Browsing Category

Lifestyle

Art Beauty Candle DIY Festive France Lifestyle Story Travel

ASTIER DE VILLATTE ORNAMENTS 2020

เข้าสู่เทศกาลแห่งความสุข ที่เหล่าบรรดาของประดับคริสมาสต์ Ornaments จากหลากหลายแบรนด์ที่ขนมาเอาใจสาวกนักแต่งบ้านในช่วงเทศกาลแห่งความรื่นรมย์นี้ Astier de Villatte คือหนึ่งในแบรนด์เหล่านั้น แบรนด์เครื่องเคลือบเซรามิกจากปารีส สร้างสรรค์ Ornaments ด้วยรูปแบบต่างๆที่สุดแสนน่ารักและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเกินใคร ด้วยของตกแต่งคริสมาสต์ในหลากหลายรูปแบบที่เอาใจนักสะสมและลูกค้าที่ต่างแวะเวียนมาเลือกซื้อของตกแต่งเหล่านี้ ในปีนี้ Astier de Villatte ได้ออกแบบ Ornament ทั้งบรรดาผลไม้นานาชนิด เบเกอรี่ อาหารเช้าต่างๆ ไปจนถึงบุคคลสำคัญของโลกอย่างควีนอลิซาเบธ ที่ทำให้ต้นคริสมาสต์ของคุณมีเรื่องราวความสุขมากกว่าที่เคย อีกทั้งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่และเหมือนเป็นของสะสมที่สุดแสนพิเศษอีกด้วย


ดิสเพลย์ของเหล่า Ornaments ณ บูติกของ Astier de Villatte

ความโดดเด่นของ Ornaments จาก Astier de Villatte คือความละเอียดละออในการผลิตและออกแบบด้วยความรัก ซึ่งถือว่าเป็นอุดมคติของผู้เป็นเจ้าของอย่าง Benoît Astier de Villatte และ Ivan Pericoli ที่ต้องการให้ความสุขเกิดขึ้นที่บ้าน และทำให้คนหันมารักการอยู่บ้านมากยิ่งขึ้น อีกทั้งสถานการณ์ของโรคระบาดที่กระจายอยู่ทั่วโลกขณะนี้ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาสนใจการตกแต่งบ้าน และเกิดเป็นกิจกรรมความสุขที่เกิดขึ้นในครอบครัวมากขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Astier de Villatte ไม่มองข้ามความสุขเล็กๆเหล่านี้


Ornaments ต่างๆ สนนราคาตั้งแต่ง 10€ ไปจนถึง 40€

หากคุณมีโอกาสเดินเข้าไป ณ 16 Rue du Tournon 75006 กลางกรุงปารีส คุณจะพบบูติกของ Astier de Villatte ที่ตกแต่งดิสเพลย์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ ด้วยเรื่องราวของความสุขที่ผลัดเปลี่ยนเป็นประจำทุกปี อีกทั้งภายในร้านต่างประดับประดา จานเซรามิกที่สุดพิเศษถูกวางผสมไปกับของตกแต่งบ้านและต้นคริสมาสต์ที่กระจัดกระจายวางอยู่ทั่วร้านอย่างเหมาะสม หรือแม้แต่ Stationary ทั้งการ์ด และ ปากกา ดินสอ ที่สามารถซื้อเป็นของขวัญเล็กๆให้กับคนพิเศษได้อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งร้านในปารีสที่ใครที่มีโอกาสมาเยือนไม่ควรพลาด


วัตถุดิบในครัวอย่างหัวหอม หรือ กระเทียมก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของ Ornaments ที่ Astier de Villatte
สร้างสรรค์และผลิตขึ้นในทุกๆปี

นับว่าเป็นอีกหนึ่งร้านในกรุงปารีสที่ผู้เขียนคิดถึงอยู่เสมอ และหากใครได้มีโอกาสมาเยือนในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่านี้ Popdot Daily อยากแนะนำว่าถ้าได้มีโอกาสมาจริงๆ ต้องมาที่บูติก 16 Rue du Tournon 75006 แล้วคุณจะพบกับความสุขละลานตา ที่ได้แต่คิดว่าจะขนกลับที่ประเทศไทยยังไงดี ท้ายสุดนี้เมื่อโควิดหายแล้วเราจะพบกันนะครับ ปารีสที่รัก 🙂

คุณสามารถแวะเวียนมาที่ร้านของ Astier de Villatte ได้ ณ 173 Rue Saint-Honoré 75001 ปารีส และ 16 Rue du Tournon 75006 ปารีส ขอบคุณภาพบางส่วนจาก landenkerr.com และ milkdecoration.com

Fashion instagram Lifestyle News

สาวเก๋ Julie Pelipas กับ Bettter แบรนด์สูทของเธอ ที่ Sold Out ในพริบตา

สไตล์ลิสชื่อดังและอดีตผู้อำนวยการฝ่ายแฟชั่นของ Vogue Ukraine อย่าง Julie Pelipas ที่โดดเด่นด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งและสไตล์การแต่งตัวแบบโอเวอร์ไซส์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของตัวเธอ และเราแทบไม่อยากจะเชื่อว่าเธอคือคุณแม่ลูกสอง! “ฉันมีความเป็นตัวเองค่อนข้างสูง และมักมีองค์ประกอบในการแต่งตัวที่ไม่มีความโดดเด่นอะไรมาก แค่รู้สึกชอบตัวเองในสูทโอเวอร์ไซส์แบบโทเทิลลุค ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าการแต่งตัวแบบนี้มักทำให้คนเข้าใจผิดว่าชุดที่ฉันใส่คือ Celine แน่นอนสาวสุดสร้างสรรค์ในดวงใจฉันคือ Phoebe Philo แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ฉันมีสูทของ Celine เพียงตัวเดียวเท่านั้น ที่เหลือคือแบรนด์ Better แบรนด์สูทของฉัน ที่แอบทำแบบเงียบๆ และไม่เคยคาดคิดเลย ว่าหลังจากเปิดตัวไปได้ไม่นานมันจะประสบความสำเร็จขนาดนี้” เธอกล่าว

Julie Pelipas

Bettter เป็นสูทที่มีความเรียบง่าย เน้นการส่วมใสสบาย มีความโคร่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีการตัดเย็บที่ประณีต Pelipas เล่าว่า เธอนำองค์ประกอบของความสบายและความเป็นตัวเธอ บอกเล่าผ่านสูทและเสื้อผ้าของ Better โดยตั้งชื่อตามสไตล์ไอคอนที่เธอชื่นชอบอย่างเสื้อสูทสีเทา “Fran” ที่มาจากชื่อของนักเขียนและนักแสดงชาวอเมริกันอย่าง Fran Leibowitz หรือ “Rogers” ที่เธอให้นิยามแจ็คเก็ตสีดำตัวนี้มาจากสถาปนิกที่เธอชื่อชอบอย่าง Su Rogers ที่ผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์ของเสื้อผ้าโครงใหญ่ที่สามารถสวมใส่ได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก และทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอต้องการแสดงให้เห็นว่า เสื้อสูทเพียงตัวเดียวสามารถมีบทบาทในชีวิตของคนเราได้ตั้งแต่วัยสาวไปจนถึงวัยเกษียร ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนในแบบอุดมคติของเธอ

คอลเล็กชั่น DROP_00

คอลเล็กชั่น DROP_00

ทุกวันนี้เรามักผลิตอะไรต่อมิอะไรเกินความจำเป็น และคนเรียนรู้การช็อปปิ้งออนไลน์ที่มีความรวดเร็ว จนลืมคิดไปว่า เสื้อผ้าบางตัวอาจจะไม่ได้เหมาะกับเราจริงๆก็เป็นได้ ฉันเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาตลอดและพยายามศึกษาและหาความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมสิ่งทอและโรงงานผลิตที่ยูเครน เรามีตลาดนัดมือสองจำนวนมากที่สามารถหาผ้าวินเทจคุณภาพดีเพื่อนำกลับมาผลิตใหม่ในแบรนด์ Better มันอาจจะไม่ใช่พลังที่ยิ่งใหญ่ แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของ upcycling system ที่ Better ได้ช่วยเปลี่ยนแปลง”

View this post on Instagram

 

A post shared by b e t t t e r (@bettter.us)

เราเชื่อในพลังแห่งการสร้างสรรค์ของเธอ เพราะในอินสตาแกรมของ Better หลังจากเปิดตัวสู่สาธารณะได้ไม่นานคอลเล็กชั่น DROP_00 ที่เธอชิมลางด้วยสูทแบบโทเทิลลุคเกือบ 40 ลุค ถูกจับจองและ Sold Out อย่างรวดเร็ว และนี่คือปรากฏการณ์ที่เธอเองก็คงจะรับรู้ได้เช่นกัน…

