Browsing Category

Royal

Fashion History Lifestyle Royal Story

The Origin of Dior’s Cannage Design

นักออกแบบเสื้อผ้าชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อปี ค.ศ.1905 นามว่า คริสเตียน ดิออร์ จับพลัดจับผลูเข้าสู่วงการ นักออกแบบแฟชั่น ในวัยถึง 33 ปี ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตนักออกแบบที่ช้าคนนึงของวงการแฟชั่นโลก แต่ผลงาน ของเขากลับได้รับการยอมรับจนถึงทุกวันนี้ ใครจะเชื่อว่า ชายหนุ่มที่เดินทางเข้าสู่ปารีสและเช่าบ้านอยู่กับเพื่อน เพื่อหางานทำ จะได้กลายมาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก พร้อมขนานนามว่า “Style Dictator” หรือนักออกแบบเผด็จการผู้เปลี่ยนทิศทางแฟชั่นโลก


คริสเตียน ดิออร์  ในปี 1950

“คานนาจ” อันเป็นเอกลักษณ์ของ คริสเตียน ดิออร์ มาจากเก้าอี้นโปเลียน
ที่ใช้หวายสานจนเกิดเป็นลวดลายทรงเรขาคณิต

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ดิออร์ถือว่าเป็นนักออกแบบ รุ่นแรกที่รุ่งโรจน์ที่สุดในยุคนั้น เขาได้สร้างแบรนด์ “ดิออร์” และออกคอลเลคชั่นแรกในชื่อ “นิว ลุค” ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ ยิ่งใหญ่ให้กับวงการแฟชั่นของฝรั่งเศส เพราะผลงานของเขาเน้นการออกแบบเสื้อผ้าที่หรูหรา ฟู่ฟ่าและกระโปรงบาน เสมือนสาวน้อยเริงร่าในสวนดอกไม้ ซึ่งแตกต่างจากยุคนั้นที่ยังคงเน้นเสื้อผ้าเรียบง่าย และถือว่าเป็นยุคตกต่ำที่สุดของวงการแฟชั่นฝรั่งเศส จะถูกกล่าวขานถึงอย่างแพร่หลายได้มากในขณะนั้น ซึ่งลวดลาย “คานนาจ” อันเป็นเอกลักษณ์ของ คริสเตียน ดิออร์ ในปัจจุบันนั้น ก็มาจากเก้าอี้นโปเลียนที่ใช้หวายสานจนเกิดเป็นลวดลายทรงเรขาคณิตที่ใช้ในงานเปิดคอลเลคชั่นแรกของเขาในปี 1947 นั้นเอง คงต้องยกความดีความชอบให้กับดีไซเนอร์รุ่นลูกอย่าง จอห์น กัลลิอาโน่ ผู้อำนวยการสร้างสรรค์ ของดิออร์สมัยนั้น ที่นำลวดลาย “คานนาจ” มาสานต่อจนเกิดเป็นลายอันเป็นเอกลักษณ์ของ คริสเตียน ดิออร์ในปัจจุบัน จนทำให้กระเป๋า รุ่น “เลดี้ ดิออร์” ติดลิสต์กระเป๋าหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี 1996 จนล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน

เก้าอี้นโปเลียนหนึ่งในแรงบัลดาลใจจากลาย คานนาจ ในช่วงคอลเลคชั่นแรกในชื่อ “นิว ลุค”

เทคนิคการทำกระเป๋าขึ้นรูปลวดลาย คานนาจ ในรุ่น Lady Dior ที่ต้องใช้ทักษะและเทคนิคชั้นสูงในการทำ

รูปแบบของลาย “คานนาจ” ของ คริสเตียน ดิออร์ แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆที่สรรค์สร้างลายพิมพ์จนได้รับความนิยม แต่ของคริสเตียน ดิออร์ ลวดลายเกิดจากการบรรจงเย็บด้ายด้วยมือลงบนหนังแกะสีดำคุณภาพดี ให้เกิดลายทรง เรขาคณิตทับซ้อนนามว่า “คานนาจ” ซึ่งถือว่าเป็นงานฝีมือขั้นสูง ซึ่งลายเฉพาะของคริสเตียน ดิออร์ ที่ผู้เย็บจำเป็นต้องมีทักษะเป็นอย่างสูงในการทำ ช่างหนึ่งคนต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำในการเย็บและประกอบกระเป๋าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้กระเป๋าของคริสเตียน ดิออร์ หนึ่งใบ ซึ่งความประณีตและละเอียดลออในการตัดเย็บ คือหัวใจหลักของดิออร์ที่ยังคงนำมาปฏิบัติใช้จนถึงปัจจุบัน คุณลักษณะนี้เองที่ทำให้กระเป๋าของคริสเตียน ดิออร์ ใช้เทคนิคการเย็บแบบ “คานนาจ” เกือบทุกรุ่น ไม่แปลกใจเลยที่กระเป๋าของคริสเตียน ดิออร์ หนึ่งใบ จะสร้างความสง่างาม คงความคลาสสิคได้มากขนาดนี้ ดิออร์เคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อผมเริ่มต้นอาชีพนักออกแบบ เสื้อผ้าอาภรณ์ ผมหวังที่จะสร้างชุดสวยให้หญิงสาวทุกคนงดงาม สง่าน่าหลงใหล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหญิงสาว ผู้สวมชุดของผมนั้น จะเจิดจรัสเปล่งประกายและชุดนั้นจะยังสวยงามและคลาสสิคตลอดกาล” และสิ่งที่ดิออร์หวังก็สำเร็จผล ธุรกิจของ แบรนด์ คริสเตียน ดิออร์ ที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ ขยายและเติบโตขึ้นทุกวัน รวมถึงสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับแบรนด์ในทุกๆปี

