Browsing Category

Royal

Fashion Love Royal Story Trend

The Tale of a Tiara

ครั้งหนึ่ง ในปีพ.ศ. 2510 ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยือนสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอย่างเป็นทางการ  สมเด็จฯได้ทรงพระราชนิพนธ์บันทึกเกี่ยวกับเครื่องประดับเพชรชิ้นใหญ่ที่ทรงในงานสำคัญต่างๆไว้ในบทความ “ความทรงจำในการตามเสด็จทางราชการ” ตอนหนึ่งว่า…

“คืนนั้น ข้าพเจ้าได้สวมสร้อยพระศอเพชร ซึ่งเป็นของเก่าของสมเด็จพระพันปีหลวง ทำให้ชาวอเมริกันกังขาว่าประเทศเล็กๆในเอเซีย ร่ำรวยขนาดที่พระราชินีจะทรงใช้เงินฟุ่มเฟือยซื้อเครื่องเพชรแบบนั้นได้เชียวหรือ ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง แขกคนสำคัญคนหนึ่งในงานกล่าวถาม หม่อมเจ้า วิภาวดี รังสิต นางสนองพระโอษฐ์ ว่า เอ้อ…สร้อยพระศอที่พระราชินีของท่านทรงอยู่นั้น คงเพิ่งซื้อใหม่จากปารีสกระมัง”

 – หม่อมเจ้าวิภาวดี ทรงตอบว่ากลับไปว่า –

“เอ๊ะ! นี่ท่านไม่รู้หรอกหรือว่า เมืองไทยของฉันมีอายุกว่า 700-800 ปีแล้ว พระราชวงศ์จักรีก็มีมาตั้งเกือบสองศตวรรษ เราจึงมีเครื่องเพชรประจำพระราชวงศ์บ้าง ไม่เห็นจะต้องซื้อของใหม่ราคาแพงมาใช้เลย”


หนังสือ Van Cleef & Arpels: Treasures and Legends เขียนโดย Vincent Meylan

คำกล่าวของ หม่อมเจ้า วิภาวดี รังสิต ที่ตอบกลับแขกคนนั้นคงไม่ผิดนัก เพราะหนึ่งในหนังสือ Van Cleef & Arpels: Treasures and Legends ที่เขียนโดย Vincent Meylan เปิดเผยถึงเครื่องประดับราชวงศ์ไทย ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยพูดถึงหนึ่งในคอลเล็กชันของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ที่สวยที่สุดในโลกของราชวงศ์ไทยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเทียร่าหรือรัดเกศาแบบลวดลายไทยที่สามารถปรับเปลี่ยนและสามารถถอดเป็นสร้อยพระศอ และ สร้อยข้อพระหัตถ์ ขณะเดินลงจากพระราชวังในกรุงเอเธนส์ เพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส สมเด็จพระราชาธิบดีคอนสแตนตินที่ 2 แห่งกรีซ และเจ้าหญิงแอนน์-มารีแห่งเดนมาร์ก ณ กรุงเอเธนส์ ราชอาณาจักรกรีซ โดยทรงฉลองชุดราตรีจาก Balmain และทรงสร้อยพระศอลวดลายโรโกโกแฉกแหลมตลอดองค์ ประยุกต์จาก “Fringe Tiara” ซึ่งทั้ง 2 องค์ ล้วนเป็นผลงานของฝีมือช่างของเมซง “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์

หนังสือ Van Cleef & Arpels: Treasures and Legends  ที่บอกเล่าเรื่องราวเครื่องประดับบางส่วนที่ผลิตโดย Van Cleef & Arpels ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเทียร่าหรือรัดเกล้าแบบลวดลายไทย และ ทรงสร้อยพระศอลวดลายโรโกโกแฉกแหลมตลอดองค์ ประยุกต์จาก “Fringe Tiara” จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ 

