Browsing Category

Travel

Lifestyle Story Travel

Hike Preikestolen in the rain?

เราตัวเล็กเหลือเกินบนโลกใบนี้ / Popdot.

คำนี้คงตีความได้ไม่ผิดหนัก เมื่อต้องมาเจอกับผาสูงตระการตานามว่า Preikestolen หรือ Pulpit Rock ที่คนทั่วโลกขนานนามให้ นอร์เวย์ไม่ใช่เพียงแต่เป็นประเทศที่การใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนน่าอิจฉาที่สุดในโลกด้วยแล้ว เหนือกว่านั้น ธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นอร์เวย์มีและดำรงรักษาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เราสาละวนกับการใช้ชีวิตในออสโลมาเกือบ 3 วัน จนถึงกิจกรรมที่ผู้เขียนอย่างผมเอง โหยหาและอยากได้สัมผัสมากที่สุดในทริปนี้ นั่นคือการปีนเขาเพื่อไปสัมผัสผาสูง Pulpit Rock หนึ่งในผาที่สวยที่สุดของโลก ณ ดินแดนนี้

Go to TAU #popdot #popdotdaily #popdottravel

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

เราเดินทางลงสนามบิน Stavanger, Norway  จากนั้นก็จะต้องเดินทางจากสนามบินไปที่ท่าเรือโดย Shuttle bus ซึ่งจอดอยู่ใกล้ๆประตูทางออกของสนามบิน โดยใช้เวลาเดินทางไปท่าเรือ 20-30 นาทีจึงมาลงป้ายท่าเรือที่ชื่อ Fiskepir ซึ่งจอดหน้าท่าเรือและหาได้ไม่ยาก โดยเรารอขึ้นเรือไปยังจุดหมายเป็นเกาะที่ชื่อ Tau โดยจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 30-40 นาที

6° in Tau #หนาวจุง #popdot #popdotdaily #popdottravel

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ในช่วงเราเดินทาง เป็นช่วงที่เรียกได้ว่าไม่ใช่ฤดูกาลของการท่องเที่ยวของเมืองนี้เท่าไหร่นัก สิ่งที่อ่านมากับสิ่งที่เจอเบื้องหน้า ทำให้ต้องแก้ไขสถานการณ์เป็นครั้งๆไป คราวนี้ก็เหมือนกัน เมื่อเรือถึงอีกฟากในช่วงเกือบบ่ายสาม จริงๆแล้วจะมีรถบัสไป Pulpit Rock Parking ซึ่งใกล้กับโรงแรมที่เราจองไว้ แต่กลายเป็นว่ารถไม่ได้วิ่งเยอะเหมือนช่วงเทศกาล เราจึงจำเป็นต้องต่อรถไปเรื่อยๆ จนถึงปลายสายสถานี และด้วยความใจดีของคนขับรถบัส เขาให้ความช่วยเหลือโดยอาสาเรียกแท็กซี่เพื่อพาเราไปถึงที่พักในเวลาเย็นพอดี

ป้ายสุดท้าย Pulpit Rock Parking ที่แท็กซี่จอด เป็นป้ายที่เราต้องลง ซึ่งจะเจอที่พักพอดี โดยที่พักมีชื่อว่า Preikestolen fjellstue อยู่ติดกับทางขึ้นเขา Pulpit Rock พอดี เป็นอะไรที่สะดวกมากๆ เพราะโรงแรมนี้ใกล้จุด Starting Point  รวมถึงข้างในก็จะเป็น Restaurant และ Reception ให้แขกมาเช็คอินที่นี่ สะดวกสบายมาก

🌾🌾🌾 #popdot #popdottravel #popdotdaily

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

โดยห้องพักจะประกอบไปด้วย ห้องเดี่ยวและห้องรวม ซึ่งจะกระจายไปตามพื้นที่โดยรอบของโรงแรม หนึ่งในห้องพักริมทะเลสาปดังรูปใน Instagram เป็นอีกหนึ่งห้องที่โดนธรรมชาติกลบกลืนจนเกิดเป็นความสวยงาม ที่ผู้เขียนเองรู้สึกดีทุกครั้งที่นึกถึง

Finally #popdot #popdottravel

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ทะเลสาปที่สงบนิ่ง จนมองเห็นเป็นเงาสะท้อนของภูเขาสูงเบื้องหน้า เป็นภาพที่ผู้เขียนบรรยาไม่ถูกจริงๆ มันสวยงาม และมีความเงียบสงบมาก