กระเป๋ารุ่น Lady Dior ที่ถูกดีไซน์และเปลี่ยนแปลงไปตามคอลเลกชั่น ซึ่งยังคงรักษาลายคานนาจอันเป็นเอกลักษณ์ของ คริสเตียน ดิออร์


แบรนด์คริสเตียน ดิออร์ ได้ตั้งชื่อกระเป๋ารุ่นนี้ว่า “เลดี้ ดิออร์” เพื่อเป็นเกียรติแด่เจ้าหญิงไดอาน่า 

กระเป๋ารุ่นเลดี้ ดิออร์ จัดว่าเป็นกระเป๋าหนึ่งที่ในรุ่นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ถูกออกแบบขึ้นเกิดในปี 1995 โดยแบรนด์ คริสเตียน ดิออร์ หลังจากนั้นไม่นานกระเป๋าทรงคลาสสิคหนังแกะเนื้อนุ่มสีดำเย็บลาย “คานนาจ” ตกแต่งด้วยฮาร์ดแวร์สีทองคำว่า “ดิออร์” ถูกส่งต่อและมอบให้กับเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ซึ่งเมื่อเจ้าหญิงไดอาน่าทรงทอดพระเนตร พระองค์ก็ทรงตกหลุมรักในทันที พระองค์ถือเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคมขณะที่พระองค์ทรงเดินทางไปเยี่ยมเด็กในเบอร์มิงแฮม พระองค์ฉลองพระองค์ด้วยชุดเช็คสูทสีขาวดำลายฮาวน์ทูช และถือกระเป๋าคริสเตียน ดิออร์ และในวันนั้นเองกระเป๋าของ คริสเตียน ดิออร์ ก็ได้สะกดสายตาคนทั้งโลก หลังจากภาพของเหล่าปาปารัสซี่ปรากฏลงหน้าหนังสือพิมพ์และแทบลอยด์ในวันต่อมา

เจ้าหญิงไดอาน่าถือว่าเป็นหนึ่งของสุภาพสตรีผู้ที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในโลก มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่กระเป๋าของ คริสเตียน ดิออร์ จะอยู่ในภาพเหล่านั้น พระองค์ทรงถือกระเป๋า คริสเตียน ดิออร์ ติดต่อกันในหลายที่ที่พระองค์เสด็จเยือน และนั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้แฟชั่นนิสต้าจากทั่วโลกกล่าวถึงกระเป๋าใบนี้กันอย่างแพร่หลาย ไม่นาน คริสเตียน ดิออร์ ได้ตั้งชื่อกระเป๋ารุ่นนี้ว่า “เลดี้ ดิออร์” เพื่อเป็นเกียรติแด่เจ้าหญิงไดอาน่า และกระเป๋าลวดลาย “คานนาจ” นี้ ก็ได้ครองใจสาวๆเรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน

ขอบคุณรูปภาพเพิ่มเติมจาก coveteur.com /oldphotoarchive.com / purseblog.com

Candle Dessert Fashion Food History Library Lifestyle News Royal Story Travel Trend

Parisian Storefronts To Reveal The Story Of Paris


เมื่อช่างภาพหนุ่มชาวเยอรมันอย่าง Sebastian Erras ที่หลงใหลในงานออกแบบ สถาปัตยกรรม และถ่ายภาพ ได้สร้างผลงานด้านการถ่ายภาพหน้าร้านของกรุงปารีส ที่เต็มไปด้วยประวัติ ความน่าสนใจของการตกแต่ง รวมถึงเสน่ห์ในแบบปารีเซียง ที่น้อยคนนักจะปฏิเสธความมีเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่นี้ เรารวบรวม 15 ร้านที่มีความโดดเด่นจากหลายๆร้านที่เขาได้ถ่ายไว้ มีร้านอะไรบ้าง มาลองดูกัน


Alain Maître Barbier

ร้านตัดผมที่เสมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมกลางปารีส ที่เต็มไปด้วยสิ่งของที่เกี่ยวกับบาร์เบอร์อาทิ ที่โกนหนวดจากทั่วโลก ที่ตัว Alain เอง สะสมมาแล้วกว่า 20 ปี โดยช่างของที่นี่มีความละเอียดด้านการตัดผมที่สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 50 ปี ที่สำคัญความเก่าแก่ของร้านนี้เป็นเสมือนที่รวบรวมคนสำคัญจากหลากหลายอาชีพของฝรั่งเศสอีกด้วย


Les Céramiques du Marais

สาว Dorothée Hoffmann กับร้านเซรามิคที่เธอก่อตั้งในปี 2011 ถึงแม้ร้านจะดูก่อตั้งในระยะเวลาเพียงไม่นาน แต่ชื่อเสียงของเธอกลับได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งงานปั้นรูปสัตว์ต่างๆ เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆของทางร้านเลยล่ะ

