัวเอง และจะให้ดีที่สุด มันต้องเป็นตัวเราด้วย เธอแมทซ์ด้วยสีสันและลวดลายกราฟิค ผสมลายตัดทอนทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นความชอบและเป็นตัวตนของเธอ หนึ่งในแบรนด์โปรดคงหนีไม่พ้น ปิเอร์ ฮาร์ดี้ เราแอบเห็นเธอสวมกำไลข้อมือเมทาลิกสีทองลวดลาย “คิว พริ้นท์” ไลน์จิลเวอรี่ล่าสุดของปิเอร์ ฮาร์ดี้ ในงาน นอร์ทไซด์ เฟสติวัล กลางแม็คคาเลน พาร์ค ที่นิวยอร์ก ใช่ละ มันเข้าได้ดีกับเสื้อยืดลายทางสีเนวีและสีเขียว บวกกับหมวกลายชนเผ่า ที่ทำให้คอนเสิร์ตในวันที่ 4 ของงานนี้ เป็นโชว์ที่โดดเด่นที่สุดแบบไม่ต้องสงสัย

ขอขอบคุณรูปภาพบางส่วนจาก barneys.com / farfetch.com / creativest.fr / farm6.staticflickr.com /

History Lifestyle News Story Travel Trend

The Beauty of Imperfection Astier de Villatte Paris

ณ ถนน Rue Saint Honoré ใจกลางกรุงปารีส ที่แวดล้อมไปด้วยอาคารเก่าสมัยโบราณ สร้างเสน่ห์ของปารีเซียงที่ยากหาที่ใดเหมือน ตึกเล็กๆที่ถัดจากห้างเก่าแก่ของโลกอย่าง Printemps สักประมาณ 2 ล็อคถนน ถ้าไม่สังเกตดีๆ แทบจะไม่รู้เลยว่าได้มาถึงร้านเซรามิคที่มีวิธีการทำที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแล้ว


Astier de Villatte สาขาแรก บนถนน Rue Saint Honoré ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์

Aetier de Villatte อาจไม่ใช่ร้านที่ทั่วโลกต่างรู้จัก แต่คนฝรั่งเศสเองต่างยกย่องให้เป็นหนึ่งในศาสตร์ของงานปั้นระดับมาสเตอร์พีซของโลกจากเทคนิคการทำของศตวรรษที่ 18 ถึงแม้ตัวแบรนด์เองจะก่อตั้งเพียงไม่นาน (1996) แต่กลายเป็นหนึ่งในเสน่ห์การสร้างสรรค์ของปารีส ซึ่งใช้วิธีการทำและปั้นด้วยมือแบบเทคนิคโบราณ ที่ยากจะหาที่ใดเหมือน เราเดินเข้าไปในร้านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำหอมหนึ่งในโปรดักส์ของ Astier de Villatte รอบๆตัว รายล้อมไปด้วยเครื่องปั้นดินเผา รูปทรงฟรีฟอร์ม ทั้งแจกัน ที่วางเทียน ถาด หรือแก้วน้ำ ล้วนอยู่ในพื้นฐานของรูปทรงของแบบแต่ละชนิดที่ Astier de Villatte รังสรรค์ขึ้น เรียงสลับตามกำแพงได้อย่างมีเสน่ห์ ด้านล่างถูกวางและกระจัดกระจายไปด้วย เทียนหอม ของชิ้นเล็กชิ้นน้อย ดีไซน์ที่แตกต่างกันอย่างเซรามิคที่ตั้งธูปหอม ฝาครอบเทียน Stationary ทั้งสมุด ดินสอ และปากกา หรือแม้แต่ไม้ขีด ที่วางให้เลือกหยิบชมได้อย่างอิสระ


สินค้าประเภทเซรามิคชิ้นน้อยใหญ่และเครื่องเงินสไตล์ฝรั่งเศสของศตวรรษที่ 18 เรียงรายภายในร้าน
รวมถึงเครื่องหอมอาทิ เทียน ธูปหอม ก็มีจำหน่ายที่นี่ด้วย

ถัดมาอีกห้องหนึ่งที่เต็มไปด้วยจานชามในหลากหลายรูปทรง ห้องนี้เหมาะสำหรับการมองหาจาน ชาม สำหรับการใช้ภายในบ้าน มีทั้งเป็นจานเรียบขนาดใหญ่สำหรับอาหารจานหลัก หรือเล็กลงมาหน่อยสำหรับใส่เค้ก และอีกหลากหลายทรงตามลักษณะการใช้งาน ซึ่งความแตกต่างของจานจาก Astier de Villatte นี้ จานหรือเครื่องปั้นเซรามิคทุกใบ จะไม่เหมือนกัน เพราะการขึ้นรูปเพื่อการปั้นเป็นการทำแฮนด์เมดทีละใบ ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่เฉพาะเจาะจงโดยเซรามิคทุกใบจะมีการเขียนลงที่ดินปั้นก่อนเผา ว่าทำขึ้นเมื่อไหร่ และใครเป็นผู้ปั้น


