Browsing Category

Travel

Lifestyle Royal Travel

Culture common in Stockholm

สารภาพตามตรงว่า เมื่อรู้ว่าจะได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวที่ประเทศสวีเดน ความรู้สึกแรกคือนึกถึง โบสถ์รีดดาร์โฮล์ม(Riddarholmen) ที่ประดิษฐานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซราฟีม เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2503 และได้จัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ โดยกองทหารเกียรติยศสวีเดน อัญเชิญตราประจำพระองค์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาประดิษฐานไว้ ณ โบสถ์แห่งนี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา แต่หลังจากเดินทางมาถึง จึงได้พบว่าช่วงเวลาที่ท่องเที่ยวเมืองนี้ไม่มีวันไหนที่ตรงกับวันเปิดให้เข้าชมโบสถ์แห่งนี้เลย 🙁

โบสถ์รีดดาร์โฮล์ม(Riddarholmen)

       เมื่อพูดถึงเมืองแห่งความทันสมัยที่ผสานเรื่องราวของประวัติศาสตร์อย่าง “สตอกโฮล์ม” ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งสิทธิความเท่าเทียมที่สวยแห่งหนึ่งของโลก ที่แวดล้อมไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยมากมาย จนได้ชื่อว่าเมืองหลวงอันงดงามที่สุดในสแกนดิเนเวีย และถูกขนานนามว่า ความงามบนผิวน้ำ (Beauty on Water) หรือราชินีแห่งทะเลบอลติก เกาะใหญ่น้อยทั้ง 14 เกาะที่โอบล้อมด้วยทะเลบอลติก (Baltic Sea) และทะเลสาบมาลาเร็น บวกกับสถาปัตยกรรมเก่าและใหม่ที่ทำให้หนึ่งในประเทศแถบสแกนดิเนเวียนอย่างสตอกโฮล์มนี้มีเอกลักษณ์อย่างน่าพิสมัย ที่นี่มีประชากรที่เบาบางมาก เมื่อเทียบกับเมืองหลวงอื่นๆในโลก แต่คุณภาพชีวิตของคนที่นี่ดูจะน่าอิจฉาไม่น้อยเมื่อเทียบกับประเทศแถบเอเชียอย่างบ้านเรา

ช่วงวันหยุดของเมืองนี้จะเป็นไปด้วยผู้คนมากมายที่ต่างออกมาทำกิจกรรมด้านนอกในวันที่อากาศเย็นสบาย

ย่านเก๋อย่างถนน Norrmalmใจกลางสตอกโฮล์ม

บริเวณหน้าสถานีรถไฟหลักของ สตอกโฮล์ม

เราเดินในย่านเก๋อย่างถนน Norrmalmใจกลางสตอกโฮล์ม ที่ติดกับสถานีรถไฟหลักของเมืองหลวง ทำให้อดคิดไม่น้อยว่า ระบบการเดินทางของที่นี่ สร้างความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่ทำการบ้านมาน้อยอย่างเราได้ดียิ่งนัก คุณสามารถเดินในย่านเศรษฐกิจ สลับกับเดินชอปปิ้งในย่านที่อยู่ใกล้กันได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงพิพิทธภัณฑ์ที่อยู่กระจัดกระจายทั่วเมืองทั้ง พิพิทธภัณฑ์อาวุธ เงินตรา เรือวาซ่า แอบโซลูทวอดก้า Fotographiska Moderna และอื่นๆ อีกกว่า 100 แห่ง หนึ่งในสถานที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดอย่างพระราชวังหลวง (The Stockholm Palace หรือ the Royal Palace) เป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระราชวงศ์สวีเดนและเป็นหนึ่งในพระราชวังที่งดงามมากที่สุดในบรรดาพระราชวังทั้งหมดของยุโรปที่คุณไม่ควรพลาด โดยลักษณะเป็นอาคารสถาปัตยกรรมบาโรค สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1754 ภายในมีห้องต่างๆ รวมกัน 608 ห้อง โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี ตั้งอยู่บนเกาะย่าน Gamla Stan ในเขตเมืองเก่า โดยห่างจากตัวเมืองด้วยการเดินด้วยเท้าเพียงเเค่ 20 นาทีก็จะถึงเเล้ว

หนึ่งในพระราชวังที่งดงามมากที่สุดในบรรดาพระราชวังทั้งหมดของยุโรป ลักษณะเป็นอาคารสถาปัตยกรรมบาโรค สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1754

ตัวอาคารแห่งนี้มีความสูงกว่า 7 ชั้น เด่นตระหง่านอยู่กลางเกาะ หากคุณมองจากย่านเมืองใหม่จะมองเห็นอาคารสี่เหลี่ยมบนเกาะเด่นตระหง่านซึ่งสังเกตุได้ง่ายมาก โดยพระราชวังนี้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเที่ยวชมความสวยงามในส่วนของ Royal Apartments ที่จะมีห้อง Cabinet Room ซึ่งเป็นห้องประชุมของกษัตริย์กับบรรดารัฐมนตรี รวมถึง Hall of State นั้นนักท่องเที่ยวจะได้ชมความงดงามของบังลังก์เงินของราชินีคริสติน่า ที่ปกครองสวีเดนในช่วงศตวรรษที่ 16 และ Bernadotte Gallery โซนภาพวาดของบรรดาสมาชิกราชวงศ์สวีเดนตั้งเเต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึง Treasury ที่เป็นห้องใต้ดินที่เก็บเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่มีทั้ง มงกุฎ อ่างน้ำมนต์ที่ทำจากเงิน เเละดาบ อีกด้วย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์จากสวีเดน

โซนนิทรรศการ ฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์จากสวีเดน

หนึ่งในนิทรรศการหมุนเวียนที่ถือว่าเป็นความโชคดีของเราที่มีโอกาสได้มาเห็นคือ โซนนิทรรศการ เครื่องราชอิสริยาภรณ์และฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์จากสวีเดนตั้งแต่แรกเริ่มจวบจนปัจจุบัน หนึ่งในไฮไลท์ที่สำคัญอย่าง เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดนตราเซราฟีม ที่พระเจ้าเฟรเดริกที่ 1 แห่งสวีเดนเป็นผู้สถาปนาตั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีมเมื่อปี พ.ศ. 2291 จนถึงปัจจุบัน มีพระประมุข พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ และประมุขได้รับการถวายหรือพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีมจำนวนทั้งสิ้น865 พระองค์หนึ่งในนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ก็ทรงได้รับการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดนนี้ด้วย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดน มีชั้นเดียวแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือสร้อยคอ ตราดาว และเข็มสร้อยคอ ประกอบด้วยเทวทูตทอง 11 องค์ สลับกับไม้กางเขนพระราชาคณะระดับแพตริอาร์คสีฟ้าขลิบทอง 11 แท่งบนสายโซ่ทองตราดาว ประกอบด้วยไม้กางเขนแบบมอลตีสสีขาวขลิบทองและตรงกลางเป็นลูกโลกสีฟ้าสลักตัวอักษร IHS สีขาวและมีไม้กางเขนแบบลาตินสีขาวประดับอยู่กึ่งกลางของตัวอักษร Hล้อมรอบด้วยมงกุฏสวีเดน 3 มงกุฎ และมีตะปูทอง 3 ตัวอยู่ใต้ไม้กางเขน มีตัวอักษรย่อ FRS ซึ่งก็คือพระนามของพระเจ้าเฟรเดริกที่  1  แห่งสวีเดน สลักด้วยทองคำอยู่ด้านหลังของลูกโลกสีฟ้า ทั้งสองด้านของตราอาร์มจะเป็นไม้กางเขนราชาคณะระดับแพตริอาร์คทองคำ และมีเทวทูตทองคำอยู่ระหว่างมุมแฉกของตราอาร์มทั้งสองด้าน นอกจากนี้ ตราดาวจะล้อมรอบไปด้วยมงกุฎทองคำซึ่งจะสอดคล้องกับสายคล้องคอสำหรับผู้รับที่เป็นบุรุษหรือริบบิ้นสีฟ้าอ่อนสำหรับผู้รับที่เป็นสตรี