Debauve et Gallais

ร้านช็อคโกแลตชื่อดังของปารีสโดย Bernard Poussin และ Diane Junique ที่สานต่อตำนานความอร่อยของช็อคโกแลตที่เกิดขึ้นในปี 1800 ณ ถนน Saint Germainโดยช็อคโกแลตของที่นี่ มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร หนึ่งในร้านคือช็อคโกแลตทรัฟเฟิลที่ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ว้าว”

Christian Vabret

ร้านขนมหวานชื่อดังสุดหรู ที่วันธรรมดาคราครั่งไปดูคนรักขนมหวานที่ทยอยกันมาที่ร้านนี้ Julien Houssais หนึ่งในผู้ดูแลร้าน เล่าว่า “เรามีความเชื่อว่าของหวานเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตคน เฉกเช่นเดียวกับความรักที่มักต้องหามาเติมเต็มชีวิตอยู่เสมอ”

Cine Images

ชวนคุณย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 แกลเลอรี่แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นทุกอย่างที่เกี่ยวกับโรงภาพยนตร์ ที่ตัวเจ้าของร้านเองเริ่มสะสมมาตั้งแต่ปี 1976 ซึ่งถือว่าเป็นแกลเลอรี่ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป และเหล่าสาวกคนรักแผ่นฟิล์มเทใจให้กับร้านนี้มาอย่างยาวนานถึงปัจจุบัน


Cire Trudon

Julien Pruvost  กรรมการของ Cire Trudon  กล่าวว่าเราคือตำนานความหอมของเทียนที่ไล่มาตั้งแต่พระนางมารี อ็องตัวเนทยังทรงพระเยาว์ และเป็นหนึ่งในเทียนที่ทรงโปรดปรานของราชวงศ์ยุโรป ไล่มายังคนดังและคนที่หลงใหลจากทั่วโลก ซึ่งต่างทึ่งในความหอมของเทียนที่มีส่วนผสมของธรรมชาติ และยากจะหาที่ใดเหมือน

Clair de Rêve

ร้านเก่าแก่และเป็นเสมือนที่อยู่อาศัยของเหล่าตุ๊กตากระดาษและของเล่นนานาชนิด ที่ Clair de Rêve เต็มไปด้วยของเล่นที่ทำจากกระดาษเทคนิคเปเปอร์มาเช่ และของเล่นอีกจำนวนมาก รวมถึงกล่องดนตรีที่มีให้เลือกละลานตา คนปารีสต่างรู้จักดี ว่าที่นี่คือ “โลกแห่งของเล่นของกรุงปารีส”

Patisserie Boulangerie Boris

Patisserie เก่าแก่เกือบศตวรรษแห่งนี้ตกแต่งด้วยภาพวาดของ Moulin de la Galette ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของย่าน Montmartre ชื่อดังของปารีส ที่อยู่ในรายชื่อของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส เจ้าของอย่าง Boris Lumé ที่ดูแลช่วงต่อมาจากหลายๆรุ่น และทำให้ขนมอย่าง Choux Petits เป็นซิกเนเจอร์ของที่ร้านไปโดยปริยายตั้งแต่เขาเข้ามาดูแลกิจการในปี 2013

Librairie des archives

เมื่อ Stefan Perrier ได้พื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อเปิดเป็นร้านหนังสือของเขาในปี 2002 ก็ได้รู้ว่าที่แห่งนี้เคยเป็นโรงงานผลิตหมวกที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 ร่องรอยของความเก่าแก่ สร้างสรรค์ให้ที่แห่งนี้เป็นมากกว่าร้านหนังสือธรรมดา เขาจึงมีตัดสินใจที่จะเก็บมันไว้และนั่นทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ที่ไม่ควรพลาดหากเดินทางมาปารีส ซึ่งนอกจากคุณจะได้พบกับหนังสือเกี่ยวกับศิลปะการออกแบบแฟชั่นและเครื่องประดับมากมายแล้ว คุณยังได้มาสัมผัสบรรยากาศของโรงงานทำหมวกที่เก่าแก่ของปารีสอีกด้วย


La Cave de La Bonne Franquette

ตำนานและภาพวาดเหล่าศิลปินของ Van Gogh , Renoir หรือ  Monet ทำให้ที่นี่มีความน่าสนใจตั้งแต่เริ่มก่อตั้งร้านในปี 1971 ร้านอาหารแห่งนี้เต็มไปด้วยภาพวาดและเรื่องราวของเหล่าศิลปินชื่อดังก้องโลก ไม่เพียงแต่รสชาติอาหารของฝรั่งเศสจะทำให้คุณสุนทรีย์แล้ว แต่มนต์ขลังของที่นี่เติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุขของคุณเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว


La Pharmacie

แม้ว่าสไตล์ของร้านจะเหมือนร้านขายยาโดยเภสัชกร แต่ทางกลับกันร้าน La Pharmacie เป็นร้านอาหารที่ดำเนินกิจการโดยเชฟ Christophe Duparay ที่ให้บริการอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม รายล้อมไปด้วยเซรามิคเก่าสวยงามในร้านที่บอกได้คำเดียวว่า เก๋ไม่ต้องตามใคร