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก
WWD.com
bettter.us
basecolour.com
Vogue.com

Art Library Lifestyle News Photography

The Magnum Photos sale features 100 iconic images

เติมเต็มจินตนาการของคุณด้วยภาพถ่ายจาก Magnum Photos เอเยนซี่ ที่รวมช่างภาพที่มีชื่อเสียงมากมายระดับโลก ที่คุณสามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาเพียง  $100 จากรูปภาพยอดที่นิยมกว่า 100 รูป ในคอลเล็กชั่น “Works of Imagination,” โดยเป็นคอลเล็กชันภาพพิมพ์คุณภาพสูง และมีลายเซ็นต์ของช่างภาพผู้ถ่ายทอดผลงาน เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้ Aperture มูลนิธิที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดย  Caitlin Hughes ซีอีโอของ Magnum กล่าวว่า “ รูปภาพแต่ละชิ้นมีเรื่องราวของตัวมันเองและทุกชิ้นมีความเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณของเรา ที่ส่งผลให้เกิดจินตนาการใหม่ๆและเป็นพลังแห่งความฝันที่จะเกิดจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ ๆในโลกใบนี้ ”

Taken as part of his Subway series, Bruce Davidson’s image, Brooklyn, in 1980,

David Benjamin Sherry’s work, Death Valley, California, 2013,

โดย Magnum Photos คือเอเจนซี่ช่างภาพอันดับ 1 ของโลกที่มีอายุกว่า 70 ปี ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในความใฝ่ฝันของช่างภาพทั่วโลกที่อยากจะเป็นหนึ่งในเอเจนซี่ภาพถ่ายแห่งนี้ และคอลเล็กชั่นนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานจากช่างภาพชื่อดังจากทั่วโลกที่ถ่ายทอดจินตนาการไร้ขีดจำกัดและมีความเป็นตัวเองมากที่สุด โดยผลงานจากคอลเล็กชั่นนี้จะถูกทำขึ้นบนกระดาษขนาด 6 x 6 นิ้ว โดยคุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.magnumphotos.com

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Magnumphotos และ architecturaldigest

Beauty Festive Lifestyle Story Tea

5 Perfect Hostess Gifts For Your Christmas

เข้าสู่เทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี 2020 ที่ทำให้เราทุกคนสนุกกับการใช้ชีวิตที่บ้านมากขึ้น ในปี 2021 #PopdotDaily ขอแนะนำ 5 ของขวัญสุดพิเศษที่เก๋กว่าใครจากหลากหลายแบรนด์ในอุดมคติของผู้เขียน ที่ต้องการแนะนำ และหวังว่าจะเป็นตัวเลือกดีๆให้กับคุณหรือมอบให้กับคนที่คุณรักเพื่อเริ่มศกใหม่ในปี 2021 นี้

ชาในคอลเล็กชั่น NOËL GLAMOUR® สุดพิเศษจากแบรนด์ Mariage Frères ราคา 45 ยูโร

ชาในคอลเล็กชั่น NOËL GLAMOUR® จากแบรนด์ Mariage Frères ในรูปแบบปฏิทินประจำปีที่เต็มไปด้วยชาสุดพิเศษถึง 25 ชนิด ที่ทำให้ช่วงเทศกาลความสุขของคุณเต็มไปด้วยเรื่องราวและมีแต่ความหอมและอบอุ่นจากชาตลอดฤดูหนาวนี้ นอกจากคุณจะได้ลิ้มลองชาในรสชาติต่างๆจากมาคิยาจด้วยแล้ว กล่องยังสามารถนำไปใช้ประดับต้นไม้คริสมาสต์หรือไว้สำหรับเก็บของเล็กๆได้อีกด้วย

สมุดไดอารี่รุ่นปานามา ปี 2021 จากแบรนด์ Smythson คอลเล็กชั่นคริสมาสต์  ราคา 49 ยูโร

สมุดไดอารี่แสนเก๋จากอังกฤษโดยแบรนด์ Smythson รุ่นปานามา ขนาดพกพาที่ผลิตขึ้นครั้งแรกในปี 1908 โดย Frank Smythson สร้างสรรค์ขึ้นในระหว่างเดินทางของเขา จนกลายเป็นสมุดไดอารี่ที่ขายดีและเป็นที่พูดถึงสูงสุดของแบรนด์ โดยในทุกๆปี Smythson จะผลิตสมุดไดอารี่รุ่นนี้ในหลายรูปแบบ ทั้งพิมพ์ลาย หรือมีให้เลือกหลากสีสัน และภายในเล่ม มีการแบ่งสัดส่วนของ วัน เดือน ปี ที่คุณสามารถจดบันทึกได้อย่างสะดวกสบายไม่มีเบื่อ

กาน้ำจากแบรนด์ Astier de Villatte รุ่น Marbled ราคาประมาณ 825 เหรียญสหรัฐ

จะดีแค่ไหน ถ้าเทศกาลความสุขในบ้านของคุณเต็มไปด้วยจานชามหลากหลายรูปทรงให้ดินเนอร์ยามค่ำคืนมีความหมายมากกว่าที่เคย Astier de Villatte สร้างสรรค์กาน้ำขนาดพอดีมือ โดยใช้ลวดลายหินอ่อนจากศิลปินชื่อดังอย่าง John Derian เป็นผู้สร้างสรรค์ โดยกาน้ำที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศตวรรษที่ 19 นี้ ได้ผลิตขึ้นที่โรงงานปั้นของ Astier de Villatte ที่ผสมดินสีดำขึ้นรูปด้วยมือและเผาด้วยความร้อนดั่งเช่นเทคนิคโบราณที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน จึงทำให้ผู้ที่ได้ครอบครองมั่นใจได้ว่า กาน้ำสุดแสนพิเศษนี้เกิดมาเพื่อเทศกาลแห่งความสุขของคุณจริงๆ

หนังสือทำอารหาร A Table for Friends โดย Skye McAlpine ราคา 26 ยูโร

หนังสือสูตรอาหารของสาวอิตาลีชื่อดังในโลกออนไลน์อย่าง Skye McAlpine สูตรอาหารที่ใครๆก็สามารถเพลิดเพลินกับเมนูที่คุณก็สามารถสร้างสรรค์เองได้ที่บ้าน สาวเวนิสที่ใช้ชีวิตกับการทำอาหารทานเองและหาวัตถุดิบง่ายๆ ได้บอกเล่าความสุขผ่านตัวหนังสือว่า “ถ้าคุณรักในการใช้ชีวิต การทำอาหารก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป” โดยเธอบอกเล่าเคล็ดลับที่มีประโยชน์ทั้งเมนูแสนอร่อย เมนูขนม เมนูสุขภาพ ไปจนถึงเมนูลดความเครียด ที่ทำให้ความสุขของการอยู่บ้านในเทศกาลเฉลิมฉลองนี้ คุณอาจพบตัวตนที่แท้จริงของคุณก็ได้ว่าจริงๆแล้วคุณเป็นนักปรุงอาหารชั้นเยี่ยมคนหนึ่งเหมือนกัน

เทียน Cire Trudon จากคอลเล็กชั่น ÉDITION DE NOËL ขนาด 270 กรัม ราคา 85 ยูโร

ซีร์ ทรูดอง ชวนคุณมาสัมผัสดินแดนแห่งโมร็อคโก ที่ผสานเรื่องราวของเทศกาลแห่งความสุขในคริสมาสต์นี้ด้วย 3 กลิ่นหอมละมุน ที่ชวนให้คุณอยากออกเดินทางท่องโลกกว้าง โคมไฟหลากสีที่กระจายอยู่ตามตรอกซอกซอยของ Enchanted Souk ตลาดกลางเมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีสีสันแห่งหนึ่งของโลกอย่างโมร็อคโก เป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับเทียน 3 กลิ่นหอมสุดพิเศษนี้ ทรูดองจำลองโคมไฟแขวนด้วยการหลอมแก้วทั้ง 3 สี ซึ่งผลิตขึ้นที่อิตาลี ประดับด้วยแผ่นทองบริสุทธิ์และแผ่นทองแดงสร้างสรรค์ด้วยมือแบบชิ้นต่อชิ้น ผสานด้วย 3 กลิ่นหอมใหม่อย่าง Gabriel , Gloria และ Fir ที่ทำให้เทศกาลความสุขนี้ ความหอมจะอยู่รอบๆตัวคุณตลอดทั้งวัน

 