โซนนิทรรศการ เครื่องราชอิสริยาภรณ์บางส่วนของราชวงศ์สวีเดน

โดยสำนักพระราชวังสวีเดนจะถวายหรือพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม แก่พระประมุข หรือ ประมุขของรัฐ ตลอดจนพระราชวงศ์ของประเทศที่สวีเดนมีสัมพันธไมตรีด้วย โดยธรรมเนียมของทางสำนักพระราชวังสวีเดนที่จะจัดทำพระราชลัญจกรพิเศษประจำพระองค์หรือลัญจกรพิเศษของประเทศ แล้วนำไปประดับในห้องเครื่องราชฯ ในพระราชวังกรุงสตอกโฮล์ม และจะประดับไว้จนพระประมุข/ประมุขนั้นเสด็จสวรรคตหรือถึงแก่อสัญกรรม จากนั้นทางสำนักพระราชวังก็จะจัดพิธีอัญเชิญพระราชลัญจกรพิเศษนี้ไปประดิษฐานที่โบสถ์ริดดาร์โฮล์ม ในวันเดียวกันกับที่มีพระราชพิธีพระบรมศพหรือพิธีศพในประเทศนั้น ๆ  โดยระหว่างพิธีจะมีการตีระฆังโบสถ์ติดต่อกันตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เวลาเที่ยงตรงไปจนถึงบ่ายโมง ซึ่งเรียกพิธีอัญเชิญฯนี้ว่า “พิธีตีระฆังแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม”(A Ringing/Tolling of the Seraphim)

ความสวยงามในส่วนของ Royal Apartments

ภายในมีห้องต่างๆ รวมกัน 608 ห้อง โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปีตั้งอยู่บนเกาะย่าน Gamla Stan ในเขตเมืองเก่า

นอกจากนี้ในพระราชวังยังมีพิพิธภัณฑ์อยู่สองแห่งด้วยกัน อย่าง Gustav III’s Museum of Antiquities ประติมากรรมสไตล์อิตาเลียนที่กษัตริย์กุสตาฟที่ 3 เป็นผู้นำประติมากรรมกว่า 200 ชิ้นเข้ามาในสวีเดนในช่วงปลายทศวรรษ 1700 และพิพิธภัณฑ์ Tre Kronor เรื่องราวเกี่ยวกับพระบรมมหาราชวังเดิมที่ถูกเพลิงไหม้ทำลายไปในปี 1697 แต่ก็เป็นจุดเดียวกับที่ตั้งพระราชวังแห่งปัจจุบันนี้นอกจากนี้คุณยังสามารถรอชมพิธีเปลี่ยนเวรยามของเจ้าหน้าที่หรือChanging of the Guard โดยมีการเดินพาเหรดพร้อมวงดนตรีดุริยางค์ทหาร ณ บริเวณด้านหน้าพระราชวังอีกด้วย

โดยพระบรมมหาราชวังสตอกโฮล์มเปิดให้เข้าชมทุกวันในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงกลางเดือนกันยายน ส่วนช่วงอื่นๆ ของปีนั้น จะเปิดให้บริการตั้งแต่วันอังคารถึงเสาร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ โดยสามารถลงชื่อเข้าชมพระราชวังพร้อมกับไกด์ที่ให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ โดยใช้เวลาทัวร์ 45 นาทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับอารยธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศได้อย่างไม่มีที่ติ

ย่านเมืองเก่าอย่าง Gamla Stan ในสวีเดนที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว

จะเห็นได้ว่า สตอกโฮล์ม สลับความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับอารยธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศได้อย่างแยบยล ย่านเมืองเก่าอย่าง Gamla Stan ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของพระราชวังหลวง นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกลิ่นอายของศตวรรษที่ 17 ที่คราครั่งไปด้วยบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างที่มีความสวยงามในรูปแบบงานสถาปัตยกรรมแบบสวีเดน สลับเสน่ห์ของตรอกซอกซอยต่างๆ ที่เรียงรายไปด้วยร้านกาแฟและร้านหนังสือต่างๆ ที่คุณจะเพลิดเพลินในการเที่ยวชมของย่านนี้จนเกือบหมดวัน

สถานีรถไฟใต้ดินในสตอกโฮล์ม ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเครือข่ายสถานีรถไฟใต้ดินที่งดงามที่สุดในโลก

อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ใครหลายคนอยากมาเห็นกับตาสักครั้งอย่าง สถานีรถไฟใต้ดินในสตอกโฮล์ม ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเครือข่ายสถานีรถไฟใต้ดินที่งดงามที่สุดในโลก เพราะภายในสถานีรถไฟใต้ดินกว่า 90 สถานีจากทั้งหมด 100 สถานี ระยะทาง 110 กม. มีการตกแต่งด้วยภาพวาด งานโมเสก และประติมากรรมของศิลปินกว่า 150 คนที่สร้างสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่รถไฟใต้ดินสายแรกของสวีเดนเปิดให้บริการในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1950 มาจนถึงปัจจุบัน โดยเว็บไซต์ส่งเสริมการท่องเที่ยวกรุงสตอกโฮล์ม ระบุว่า ระบบรถไฟใต้ดินของกรุงสตอกโฮล์มเปรียบได้กับหอแสดงศิลปะที่ยาวที่สุดในโลก ภายในสถานีรถไฟใต้ดินจะมีการตกแต่งด้วยภาพวาดงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้บริการเครือข่ายรถไฟใต้ดินเหล่านี้รู้สึกเหมือนได้ท่องไปในเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดผ่านจินตนาการของศิลปินหลายรุ่นตลอดช่วงเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา โดยที่แต่ละสถานีจะมีการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน ตามแนวคิดและสารที่ศิลปินต้องการสื่อกับผู้ชม อาทิ ทางเดินที่สถานี T- Centralen ที่เปรียบเสมือนหอแสดงนิทรรศการภาพถ่าย ที่ผู้สัญจรไปมาสามารถดื่มด่ำความสุนทรีย์ของงานศิลป์แม้ในยามที่อาจกำลังรีบเร่ง หรือ สถานี Rådhuset ที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาล ที่ศิลปินได้แรงบันดาลใจมาจากซากโบราณสถานในยุคฟรานซิสกัน หรือแม้แต่ สถานี Solna Centrum ที่ได้รับการตกแต่งด้วยสีแดงเข้มดุจเพลิงไฟ จากผลงานการสร้างสรรค์ของ อันเดิร์ช โอแบร์ และคาร์ล-โอลูฟ บเยิร์ก ในปี ค.ศ. 1975 ที่กลับมีมนต์เสน่ห์และควบคู่ไปกับความทันสมัยของระบบการเดินทางที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของสวีเดน

Solna Centrum Station

Rådhuset (Court House) Station

Central station สถานีหลัก ของรถไฟในสตอกโฮล์ม

ความทันสมัยแต่ประสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เทียบไม่ได้กับคุณภาพชีวิตของคนที่นี่ ที่คนรุ่นใหม่กำลังขับเคลื่อนประเทศและช่วยพัฒนาประเทศในแทบทุกด้าน ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเหล่าบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศ อีกทั้งผู้หญิงก็มีบทบาทมากในด้านแรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นการจัดการเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศได้ดี ส่งผลให้ผู้หญิงมีหน้าที่การงานในระดับสูงทั้งภาคธุรกิจและการเมือง สิ่งที่สะท้อนอย่างเห็นได้ชัด คือหลักประกันให้ช่วงบั้นปลายชีวิตของคนในประเทศ ควบคู่กับความปลอดภัยที่มีมาตรฐานสูง ทำให้ผู้สูงอายุที่นี่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความพึงพอใจในประเทศตัวเอง นี่คือตัวอย่างข้างต้นเพียงเล็กน้อยของสวีเดน ที่ทำให้เราเห็นว่า ‘สูตรสำเร็จที่ขับเคลื่อนประเทศ’ คือการจัดการที่ดีและมองถึงคุณภาพชีวิตการเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งนั่นเพียงพอแล้วที่จะทำให้ สวีเดน  กลายเป็นประเทศในในอุดมคติของใครหลายๆคน….

History Lifestyle Royal Travel

The Magic Winter St Petersburg

Привет! เสียงทักทายยามเช้าของร้านกาแฟข้างทางที่หาง่ายๆของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg)ในช่วงกลางเดือนของพฤศจิกายน ที่เต็มไปด้วยหิมะรายล้อมรอบถนนจนทั้งเมืองล้วนเป็นสีขาว มีนักท่องเที่ยวและผู้ที่เคยมาเยือนกล่าวไว้ว่าที่นี่คือ “หน้าต่างแห่งยุโรป” ก็คงจะไม่ผิดหนัก เพราะเมืองเก่าแห่งนี้เป็นทั้งเมืองศิลปะ วรรณกรรม และ การดนตรี ที่สำคัญถูกจัดให้เป็นเมืองมรดกของโลกอีกด้วย เราใช้เวลาในการหาข้อมูลของการท่องเที่ยวเมืองนี้ด้วยโซเชี่ยลมีเดียเป็นหลัก ทั้ง อินสตาแกรม กูเกิ้ล หรือแม้แต่เพจท่องเที่ยวดังๆของโลก จนได้มาเยือนและทำให้มาเห็นกับตาว่าเมืองนี้ เป็นดั่งที่ใครๆได้กล่าวไว้จริง ที่นี่นอกจากวิหาร ปราสาท ที่สวยกว่าหลายๆเมืองในยุโปแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรพลาด นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง เดอะ เฮอร์มิเทจ (The Hermitage) ของซาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งแต่เดิม พระราชินีแคทเธอรีนได้เก็บรวบรวมภาพเขียนชื่อดังไว้มากมายจากทั่วทุกมุมโลก จนสะสมนานเข้า จึงต้องสร้างห้องสำหรับเก็บภาพและสมบัติล้ำค่าชิ้นอื่นๆขึ้นมา และในยุคนั้นมีน้อยคนนักที่จะได้เห็นสมบัติและงานศิลปะเหล่านี้ จนสิ้นสุดการปกครองในระบบกษัตริย์ รัสเซียจึงได้มีการจัดหมวดหมู่ของสะสมทั้งหมดแบ่งแยกอย่างเป็นระบบมากขึ้น และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ จนมีหลายคนได้เคยคาดเดาว่า ต้องใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 15 ปีถึงจะดูได้จนครบ….


บันไดทางขึ้น เดอะ เฮอร์มิเทจ (The Hermitage)

ภายนอกของพระราชวังมีความสวยงามโดยใช้โทนสีเขียว ขาว สลับด้วยสถาปัตยกรรมบาโรก ตัวอาคารมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า 3 ชั้น พื้นที่กว้างขวางและใหญ่โตมาก ในเฮอร์มิเทจนี้ประกอบไปด้วยอาคาร 5 หลัง ที่ต่อกันไปเรื่อยๆ ทั้งพระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace) อาคารเล็ก (Small Hermitage) อาคารเก่า (Old Hermitage) อาคารใหม่ (New Hermitage) อาคารโรงหนัง (Hermitage Theatre) โดยของสะสมทั้งหมดได้มีการรวบรวมและมากกว่า 3 ล้านชิ้น!!

หนึ่งในภาพที่ใครหลายๆคนมาที่นี่แล้วอยากจะได้ยลของจริงกับตาอย่าง Madonna and Child (The Litta Madonna) ที่ถูกซื้อมาจากท่าน Count Litta ตั้งแต่ปี  ค.ศ.1865 จาก อิตาลี กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของนักท่องเที่ยว ที่ต่างรุมล้อมเพื่อถ่ายรูป ไม่ต่างจากภาพวาดของ Mona Lisa ที่พิพิธภัณฑ์ Louvre เท่าใดนัก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน 55 อ่ะ เขาถ่ายก็ถ่ายไป ตามๆน้ำไปเรื่อย


Madonna and Child (The Litta Madonna) ที่ถูกซื้อมาจากท่าน Count Litta ตั้งแต่ปี  ค.ศ.1865 จาก อิตาลี กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของนักท่องเที่ยว

จากการท่องเที่ยวในแถบยุโรปมาหลายประเทศจะเห็นได้ว่า ความสวยงามของพระราชวังในรัสเซียมีความสวยงามและวิจิตรบรรจงมากกว่ายุโรปมาก ในยุคที่รุ่งโรจน์ของประเทศรัสเซีย ดินแดนแห่งนี้ถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น ผู้คนรุ่มรวย และมีอารยธรรม โดยอำนาจของกษัตริย์สามารถสร้างทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ เราเดินมาเรื่อยๆเสียงในเครื่องบันทึกเสียงของพิพิธภัณฑ์ ยังคงเล่าถึงจุดต่างๆอยู่เป็นระยะ ผมมาหยุดอยู่ที่ห้อง Pavilion Hall ห้องสีขาวขนาดใหญ่ ที่มีแชนเดอเลียร์วิจิตรละลานตาถึง 28 โคม หนึ่งในนั้นมีนาฬิกานกยูงทองรำแพนหางที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของห้องนี้ รวมถึงสัตว์ปีกอีก 3 ชนิด อาทิ นกยูง นกฮูก และไก่ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่18 แต่ยังทำงานได้อย่างไม่มีที่ติ ส่งเสียงร้องอยู่เป็นระยะ