เราสลบไสล อ่อนแรงกับการเดินทาง ในขณะที่ฝนช่วง Low Season ก็ยังคงตกหนักไม่หยุดหย่อน ในใจไม่มีทางเลือกใดๆแล้ว นอกจากมุ่งหน้าขึ้นเขาในวันพรุ่งนี้ เหตุที่ไม่สามารถเลื่อนการขึ้นเขา Pulpit Rock ได้ สืบเนื่องจากการเดินทางไปยังเมืองอื่นๆที่ต้องเดินทางไป ถ้าเลทจากกิจกรรมนี้ ทั้งตั๋วรถไฟและที่พักในเมือง Stavanger จะถูกยกเลิกทันที โดยเราขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่โรงแรมเพื่อความมั่นใจว่าฝนตกสามารถ Hiking ได้ไหม เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วพูดสั้นๆว่า “ได้สิ ตื่นเต้นดีออก และไม่อันตรายเลย” จากตัวเปียกชื้นเพราะฝนใจก็เริ่มชื้นตามทันที (แต่ในใจก็ยังหวั่นๆอยู่นะ) คิดไปคิดมาจนหลับ รู้สึกตัวอีกทีก็เวลาตี 5.30 แล้ว เราจึงเตรียมตัวออกเดินทาง!

เจ้าหน้าที่แนะนำให้ตื่นเช้าเพื่อใช้เวลาในการเดินทาง ขึ้น-ลง ผาให้พอดีกับเรือที่เราต้องต่อกลับไปยังเมือง Stavanger สายฝนตกลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน กางเกงยีนส์ตัวเก่งเปียกชุ่ม ในขณะที่รองเท้าสเนกเกอร์แฟชั่นแบรนด์กลับทำหน้าที่ได้อย่างไม่เคอะเขิน ไม่ลื่นไถลใดๆแม้ไม่ได้เดินอยู่ในเมืองหรือรันเวย์ (รักมากพูดจริงๆ)

ระยะทางของการเดินขึ้นผาหิน Pulpit Rock ตามรายละเอียดคือ ขาไป 3 ชั่วโมง และขากลับอีก 3 ชั่วโมง รวมเป็น 6 ชั่วโมง (ถ้าอากาศดีและร่างกายแข็งแรง) โดยระหว่างทางจะมีป้ายบอกว่าเราถึงไหนหรือไต่ระดับความสูงเท่าไหร่แล้ว โดยระหว่างทางจะมีสัญลักษณ์ตัว T สีแดงอยู่ตลอด แค่มองหามัน และเดินตามมันไปก็จะไม่หลง ป้ายใหญ่ๆแบบเมืองไทยที่นี่ไม่มี เพราะด้วยความที่เขาให้ความสำคัญกับธรรมชาติ เขาจึงรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด

ทางเดินช่วงแรกอาจจะชันมากไปสักนิด ทำให้เหนื่อยเร็วมากและอาจลื่นล้มได้ง่าย แต่เดินไปสักระยะจะมีผาหินใหญ่ทำให้เริ่มเดินได้ง่ายและสะดวกขึ้นทาง

โดยการเดินส่วนใหญ่ จะเป็นผาหินเล็กๆ ชันบ้าง มีช่วงเวลาให้พักน่องบ้าง แต่ความสวยงามรายล้อมทั้งสองข้าง มันทำให้ลืมฝนที่ตกอยู่ชั่วขณะเลย ยิ่งผ่านจุดที่เรียกว่ายาก อาทิ ต้องปีนขึ้นเนิน หรือต้องกระโดดลงด้านล่าง แต่พอหันหลังไปมองเส้นทางที่ผ่านมา กลับทำให้รู้สึกว่าเรากำลังชนะตัวเอง และกำลังทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ทำตลอดครึ่งชีวิต และแน่นอนว่า ความภูมิใจของการ Hiking ครั้งนี้ มันสอนเรื่องความอดทนและไม่หยุดที่จะก้าวไปข้างหน้าจริงๆ