การออกแบบและตกแต่งภายในร้าน ให้รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในครัวที่เต็มไปด้วยเครื่องชามที่สร้างเสน่ห์ให้กับมื้ออาหาร

ภายในร้านของสาขาใหม่ ณ ถนน Rue de Tournon

กระเบื้องปูพื้นและการออกแบบของร้าน ใช้ไม้เป็นส่วนประกอบหลัก สร้างความรู้สึกให้เหมือนเข้ามาในบ้าน รวมถึงพื้นกระเบื้องที่ได้แรงบันดาลใจมาจากลวดลาย Stationary ของสมุด Astier de Villatte ให้ความรู้สึกสลับซับซ้อนไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเป็นหนึ่งของลายที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของแบรนด์นี้

เสน่ห์การปั้นด้วยมือแบบโบราณของศตวรรษที่ 18 ยังคงมีเสน่ห์จนมาถึงปัจจุบัน

Astier de Villatte ได้ใช้วัสดุในการปั้นอย่างดินที่ใช้วิธีของศตวรรษที่ 18 ในการแยกดิน ได้แก่ การหาแหล่งดินร่วนคุณภาพ ผ่านการร่อนเพื่อให้ได้ดินคุณภาพดี เพื่อให้ได้ดินเนื้อที่ละเอียด ผสมน้ำแล้วอยู่ตัวไม่แตกหักง่าย รวมถึงขณะปั้นก็ขึ้นรูปง่าย แห้งไว และเกิดเป็นฟองอากาศน้อยที่สุดขณะเผา จึงทำให้เซรามิคของ Astier de Villatte มีน้ำหนักเบา ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษ นอกจากนี้มีช่างผู้ชำนาญการในการทำ ด้วยฝีมือที่ประณีต โดยจานหนึ่งใบใช้ระยะเวลาในการทำหรือปั้นขึ้นรูปประมาณ 4-5 ชั่วโมง และอบด้วยอุณหภูมิของไฟที่ร้อนคงที่ เพื่อให้เนื้อดินอยู่ตัวและไม่แตกหัก ซึ่งมีผลต่อการใช้งานที่ทนทาน ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของงานเซรามิคขั้นพื้นฐาน


หนึ่งในคอลเลคชั่นขายดีที่ได้ศิลปิน John Derian มาร่วมสร้างสรรค์ภาพวาดลงบนเซรามิค

จะเห็นได้ว่าเสน่ห์ของ Astier de Villatte เป็นมากกว่าเซรามิค
เพราะเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ทรงคุณค่าแบรนด์หนึ่งของโลก

โดยก่อนเข้าเตาอบนั้น จะทำการแกะสลักชื่อผู้ปั้นและเขตที่ทำจานที่ใต้ฐานงานปั้นเซรามิคทุกใบ ว่าทำขึ้นเมื่อไหร่ ที่ไหน และใครเป็นผู้ปั้นชิ้นนี้ (โดยส่วนใหญ่งานปั้นของ Astier de Villatte จะอยู่ที่เขต 13) ทางช่างผู้ชำนาญจะทาด้วยน้ำประสานเคลือบขาว (Milky Glaze) เพื่อให้เกิดเป็นจานสีขาวหลังจากเผาจนได้ที่ และเกิดเป็นความเงาวาว และขับลวดลายของงานปั้นมือให้เด่นขึ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของแบรนด์ มีความคลาสสิค และเหมาะแก่การสะสมเป็นของทำมือที่ทรงคุณค่า ซึ่งในตลาดของเซรามิคโลกนั้น Astier de Villatte อยู่ในกลุ่มตลาดลักชัวรี่ของจานเซรามิค จานหนึ่งใบแบบเรียบสนนราคาอยู่ที่ 3,500-4,000 บาท และงานที่ออกแบบร่วมกับศิลปินระดับโลก ก็ยิ่งเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่หายากและราคาก็สูงขึ้นตามอีกเช่นกัน ซึ่งเหตุนี้เอง จึงทำให้ Astier de Villlage ถูกจัดเป็นเครื่องปั้นเซรามิคที่อยู่ในกลุ่ม Investment Luxury Brands ในเวลาถัดมา


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ remodelista.com / artilleriet.se / classiccasualhome.com / rossanaorlandi.com / trottermag.com / astierdevillatte.com