นักท่องเที่ยวอย่างผมใช้เวลาในการเดินทอดน่องในพิพิธภัณฑ์นี้ได้เพียงครึ่งค่อนวันเท่านั้น และเลือกโซนศิลปะที่เป็นจริตตัวเอง อย่าง ห้องรูปปั้นต่างๆที่รวบรวมมาไว้จากทั่วโลก หรือเดินเก็บและมองดูศิลปะสไตล์บาโรคที่ประดับอยู่ตามบันไดทางขึ้นบ้าง หรือตามฝาผนังบ้าง ซึ่งทำให้เชื่อกับตัวเองอย่างสนิทใจว่า พระราชวังในรัสเซีย สวยกว่าพระราชวังในยุโรปจริงๆ ความวิจิตรของการตกแต่งของพระราชวังแห่งนี้แตกต่างจากหลายๆที่ในยุโรป จะเห็นได้ว่าหลายต่อหลายพระราชวังในรัสเซีย จะหยิบยกหินสีอย่างมาลาไคท์สีเขียว มาประดับประดาตัดกับสีทองและสีขาวอย่างลงตัว บ้างก็ทำเป็นเสาสีเขียวขนาดหลายคนโอบ บ้างก็ทำเป็นแจกันขนาดใหญ่ ซึ่งในอดีตกาลหินชนิดนี้ถูกพบมากในประเทศรัสเซีย แต่ในปัจจุบันถึงจะยังหาได้ก็จริง แต่ก็ไม่สามารถขุดพบหินมาลาไคท์ขนาดใหญ่ที่พอจะทำเสาหรือเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งได้อีกแล้ว รวมถึงปัจจุบันก็มีราคาสูงเป็นอันดับต้นๆของหินสีอีกด้วย


เอาจริงๆความสุขของการเดินดูศิลปะของคนที่เสพศิลป์ก็ทำให้ใครหลายๆคนเดินสนุกและอิ่มเอมได้ทั้งวัน แต่สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ควบคุมไม่ได้อาทิ เสียงคนหรือทัวร์เป็นหมู่คณะของคนจากทั่วโลก ที่ทำให้เราหมดสมาธิ และทำให้วาระของการตั้งใจดูหยุดลง ทำได้เพียงเดินตามทางไปเรื่อยๆ และเลือกที่จะดูหรือสนใจในสิ่งที่ชอบเท่านั้น กอรปกับอีกอย่างวันนี้หิมะหยุดตกพอดี จึงทำให้กลุ่มคณะที่เดินทางมาด้วยกันเลือกที่จะไปยังสถานที่อื่นๆ ที่เราลงความเห็นกันว่าวันนี้ต้องไปให้ได้แทน เราจึงใช้เวลาที่นี่แค่เพียงครึ่งค่อนวัน

ช่วงกลางเดือนของพฤศจิกายน ที่เต็มไปด้วยหิมะรายล้อมรอบถนนจนทั้งเมืองล้วนเป็นสีขาว

เราออกจากพิพิธภัณฑ์ เดอะ เฮอร์มิเทจ และกลับมาสู่ถนนสายสำคัญอย่างถนน Nevsky prospekt (Не́вский проспе́кт) ถนนที่ได้ชื่อว่าเป็น Champs-Élysées แห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทั้งสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนสวยงาม มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าพื้นเมืองรัสเซีย และสถานที่สำคัญของเมืองมากมาย สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งของประเทศนี้ คือผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับหนังสือ เราจะเห็นร้านหนังสือเก่า หนังสือใหม่ มีขายตลอดสองข้างทาง บ้างก็เห็นคุณลุงนั่งอ่านหนังสือในร้านกาแฟบ้าง เด็กวัยรุ่นที่อ่านบ้าง ถึงทำให้คิดกับตัวเองว่า อยากให้คนไทยอ่านหนังสือเป็นเล่มเยอะๆเหมือนแต่ก่อนจัง แต่ความคิดก็หยุดลงตรงที่ว่า จุดเริ่มต้นของการกลับมารักการอ่านหนังสือ ต้องเริ่มจากทุกคน ไม่ใช่ผมที่ยืนคิดเพียงคนเดียว…

ในช่วงที่หิมะตกจนเริ่มละลายและจับกลุ่มเป็นก้อนน้ำแข็งตลอดสองข้างทาง เราลื่นไถลเป็นครั้งคราวบ้าง ด้วยรองเท้าที่สวมใส่สบายง่ายๆ แต่ไม่สามารถเกาะพื้นน้ำแข็งได้ดีนัก ระหว่างทางพนักงานทำความสะอาดหลังคา เพื่อกวาดหิมะบนหลังคาอยู่เป็นระยะ บริเขตกั้นความปลอดภัยตึกนั้นบ้าง ตึกนี้บ้าง เหตุผลง่ายๆของการทำความสะอาดก็เพราะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ จากหิมะที่มักละลายและรวมตัวกันเป็นหยดน้ำ กอรปกับความหนาวในยามค่ำที่อุณหภูมิลดต่ำลงจงทำให้หยดน้ำกลายเป็นแท่งน้ำแข็งแหลมที่อาจตกลงมาด้านล่างในขณะที่ผู้คนสัญจรไปมาได้

St.Peterburg #stpetersburg #popdottravel #Russia #popdot #popdotdaily

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ในช่วงเกือบสี่โมงเย็น ผมและเพื่อนเดินเตร็ดเตร่แวะร้านของเก่าบ้าง ร้านขนมบ้าง จนรู้สึกตัวอีกทีก็มาเดินตามถนนเลียบคลองแถวๆ Khram Spasa na Krovi แล้ว เพียงครู่สายตาก็เริ่มมองเห็น Church of the Savior on Spilled Blood หรือชื่อที่หลายคนรู้จักอย่าง Church on Spilt Blood (Собор Воскресения Христова) วิหารหยดเลือดที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ที่เด่นตระหง่านสาดสีสันตัดกับหิมะกองสีขาวเท่าภูเขาตรงหน้า

นับว่าเป็นโชคดีของพวกเราในวันนี้ ที่ไม่ค่อยมีคณะทัวร์มาให้เห็นเท่าไหร่นัก จึงทำให้ได้ภาพของวิหารหยดเลือดที่ปราศจากคน ต่างจากหลายๆวันที่มักมีผู้คนหมุนเวียนมาเที่ยวชมที่นี่สม่ำเสมอ เราเดินเข้าไปด้านในที่กำลังมีการบูรณะภายในวิหารและเดินออกทางด้านหลังที่มีสวนขนาดใหญ่ขนานกับลำคลองที่กลายเป็นน้ำแข็ง และข้ามถนนมาเพื่อบันทึกภาพวิหารอย่างสนุกสนาน ความหนาวเย็นลดหายไปทันทีเมื่อเราสาละวนกับการถ่ายรูปในวันที่ปราศจากนักท่องเที่ยวเช่นนี้ จนเริ่มจะหนึ่งทุ่ม หนึ่งในคณะที่ไปด้วยกันเริ่มให้สัญญาณว่าเราควรบอกลาวิหารหยดเลือดเพื่อไปยังที่อื่นต่อ