ระหว่างทางจนเกือบถึงช่วงสุดท้าย หินจะเริ่มมีตะไคร่เยอะ มีโอกาสลื่นล้มได้ง่าย และก็น่าแปลกไม่น้อย ในระยะเวลาเกือบจะ 2 ชั่วโมงกว่านี้ ผู้เขียนไม่เห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเลย ไม่ว่าจะเดินสวนกัน หรือว่าเดินนำหน้าเรา ความเงียบกับสติกลับมาอีกครั้ง เราได้ยินเพียงเม็ดฝนที่ตกกระทบหินและเสียงนกร้องไล่ตามเราอยู่เป็นระยะ จนกลับมาสู่เนินสูงและผาชัน สลับไปมา จุดนี้จึงเริ่มเดินอย่างระมัดระวังอีกครั้ง

เนินภูเขาเบื้องหน้าที่เรากำลังจะเดินข้ามไป เบื้องหลังภูเขานี้จะเป็นจุดหมายของนักเดินทางทั่วโลก ที่อยากมาเยือนสักครั้งในชีวิต จากที่ใจเริ่มเสีย กับการ Hiking แบบผิดๆถูกๆ และอาศัยความน่าจะเป็นของเส้นทาง พอรู้ว่าใกล้จะถึงแล้ว ก็ดีใจมากๆ ยอมรับว่าดีใจจริงๆ เหนื่อยก็เหนื่อยนะ เพราะเดินมาเกือบ 4 ชั่วโมง แต่พอใกล้ถึงความรู้สึกดี กลับมีมากกว่าคำว่า “เหนื่อย” เสียอีก

ผาสูงที่อยู่ตรงหน้า คือความสุขของประสบการณ์ชีวิตทั้งชีวิต

บางคนอาจจะมองว่า ก็เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง ยอมรับว่าผู้เขียนก็คิดเช่นนั้น แต่ให้ลองนึกถึงคนที่ไม่ได้มีกิจกรรมโลดโผน หรือเดินป่าเดินเขาบ่อยๆดูบ้าง ครั้งนี้ถือว่าก็เป็นหนึ่งในที่สุดของความกล้าในชีวิตแล้ว ตลอดระยะเวลาการเดินทางไปร่วม 4 ชั่วโมง ปราศจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” นอกเหนือจากเพื่อนเดินทาง หมอกปกคลุมทุกอย่าง ทุกสิ่งรอบข้างไร้การเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากหยาดฝนที่ตกมาไม่ขาดสาย หมอกเริ่มหนาทึบเมื่อขึ้นผาสูงไปเรื่อยๆ สติ และการระมัดระวังดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของ ณ เวลานี้ อุณหภูมิตกไปเลขติดลบอย่างน่าใจหาย ใครที่ว่าชอบถ่ายรูป ถ้ามาอยู่โมเม้นท์นี้จริงๆ ก็คงอดไม่ได้ที่จะรีบๆเดินให้ไปถึงผาเพื่อพิชิตภาระกิจนี้ให้เสร็จเหมือนกัน

เพื่อนใหม่ชาวเกาหลีที่เจอเพียงคนเดียวบนเทือกเขา Preikestolen หรือ Pulpit Rock

ขณะที่เริ่มเดินเห็นริมผาที่ใหญ่มาก ใหญ่มากจริงๆ ก็เริ่มได้กลิ่นบุหรี่ที่โชยมาเป็นระยะ อาการดีใจก็เริ่มมีมาให้เห็นบ้างแล้ว เพราะอย่างน้อยหมอกที่ปกคลุมข้างหน้า น่าจะมีนักท่องเที่ยวอยู่บ้างแล้วล่ะ จนเริ่มเห็นเงาตะคุ่มอยู่ที่ริมผา ใช่แล้ว มีคนมาถึงก่อนหน้าเรา และในที่สุดบทสนทนาก็เริ่มเกิดขึ้น เพื่อนระหว่างทางคนนี้ เป็นหนุ่มมาจากประเทศเกาหลี ที่เดินทางมานอร์เวย์คนเดียวและมีทริปที่จะตระเวนในหลายๆเมืองในประเทศนี้ เขามาถึงก่อนเราประมาณชั่วโมงกว่าๆ (ในใจเรานึก ทำไมอยู่บนนี้นานจัง หนาวก็หนาว) จนจับใจความได้ว่า เขารอนักเดินทางอย่างเรา ที่อาจจะขึ้นมาบนเขานี้ เพียงเพื่อขอรบกวนถ่ายรูปให้เขาเป็นที่ระลึก และเราจึงได้สร้างฝันให้เขาจนเป็นจริง (เขาคงดีใจมากๆมั้ง)