Norbert Bottier

ร้านเล็กๆที่เต็มไปด้วยรองเท้าหนังสุภาพบุรุษทำมือแบบคู่ต่อคู่ นำเสนอรองเท้าหลากหลายแบบจนทำให้เป็นที่ได้รับความนิยมของร้านขายรองเท้าหนังชื่อดังของกรุงปารีส หนังของที่นี่เป็นหนังคุณภาพดีจากแหล่งผลิตอย่างอิตาลีและฝรั่งเศส และการทำด้วยเทคนิคดั่งเดิม ที่ทำให้รองเท้าหนึ่งคู่ของที่นี่ เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของงานแฮนด์คราฟชั้นดี

Paris Jazz Corner

ร้านของคนรักแจ๊สแห่งเมืองปารีส ที่คราครั่งไปด้วยแผ่นเสียง ซีดี และอื่นๆอีกมากมาย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งชุมชนของคนรักเสียงเพลง หนังสือและใบปลิวเก่าที่ประกอบไปด้วยรูปภาพของศิลปินจากทั่วโลก แผ่นเสียงหรือใบปลิวเก่าของที่นี่ดูจะหาง่าย จนคุณไม่จำเป็นต้องนั่งรอบิดในเว็บอีเบย์อีกต่อไป

Julien Aurouze and Co

ร้านขายยากำจัดสัตว์และแมลงรบกวนภายในบ้านที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1872 และบริหารโดยทายาทรุ่นที่ 4 ที่ซิกเนเจอร์ของร้านคือดิสเพลย์ ราวแขวนหนูสตัฟห้อยระโยงระยาง ที่เป็นแรงบันดาลใจของการ์ตูนวอลล์ดิสนีย์ชื่อดังเรื่อง Ratatouille ที่ทำให้ร้านนี้ถูกกล่าวขวัญและหวังว่าจะได้มาสัมผัสร้านนี้ด้วยตนเอง คุณจะพบกับสารและยากำจัดหนูและสัตว์รบกวนภายในบ้าน ที่มีวิธีการทำและบรรจุภัณฑ์ดีไซน์เก่าและคลาสสิก ที่ทำให้ความน่าสนใจของที่นี่ มีมากกว่าตึกทาสีเขียว

 

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก theguardian.com /

 

History Lifestyle News Royal Story Tea

Mariage Frères Thé Français depuis 1854

ชาระดับโลกชื่อดังของฝรั่งเศส ที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของคนไทย นั่นคือ ชา Mariage Frères (มาคิยาจ แฟรส์)

หากจะเอ่ยถึงความสำคัญของชาในประเทศแถบยุโรปคงน่าจะเริ่มจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส ที่ให้ความสนใจกับเครื่องดื่มที่ชื่อว่า “ชา” เนื่องจากพระองค์ได้รับคำแนะนำจากหมอประจำพระองค์ให้ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและระบบการย่อยอาหารที่ดี โดยแต่ก่อนนั้นชาโดยส่วนใหญ่ต้องหาและนำเข้าจากประเทศจีน ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น

Henri และ Edouard Mariage ได้ก่อตั้ง Mariage Freres Tea Company ในปี 1854

จวบจนในปีคศ. 1660 Nicolas และ Pierre Mariage ได้มีโอกาสเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายเปอร์เซียเพื่อทำสัญญาทางการค้าเสาะแสวงหาชา เครื่องเทศ และสินค้าอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และบริษัท เฟรนช์ อีสต์ อินเดีย (Compagnie des Indes) และเป็นผู้นำเข้าชาและเครื่องเทศต่าง ๆ จากรุ่นสู่รุ่น และในปี คศ. 1854 Henri and Edouard Mariage ได้ตั้ง Mariage Freres Tea Company และสืบทอดกิจการชาต่อกันมาเป็นธุรกิจของตระกูลมาเรื่อย ๆ โดยได้ทำการพัฒนาชาในหลากหลายกลิ่นจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกและจัดว่าเป็นชาที่มีราคาแพงที่สุดของโลกในอันดับต้นๆ หนึ่งในชาที่เป็น  Signature ของ Mariage Frères ก็คือชา Marco Polo

กิตติชาติ แสงมณี เจ้าของชา Mariage Freres ประเทศฝรั่งเศส

และหนึ่งในเรื่องราวสำคัญของชาที่มีชื่อเสียงโด่งดังของโลกแบรนด์นี้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าปัจจุบันชา Mariage Frères มีเจ้าของเป็นคนไทยและแบรนด์ Mariage Frères ตกอยู่ภายใต้การบริหารของคุณกิตติชาติ ผู้ที่ไม่เคยหลงใหลในเสน่ห์ของชา แต่นั่นคือโชคชะตาที่ทำให้เกิดเรื่องราวของชาระดับโลกนี้ โดยคุณกิตติชาติได้มีโอกาสเล่าให้ฟังว่า