เราเดินเลาะมายังถนน Nevsky prospect อีกครั้ง ในช่วงสองทุ่มของที่นี่อากาศลดลงอย่างเห็นได้ชัด บางคนเริ่มใช้ผ้าพันคอหลายๆทบเพื่อป้องกันความหนาว ลมที่พัดมาเป็นระยะทำให้ผมและเพื่อนๆต้องเดินเบียดกันมากขึ้น ถนนที่เปียกลื่นไปด้วยหิมะละลาย ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในเดินบนฟุตบาทไปอีกขั้น ตึกอาคารและที่ทำการที่สำคัญๆ เริ่มเปิดไฟส่องอาคาร จนเห็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมท่ามกลางความมืดมิด เราแวะร้านนั้นร้านนี้ด้วยความอยากรู้ จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้าตึกหัวมุมบนถนนสายหลักนี้ “นี่ไง Eliseyev Emporium” ผมโพล่งพูดด้วยความดีใจ ที่เห็นสถานที่ที่ตัวเองลิสต์ไว้ก่อนมาที่รัสเซียว่าจะต้องมาให้ได้

หนึ่งในลิสต์ที่ตั้งปณิธานว่าจะต้องมาให้ได้อย่าง Eliseyev Emporium ห้างเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1902 โดยพี่น้องตระกูล Elisseeff ที่ตั้งอยู่เลขที่ 56 ถนน Nevsky Prospekt โดยออกแบบก่อสร้างโดยสถาปนิกนามว่า Gabriel Baranovskii  จุดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นการตกแต่งทั้งตัวตึกและภายในอาคารในสไตล์ Art Nouveau ที่ทำให้ร้านค้าแห่งนี้ กลายเป็นร้านค้าปลีกที่สวยงามจนติดอันดับโลกในปัจจุบัน ภายนอกอาคารจะมีรูปปั้นประติมากรรมทั้ง 4 ประกอบด้วย รูปปั้นนักวิทยาศาสตร์ รูปปั้นนักพาณิชย์ รูปปั้นนักอุตสาหกรรม และ รูปปั้นนักศิลปะ ที่ออกแบบโดย Amandus Adamson

ภายในอาคารคราครั่งไปด้วยอาหารและขนมปังฝรั่งเศส และเบเกอร์รี่นานาชนิดที่ขึ้นชื่อของรัสเซีย บ้างก็มี วัตถุดิบนานาชาติ อาทิ เบียร์ ของแห้งต่างๆ รวมถึงโซนคาเฟ่ที่เราสามารถเลือกขนมในตู้กระจกทรงโค้งรายรอบอาคาร ของขึ้นชื่อ อย่าง ชีส ไข่ปลาคาเวียร์ และ ไวน์ชั้นดี ดูจะเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของห้างนี้ พนักงานหนุ่มสาว สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมและเป็นกันเองกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดูจะขัดกับผู้คนบนท้องถนนที่มักหน้านิ่งและสนใจกับวิถีชีวิตของตนเองเท่านั้น เราเดินเล่นซื้อขนมเล็กๆน้อยๆที่ชอบ อาทิ ลูกอมที่มาในแพ็คเกจน่ารักแต่แสนจะคลาสสิก ผลไม้อบแห้ง และเดินถ่ายนั้นถ่ายนี้รอบห้าง ที่วิจิตรตระการตาดุจสถาปัตกรรมในพระราชวังหลายๆที่ที่ผมเคยผ่านพบ จิตกรรมฝาผนังมีทั้งภาพวาดและรูปปั้นถูกจัดวางและตกแต่งอย่างเหมาะสม โถงเพดานประดับประดาด้วยกระจกสี ที่มีความละเอียดและซับซ้อน นับเป็นงานสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งของห้างที่เก่าแก่แห่งของโลกเลยทีเดียว

เราเดินถ่ายรูปและ Story ลงในไอจีอย่างสนุกสนาน กับสถานที่ที่แปลกตาและน่าพิศมัยแห่งนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของห้างเป็นคนรัสเซียในหลากหลายวัย และนิยมแวะซื้อวัตถุดิบทั้งสดและแห้งกลับบ้าน ด้วยความที่ Eliseyev Emporium ปิดดึก เราจึงเห็นหนุ่มสาวนั่งกันเป็นกลุ่มบ้าง ถกเถียงและนั่งจิบกาแฟร้อนและขนมในช่วงค่ำๆแบบนี้ ดูจะเพิ่มสีสันของความแปลกใหม่ให้กับพวกเรายิ่งนัก แตกต่างจากเราเองที่ซื้อเพียงของและขนมเล็กๆน้อยๆติดกลับบ้าน จนได้เวลาสักพัก เราจึงร่ำลาห้างที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แล้วมุ่งหน้าเพื่อไปทานอาหารค่ำ ณ ร้านที่เราจองไว้ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเรา ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสห้างที่สวยที่สุดแห่งนี้

Morning  #popdotdaily #popdot #Russia #popdottravel #StPeterburg

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ความสวยงามของ Saint Petersburg คือมีบรรยากาศ ผู้คน การใช้ชีวิต และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแตกต่างจากประเทศยุโรปอื่นๆ ที่เคยไปมา  ตลอดหลายวันเราชินชากับการเพิกเฉยของคนรัสเซียที่ดูท่าไม่ค่อยเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวเท่าใดนัก แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ลึกๆเขาจิตใจดี และช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ แตกต่างจากที่เคยได้ยินและได้ฟังจากผู้ที่เคยไปมาก่อนหน้า อาจจะมีบ้างที่เกิดเหตุการณ์ลุ้นระทึกบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศนี้จะอันตราย ถือว่าน้อยนิดมากถ้าเทียบกับอีกหลายประเทศที่เราไปมา ระยะเวลาใน 10 กว่าวัน ในสองเมืองใหญ่ของรัสเซียนี้ ทำให้เราเข้าใจว่า จริงๆแล้ว รัสเซียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในดวงใจ ที่คิดถึงเมื่อไรก็อยากกลับไปเยือนอีกครั้ง และมอสโคว์กับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนั่นกลับทำให้รู้สึกว่าเมืองใหญ่อย่างเซ็นปีเตอร์เบิร์ก มีอะไรดีกว่าที่คิด และรอว่า อนาคตจะขอไปทำความรู้จักเมืองนี้อีกสักครั้ง คิดถึงนะ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 🙂

ขอบคุณภาพหน้าปกจาก wikiwand.com

Lifestyle Story Travel

Hike Preikestolen in the rain?

เราตัวเล็กเหลือเกินบนโลกใบนี้ / Popdot.