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก Vogue.com

Beauty Candle Lifestyle

Maison Popdot

ก่อนหน้านี้อีก 10 นาที จะสามทุ่ม อาบน้ำและเดินเข้ามาในห้องนอน มองสิ่งที่ตัวเองรัก พร้อมคิดและบอกตัวเองว่าความสุขและรู้สึกปลอดภัยมากที่สุดคือการอยู่บ้าน บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่บ้านคือตัวแทนความสุขที่อยู่ในใจเรา เป็นเพื่อน เป็นที่พักพิง เป็นกำลังใจ เป็นที่นั่งนั่งยิ้มตอนอารมณ์ดีและนั่งจ๋อยยามผิดหวัง เป็นที่เก็บของ เป็นที่เรียนรู้ในการทำอาหารและกิจกรรมนันทนาการต่างๆที่ตัวเองชอบ ที่สำคัญบ้านคือตัวแทนความเป็นเราที่แทรกซึมอยู่ทุกที่ในบริเวณบ้าน หันไปไหนก็มีแต่สิ่งที่ตัวเองรักและแวดล้อมไปด้วยความสุข ทุกวันนี้ชีวิตหลังจากการทำงาน มีแต่คิดวนไปวนมาทุกวัน ว่าช้าหรือเร็วแค่ไหนเสร็จงานก็ขอกลับบ้าน อยากอยู่กับตัวเอง ปลีกวิเวก และพักกายและใจ ชีวิตการทำงานในสายอาชีพนี้

ความเครียดเป็นพลังลบที่ต้องปิดซ่อนความบอบช้ำอยู่เป็นนิจ และในสถานการณ์ที่มีแต่เรื่องแต่ราวทุกวันนี้ มันเหนื่อยเหลือเกินกับการใช้ชีวิต แต่ทำอย่างไรได้ ชีวิตของมนุษย์ในวัยนี้การทำงานคืออนาคตและการไปต่อในชีวิตคือสิ่งที่พึงทำ หากเลือกได้ขอให้ตัวเองมีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบนี้ ขอให้ตัวเองมีความสุขมากๆ รักตัวเองเยอะๆและก้าวผ่านทั้งความสุขและความทุกข์อย่างอุตสาหะ และขอให้ชีวิตหลังจากนี้มีแต่พลังบวกที่จะเติมเต็มชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีแต่ความสุขและความหวังต่อไปในอนาคต รักตัวเองมากๆนะ ❤️ #PopdotObject #MaisonPopdot

Beauty History Lifestyle Love

Mortel from Cire Trudon

เคยไหมที่รู้สึกถูกใจกลิ่นน้ำหอมที่ชอบมากๆ แต่บอกเล่าความชอบหรือกลิ่นน้ำหอมกับคนอื่นไม่ได้ กลิ่น Mortel น้ำหอมจาก @trudon นี่เลย ที่เป็นกลิ่นที่ว่านั้น ความละเอียดลออของการปรุงกลิ่นที่ยากหากลิ่นใดเหมือน กอปรกับการดีไซน์ขวดที่สุดแสนวิจิตรและลวดลายของขวดที่สลักเสลาจนทำให้น้ำหอมหนึ่งขวดดูจะมีเรื่องราวมากกว่ากลิ่นหอมกลิ่นหนึ่งที่เราจะจดจำ ทรูดองนำแรงบันดาลใจของเทียนกลิ่น Spiritus Sancti หนึ่งในเทียนที่ได้รับความนิยมของแบรนด์มาบอกเล่าเรื่องราวใหม่ ที่ละมุนละม่อมไปด้วยความหอมอ่อนๆของพริกไทยและดอก Cistus หนึ่งในพืชดอกตระกูลเฟิร์น จนเกิดเป็นกลิ่นหอมใหม่ผสานความเผ็ดร้อนในคราเดียวกัน อีกนัยหนึ่ง ทรูดอง ถือโอกาสนี้เพื่อสร้างสรรค์ความหอมเพื่อมอบให้กับหนุ่มสาวผู้ซึ่งมีความศิวิไลซ์แต่ก็หลงใหลในวัฒนธรรมการใช้ชีวิต และนี่คือเรื่องราวของ Mortel จาก ซีร์ ทรูดอง ขวดนี้ที่อยากเล่าให้คุณฟัง

#TrudonPerfumes #TrudonMortel #PopdotObject

Coffee Food Lifestyle Tea Travel

BEST Cafés in Vienna

วีน (Wien) ตามภาษาท้องถิ่นหรือเวียนนา (Vienna) เมืองหลวงของประเทศออสเตรีย ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมทั้งเก่าและใหม่ร่วมสมัย ผสมด้วยศิลปะ  ประเพณี และดนตรี หล่อหลอมให้เวียนนากลายเป็นเมืองที่มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก นอกเหนือจากสิ่งที่พูดมาแล้ว เวียนนา ถือว่าเป็นเมืองที่มีคาเฟ่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย วันนี้มีคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 3 ร้าน ที่ Popdot อยากนำเสนอ เผื่อว่าคุณมีโอกาสได้ไปเยือนที่นี่…

Café Sperl | หนึ่งในคาเฟ่สุดเก่าแก่ที่ก่อตั้งในปี 1880

คาเฟ่สุดแสนจะคลาสสิก ก่อตั้งในปี 1880 หรือราว พ.ศ. 2423 ซึ่ง Sperl คือชื่อสกุลของเจ้าของ เป็นคำพ้องที่ต้องการสื่อความหมายว่า คลาสสิก อันหมายถึงวัฒนธรรมร้านกาแฟแบบเวียนนา ตั้งอยู่ในเขตที่ 6 กลางกรุงเวียนนา ที่มีการตกแต่งภายในเช่นโครงสร้างเดิมเหมือนศตวรรษที่ 19 ประกอบไปด้วยโต๊ะพูลสำหรับวางหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่ และตกแต่งสไตล์นูโวที่คุณสามารถเลือกทาน อาหารเช้า มื้อกลางวัน รวมไปถึงยามบ่ายที่สามารถจิบชาหรือทานขนมได้ง่ายๆ


โดย Café Sperl ยังคงดำรงและรักษาโครงสร้างของร้านเสมือนครั้งก่อตั้งใหม่ๆ ซึ่งมีการปรับปรุงอีกครั้งในปี 1984 โดยทายาทของตระกูล นอกจากนี้ยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นร้านอาหารหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติของออสเตรีย ที่ยังคงเมนูอาหารสุดแสนจะคลาสสิก เสมือนพาคุณย้อนไปในอดีต

โดยส่วนใหญ่ร้านนี้ จะเน้นโครนงสร้างด้วยไม้เป็นหลัก อาทิ พื้นไม้ปาร์เก้ หรือแม้แต่เก้าอี้ที่ออกแบบโดย Thonet นอกจากนี้ยังมีโต๊ะหินอ่อนและโคมไฟระย้าคริสตัลที่สลับไปมาอย่างแยบยล ผสมกับกลิ่นหอมของกาแฟร้อนที่คละคลุ้งไปทั่วร้าน ให้คุณรู้สึกอบอุ่นและชวนให้นึกอยากทานอาหารหรือขนมหวานสักชิ้น

เราขอแนะนำเมนูทานง่ายๆ อย่างไก่ทอดแบบดั้งเดิมสไตล์เวียนนา หรือพัฟเนื้อ ทานคู่กับสลัดที่ปรับเปลี่ยนผักตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีเมนูสุขภาพสำหรับคนไม่ทานเนื้อสัตว์ ไปจนถึงขนมหวานต่างๆอีกด้วย

คุณสามารถมาร้าน Café Sperl ได้ดังนี้
Site: www.cafesperl.at  : Open Daily, Mon-Sat 7.00-23.00, Sun 11.00-20.00 

Café Pruckel | คาเฟ่ร่วมสมัยที่มีเสน่ห์อย่างไม่น่าเชื่อ

หนึ่งในคาเฟ่ที่ Popdot อยากแนะนำที่สุดคือ Café Pruckel ที่เปรียบเสมือน Kaffeehaus” ในความทรงจำที่เวียนนา เหตุผลง่ายๆก็คือ อาหารรสชาติอร่อย พนักงานน่ารักและมีความเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ถ้าเทียบกับพื้นฐานคนยุโรป ที่สำคัญคือการตกแต่งภายในร้านที่มีความคลาสสิก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความทันสมัย และลงตัวอย่างพอดิบพอดี

คาเฟ่ Pruckel มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว แต่ได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี 1950 และไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรอีกเลยหลังจากนั้น โดยภายในร้าน มีโต๊ะ 50 ตัว วางกระจัดกระจายเรียงรายดูเหมาะสม แบ่งเป็นสองโซนคือลูกค้าทั่วไป กับโซนสำหรับลูกค้าที่สูบบุหรี่ ในลักษณะผังตัว L ผสานกับส่วนของบริเวณวางนิตยสารและหนังสือพิมพ์ (ที่ผู้เขียนรำลึกถึงความหลังของช่วงที่ประเทศไทยนิยมอ่านหนังสือทุกครั้ง) พร้อมโคมไฟที่ห้อยสลับไปมาเพื่อเติมเต็มแสงสว่างในยามค่ำคืน