“คงเป็นโชคชะตานะผมว่า เพราะว่าผมไม่ได้ตั้งใจเลย คือพอจบวชิราวุธตอนนั้นก็อยากจะเรียนการทูต ก็สอบเข้าเรียนการทูตที่ธรรมศาสตร์ จบจากธรรมศาสตร์ ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 จบ 3 ปีกว่าเอง เพราะอยากจะเรียนรู้ให้เร็วที่สุดแล้วก็ได้มาเรียนที่นี่ กะว่าจะมาทำปริญญาโท แล้วต่อเอกเกี่ยวกับการทูตจุดประสงค์มุ่งหมายของตัวเองคือเป็นนักการทูต เข้ากระทรวง ตอนนั้นคิดว่าจบไทยแล้วมาต่อนี้โท 3 ปี เอก 4 ปีอย่างมาก แล้วจะรีบกลับไทย แล้วดูสิครับตอนนี้ก็ยังอยู่ที่นี่ (หัวเราะ)”

“เพื่อนผมเขาสนใจเกี่ยวกับชา เขารู้จักครอบครัวนี้ เลยชวนไปพบด้วยกันเพื่อจะได้ถามความเห็นผมว่าน่าสนใจมั้ย พอเข้าไปแล้ว ตอนนั้นมาคิยาจขายชาอย่างเดียวไม่ได้ทำร้าน เข้าไปเหมือนโรงเก็บของ กลิ่นชาอบอวล ผมเหมือนถูกมนต์สะกด ผมได้พบทายาทคนสุดท้ายของครอบครัว ท่านอายุมาก 80 กว่าแล้ว และจิตคงสัมผัสกันท่านต้องการหาเพื่อนร่วมงาน เผอิญคือครอบครัวเขาไม่สนใจจะทำเกี่ยวกับชา  ผมเลยบอกเพื่อนว่า ทำสิ น่าสนใจดี แต่สมองผมตอนนั้นเห็นเป็นภาพ ๆ ว่าควรทำอะไรอย่างไร ในที่สุดเพื่อนเขาก็ทำ แต่ผมมีเวลาว่างเลยมาเยี่ยมอยู่เรื่อย ๆ ในที่สุดก็ทีละเล็กละน้อยกลายเป็น มันเข้าไปอยู่ในสายเลือดโดยอัตโนมัติไม่รู้ตัว ผมเข้าไปทำเป็น hobby คือสนุกเรียนรู้หลาย ๆ อย่าง เรียนจากทายาทรุ่นสุดท้ายของเขาเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับชา การชิม การชง ในที่สุดก็ตัดสินใจไม่เรียนแล้ว ไม่เรียนการทูตแล้ว ตอนนั้นถือว่าเสี่ยงมากเหมือนกัน แต่เรามี passion อินเลิฟ ก็ไปเลย ไปเลย”

พอร้าน Mariage Frères เปิดตัวครั้งแรกที่แถวมาเร่ส์ (Marais) ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก สื่อมวลชนมาจากทั่วโลกเลย และทุกอย่างตรงกับรสนิยมของคนฝรั่งเศสมาก เพราะถือว่าเป็นร้านชาที่เปิดใหม่ แต่จริง ๆ คือชาที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสหรือเกือบที่สุดในยุโรปก็ว่าได้ แต่เราปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เปิดแล้วเราก็ทำแบรนด์ดิ้ง ทำแพ็กเกจจิ้ง ทำอะไรหมด จากนั้นรู้สึกตัวอีกที ผมก็ไม่มีเวลาหยุดเลย ผมมีความรู้สึกว่า ตำนานนี้เป็นของเรา คือทำอะไรลงไปโดยไม่ฝืนตัวเองเลย แล้วความคิดสร้างสรรค์มันจะมาเอง ซึ่งผมเชื่อว่าจินตนาการของทุกคนมีมากที่ขาดก็คือเวลาเท่านั้นเอง”

หนึ่งในคอลเลกชั่นสุดพิเศษของชาจากประเทศไทย (ชาไทยสีแดง) ที่ Mariage Frères ใช้ชื่อว่า Thaïlande

หลังจากเปิดร้านแรกในปี 1984 ในวันนี้คุณกิตติชาติ คือประธานบริษัท และเป็นเจ้าของ Mariage Frères แต่เพียงผู้เดียว โดยในปัจจุบัน Mariage Frères มีสาขาในปารีส 4 สาขา รวมทั้งยังมีสาขาในต่างประเทศอีกหลายแห่ง ในญี่ปุ่น 2 แห่งคือกินซ่า กับ ชินจูกุ ที่กินซ่าเป็นที่รู้จักกันดีเพราะมีมากว่า 20 ปีแล้ว โดยในสมัยก่อนนั้นมีชา 250 สูตรแต่ปัจจุบันในทุกวันนี้ Mariage Frères มีสูตรชาถึง 650 สูตรให้เลือกซึ่งทุก ๆ สูตร คุณกิตติชาติเป็นคนคิดและสร้างสรรค์เองทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นคือ Thaïlande ชาไทยสีแดงจากประเทศไทย ที่บนบรรจุภัณฑ์ใช้คำว่า “ชา” ภาษาไทย