คำนี้คงตีความได้ไม่ผิดหนัก เมื่อต้องมาเจอกับผาสูงตระการตานามว่า Preikestolen หรือ Pulpit Rock ที่คนทั่วโลกขนานนามให้ นอร์เวย์ไม่ใช่เพียงแต่เป็นประเทศที่การใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนน่าอิจฉาที่สุดในโลกด้วยแล้ว เหนือกว่านั้น ธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นอร์เวย์มีและดำรงรักษาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เราสาละวนกับการใช้ชีวิตในออสโลมาเกือบ 3 วัน จนถึงกิจกรรมที่ผู้เขียนอย่างผมเอง โหยหาและอยากได้สัมผัสมากที่สุดในทริปนี้ นั่นคือการปีนเขาเพื่อไปสัมผัสผาสูง Pulpit Rock หนึ่งในผาที่สวยที่สุดของโลก ณ ดินแดนนี้

Go to TAU #popdot #popdotdaily #popdottravel

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

เราเดินทางลงสนามบิน Stavanger, Norway  จากนั้นก็จะต้องเดินทางจากสนามบินไปที่ท่าเรือโดย Shuttle bus ซึ่งจอดอยู่ใกล้ๆประตูทางออกของสนามบิน โดยใช้เวลาเดินทางไปท่าเรือ 20-30 นาทีจึงมาลงป้ายท่าเรือที่ชื่อ Fiskepir ซึ่งจอดหน้าท่าเรือและหาได้ไม่ยาก โดยเรารอขึ้นเรือไปยังจุดหมายเป็นเกาะที่ชื่อ Tau โดยจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 30-40 นาที

6° in Tau #หนาวจุง #popdot #popdotdaily #popdottravel

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ในช่วงเราเดินทาง เป็นช่วงที่เรียกได้ว่าไม่ใช่ฤดูกาลของการท่องเที่ยวของเมืองนี้เท่าไหร่นัก สิ่งที่อ่านมากับสิ่งที่เจอเบื้องหน้า ทำให้ต้องแก้ไขสถานการณ์เป็นครั้งๆไป คราวนี้ก็เหมือนกัน เมื่อเรือถึงอีกฟากในช่วงเกือบบ่ายสาม จริงๆแล้วจะมีรถบัสไป Pulpit Rock Parking ซึ่งใกล้กับโรงแรมที่เราจองไว้ แต่กลายเป็นว่ารถไม่ได้วิ่งเยอะเหมือนช่วงเทศกาล เราจึงจำเป็นต้องต่อรถไปเรื่อยๆ จนถึงปลายสายสถานี และด้วยความใจดีของคนขับรถบัส เขาให้ความช่วยเหลือโดยอาสาเรียกแท็กซี่เพื่อพาเราไปถึงที่พักในเวลาเย็นพอดี

ป้ายสุดท้าย Pulpit Rock Parking ที่แท็กซี่จอด เป็นป้ายที่เราต้องลง ซึ่งจะเจอที่พักพอดี โดยที่พักมีชื่อว่า Preikestolen fjellstue อยู่ติดกับทางขึ้นเขา Pulpit Rock พอดี เป็นอะไรที่สะดวกมากๆ เพราะโรงแรมนี้ใกล้จุด Starting Point  รวมถึงข้างในก็จะเป็น Restaurant และ Reception ให้แขกมาเช็คอินที่นี่ สะดวกสบายมาก

🌾🌾🌾 #popdot #popdottravel #popdotdaily

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

โดยห้องพักจะประกอบไปด้วย ห้องเดี่ยวและห้องรวม ซึ่งจะกระจายไปตามพื้นที่โดยรอบของโรงแรม หนึ่งในห้องพักริมทะเลสาปดังรูปใน Instagram เป็นอีกหนึ่งห้องที่โดนธรรมชาติกลบกลืนจนเกิดเป็นความสวยงาม ที่ผู้เขียนเองรู้สึกดีทุกครั้งที่นึกถึง

Finally #popdot #popdottravel

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ทะเลสาปที่สงบนิ่ง จนมองเห็นเป็นเงาสะท้อนของภูเขาสูงเบื้องหน้า เป็นภาพที่ผู้เขียนบรรยาไม่ถูกจริงๆ มันสวยงาม และมีความเงียบสงบมาก

เราสลบไสล อ่อนแรงกับการเดินทาง ในขณะที่ฝนช่วง Low Season ก็ยังคงตกหนักไม่หยุดหย่อน ในใจไม่มีทางเลือกใดๆแล้ว นอกจากมุ่งหน้าขึ้นเขาในวันพรุ่งนี้ เหตุที่ไม่สามารถเลื่อนการขึ้นเขา Pulpit Rock ได้ สืบเนื่องจากการเดินทางไปยังเมืองอื่นๆที่ต้องเดินทางไป ถ้าเลทจากกิจกรรมนี้ ทั้งตั๋วรถไฟและที่พักในเมือง Stavanger จะถูกยกเลิกทันที โดยเราขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่โรงแรมเพื่อความมั่นใจว่าฝนตกสามารถ Hiking ได้ไหม เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วพูดสั้นๆว่า “ได้สิ ตื่นเต้นดีออก และไม่อันตรายเลย” จากตัวเปียกชื้นเพราะฝนใจก็เริ่มชื้นตามทันที (แต่ในใจก็ยังหวั่นๆอยู่นะ) คิดไปคิดมาจนหลับ รู้สึกตัวอีกทีก็เวลาตี 5.30 แล้ว เราจึงเตรียมตัวออกเดินทาง!

เจ้าหน้าที่แนะนำให้ตื่นเช้าเพื่อใช้เวลาในการเดินทาง ขึ้น-ลง ผาให้พอดีกับเรือที่เราต้องต่อกลับไปยังเมือง Stavanger สายฝนตกลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน กางเกงยีนส์ตัวเก่งเปียกชุ่ม ในขณะที่รองเท้าสเนกเกอร์แฟชั่นแบรนด์กลับทำหน้าที่ได้อย่างไม่เคอะเขิน ไม่ลื่นไถลใดๆแม้ไม่ได้เดินอยู่ในเมืองหรือรันเวย์ (รักมากพูดจริงๆ)

ระยะทางของการเดินขึ้นผาหิน Pulpit Rock ตามรายละเอียดคือ ขาไป 3 ชั่วโมง และขากลับอีก 3 ชั่วโมง รวมเป็น 6 ชั่วโมง (ถ้าอากาศดีและร่างกายแข็งแรง) โดยระหว่างทางจะมีป้ายบอกว่าเราถึงไหนหรือไต่ระดับความสูงเท่าไหร่แล้ว โดยระหว่างทางจะมีสัญลักษณ์ตัว T สีแดงอยู่ตลอด แค่มองหามัน และเดินตามมันไปก็จะไม่หลง ป้ายใหญ่ๆแบบเมืองไทยที่นี่ไม่มี เพราะด้วยความที่เขาให้ความสำคัญกับธรรมชาติ เขาจึงรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด

ทางเดินช่วงแรกอาจจะชันมากไปสักนิด ทำให้เหนื่อยเร็วมากและอาจลื่นล้มได้ง่าย แต่เดินไปสักระยะจะมีผาหินใหญ่ทำให้เริ่มเดินได้ง่ายและสะดวกขึ้นทาง