จากข้อมูลของเครื่องประดับจาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ของราชวงศ์ไทย เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ จากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ โดยอ้างถึงเครื่องประดับของราชวงศ์จักรี ได้สะสมอย่างจริงจังและมีการดีไซน์ที่สมัยใหม่ขึ้นมาจากสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ถือว่าเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย  การแต่งพระองค์ของเจ้านายสตรีต้นรัชกาล ทรงสร้อยสังวาลย์ ปั้นเหน่งทองหัวเพชร พลอย กำไล แหวน สร้อยข้อมือ  ส่วนปลายรัชกาล เจ้านายสตรีทรงแฟชั่นแบบยุโรปประยุกต์ กล่าวคือ ฉลองพระองค์แขนหมูแฮมกับโจงกระเบน ทรงไข่มุกหลายๆเส้นกับเข็มกลัด เข็มขัด สะพายแพร ถุงพระบาทลวดลายปัก ฉลองพระบาทส้นสูง อย่างที่ทราบกันว่ารัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จฯประพาสยุโรปถึงสองครั้ง ในช่วงปีพ.ศ.2440 และ พ.ศ.2450 และได้ทรงซื้อเครื่องประดับอัญมณีจากช่างผู้ผลิตเครื่องประดับอันมีชื่อของยุโรปมีทั้ง คาเทียร์, เจอราด, ทิฟฟานี และ แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ รวมอยู่ในนั้น เพื่อพระราชทานแก่พระมเหสี เจ้าจอม และพระธิดามากมาย และเครื่องประดับเหล่านั้น ปัจจุบันได้ตกทอดเป็นพระราชมรดกของทายาทจนปัจจุบัน รวมถึงเครื่องเพชรชิ้นใหญ่อันงดงามล้ำค่าของราชวงศ์ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงนำพระราชมรดกมาทรงฉลองเวียนใส่ที่พบเห็นกันบ่อยๆ เมื่อเสด็จฯเยือนต่างประเทศ หรือออกสู่มหาสมาคม โดยเฉพาะในวโรกาสทรงรับรองพระราชอาคันตุกะ จึงมาจากช่วงนี้นั่นเอง

 


เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ ทรงสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์”

แต่ที่เห็นเด่นชัดน่าจะมาจาก พระราชสมบัติของ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระวรราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อไว้เมื่อครั้งประทับ ณ ประเทศอังกฤษครับ เป็นช่วงเวลาที่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ ๖ ทรงมีทรัพย์มากพอจะทรงซื้อเครื่องเพชรชิ้นงาม เพราะระยะนั้นได้ทรงศึกษาลงทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำรายได้มาผดุงพระเกียรติยศในระหว่างประทับ ณ ประเทศอังกฤษ


สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) ซึ่งสามารถแปลงเป็นศิราภรณ์ได้ ทั้ง 2 องค์ จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์”

โดยชิ้นเด่นและนับว่าเป็นพระราชมรดกตกทอดได้แก่ สร้อยพระศอเพชรกับไพลิน และเพชรกับบุษราคัม ที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงรัดเกล้า และสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) ซึ่งสามารถแปลงเป็นศิราภรณ์ได้ โดยบนกล่องสร้อยพระศอนั้น คือพระนาม Bejaratana (เพชรรัตน) ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ สะกดแบบถอดอักษรโรมัน ซึ่งเป็นพระราชมรดกจาก พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงยกให้กับ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (พระราชธิดา) โดยเครื่องประดับชุดดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับของทูลพระขวัญวันพระราชพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ที่รังสรรค์โดย “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” และน่าจะเกิดขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน


 (Fringe Tiara) วันพระราชพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป มีความคล้ายคลึงกับสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) ซึ่งสามารถแปลงเป็นศิราภรณ์ได้ ที่เห็นตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชทานแก่ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ รังสรรค์โดย “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์”

โดยรัดเกศาภาษาอังกฤษเรียกว่า เทียร่า และสร้อยพระศอของแบรนด์ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” นี้ เป็นพระราชมรดกของพระพันปีหลวง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพระราชมรดกประจำพระราชวงศ์ โดยแต่เดิมเทียร่าของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” องค์นี้รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชทานแก่ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ ดังที่เห็นทรงใช้เป็นสร้อยพระศอสำหรับออกสมาคมต่างๆ ซึ่งต่อมาหลังจากรัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต เจ้าจอม ม.ร.ว สดับ ยังแรกรุ่นอยู่  ครั้งนั้นมีผู้พยายามเข้ามาตีสนิท ท่านเกรงว่าจะมีข้อครหา จึงได้นำเอาทรัพย์สินที่ได้รับพระราชทานทั้งหมด ทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งท่านได้ทรงนำไปขายต่างประเทศ  และทรงนำเงินนั้นมาสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และบางส่วนทรงเก็บรักษาไว้รวมถึงเทียร่าองค์นี้ด้วย


พระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงรัดเกศาสไตล์แบนโดคาดพระนลาฎ ตามแบบแฟชั่นแกสบี้ที่นิยมกันในยุค 1920 

ความโดดเด่นของรัดเกศาเพชรของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” นี้ มีความเปล่งประกายรัศมี เป็นแฉกแหลมตลอดองค์ ที่เรียกกันว่า “Fringe Tiara” เป็นผลงานของฝีมือช่างของเมซง “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนเป็นสร้อยพระศอโดยจะเห็นได้จาก เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ ที่ทรงใช้เป็นสร้อยพระศอในขณะนั้น หรือสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ทรงรัดเกศาสไตล์แบนโดคาดพระนลาฎ ตามแบบแฟชั่นแกสบี้ที่นิยมกันในยุค 1920  ส่วนสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ทรงเป็นทั้งรัดเกศาและสร้อยพระศอ (ภาพข้างต้น) ที่เห็นเด่นชัดคงจะเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้ทรงรัดเกศารัศมีออกงานบ่อยครั้ง และทรงนำมาดัดแปลงกับทั้งชุดไทยและชุดตะวันออก ทั้งคาดพระนลาฎ คาดพระจุฑามาศ คาดพระเกศา และทรงใช้เป็นสร้อยพระศอเช่นกัน


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้ทรงรัดเกศา “Fringe Tiara” ลายโรโกโกแฉกแหลมตลอดองค์ จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ ออกงานบ่อยครั้ง


สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงรัดเกศา “Fringe Tiara” ฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับ สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ ที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร พร้อมด้วย เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ พระราชธิดาในคราวเสด็จมาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 10-15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515

อีก 1 องค์ ที่ถือว่าเป็นเครื่องเพชรประจำราชวงศ์จักรี จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” อย่าง “รัดเกล้าเพชร” ลวดลายไทย ที่สามารถถอดเป็นสร้อยพระศอ และ สร้อยข้อพระหัตถ์ นับว่าเป็นอีกหนึ่งองค์ที่มีความงดงามและมีเทคนิคการทำที่แยบยล โดยใช้เทคนิคฝังเพชรขึ้นตัวเรือนแบบซ่อนหนามเตย “Mystery Set™” ใช้ลูกเล่นการฝังอัญมณีบดบังหนามเตยโลหะบนตัวเรือนเพื่ออวดความงามของรัตนชาติ โดยองค์นี้ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้ในการพระราชพิธีสำคัญหลายครั้ง รวมทั้งในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆในยุโรปในช่วงต้นรัชกาลที่ ๙ อีกด้วย


“รัดเกศาเพชร” จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” สามารถถอดเป็นสร้อยพระศอ และ สร้อยข้อพระหัตถ์ ได้ 


รัดเกศาเพชรองค์นี้ เป็นพระราชมรดกจาก พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงยกให้กับ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี 


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรัดเกศารังสรรค์โดย “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ในการพระราชพิธีสำคัญหลายครั้ง


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงรัดเกศาที่รังสรรค์โดย “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” โดยฉลองพระองค์ชุดราตรีจาก Balmain

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้ทรงรัดเกศาเพชร และสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) ออกงานบ่อยครั้ง และทรงนำมาดัดแปลงกับทั้งชุดไทยและชุดตะวันออก ทั้งคาดพระนลาฎ คาดพระจุฑามาศ คาดพระเกศา และทรงใช้เป็นสร้อยพระศอเช่นกัน