โดยในปัจจุบันนั้นคุณกิตติชาติได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยทางรัฐบาลฝรั่งเศสเพิ่งจะมอบรางวัลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ ในฐานะผู้ที่สร้างคุณูปการให้กับประเทศฝรั่งเศส และยังดำรงไว้ซึ่งศาสตร์แห่งการทำชาชั้นสูงของโลก นอกจากนี้ยังมีรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าคุณกิตติชาติ ยังคงภูมิใจในความเป็นคนไทยและยังคงหาโอกาสกลับมาเมืองไทยทุกครั้งถ้าเป็นไปได้ ซึ่งนับเป็นความภูมิใจยิ่งของคนไทยที่มีบุคคลของประเทศที่สร้างชื่อเสียงและได้รับการยกย่องในระดับโลกเช่นนี้

ปัจจุบันชาจาก Mariage Frères ได้ผลิตชาหลากหลายกลิ่นจากไร่ชาที่ดีที่สุดจากทั่วโลก พร้อมออกแบบบรรจุภัณฑ์ต่างๆให้ทันสมัย สวยงาม และยังคงเป็นมาตรฐานของ Mariage Frères

แน่นอนว่าศาสตร์ของชาชั้นสูงของ Mariage Freres นี้ จะยังคงอยู่ตลอดไป ตราบใดที่คนยังไม่ลืมชาของ Mariage Freres โดยคุณสามารถเข้าไปดูข้อมูลของชาเพิ่มเติมได้ที่ http://mariagefreres.com

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร Hello เดือนมกราคม 2553 เรื่อง TOP OF THE WORLD และภาพบางส่วนจาก mariagefreres.com  / nptdumois.blogspot.com / cdn.shopify.com/ rbangirl.fr

 

Candle History Lifestyle News Royal

Officine Universelle Buly 1803

ล่วงเลยมาถึง 2 ศตวรรษของประวัติศาสตร์ความหอมของโลก สำหรับ “Buly” ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1803 ณ ถนน Rue Saint-Honoré ในใจกลางกรุงปารีส ที่รายล้อมไปด้วยคูหาของตึกและอาคารเก่าที่ยังคงเก็บรักษาไว้มาจนถึงปัจจุบัน ภายในร้านเต็มไปด้วยภาพวาดของบุคคลที่เป็นตำนานและสร้างชื่อให้กับแบรนด์ของแต่ละยุค ความหอมของมวลไม้แห้งที่อยู่ในโหลเก่ายังคงอบอวลให้รู้สึกว่า “ได้มาถึงบูลี่แล้ว”


บริเวณหน้าร้าน ณ ถนน Rue Saint-Honoré ใจกลางกรุงปารีส

ความสวยงามของการตกแต่งภายในร้าน ยังคงดำรงไว้ซึ่งความคลาสสิคของร้านเก่าในแบบบูลี่ของศตวรรษที่ 19 ลิ้นชักไม้ หรือขอบบัวตกแต่งตามมุมยังเป็นของที่ออกแบบตั้งแต่เริ่มและยังใช้ได้ดีจนถึงปัจจุบัน พื้นกระเบื้องสีฟ้าถูกวาดเป็นม่านสีแดงจากการเพ้นต์มือลงบนกระเบื้องซึ่งยังคงอยู่ในสภาพดี รวมถึงรายล้อมไปด้วยโหลแก้วที่บรรจุของต่างๆจนทำให้ความสวยงามและความคลาสสิคเกิดขึ้นได้โดยแทบไม่ต้องทำอะไร พนักงานของบูลี่ให้ความสำคัญและรู้ศาสตร์ของบูลี่อย่างถ่องแท้ สามารถบอกเรื่องราวและเล่าโปรดักส์แต่ละชนิดของบูลี่ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนว่า อาคารเก่าๆหลังนี้ สร้างมาไว้เพื่อต้อนรับเขาโดยเฉพาะ


ภายในร้านเต็มไปด้วยภาพวาดของบุคคลที่เป็นตำนานและสร้างชื่อให้กับแบรนด์ของแต่ละยุค

โปรดักส์ของบูลี่ส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยม อย่างเช่น น้ำหอมที่มาในขวดรูปทรงสุดโบราณและคลาสสิคที่ยังคงเป็นกลิ่นแบบดั่งเดิมของ ฌอน วินเซ็นต์ บูลี่ (Jean-Vincent Bully) ผู้ก่อตั้งและสร้างชื่อเสียงไปทั่วยุโรปใน 200 กว่าปีที่แล้ว โชว์ตระหง่านอยู่บนแท่นหินอ่อนรอทุกคนมาสัมผัสกลิ่นหอมสุดคลาสสิคอย่างกลิ่น Eau Triple ที่ถือว่าเป็นกลิ่นซิกเนเจอร์ได้รับความนิยมไม่เคยเปลี่ยนของบูลี่ สร้างชื่อเสียงให้กับเขาและจัดว่าเป็นหนึ่งของผู้คิดศาสตร์การดูแลผิวและความหอมของฝรั่งเศสในยุคนั้น ถึงขนาด Honoré de Balzac นักเขียนนิยายและนักเขียนบทละครชาวฝรั่งเศสชื่อดังได้แรงบันดาลใจ จนมาสร้างเป็นนวนิยายขายดีในปี 1837 เรื่อง “César Birotteau” ที่พูดถึงอัศวินผู้รังสรรค์น้ำหอมของปารีส