โดยการเดินส่วนใหญ่ จะเป็นผาหินเล็กๆ ชันบ้าง มีช่วงเวลาให้พักน่องบ้าง แต่ความสวยงามรายล้อมทั้งสองข้าง มันทำให้ลืมฝนที่ตกอยู่ชั่วขณะเลย ยิ่งผ่านจุดที่เรียกว่ายาก อาทิ ต้องปีนขึ้นเนิน หรือต้องกระโดดลงด้านล่าง แต่พอหันหลังไปมองเส้นทางที่ผ่านมา กลับทำให้รู้สึกว่าเรากำลังชนะตัวเอง และกำลังทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ทำตลอดครึ่งชีวิต และแน่นอนว่า ความภูมิใจของการ Hiking ครั้งนี้ มันสอนเรื่องความอดทนและไม่หยุดที่จะก้าวไปข้างหน้าจริงๆ

ระหว่างทางจนเกือบถึงช่วงสุดท้าย หินจะเริ่มมีตะไคร่เยอะ มีโอกาสลื่นล้มได้ง่าย และก็น่าแปลกไม่น้อย ในระยะเวลาเกือบจะ 2 ชั่วโมงกว่านี้ ผู้เขียนไม่เห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเลย ไม่ว่าจะเดินสวนกัน หรือว่าเดินนำหน้าเรา ความเงียบกับสติกลับมาอีกครั้ง เราได้ยินเพียงเม็ดฝนที่ตกกระทบหินและเสียงนกร้องไล่ตามเราอยู่เป็นระยะ จนกลับมาสู่เนินสูงและผาชัน สลับไปมา จุดนี้จึงเริ่มเดินอย่างระมัดระวังอีกครั้ง

เนินภูเขาเบื้องหน้าที่เรากำลังจะเดินข้ามไป เบื้องหลังภูเขานี้จะเป็นจุดหมายของนักเดินทางทั่วโลก ที่อยากมาเยือนสักครั้งในชีวิต จากที่ใจเริ่มเสีย กับการ Hiking แบบผิดๆถูกๆ และอาศัยความน่าจะเป็นของเส้นทาง พอรู้ว่าใกล้จะถึงแล้ว ก็ดีใจมากๆ ยอมรับว่าดีใจจริงๆ เหนื่อยก็เหนื่อยนะ เพราะเดินมาเกือบ 4 ชั่วโมง แต่พอใกล้ถึงความรู้สึกดี กลับมีมากกว่าคำว่า “เหนื่อย” เสียอีก

ผาสูงที่อยู่ตรงหน้า คือความสุขของประสบการณ์ชีวิตทั้งชีวิต

บางคนอาจจะมองว่า ก็เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง ยอมรับว่าผู้เขียนก็คิดเช่นนั้น แต่ให้ลองนึกถึงคนที่ไม่ได้มีกิจกรรมโลดโผน หรือเดินป่าเดินเขาบ่อยๆดูบ้าง ครั้งนี้ถือว่าก็เป็นหนึ่งในที่สุดของความกล้าในชีวิตแล้ว ตลอดระยะเวลาการเดินทางไปร่วม 4 ชั่วโมง ปราศจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” นอกเหนือจากเพื่อนเดินทาง หมอกปกคลุมทุกอย่าง ทุกสิ่งรอบข้างไร้การเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากหยาดฝนที่ตกมาไม่ขาดสาย หมอกเริ่มหนาทึบเมื่อขึ้นผาสูงไปเรื่อยๆ สติ และการระมัดระวังดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของ ณ เวลานี้ อุณหภูมิตกไปเลขติดลบอย่างน่าใจหาย ใครที่ว่าชอบถ่ายรูป ถ้ามาอยู่โมเม้นท์นี้จริงๆ ก็คงอดไม่ได้ที่จะรีบๆเดินให้ไปถึงผาเพื่อพิชิตภาระกิจนี้ให้เสร็จเหมือนกัน

เพื่อนใหม่ชาวเกาหลีที่เจอเพียงคนเดียวบนเทือกเขา Preikestolen หรือ Pulpit Rock

ขณะที่เริ่มเดินเห็นริมผาที่ใหญ่มาก ใหญ่มากจริงๆ ก็เริ่มได้กลิ่นบุหรี่ที่โชยมาเป็นระยะ อาการดีใจก็เริ่มมีมาให้เห็นบ้างแล้ว เพราะอย่างน้อยหมอกที่ปกคลุมข้างหน้า น่าจะมีนักท่องเที่ยวอยู่บ้างแล้วล่ะ จนเริ่มเห็นเงาตะคุ่มอยู่ที่ริมผา ใช่แล้ว มีคนมาถึงก่อนหน้าเรา และในที่สุดบทสนทนาก็เริ่มเกิดขึ้น เพื่อนระหว่างทางคนนี้ เป็นหนุ่มมาจากประเทศเกาหลี ที่เดินทางมานอร์เวย์คนเดียวและมีทริปที่จะตระเวนในหลายๆเมืองในประเทศนี้ เขามาถึงก่อนเราประมาณชั่วโมงกว่าๆ (ในใจเรานึก ทำไมอยู่บนนี้นานจัง หนาวก็หนาว) จนจับใจความได้ว่า เขารอนักเดินทางอย่างเรา ที่อาจจะขึ้นมาบนเขานี้ เพียงเพื่อขอรบกวนถ่ายรูปให้เขาเป็นที่ระลึก และเราจึงได้สร้างฝันให้เขาจนเป็นจริง (เขาคงดีใจมากๆมั้ง)

ภาพนี้หลังจากเราขึ้นเขาได้ 2 วัน เซฟไว้จาก Instagram ของนักท่องเที่ยวคนอื่น ซึ่งฝนยังคงตกอยู่ แต่หมอกได้จางจนมองเห็น Lysefjorden หนึ่งในฟยอร์ดที่มีชื่อเสียงที่สุดในนอร์เวย์ ซึ่งเป็นอ่าวเล็กๆ เลาะไปตามช่องแคบของเขาจนเกิดเป็นความงามที่ยากจะบรรยายได้หมด

สำหรับการไปเที่ยวที่ Pulpit Rock ไม่แนะนำให้ไปในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ (เหมือนผู้เขียน) เนื่องจากมีช่วงกลางวันที่สั้น มีหิมะและน้ำแข็งรวมถึงฝนตกชุก ทำให้การเดินเขามีความลำบาก อาจลื่นและเกิดอุบัติเหตุได้ ช่วงฤดูกาลที่ดีที่สุดและเหมาะจะเดินทางเข้าไปชมคือ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม ดั่งเช่นในรูป ผู้คนจะเดินทางมาจากทั่วโลกและขึ้นไปบนผา Pulpit Rock นี้

แม้ว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางเป็นเวลาค่อนข้างนาน กว่าจะไปถึงและกลับลงไปข้างล่าง รวมถึงความหวาดเสียวของหน้าผา แต่การได้ขึ้นไปยังหน้าผา Pulpit Rock จะได้รับชมทิวทัศน์ธรรมชาติที่เรียกได้ว่าสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถ้ามีโอกาสคุณไม่ควรพลาด