ในปี 2011 คาเฟ่แห่งนี้ ได้ถูกเพิ่มเข้าในรายการมรดกทางวัฒนธรรมขององค์การยูเนสโก เพื่อดำรงรักษาไว้ด้านดีไซน์การตกแต่ง ตลอดจนวิถีชีวิตแบบเวียนนาแท้ๆ ที่ยิ่งทำให้ร้านนี้ดูมีมนต์เสน่ห์มากยิ่งขึ้น

เมนูที่เราอยากแนะนำคุณให้ทานเมื่อมาถึงที่ร้านนี้คือ ออมเล็ตที่ลักษณะการทำคล้ายกับไข่เจียวบ้านเรา แต่บางและใช้เนยในการทอด นอกจากนี้ยังมีสลัดตามฤดูกาลที่ใช้ซอสมะนาวเป็นส่วนผสมหลักที่เพิ่มความสดชื่นและตัดกับ ครีม และเนย จากอาหารจานหลักได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ ยังมีเค้กแบบเวียนนา ที่ใช้มาสคาโปนและครีมเป็นหลักในหลายรูปแบบ รวมถึงในส่วนของเบเกอรี่ก็มีให้เลือกตามความชอบของลูกค้าอีกด้วย

คุณสามารถมาร้าน Café Pruckel ได้ดังนี้
Site: www.prueckel.at : Open Daily 8.30 am to 10 pm

Palmenhaus Café | คาเฟ่ในสวนโบทานิคใจกลางกรุงเวียนนา


ร้านสุดท้ายที่ Popdot อยากแนะนำคุณคือ Palmenhaus คาเฟ่ในเรือนกระจกกลางสวนโบทานิค ณ กรุงเวียนนา ที่สร้างขึ้นในปี 1901 ที่คุณสามารถนั่งสัมผัสความสวยงามของร้าน ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ยืนต้น ตลอดจนดอกไม้และไม้เลื้อยที่ขึ้นเรียงรายอย่างเหมาะสมภายในเรือนกระจก ซึ่งสร้างความสดชื่นและแสงธรรมชาติที่ส่องแสงให้ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูปสนุกอยู่ได้เป็นวัน

โดยลูกค้าส่วนใหญ่ของที่นี่ จะเป็นนักท่องเที่ยว ตลอดจนครอบครัวและกลุ่มวัยรุ่นที่มาทานอาหารมื้อหลักอย่าง อาหารเช้า และ มื้อเที่ยง เนื่องด้วยราคาที่สมเหตุสมผล และรสชาติอาหารที่อร่อยใช้ได้ ในขณะเดียวกัน ในช่วงค่ำ ทางร้านจะเปลี่ยนเป็นบาร์ที่คุณสามารถมานั่งจิบไวน์ หรือค็อกเทลสักแก้วสองแก้วในบรรยากาศที่สามารถมองเห็นดาวบนฟ้าภายใต้เรือนกระจกที่สุดแสนจะโรแมนติก

คาเฟ่แห่งนี้มีทั้งอาหารคาว และ ขนมหวาน ไปจนถึงเครื่องดื่มหลากชนิด ที่คุณสามารถเติมเต็มช่วงเวลาของคุณได้ทุกช่วง ขอแนะนำขนมหวานอย่าง Apple Strudel แบบเวียนนาแท้ๆ ที่มีรสชาติดีเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม พร้อมทานกับกาแฟหรือชาร้อยสักแก้วก็เพิ่มความทรงจำของคุณที่มีต่อประเทศออสเตรียแล้ว

ความสุขของชีวิตคือการเดินทาง ค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆให้กับชีวิต และแน่นอนว่านอกจากคุณจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆแล้ว ความทรงจำของสถานที่ ที่คุณชอบเมื่อไปถึง จะติดตรึงอยู่ในใจคุณตลอดไป….

คุณสามารถมาร้าน Palmenhouse Café ได้ดังนี้
Site: https://www.palmenhaus.at/: Open Daily, MON–FRI: 10am–12am SAT: 9am–12am SUN: 9am–11pm

Lifestyle Royal Travel

Culture common in Stockholm

สารภาพตามตรงว่า เมื่อรู้ว่าจะได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวที่ประเทศสวีเดน ความรู้สึกแรกคือนึกถึง โบสถ์รีดดาร์โฮล์ม(Riddarholmen) ที่ประดิษฐานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซราฟีม เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2503 และได้จัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ โดยกองทหารเกียรติยศสวีเดน อัญเชิญตราประจำพระองค์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาประดิษฐานไว้ ณ โบสถ์แห่งนี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา แต่หลังจากเดินทางมาถึง จึงได้พบว่าช่วงเวลาที่ท่องเที่ยวเมืองนี้ไม่มีวันไหนที่ตรงกับวันเปิดให้เข้าชมโบสถ์แห่งนี้เลย 🙁

โบสถ์รีดดาร์โฮล์ม(Riddarholmen)

       เมื่อพูดถึงเมืองแห่งความทันสมัยที่ผสานเรื่องราวของประวัติศาสตร์อย่าง “สตอกโฮล์ม” ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งสิทธิความเท่าเทียมที่สวยแห่งหนึ่งของโลก ที่แวดล้อมไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยมากมาย จนได้ชื่อว่าเมืองหลวงอันงดงามที่สุดในสแกนดิเนเวีย และถูกขนานนามว่า ความงามบนผิวน้ำ (Beauty on Water) หรือราชินีแห่งทะเลบอลติก เกาะใหญ่น้อยทั้ง 14 เกาะที่โอบล้อมด้วยทะเลบอลติก (Baltic Sea) และทะเลสาบมาลาเร็น บวกกับสถาปัตยกรรมเก่าและใหม่ที่ทำให้หนึ่งในประเทศแถบสแกนดิเนเวียนอย่างสตอกโฮล์มนี้มีเอกลักษณ์อย่างน่าพิสมัย ที่นี่มีประชากรที่เบาบางมาก เมื่อเทียบกับเมืองหลวงอื่นๆในโลก แต่คุณภาพชีวิตของคนที่นี่ดูจะน่าอิจฉาไม่น้อยเมื่อเทียบกับประเทศแถบเอเชียอย่างบ้านเรา

ช่วงวันหยุดของเมืองนี้จะเป็นไปด้วยผู้คนมากมายที่ต่างออกมาทำกิจกรรมด้านนอกในวันที่อากาศเย็นสบาย

ย่านเก๋อย่างถนน Norrmalmใจกลางสตอกโฮล์ม

บริเวณหน้าสถานีรถไฟหลักของ สตอกโฮล์ม

เราเดินในย่านเก๋อย่างถนน Norrmalmใจกลางสตอกโฮล์ม ที่ติดกับสถานีรถไฟหลักของเมืองหลวง ทำให้อดคิดไม่น้อยว่า ระบบการเดินทางของที่นี่ สร้างความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่ทำการบ้านมาน้อยอย่างเราได้ดียิ่งนัก คุณสามารถเดินในย่านเศรษฐกิจ สลับกับเดินชอปปิ้งในย่านที่อยู่ใกล้กันได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงพิพิทธภัณฑ์ที่อยู่กระจัดกระจายทั่วเมืองทั้ง พิพิทธภัณฑ์อาวุธ เงินตรา เรือวาซ่า แอบโซลูทวอดก้า Fotographiska Moderna และอื่นๆ อีกกว่า 100 แห่ง หนึ่งในสถานที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดอย่างพระราชวังหลวง (The Stockholm Palace หรือ the Royal Palace) เป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระราชวงศ์สวีเดนและเป็นหนึ่งในพระราชวังที่งดงามมากที่สุดในบรรดาพระราชวังทั้งหมดของยุโรปที่คุณไม่ควรพลาด โดยลักษณะเป็นอาคารสถาปัตยกรรมบาโรค สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1754 ภายในมีห้องต่างๆ รวมกัน 608 ห้อง โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี ตั้งอยู่บนเกาะย่าน Gamla Stan ในเขตเมืองเก่า โดยห่างจากตัวเมืองด้วยการเดินด้วยเท้าเพียงเเค่ 20 นาทีก็จะถึงเเล้ว

หนึ่งในพระราชวังที่งดงามมากที่สุดในบรรดาพระราชวังทั้งหมดของยุโรป ลักษณะเป็นอาคารสถาปัตยกรรมบาโรค สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1754