ภาพนี้หลังจากเราขึ้นเขาได้ 2 วัน เซฟไว้จาก Instagram ของนักท่องเที่ยวคนอื่น ซึ่งฝนยังคงตกอยู่ แต่หมอกได้จางจนมองเห็น Lysefjorden หนึ่งในฟยอร์ดที่มีชื่อเสียงที่สุดในนอร์เวย์ ซึ่งเป็นอ่าวเล็กๆ เลาะไปตามช่องแคบของเขาจนเกิดเป็นความงามที่ยากจะบรรยายได้หมด

สำหรับการไปเที่ยวที่ Pulpit Rock ไม่แนะนำให้ไปในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ (เหมือนผู้เขียน) เนื่องจากมีช่วงกลางวันที่สั้น มีหิมะและน้ำแข็งรวมถึงฝนตกชุก ทำให้การเดินเขามีความลำบาก อาจลื่นและเกิดอุบัติเหตุได้ ช่วงฤดูกาลที่ดีที่สุดและเหมาะจะเดินทางเข้าไปชมคือ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม ดั่งเช่นในรูป ผู้คนจะเดินทางมาจากทั่วโลกและขึ้นไปบนผา Pulpit Rock นี้

แม้ว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางเป็นเวลาค่อนข้างนาน กว่าจะไปถึงและกลับลงไปข้างล่าง รวมถึงความหวาดเสียวของหน้าผา แต่การได้ขึ้นไปยังหน้าผา Pulpit Rock จะได้รับชมทิวทัศน์ธรรมชาติที่เรียกได้ว่าสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถ้ามีโอกาสคุณไม่ควรพลาด

Life begins at the end of your comfort zone. / Neale Donald Walsch

คงจะจริงอย่างที่นักเขียนชาวอเมริกัน นีล โดนัลด์ วอลช์  กล่าวไว้ ผู้เขียนเป็นหนึ่งคนที่รักการเดินทางมากๆ และชอบเรียนรู้ที่จะรู้จักที่ใหม่ๆ และค้นหาที่ๆเป็นเรา  การท่องเที่ยวมันทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา ผิดถูกบ้าง ก็แก้ปัญหาหน้างานเท่าที่รู้สึกพอใจ ในที่ๆไม่คุ้นชิน มันสอนให้เรารู้จักปรับตัวให้ได้ในทุกสถานการณ์ ให้รู้จักมีไหวพริบ รอบคอบ และการเอาตัวรอดต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันสะสมจนทำให้เราได้ความรู้ และประสบการณ์ของชีวิต เป็นเราในทุกวันนี้ การลองออกจากสถานที่และสถานการณ์เดิมๆ มาพบเจอโลกภายนอก โลกที่กว้างใหญ่ที่ไม่คิดว่าจะมีแบบนี้บนโลก มันทำให้รู้ว่าเราเป็นคนตัวเล็กๆสำหรับโลกใบนี้มาก เพราะฉะนั้น ความหมายที่แท้จริงของ quotes นี้ คือ “ออกมาใช้ชีวิตกันเถอะ”

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Pinterest / Tumblr

Art Lifestyle Travel Trend

Dubai’s Highways From Above

Dubai (دبي) เป็น 1 ใน 7 รัฐของ United Arab Emirates (UAE) ที่ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซียในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีรายงานว่าได้เกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงหลังฝุ่นทรายทำลายทัศนวิสัยของผู้ใช้รถอยู่บ่อยครั้ง เนื่องด้วยภูมิประเทศเป็นทะเลทรายเสียส่วนใหญ่ จึงทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ที่ดูไบต้องประสบปัญหาการเดินทางอยู่เป็นประจำ

ภายใต้ปัญหาทะเลทรายนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert) กินพื้นที่ตั้งแต่อิรัก, เยเมน, โอมาน, จอร์แดน, ไปจนถึงบริเวณอ่าวเปอร์เซียร์ที่ดูไบตั้งอยู่ อาณาบริเวณทั้งหมดนี้มีพื้นที่มากกว่า 2 ล้านตารางกิโลเมตร และถูกบันทึกไว้ว่าเป็นทะเลทรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก จึงทำให้เกิดความสวยงามที่ซ่อนเร้นอย่างเช่น Irenaeus Herok สาวนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียที่เพิ่งได้เผยภาพถ่ายมุมสูงของถนนหลายสายของดูไบ ที่ปกคลุมไปด้วยทรายจำนวนมหาศาล จากพายุทะเลทรายที่พัดพาทรายจากทั่วทุกทิศ ปกคลุมเส้นทางและถนนหลายสายของดูไบ จนเกิดเป็นภาพที่น่าทึ่ง และอัศจรรย์