Life begins at the end of your comfort zone. / Neale Donald Walsch

คงจะจริงอย่างที่นักเขียนชาวอเมริกัน นีล โดนัลด์ วอลช์  กล่าวไว้ ผู้เขียนเป็นหนึ่งคนที่รักการเดินทางมากๆ และชอบเรียนรู้ที่จะรู้จักที่ใหม่ๆ และค้นหาที่ๆเป็นเรา  การท่องเที่ยวมันทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา ผิดถูกบ้าง ก็แก้ปัญหาหน้างานเท่าที่รู้สึกพอใจ ในที่ๆไม่คุ้นชิน มันสอนให้เรารู้จักปรับตัวให้ได้ในทุกสถานการณ์ ให้รู้จักมีไหวพริบ รอบคอบ และการเอาตัวรอดต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันสะสมจนทำให้เราได้ความรู้ และประสบการณ์ของชีวิต เป็นเราในทุกวันนี้ การลองออกจากสถานที่และสถานการณ์เดิมๆ มาพบเจอโลกภายนอก โลกที่กว้างใหญ่ที่ไม่คิดว่าจะมีแบบนี้บนโลก มันทำให้รู้ว่าเราเป็นคนตัวเล็กๆสำหรับโลกใบนี้มาก เพราะฉะนั้น ความหมายที่แท้จริงของ quotes นี้ คือ “ออกมาใช้ชีวิตกันเถอะ”

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Pinterest / Tumblr

Art Lifestyle Travel Trend

Dubai’s Highways From Above

Dubai (دبي) เป็น 1 ใน 7 รัฐของ United Arab Emirates (UAE) ที่ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซียในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีรายงานว่าได้เกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงหลังฝุ่นทรายทำลายทัศนวิสัยของผู้ใช้รถอยู่บ่อยครั้ง เนื่องด้วยภูมิประเทศเป็นทะเลทรายเสียส่วนใหญ่ จึงทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ที่ดูไบต้องประสบปัญหาการเดินทางอยู่เป็นประจำ

ภายใต้ปัญหาทะเลทรายนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert) กินพื้นที่ตั้งแต่อิรัก, เยเมน, โอมาน, จอร์แดน, ไปจนถึงบริเวณอ่าวเปอร์เซียร์ที่ดูไบตั้งอยู่ อาณาบริเวณทั้งหมดนี้มีพื้นที่มากกว่า 2 ล้านตารางกิโลเมตร และถูกบันทึกไว้ว่าเป็นทะเลทรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก จึงทำให้เกิดความสวยงามที่ซ่อนเร้นอย่างเช่น Irenaeus Herok สาวนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียที่เพิ่งได้เผยภาพถ่ายมุมสูงของถนนหลายสายของดูไบ ที่ปกคลุมไปด้วยทรายจำนวนมหาศาล จากพายุทะเลทรายที่พัดพาทรายจากทั่วทุกทิศ ปกคลุมเส้นทางและถนนหลายสายของดูไบ จนเกิดเป็นภาพที่น่าทึ่ง และอัศจรรย์

ฉันชอบเดินทาง และค้นหาสิ่งใหม่ๆที่ใครหลายๆคนอาจไม่เคยรู้ หนึ่งในความอัศจรรย์นั้น ถนนเหล่านี้ดูสวยงามเหนือธรรมชาติ และสร้างรูปธรรมที่เกินจริงของทะเลทรายและถนน ที่ทำให้ภาพเหล่านี้ได้เห็นถึงพลังของธรรมชาติ ที่ใครก็ห้ามไม่ได้


หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตที่ห้ามพลาดเมื่อมาดินแดนนี้ คือ Desert Safari ที่ใช้รถสี่ล้อ 4WD ตะลุยทะเลทรายเนินน้อยใหญ่ของทะเลทรายชื่อดังอย่าง Lahbab Desert ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert) โดยคนขับจะพาเราท่องไปยังโลกของทะเลทรายที่กว้างจนสุดลูกหูลูกตา ตั้งแต่ทางเรียบไปจนถึงการตะกรุย Sand Dune หรือเนินทะเลทรายที่สูงและชัน กิจกรรมที่น่าลองนี้สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวแนวใหม่ให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก ที่อยากสัมผัสความสนุกของกิจกรรมนี้ แน่นอนว่ากิจกรรมของการตะกายภูเขาทะเลทรายขึ้นไปยังยอดสูงสุด เพื่อนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินท่ามกลางความเวิ้งว้าง คุณต้องไม่เคยสัมผัสจากทีไ่หนแน่นอน

Art instagram Lifestyle Travel

Accidentally Wes Anderson

สิ่งก่อสร้างจากทั่วโลกที่ทำให้รูปในอินสตาแกรมมีความสมบูรณ์ดุจดั่งภาพถ่ายชั้นยอดจากช่างภาพชื่อดัง แต่แท้จริงแล้วเกิดจากนักท่องเที่ยวธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่หลงใหลในความอัศจรรย์ของสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น Wes Anderson ถ่ายทอดนิยามของความสวยงามของสถาปัตยกรรมของตึกรามบ้านช่อง ที่หลบซ่อนปิดบังความสวยงามจากทั่วโลก มาไว้ในอินสตาแกรม ที่จะพาคุณพบกับพระราชวังในอินเดียที่ก่อสร้างในปี พ.ศ.2275 หรือจะเป็นโรงแรมในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่อยู่กลางแยกท่ามกลางภูเขาน้ำแข็งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ. ศ. 2425 ที่หลายคนแทบไม่อยากเชื่อว่า มีโรงแรมนี้อยู่จริงบนโลก  หนุ่ม Anderson ได้บอกเล่าที่มาของการค้นพบความสุขของการถ่ายทอดความสวยงามของสถาปัตยกรรมเหล่านี้จากการถ่ายภาพเมืองที่เขาอาศัยอยู่ในมุมมองที่ต่างจากคนอื่น และเริ่มได้รับความนิยมจากแฟนๆในอินสตาแกรม จนกลายเป็นนักท่องเที่ยวที่ค้นหาสถานที่สวยงามอันซีนที่หลบอยู่ในโลกนี้ ในปัจจุบันนี้ คนจากทั่วโลกใช้ช่องทางการแท็กหา Anderson เพื่อถ่ายทอดมุมมองความงามเดียวกันนี้ ในแบบที่เขาเหล่านั้นเจอ เพื่อส่งต่อแด่ Anderson เพื่อเป็นสื่อกลางในการเปิดเผยสถานที่พิเศษนั้น และแน่นอนว่าปัจจุบันอินสตาแกรมแอคเค้าท์นี้ กลายเป็นที่รวบรวมสิ่งก่อสร้างที่มีเอกลักษณ์ความสวยงามจากทั่วโลก จากมุมมองของคนทั่วไปที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของความงามนี้ได้ ไม่เว้นแม้กระทั้งคุณเอง..