ตัวอาคารแห่งนี้มีความสูงกว่า 7 ชั้น เด่นตระหง่านอยู่กลางเกาะ หากคุณมองจากย่านเมืองใหม่จะมองเห็นอาคารสี่เหลี่ยมบนเกาะเด่นตระหง่านซึ่งสังเกตุได้ง่ายมาก โดยพระราชวังนี้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเที่ยวชมความสวยงามในส่วนของ Royal Apartments ที่จะมีห้อง Cabinet Room ซึ่งเป็นห้องประชุมของกษัตริย์กับบรรดารัฐมนตรี รวมถึง Hall of State นั้นนักท่องเที่ยวจะได้ชมความงดงามของบังลังก์เงินของราชินีคริสติน่า ที่ปกครองสวีเดนในช่วงศตวรรษที่ 16 และ Bernadotte Gallery โซนภาพวาดของบรรดาสมาชิกราชวงศ์สวีเดนตั้งเเต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึง Treasury ที่เป็นห้องใต้ดินที่เก็บเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่มีทั้ง มงกุฎ อ่างน้ำมนต์ที่ทำจากเงิน เเละดาบ อีกด้วย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์จากสวีเดน

โซนนิทรรศการ ฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์จากสวีเดน

หนึ่งในนิทรรศการหมุนเวียนที่ถือว่าเป็นความโชคดีของเราที่มีโอกาสได้มาเห็นคือ โซนนิทรรศการ เครื่องราชอิสริยาภรณ์และฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์จากสวีเดนตั้งแต่แรกเริ่มจวบจนปัจจุบัน หนึ่งในไฮไลท์ที่สำคัญอย่าง เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดนตราเซราฟีม ที่พระเจ้าเฟรเดริกที่ 1 แห่งสวีเดนเป็นผู้สถาปนาตั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีมเมื่อปี พ.ศ. 2291 จนถึงปัจจุบัน มีพระประมุข พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ และประมุขได้รับการถวายหรือพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีมจำนวนทั้งสิ้น865 พระองค์หนึ่งในนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ก็ทรงได้รับการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดนนี้ด้วย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดน มีชั้นเดียวแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือสร้อยคอ ตราดาว และเข็มสร้อยคอ ประกอบด้วยเทวทูตทอง 11 องค์ สลับกับไม้กางเขนพระราชาคณะระดับแพตริอาร์คสีฟ้าขลิบทอง 11 แท่งบนสายโซ่ทองตราดาว ประกอบด้วยไม้กางเขนแบบมอลตีสสีขาวขลิบทองและตรงกลางเป็นลูกโลกสีฟ้าสลักตัวอักษร IHS สีขาวและมีไม้กางเขนแบบลาตินสีขาวประดับอยู่กึ่งกลางของตัวอักษร Hล้อมรอบด้วยมงกุฏสวีเดน 3 มงกุฎ และมีตะปูทอง 3 ตัวอยู่ใต้ไม้กางเขน มีตัวอักษรย่อ FRS ซึ่งก็คือพระนามของพระเจ้าเฟรเดริกที่  1  แห่งสวีเดน สลักด้วยทองคำอยู่ด้านหลังของลูกโลกสีฟ้า ทั้งสองด้านของตราอาร์มจะเป็นไม้กางเขนราชาคณะระดับแพตริอาร์คทองคำ และมีเทวทูตทองคำอยู่ระหว่างมุมแฉกของตราอาร์มทั้งสองด้าน นอกจากนี้ ตราดาวจะล้อมรอบไปด้วยมงกุฎทองคำซึ่งจะสอดคล้องกับสายคล้องคอสำหรับผู้รับที่เป็นบุรุษหรือริบบิ้นสีฟ้าอ่อนสำหรับผู้รับที่เป็นสตรี

โซนนิทรรศการ เครื่องราชอิสริยาภรณ์บางส่วนของราชวงศ์สวีเดน

โดยสำนักพระราชวังสวีเดนจะถวายหรือพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม แก่พระประมุข หรือ ประมุขของรัฐ ตลอดจนพระราชวงศ์ของประเทศที่สวีเดนมีสัมพันธไมตรีด้วย โดยธรรมเนียมของทางสำนักพระราชวังสวีเดนที่จะจัดทำพระราชลัญจกรพิเศษประจำพระองค์หรือลัญจกรพิเศษของประเทศ แล้วนำไปประดับในห้องเครื่องราชฯ ในพระราชวังกรุงสตอกโฮล์ม และจะประดับไว้จนพระประมุข/ประมุขนั้นเสด็จสวรรคตหรือถึงแก่อสัญกรรม จากนั้นทางสำนักพระราชวังก็จะจัดพิธีอัญเชิญพระราชลัญจกรพิเศษนี้ไปประดิษฐานที่โบสถ์ริดดาร์โฮล์ม ในวันเดียวกันกับที่มีพระราชพิธีพระบรมศพหรือพิธีศพในประเทศนั้น ๆ  โดยระหว่างพิธีจะมีการตีระฆังโบสถ์ติดต่อกันตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เวลาเที่ยงตรงไปจนถึงบ่ายโมง ซึ่งเรียกพิธีอัญเชิญฯนี้ว่า “พิธีตีระฆังแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม”(A Ringing/Tolling of the Seraphim)

ความสวยงามในส่วนของ Royal Apartments

ภายในมีห้องต่างๆ รวมกัน 608 ห้อง โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปีตั้งอยู่บนเกาะย่าน Gamla Stan ในเขตเมืองเก่า

นอกจากนี้ในพระราชวังยังมีพิพิธภัณฑ์อยู่สองแห่งด้วยกัน อย่าง Gustav III’s Museum of Antiquities ประติมากรรมสไตล์อิตาเลียนที่กษัตริย์กุสตาฟที่ 3 เป็นผู้นำประติมากรรมกว่า 200 ชิ้นเข้ามาในสวีเดนในช่วงปลายทศวรรษ 1700 และพิพิธภัณฑ์ Tre Kronor เรื่องราวเกี่ยวกับพระบรมมหาราชวังเดิมที่ถูกเพลิงไหม้ทำลายไปในปี 1697 แต่ก็เป็นจุดเดียวกับที่ตั้งพระราชวังแห่งปัจจุบันนี้นอกจากนี้คุณยังสามารถรอชมพิธีเปลี่ยนเวรยามของเจ้าหน้าที่หรือChanging of the Guard โดยมีการเดินพาเหรดพร้อมวงดนตรีดุริยางค์ทหาร ณ บริเวณด้านหน้าพระราชวังอีกด้วย

โดยพระบรมมหาราชวังสตอกโฮล์มเปิดให้เข้าชมทุกวันในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงกลางเดือนกันยายน ส่วนช่วงอื่นๆ ของปีนั้น จะเปิดให้บริการตั้งแต่วันอังคารถึงเสาร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ โดยสามารถลงชื่อเข้าชมพระราชวังพร้อมกับไกด์ที่ให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ โดยใช้เวลาทัวร์ 45 นาทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับอารยธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศได้อย่างไม่มีที่ติ

ย่านเมืองเก่าอย่าง Gamla Stan ในสวีเดนที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว

จะเห็นได้ว่า สตอกโฮล์ม สลับความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับอารยธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศได้อย่างแยบยล ย่านเมืองเก่าอย่าง Gamla Stan ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของพระราชวังหลวง นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกลิ่นอายของศตวรรษที่ 17 ที่คราครั่งไปด้วยบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างที่มีความสวยงามในรูปแบบงานสถาปัตยกรรมแบบสวีเดน สลับเสน่ห์ของตรอกซอกซอยต่างๆ ที่เรียงรายไปด้วยร้านกาแฟและร้านหนังสือต่างๆ ที่คุณจะเพลิดเพลินในการเที่ยวชมของย่านนี้จนเกือบหมดวัน

สถานีรถไฟใต้ดินในสตอกโฮล์ม ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเครือข่ายสถานีรถไฟใต้ดินที่งดงามที่สุดในโลก

อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ใครหลายคนอยากมาเห็นกับตาสักครั้งอย่าง สถานีรถไฟใต้ดินในสตอกโฮล์ม ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเครือข่ายสถานีรถไฟใต้ดินที่งดงามที่สุดในโลก เพราะภายในสถานีรถไฟใต้ดินกว่า 90 สถานีจากทั้งหมด 100 สถานี ระยะทาง 110 กม. มีการตกแต่งด้วยภาพวาด งานโมเสก และประติมากรรมของศิลปินกว่า 150 คนที่สร้างสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่รถไฟใต้ดินสายแรกของสวีเดนเปิดให้บริการในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1950 มาจนถึงปัจจุบัน โดยเว็บไซต์ส่งเสริมการท่องเที่ยวกรุงสตอกโฮล์ม ระบุว่า ระบบรถไฟใต้ดินของกรุงสตอกโฮล์มเปรียบได้กับหอแสดงศิลปะที่ยาวที่สุดในโลก ภายในสถานีรถไฟใต้ดินจะมีการตกแต่งด้วยภาพวาดงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้บริการเครือข่ายรถไฟใต้ดินเหล่านี้รู้สึกเหมือนได้ท่องไปในเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดผ่านจินตนาการของศิลปินหลายรุ่นตลอดช่วงเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา โดยที่แต่ละสถานีจะมีการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน ตามแนวคิดและสารที่ศิลปินต้องการสื่อกับผู้ชม อาทิ ทางเดินที่สถานี T- Centralen ที่เปรียบเสมือนหอแสดงนิทรรศการภาพถ่าย ที่ผู้สัญจรไปมาสามารถดื่มด่ำความสุนทรีย์ของงานศิลป์แม้ในยามที่อาจกำลังรีบเร่ง หรือ สถานี Rådhuset ที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาล ที่ศิลปินได้แรงบันดาลใจมาจากซากโบราณสถานในยุคฟรานซิสกัน หรือแม้แต่ สถานี Solna Centrum ที่ได้รับการตกแต่งด้วยสีแดงเข้มดุจเพลิงไฟ จากผลงานการสร้างสรรค์ของ อันเดิร์ช โอแบร์ และคาร์ล-โอลูฟ บเยิร์ก ในปี ค.ศ. 1975 ที่กลับมีมนต์เสน่ห์และควบคู่ไปกับความทันสมัยของระบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของสวีเดน

Solna Centrum Station

Rådhuset (Court House) Station

Central station สถานีหลัก ของรถไฟในสตอกโฮล์ม

ความทันสมัยแต่ประสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เทียบไม่ได้กับคุณภาพชีวิตของคนที่นี่ ที่คนรุ่นใหม่กำลังขับเคลื่อนประเทศและช่วยพัฒนาประเทศในแทบทุกด้าน ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเหล่าบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศ อีกทั้งผู้หญิงก็มีบทบาทมากในด้านแรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นการจัดการเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศได้ดี ส่งผลให้ผู้หญิงมีหน้าที่การงานในระดับสูงทั้งภาคธุรกิจและการเมือง สิ่งที่สะท้อนอย่างเห็นได้ชัด คือหลักประกันให้ช่วงบั้นปลายชีวิตของคนในประเทศ ควบคู่กับความปลอดภัยที่มีมาตรฐานสูง ทำให้ผู้สูงอายุที่นี่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความพึงพอใจในประเทศตัวเอง นี่คือตัวอย่างข้างต้นเพียงเล็กน้อยของสวีเดน ที่ทำให้เราเห็นว่า ‘สูตรสำเร็จที่ขับเคลื่อนประเทศ’ คือการจัดการที่ดีและมองถึงคุณภาพชีวิตการเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งนั่นเพียงพอแล้วที่จะทำให้ สวีเดน  กลายเป็นประเทศในในอุดมคติของใครหลายๆคน….

History Lifestyle Royal Travel

The Magic Winter St Petersburg

Привет! เสียงทักทายยามเช้าของร้านกาแฟข้างทางที่หาง่ายๆของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg)ในช่วงกลางเดือนของพฤศจิกายน ที่เต็มไปด้วยหิมะรายล้อมรอบถนนจนทั้งเมืองล้วนเป็นสีขาว มีนักท่องเที่ยวและผู้ที่เคยมาเยือนกล่าวไว้ว่าที่นี่คือ “หน้าต่างแห่งยุโรป” ก็คงจะไม่ผิดหนัก เพราะเมืองเก่าแห่งนี้เป็นทั้งเมืองศิลปะ วรรณกรรม และ การดนตรี ที่สำคัญถูกจัดให้เป็นเมืองมรดกของโลกอีกด้วย เราใช้เวลาในการหาข้อมูลของการท่องเที่ยวเมืองนี้ด้วยโซเชี่ยลมีเดียเป็นหลัก ทั้ง อินสตาแกรม กูเกิ้ล หรือแม้แต่เพจท่องเที่ยวดังๆของโลก จนได้มาเยือนและทำให้มาเห็นกับตาว่าเมืองนี้ เป็นดั่งที่ใครๆได้กล่าวไว้จริง ที่นี่นอกจากวิหาร ปราสาท ที่สวยกว่าหลายๆเมืองในยุโปแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรพลาด นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง เดอะ เฮอร์มิเทจ (The Hermitage) ของซาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งแต่เดิม พระราชินีแคทเธอรีนได้เก็บรวบรวมภาพเขียนชื่อดังไว้มากมายจากทั่วทุกมุมโลก จนสะสมนานเข้า จึงต้องสร้างห้องสำหรับเก็บภาพและสมบัติล้ำค่าชิ้นอื่นๆขึ้นมา และในยุคนั้นมีน้อยคนนักที่จะได้เห็นสมบัติและงานศิลปะเหล่านี้ จนสิ้นสุดการปกครองในระบบกษัตริย์ รัสเซียจึงได้มีการจัดหมวดหมู่ของสะสมทั้งหมดแบ่งแยกอย่างเป็นระบบมากขึ้น และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ จนมีหลายคนได้เคยคาดเดาว่า ต้องใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 15 ปีถึงจะดูได้จนครบ….


บันไดทางขึ้น เดอะ เฮอร์มิเทจ (The Hermitage)

ภายนอกของพระราชวังมีความสวยงามโดยใช้โทนสีเขียว ขาว สลับด้วยสถาปัตยกรรมบาโรก ตัวอาคารมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า 3 ชั้น พื้นที่กว้างขวางและใหญ่โตมาก ในเฮอร์มิเทจนี้ประกอบไปด้วยอาคาร 5 หลัง ที่ต่อกันไปเรื่อยๆ ทั้งพระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace) อาคารเล็ก (Small Hermitage) อาคารเก่า (Old Hermitage) อาคารใหม่ (New Hermitage) อาคารโรงหนัง (Hermitage Theatre) โดยของสะสมทั้งหมดได้มีการรวบรวมและมากกว่า 3 ล้านชิ้น!!

หนึ่งในภาพที่ใครหลายๆคนมาที่นี่แล้วอยากจะได้ยลของจริงกับตาอย่าง Madonna and Child (The Litta Madonna) ที่ถูกซื้อมาจากท่าน Count Litta ตั้งแต่ปี  ค.ศ.1865 จาก อิตาลี กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของนักท่องเที่ยว ที่ต่างรุมล้อมเพื่อถ่ายรูป ไม่ต่างจากภาพวาดของ Mona Lisa ที่พิพิธภัณฑ์ Louvre เท่าใดนัก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน 55 อ่ะ เขาถ่ายก็ถ่ายไป ตามๆน้ำไปเรื่อย


Madonna and Child (The Litta Madonna) ที่ถูกซื้อมาจากท่าน Count Litta ตั้งแต่ปี  ค.ศ.1865 จาก อิตาลี กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของนักท่องเที่ยว

จากการท่องเที่ยวในแถบยุโรปมาหลายประเทศจะเห็นได้ว่า ความสวยงามของพระราชวังในรัสเซียมีความสวยงามและวิจิตรบรรจงมากกว่ายุโรปมาก ในยุคที่รุ่งโรจน์ของประเทศรัสเซีย ดินแดนแห่งนี้ถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น ผู้คนรุ่มรวย และมีอารยธรรม โดยอำนาจของกษัตริย์สามารถสร้างทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ เราเดินมาเรื่อยๆเสียงในเครื่องบันทึกเสียงของพิพิธภัณฑ์ ยังคงเล่าถึงจุดต่างๆอยู่เป็นระยะ ผมมาหยุดอยู่ที่ห้อง Pavilion Hall ห้องสีขาวขนาดใหญ่ ที่มีแชนเดอเลียร์วิจิตรละลานตาถึง 28 โคม หนึ่งในนั้นมีนาฬิกานกยูงทองรำแพนหางที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของห้องนี้ รวมถึงสัตว์ปีกอีก 3 ชนิด อาทิ นกยูง นกฮูก และไก่ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่18 แต่ยังทำงานได้อย่างไม่มีที่ติ ส่งเสียงร้องอยู่เป็นระยะ