กระเบื้องสีฟ้าและขาวถูกวาดเป็นม่านสีแดงและคำว่า Buly ด้วยการเพ้นต์มือลงบนกระเบื้องซึ่งยังคงอยู่ในสภาพดีเกือบทุกชิ้น

หนึ่งในเอกลักษณ์ที่หาผู้ใดเหมือนของบูลี่ นั่นคือ บรรจุภัณฑ์ที่ใส่ครีมหลากชนิด น้ำหอม หรือแม้แต่เทียนหอม ก็มีดีไซน์ที่แตกต่างกันแต่ก็ออกแบบและคงไว้ซึ่งความคลาสสิคของเสน่ห์ในแบบเครื่องประทินผิวของศตวรรษที่ 19 ลวดลายของบรรจุภัณฑ์ต่างๆได้รับการพัฒนา ปรับปรุงให้สวยงามและเข้าใจง่ายขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบัน Antoinette Poisson ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์กระดาษและวาดลวดลายด้วยเทคนิคโบราณของปารีส นอกจากนี้ยังเพิ่มโปรดักส์ใหม่อาทิเช่น สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ครีมบำรุงผิว ครีมทามือ ครีมโกนหนวด หรือแม้แต่ หวี ก็มีจำหน่ายที่นี่อีกด้วย นอกจากนี้ในส่วนของน้ำหอมกลิ่นต่างๆของบูลี่ จะมีพนักงานผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและแนะนำกลิ่นทีดีที่สุดให้กับลูกค้า และจะเขียนในกระดาษติดขวดแก้วหรือบรรจุภัณฑ์ด้วย Calligraphy ทุกชิ้นเพื่อความพิเศษสุดสำหรับผู้ที่ได้ครอบครอง


ความคลาสสิคของร้านเก่าในแบบบูลี่ของศตวรรษที่ 19 ลิ้นชักไม้ หรือขอบบัวตกแต่งตามมุม
ยังเป็นของที่ออกแบบตั้งแต่เริ่มและยังใช้ได้ดีจนถึงปัจจุบัน


โปรดักส์ที่ได้รับความนิยมอย่าง ครีมต่างๆ ของ Buly 1803 บรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นเสน่ห์แบบเครื่องประทินผิว
ของศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะหาแบรนด์ใดเหมือน


น้ำหอมที่มาในขวดสุดโบราณและคลาสสิคที่ยังคงเป็นกลิ่นแบบดั่งเดิมของ
ฌอน วินเซ็นต์ บูลี่ (Jean-Vincent Bully) ผู้ก่อตั้ง


พนักงานที่ร้านจะเขียนในกระดาษติดขวดแก้วหรือบรรจุภัณฑ์ด้วย Calligraphy ทุกชิ้นให้สำหรับลูกค้า
ว่ากลิ่นอะไร เพื่อใคร และซื้อเมื่อไหร่ เพื่อความพิเศษสุดสำหรับผู้ที่ได้ครอบครอง

“ปารีสเป็นสถานที่ ที่คนจะพบความรักได้ทุกที่ ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหาร หรือขนมชื่อดัง
แต่คุณจะรู้สึกพลาดและผิดหวังถ้าหากไม่ได้มาที่ Buly 1803 ที่จะเติมเต็มความงาม
และเสน่ห์ของความเป็นปารีเซียงที่หาไม่ได้อีกแล้วบนโลกใบนี้”
– นิตยสาร Allure และ Cosmopolitan –

ปัจจุบัน Buly 1803 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่ไม่ควรพลาดหากมีโอกาสมาเยือนปารีส เสน่ห์และความงามแบบยุโรปสร้างตำนานและศาสตร์การดูแลผิวและความหอมให้กับโลก และ Buly 1803 เป็นหนึ่งในศาสตร์ของความงามเหล่านั้น เรายังสร้างสรรค์และแต่งเติมสิ่งใหม่ๆ ที่ยังคงรักษาไว้ในยุคของศตวรรตที่ 19 ซึ่งไม่ใช่เหตุผลหลักสำหรับเจตนารมณ์และจิตวิญญาณของ ฌอน วินเซ็นต์ แต่เพื่อรำลึกถึงศาสตร์ความงามของโลก ว่ามีจุดเริ่มต้นจากที่ใด และถนน Rue Saint-Honoré จะยังคงต้อนรับทุกคนจากทั่วทุกมุมโลกให้ได้มาสัมผัสเสน่ห์ในแบบปารีเซียง ณ Buly 1803 ในสักครั้งหนึ่ง

คุณสามารถสัมผัสเสน่ห์ความหอมและดินแดนของบูลี่ได้ที่ Buly 1803, 6, rue Bonaparte, 75006 Paris.
www.buly1803.com +33 1 43 54 25 62


ขอบคุณข้อมูลจาก buly1803.com และ agentofstyle.com

Fashion Lifestyle News Royal

Why Prince George Wears Shorts All the Time

ตามหนังสือพิมพ์หรือแทบลอยด์ของอังกฤษ รวมถึงสื่ออย่างโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ ที่เผยภาพของเจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์ทรงส่วมใส่กางเกงขาสั้น และมักจะทรงแต่งกายแนวแคชชวลเรียบง่ายเสมอๆ ไม่เคยเห็นพระองค์ทรงกางเกงขายาวเลยสักครั้ง นั่นเป็นเพราะเหตุผลอะไร?