ฉันชอบเดินทาง และค้นหาสิ่งใหม่ๆที่ใครหลายๆคนอาจไม่เคยรู้ หนึ่งในความอัศจรรย์นั้น ถนนเหล่านี้ดูสวยงามเหนือธรรมชาติ และสร้างรูปธรรมที่เกินจริงของทะเลทรายและถนน ที่ทำให้ภาพเหล่านี้ได้เห็นถึงพลังของธรรมชาติ ที่ใครก็ห้ามไม่ได้


หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตที่ห้ามพลาดเมื่อมาดินแดนนี้ คือ Desert Safari ที่ใช้รถสี่ล้อ 4WD ตะลุยทะเลทรายเนินน้อยใหญ่ของทะเลทรายชื่อดังอย่าง Lahbab Desert ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert) โดยคนขับจะพาเราท่องไปยังโลกของทะเลทรายที่กว้างจนสุดลูกหูลูกตา ตั้งแต่ทางเรียบไปจนถึงการตะกรุย Sand Dune หรือเนินทะเลทรายที่สูงและชัน กิจกรรมที่น่าลองนี้สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวแนวใหม่ให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก ที่อยากสัมผัสความสนุกของกิจกรรมนี้ แน่นอนว่ากิจกรรมของการตะกายภูเขาทะเลทรายขึ้นไปยังยอดสูงสุด เพื่อนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินท่ามกลางความเวิ้งว้าง คุณต้องไม่เคยสัมผัสจากทีไ่หนแน่นอน

Art instagram Lifestyle Travel

Accidentally Wes Anderson

สิ่งก่อสร้างจากทั่วโลกที่ทำให้รูปในอินสตาแกรมมีความสมบูรณ์ดุจดั่งภาพถ่ายชั้นยอดจากช่างภาพชื่อดัง แต่แท้จริงแล้วเกิดจากนักท่องเที่ยวธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่หลงใหลในความอัศจรรย์ของสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น Wes Anderson ถ่ายทอดนิยามของความสวยงามของสถาปัตยกรรมของตึกรามบ้านช่อง ที่หลบซ่อนปิดบังความสวยงามจากทั่วโลก มาไว้ในอินสตาแกรม ที่จะพาคุณพบกับพระราชวังในอินเดียที่ก่อสร้างในปี พ.ศ.2275 หรือจะเป็นโรงแรมในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่อยู่กลางแยกท่ามกลางภูเขาน้ำแข็งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ. ศ. 2425 ที่หลายคนแทบไม่อยากเชื่อว่า มีโรงแรมนี้อยู่จริงบนโลก  หนุ่ม Anderson ได้บอกเล่าที่มาของการค้นพบความสุขของการถ่ายทอดความสวยงามของสถาปัตยกรรมเหล่านี้จากการถ่ายภาพเมืองที่เขาอาศัยอยู่ในมุมมองที่ต่างจากคนอื่น และเริ่มได้รับความนิยมจากแฟนๆในอินสตาแกรม จนกลายเป็นนักท่องเที่ยวที่ค้นหาสถานที่สวยงามอันซีนที่หลบอยู่ในโลกนี้ ในปัจจุบันนี้ คนจากทั่วโลกใช้ช่องทางการแท็กหา Anderson เพื่อถ่ายทอดมุมมองความงามเดียวกันนี้ ในแบบที่เขาเหล่านั้นเจอ เพื่อส่งต่อแด่ Anderson เพื่อเป็นสื่อกลางในการเปิดเผยสถานที่พิเศษนั้น และแน่นอนว่าปัจจุบันอินสตาแกรมแอคเค้าท์นี้ กลายเป็นที่รวบรวมสิ่งก่อสร้างที่มีเอกลักษณ์ความสวยงามจากทั่วโลก จากมุมมองของคนทั่วไปที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของความงามนี้ได้ ไม่เว้นแม้กระทั้งคุณเอง..