นักท่องเที่ยวอย่างผมใช้เวลาในการเดินทอดน่องในพิพิธภัณฑ์นี้ได้เพียงครึ่งค่อนวันเท่านั้น และเลือกโซนศิลปะที่เป็นจริตตัวเอง อย่าง ห้องรูปปั้นต่างๆที่รวบรวมมาไว้จากทั่วโลก หรือเดินเก็บและมองดูศิลปะสไตล์บาโรคที่ประดับอยู่ตามบันไดทางขึ้นบ้าง หรือตามฝาผนังบ้าง ซึ่งทำให้เชื่อกับตัวเองอย่างสนิทใจว่า พระราชวังในรัสเซีย สวยกว่าพระราชวังในยุโรปจริงๆ ความวิจิตรของการตกแต่งของพระราชวังแห่งนี้แตกต่างจากหลายๆที่ในยุโรป จะเห็นได้ว่าหลายต่อหลายพระราชวังในรัสเซีย จะหยิบยกหินสีอย่างมาลาไคท์สีเขียว มาประดับประดาตัดกับสีทองและสีขาวอย่างลงตัว บ้างก็ทำเป็นเสาสีเขียวขนาดหลายคนโอบ บ้างก็ทำเป็นแจกันขนาดใหญ่ ซึ่งในอดีตกาลหินชนิดนี้ถูกพบมากในประเทศรัสเซีย แต่ในปัจจุบันถึงจะยังหาได้ก็จริง แต่ก็ไม่สามารถขุดพบหินมาลาไคท์ขนาดใหญ่ที่พอจะทำเสาหรือเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งได้อีกแล้ว รวมถึงปัจจุบันก็มีราคาสูงเป็นอันดับต้นๆของหินสีอีกด้วย


เอาจริงๆความสุขของการเดินดูศิลปะของคนที่เสพศิลป์ก็ทำให้ใครหลายๆคนเดินสนุกและอิ่มเอมได้ทั้งวัน แต่สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ควบคุมไม่ได้อาทิ เสียงคนหรือทัวร์เป็นหมู่คณะของคนจากทั่วโลก ที่ทำให้เราหมดสมาธิ และทำให้วาระของการตั้งใจดูหยุดลง ทำได้เพียงเดินตามทางไปเรื่อยๆ และเลือกที่จะดูหรือสนใจในสิ่งที่ชอบเท่านั้น กอรปกับอีกอย่างวันนี้หิมะหยุดตกพอดี จึงทำให้กลุ่มคณะที่เดินทางมาด้วยกันเลือกที่จะไปยังสถานที่อื่นๆ ที่เราลงความเห็นกันว่าวันนี้ต้องไปให้ได้แทน เราจึงใช้เวลาที่นี่แค่เพียงครึ่งค่อนวัน

ช่วงกลางเดือนของพฤศจิกายน ที่เต็มไปด้วยหิมะรายล้อมรอบถนนจนทั้งเมืองล้วนเป็นสีขาว

เราออกจากพิพิธภัณฑ์ เดอะ เฮอร์มิเทจ และกลับมาสู่ถนนสายสำคัญอย่างถนน Nevsky prospekt (Не́вский проспе́кт) ถนนที่ได้ชื่อว่าเป็น Champs-Élysées แห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทั้งสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนสวยงาม มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าพื้นเมืองรัสเซีย และสถานที่สำคัญของเมืองมากมาย สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งของประเทศนี้ คือผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับหนังสือ เราจะเห็นร้านหนังสือเก่า หนังสือใหม่ มีขายตลอดสองข้างทาง บ้างก็เห็นคุณลุงนั่งอ่านหนังสือในร้านกาแฟบ้าง เด็กวัยรุ่นที่อ่านบ้าง ถึงทำให้คิดกับตัวเองว่า อยากให้คนไทยอ่านหนังสือเป็นเล่มเยอะๆเหมือนแต่ก่อนจัง แต่ความคิดก็หยุดลงตรงที่ว่า จุดเริ่มต้นของการกลับมารักการอ่านหนังสือ ต้องเริ่มจากทุกคน ไม่ใช่ผมที่ยืนคิดเพียงคนเดียว…

ในช่วงที่หิมะตกจนเริ่มละลายและจับกลุ่มเป็นก้อนน้ำแข็งตลอดสองข้างทาง เราลื่นไถลเป็นครั้งคราวบ้าง ด้วยรองเท้าที่สวมใส่สบายง่ายๆ แต่ไม่สามารถเกาะพื้นน้ำแข็งได้ดีนัก ระหว่างทางพนักงานทำความสะอาดหลังคา เพื่อกวาดหิมะบนหลังคาอยู่เป็นระยะ บริเขตกั้นความปลอดภัยตึกนั้นบ้าง ตึกนี้บ้าง เหตุผลง่ายๆของการทำความสะอาดก็เพราะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ จากหิมะที่มักละลายและรวมตัวกันเป็นหยดน้ำ กอรปกับความหนาวในยามค่ำที่อุณหภูมิลดต่ำลงจงทำให้หยดน้ำกลายเป็นแท่งน้ำแข็งแหลมที่อาจตกลงมาด้านล่างในขณะที่ผู้คนสัญจรไปมาได้

St.Peterburg #stpetersburg #popdottravel #Russia #popdot #popdotdaily

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ในช่วงเกือบสี่โมงเย็น ผมและเพื่อนเดินเตร็ดเตร่แวะร้านของเก่าบ้าง ร้านขนมบ้าง จนรู้สึกตัวอีกทีก็มาเดินตามถนนเลียบคลองแถวๆ Khram Spasa na Krovi แล้ว เพียงครู่สายตาก็เริ่มมองเห็น Church of the Savior on Spilled Blood หรือชื่อที่หลายคนรู้จักอย่าง Church on Spilt Blood (Собор Воскресения Христова) วิหารหยดเลือดที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ที่เด่นตระหง่านสาดสีสันตัดกับหิมะกองสีขาวเท่าภูเขาตรงหน้า

นับว่าเป็นโชคดีของพวกเราในวันนี้ ที่ไม่ค่อยมีคณะทัวร์มาให้เห็นเท่าไหร่นัก จึงทำให้ได้ภาพของวิหารหยดเลือดที่ปราศจากคน ต่างจากหลายๆวันที่มักมีผู้คนหมุนเวียนมาเที่ยวชมที่นี่สม่ำเสมอ เราเดินเข้าไปด้านในที่กำลังมีการบูรณะภายในวิหารและเดินออกทางด้านหลังที่มีสวนขนาดใหญ่ขนานกับลำคลองที่กลายเป็นน้ำแข็ง และข้ามถนนมาเพื่อบันทึกภาพวิหารอย่างสนุกสนาน ความหนาวเย็นลดหายไปทันทีเมื่อเราสาละวนกับการถ่ายรูปในวันที่ปราศจากนักท่องเที่ยวเช่นนี้ จนเริ่มจะหนึ่งทุ่ม หนึ่งในคณะที่ไปด้วยกันเริ่มให้สัญญาณว่าเราควรบอกลาวิหารหยดเลือดเพื่อไปยังที่อื่นต่อ

เราเดินเลาะมายังถนน Nevsky prospect อีกครั้ง ในช่วงสองทุ่มของที่นี่อากาศลดลงอย่างเห็นได้ชัด บางคนเริ่มใช้ผ้าพันคอหลายๆทบเพื่อป้องกันความหนาว ลมที่พัดมาเป็นระยะทำให้ผมและเพื่อนๆต้องเดินเบียดกันมากขึ้น ถนนที่เปียกลื่นไปด้วยหิมะละลาย ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในเดินบนฟุตบาทไปอีกขั้น ตึกอาคารและที่ทำการที่สำคัญๆ เริ่มเปิดไฟส่องอาคาร จนเห็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมท่ามกลางความมืดมิด เราแวะร้านนั้นร้านนี้ด้วยความอยากรู้ จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้าตึกหัวมุมบนถนนสายหลักนี้ “นี่ไง Eliseyev Emporium” ผมโพล่งพูดด้วยความดีใจ ที่เห็นสถานที่ที่ตัวเองลิสต์ไว้ก่อนมาที่รัสเซียว่าจะต้องมาให้ได้

หนึ่งในลิสต์ที่ตั้งปณิธานว่าจะต้องมาให้ได้อย่าง Eliseyev Emporium ห้างเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1902 โดยพี่น้องตระกูล Elisseeff ที่ตั้งอยู่เลขที่ 56 ถนน Nevsky Prospekt โดยออกแบบก่อสร้างโดยสถาปนิกนามว่า Gabriel Baranovskii  จุดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นการตกแต่งทั้งตัวตึกและภายในอาคารในสไตล์ Art Nouveau ที่ทำให้ร้านค้าแห่งนี้ กลายเป็นร้านค้าปลีกที่สวยงามจนติดอันดับโลกในปัจจุบัน ภายนอกอาคารจะมีรูปปั้นประติมากรรมทั้ง 4 ประกอบด้วย รูปปั้นนักวิทยาศาสตร์ รูปปั้นนักพาณิชย์ รูปปั้นนักอุตสาหกรรม และ รูปปั้นนักศิลปะ ที่ออกแบบโดย Amandus Adamson