จริงอยู่ตามพฤติกรรมของเด็กทั่วๆไป การแต่งกายด้วยกางเกงขาสั้นดูจะสร้างความกระฉับกระเฉงให้กับเด็กด้วยซ้ำ และเจ้าชายจอร์จเองก็คงยังไม่รู้ที่มาหรือเหตุผลที่ควรจะเป็นของตัวเองว่า ทุกๆครั้งที่ออกสู่สายตาสาธารณะชน พระองค์จะทรงกางเกงขาสั้นเลยเข่า ถุงเท้ายาวตามสภาพอากาศและความเหมาะสมกับรองเท้าทรงเรียบง่ายใส่สบาย ซึ่งภาพที่เห็นเหล่านี้ ล้วนอยู่ภายใต้กฎของคนชนชั้นสูงของราชวงศ์อังกฤษทั้งสิ้น!

การแต่งกายของราชวงศ์อาทิเจ้าชายจอร์จจะอยู่ภายใต้กฎของคนชนชั้นสูง ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในประวัติศาสตร์ของอังกฤษตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ที่บัญญัติไว้และได้รับการปฏิบัติโดยคนในราชวงศ์มารุ่นต่อรุ่น ซึ่งจะเห็นได้ว่าตั้งแต่เจ้าชายวิลเลี่ยม หรือแม้กระทั้งเจ้าชายแฮร์รี่ล้วนผ่านกฏของการแต่งกายเหล่านี้มาแล้วเช่นกัน


ทรงถ่ายกับพระบิดาและมารดาได้แก่เจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ และ ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรรมเนียมปฏิบัติ วิลเลียม แฮนสัน (William Hanson) ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า “ราชวงศ์ทุกพระองค์ต้องถือปฏิบัติตามชนชั้นทางสังคม ทั้งนิสัย ท่าทางการแสดงออก รวมถึงการแต่งกาย โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่มีการปฏิบัติตามระดับชนชั้นในทุกๆเรื่อง เพราะฉะนั้นการแต่งกายแบบสุภาพ นำมาซึ่งการยอมรับของประชาชนที่มีต่อระบบราชวงศ์ และนั่นเป็นใจความสำคัญของประเพณีนี้”

พระองค์ทรงสวมกางเกงขาสั้นเสมอ แม้ว่าอากาศจะหนาว


จะเห็นได้ว่ากางเกงขาสั้นสารพัดสี เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงตัวตนของเจ้าชายจอร์จได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ก็ไม่ผิดนัก


พระองค์สวมเสื้อรูปปลาวาฬกับกางเกงขาสั้น

โดยตามประเพณีได้กำหนดไว้ว่า เจ้าชายจอร์จจะต้องแต่งกายแบบนี้เพื่อดำรงไว้ซึ่งกฏของราชวงศ์ เป็นการปูพื้นฐานที่ดีตามขนบธรรมเนียมปฏิบัติ และเปรียบเทียบถึงการฉลองพระองค์ด้วยกางเกงขาสั้นว่า “ความเรียบง่ายและเสมอภาค” นั่นหมายถึงการเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน และใช้ชีวิตเฉกเช่นคนสามัญทั่วไป พระองค์จะฉลองพระองค์ด้วยสีซ้ำๆ หรือเข้าชุดกัน ซึ่งหมายถึง ความบริสุทธิ์ รวมถึงจะมีเสื้อคลุมอีกหนึ่งชิ้นที่ตัดไว้สำหรับเข้าพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งล้วนอยู่ในทิศทางเดียวกันเป็นแบบแผนที่สำนักราชวังตระเตรียมไว้แล้ว มีหลายโอกาสที่ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์มักเป็นผู้เลือกฉลองพระองค์แก่เจ้าชายด้วยพระองค์เอง โดยจะเพิ่มความอบอุ่นให้เจ้าชายจอร์จในฤดูหนาวด้วยถุงเท้ายาว และมักจะใส่กางเกงขาสั้นสีสด ในวันหยุดหรือฮอลิเดย์ รวมถึงเมื่อครั้งที่เสด็จเยือนประเทศอื่นๆอีกด้วย

ซึ่งประเพณีนี้จะคงไว้และหยุดก็ต่อเมื่อเจ้าชายจอร์จอายุครบ 8 พรรษา จึงถือว่าเป็นอันผ่านกฏนี้ และสามารถฉลองพระองค์ได้ตามปกติ ทั้งกางเกงขายาว หรือเครื่องแต่งกายใดๆก็ได้ ตามแต่สมควร

พระองค์ทรงสวมกางเกงขาสั้นเสมอและแน่นอนทรงแย้มพระสรวลตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นก่อน 8 พรรษานี้ เรายังมีโอกาสได้ยลการฉลองพระองค์ด้วยกางเกงขาสั้น และยิ้มไปกับความน่ารักของพระองค์ที่ทวีความสดใส และแววตาเป็นมิตรต่อผู้ที่ได้ยลพระพักตร์หรือได้เข้าเฝ้า นำมาซึ่งความสุขต่อผู้ที่ได้พบเห็นจริงๆ

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก Vanityfair.com