ภายในอาคารคราครั่งไปด้วยอาหารและขนมปังฝรั่งเศส และเบเกอร์รี่นานาชนิดที่ขึ้นชื่อของรัสเซีย บ้างก็มี วัตถุดิบนานาชาติ อาทิ เบียร์ ของแห้งต่างๆ รวมถึงโซนคาเฟ่ที่เราสามารถเลือกขนมในตู้กระจกทรงโค้งรายรอบอาคาร ของขึ้นชื่อ อย่าง ชีส ไข่ปลาคาเวียร์ และ ไวน์ชั้นดี ดูจะเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของห้างนี้ พนักงานหนุ่มสาว สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมและเป็นกันเองกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดูจะขัดกับผู้คนบนท้องถนนที่มักหน้านิ่งและสนใจกับวิถีชีวิตของตนเองเท่านั้น เราเดินเล่นซื้อขนมเล็กๆน้อยๆที่ชอบ อาทิ ลูกอมที่มาในแพ็คเกจน่ารักแต่แสนจะคลาสสิก ผลไม้อบแห้ง และเดินถ่ายนั้นถ่ายนี้รอบห้าง ที่วิจิตรตระการตาดุจสถาปัตกรรมในพระราชวังหลายๆที่ที่ผมเคยผ่านพบ จิตกรรมฝาผนังมีทั้งภาพวาดและรูปปั้นถูกจัดวางและตกแต่งอย่างเหมาะสม โถงเพดานประดับประดาด้วยกระจกสี ที่มีความละเอียดและซับซ้อน นับเป็นงานสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งของห้างที่เก่าแก่แห่งของโลกเลยทีเดียว

เราเดินถ่ายรูปและ Story ลงในไอจีอย่างสนุกสนาน กับสถานที่ที่แปลกตาและน่าพิศมัยแห่งนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของห้างเป็นคนรัสเซียในหลากหลายวัย และนิยมแวะซื้อวัตถุดิบทั้งสดและแห้งกลับบ้าน ด้วยความที่ Eliseyev Emporium ปิดดึก เราจึงเห็นหนุ่มสาวนั่งกันเป็นกลุ่มบ้าง ถกเถียงและนั่งจิบกาแฟร้อนและขนมในช่วงค่ำๆแบบนี้ ดูจะเพิ่มสีสันของความแปลกใหม่ให้กับพวกเรายิ่งนัก แตกต่างจากเราเองที่ซื้อเพียงของและขนมเล็กๆน้อยๆติดกลับบ้าน จนได้เวลาสักพัก เราจึงร่ำลาห้างที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แล้วมุ่งหน้าเพื่อไปทานอาหารค่ำ ณ ร้านที่เราจองไว้ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเรา ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสห้างที่สวยที่สุดแห่งนี้

Morning  #popdotdaily #popdot #Russia #popdottravel #StPeterburg

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ความสวยงามของ Saint Petersburg คือมีบรรยากาศ ผู้คน การใช้ชีวิต และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแตกต่างจากประเทศยุโรปอื่นๆ ที่เคยไปมา  ตลอดหลายวันเราชินชากับการเพิกเฉยของคนรัสเซียที่ดูท่าไม่ค่อยเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวเท่าใดนัก แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ลึกๆเขาจิตใจดี และช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ แตกต่างจากที่เคยได้ยินและได้ฟังจากผู้ที่เคยไปมาก่อนหน้า อาจจะมีบ้างที่เกิดเหตุการณ์ลุ้นระทึกบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศนี้จะอันตราย ถือว่าน้อยนิดมากถ้าเทียบกับอีกหลายประเทศที่เราไปมา ระยะเวลาใน 10 กว่าวัน ในสองเมืองใหญ่ของรัสเซียนี้ ทำให้เราเข้าใจว่า จริงๆแล้ว รัสเซียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในดวงใจ ที่คิดถึงเมื่อไรก็อยากกลับไปเยือนอีกครั้ง และมอสโคว์กับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนั่นกลับทำให้รู้สึกว่าเมืองใหญ่อย่างเซ็นปีเตอร์เบิร์ก มีอะไรดีกว่าที่คิด และรอว่า อนาคตจะขอไปทำความรู้จักเมืองนี้อีกสักครั้ง คิดถึงนะ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 🙂

ขอบคุณภาพหน้าปกจาก wikiwand.com

Lifestyle Love Tech Trend

‘Three Minutes’ by Apple iPhoneX

หากสิ่งที่ผู้อ่านกำลังจะได้ชมจากวีดีโอของ Youtube เบื้องล่าง คือเรื่องราวของแม่ลูกคู่หนึ่งที่แสดงความรักให้กันในเทศกาลแห่งความสุขของคนจีนอย่าง “ตรุษจีน” แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ทั้งหมดถูกถ่ายทำด้วยโทรศัพท์ iPhoneX เพียงเครื่องเดียว….

เทศกาลตรุษจีนนั้นมีความสำคัญต่อคนจีนเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นวันหยุดที่ผู้คนมากมายต่างเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปหาครอบครัว แต่ในทางกลับกัน ก็ยังมีบางคน ที่ไม่ได้หยุดพักกลับไปหาครอบครัวเหมือนคนอื่นเขา และนี่คือโฆษณาที่สร้างจากเรื่องจริงของแม่ลูกคู่หนึ่ง ที่มีโอกาสพบกันเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น เพราะผู้เป็นแม่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำขบวนรถไฟทั้งปี จึงไม่สามารถหยุดงานมาอยู่กับลูกชายในเทศกาลแห่งความสุขนี้ได้ เธอรับหน้าที่อันสำคัญ คือการส่งผู้คนจำนวนมากกลับไปหาครอบครัวด้วยสีหน้าที่มีความสุข จึงทำให้เธอและลูกชายมีเวลาเพียงแค่ช่วงสั้น ๆในขณะที่รถไฟจอดเทียบสถานีที่ใกล้บ้านเท่านั้น ช็อตสำคัญที่สุดของโฆษณาอยู่ตรง 3 นาทีที่รถจอด หนังสั้นเรื่องนี้ทำให้เราลุ้นจนตัวเกร็ง หรือคุณลองคิดเล่น ๆ ก็ได้ ว่าหากเรามีเวลาคุยกับคนที่เรารักเพียง 3 นาที ลูกชายจะพูดอะไรกับแม่ของเขา?


สิ่งที่เด็กน้อยเลือกทำนั้นคือการ ‘ท่องสูตรคูณ’ ให้แม่ของเขาฟัง เพราะอะไรรู้ไหมครับ? เพราะว่านี่คือภารกิจที่คุณแม่ของเขาได้มอบหมายให้ก่อนจากกัน ในตอนที่เขาพึ่งเริ่มเรียนชั้นประถม แม้จะอยากคุยอย่างอื่นมากมาย แต่สุดท้ายคนเป็นแม่เลือกที่จะกอดลูกชายไว้อย่างแนบแน่น เพราะลูกชายของเธอแสดงให้เธอเห็นถึงความตั้งใจและความรักที่มีต่อเธอ นับเป็นซีนอารมณ์ที่บีบคั้นหัวใจ และทำให้หัวใจพองโตด้วยความรักของลูกชายที่มีต่อแม่ได้อย่างดี


3 Minutes นั้นเป็นโฆษณาที่หยิบ Insight ของช่วงเทศกาลตรุษจีนมาใช้ได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่แค่เรื่องของการกลับบ้านไปหาครอบครัว แต่ลงไปยันรายละเอียดสำคัญ อย่างตัวเลือกในการเดินทางที่ชาวจีนนิยมที่สุดในช่วงเทศกาลตรุษจีน นั่นก็คือรถไฟ ที่ทุกๆปีในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีผู้ใช้งานมากกว่า 400 ล้านคนและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี 2013 – 2017 ที่ผ่านมา จีนได้ลงทุนด้วยเงินกว่า 556 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง และขยายระบบรถไฟของประเทศจีนเพิ่มขึ้นอีก 18% ในช่วงเวลาอีก 2 ปี ต่อจากนี้ โดยคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะมีระยะทางรวมกันมากกว่า 150,000 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้จีนนั้นเป็นประเทศที่มีเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ iPhoneX สามารถขายของได้อย่างฉลาดมาก เราจะเห็นได้ว่า ไม่มีตัว Product ของโฆษณาอย่าง iPhone X โผล่มาให้เราเห็นเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่สามารถแสดงศักยภาพของการถ่ายวีดีโอ ด้วยคุณภาพที่คมชัด ตลอด 7 นาที ของโฆษณาเรื่องนี้ โดยได้ผู้กำกับชื่อดังอย่าง Peter Chan ใช้ iPhone X ในการถ่ายทำตลอดทั้งเรื่องนั่นเอง

ที่มา: Ogilvy.com/marketingoops.com