โดยเครื่องเพชรประจำราชวงศ์จักรี ที่เป็นเครื่องประดับอัญมณีจากช่างผู้ผลิตเครื่องประดับอันมีชื่อของยุโรป สมัยนั้นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงโปรดเครื่องเพชรมาก ทำให้ทรงมีเครื่องเพชรมากกว่าทางสายของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ดังนั้นทรงมีพระราชมรดกเครื่องเพชรจากร้านจิวเวอรี่ชื่อดังของยุโรปมากมายหลายชุด งดงามล้ำค่าควรเมืองมีอยู่หลายสิ่งที่เป็นชิ้นใหญ่ๆมีค่าที่พระราชินีทรงเมื่อออกมหาสมาคม  เล่ากันว่าเวลาจะทรงใช้ ข้าหลวงต้องเชิญมาเป็นถาดๆให้ทรงเลือก แต่ปลายพระชนมชีพก็ไม่ได้สนพระราชหฤทัยเท่าใดนัก ทรงเป็นชิ้นเล็กๆ พวกเข็มกลัดพระนาม ภายหลังเสด็จสวรรคต เครื่องอาภรณ์ล้ำค่าเหล่านี้ รัชกาลที่ ๖ ยังไม่ได้ทรงแบ่งให้กับบรรดาพระทายาท ทรงเก็บไว้เป็นกองกลาง ผู้ใดจะใช้ก็พระราชทานยืมชั่วครั้งคราว

ตกทอดมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่องพระองค์เสด็จฯออกนอกประเทศ ได้ทรงนำบางส่วนติดพระองค์ไปด้วย โดยเฉพาะเครื่องประดับชุดมรกตล้ำค่าที่ทรงขายร้านคาเทียร์ไปภายหลัง เพื่อพยุงพระเกียรติยศและดำรงพระชนม์ชีพเนื่องจากทางคณะราษฎร์ได้สั่งอายัดพระราชทรัพย์ในประเทศไทย แต่บางส่วนก็ยังคงเก็บรักษาไว้ในพระบรมหาราชวัง บนพระที่นั่งไพศาลทักษิณ มีการอัญเชิญอพยพไปตอนช่วงสงครามไปเก็บรักษาไว้ในถ้ำที่เพชรบูรณ์ หลังสงครามจึงได้นำกลับมาเก็บรักษาไว้ในพระบรมหาราชวังตามเดิม จากหนังสือดวงแก้วพระมงกุฎเกล้าฯ ได้ระบุการแบ่งพระราชมรดกไว้ดังนี้

20 ปีผ่านไปนับตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ เสด็จสวรรคต มีการผลัดเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดิน 3 พระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ มีพระประสงค์ให้แบ่งพระราชมรดกจำพวกเครื่องเพชร เครื่องประดับและอัญมณีสูงค่า ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แก่พระกุลทายาทสายต่าง ๆ ที่ทรงมีสิทธิ์ในพระราชมรดก ซึ่งพระคลังข้างที่ดูแลรักษา ก่อนหน้านั้นนายกรัฐมนตรีในยุคเผด็จการ ไม่ยอมให้นำออกมาแบ่ง

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในรัชกาลที่ ๙  ทรงเป็นประธานในการแบ่งพระราชมรดกไปยังทายาทสายต่างๆ อาทิ สายสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีฯ พระนางเธอลักษมีลาวัณย์ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ และพระสุจริตสุดา  สายพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์  สายพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา เป็นต้น


“เอสแต็ลล์ อาร์เปลส์” บุตรีนักธุรกิจค้ารัตนชาติเลอค่า กับ “อัลเฟร็ด แวนคลีฟ” บุตรชายช่างเจียระไนและนายหน้าค้าเพชร

อนึ่งอัญมณีชั้นสูงของโลกอย่าง “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” (Van Cleef & Arpels) เครื่องประดับอัญมณีจากประเทศฝรั่งเศส ที่อายุเก่าแก่กว่า 110 ปีนี้ ก็มาจากเรื่องราวความโรแมนติกไม่แพ้ผลงานการสร้างสรรค์เลย โดยเริ่มต้นจากความรักระหว่าง “เอสแต็ลล์ อาร์เปลส์” บุตรีนักธุรกิจค้ารัตนชาติเลอค่า กับ “อัลเฟร็ด แวนคลีฟ” บุตรชายช่างเจียระไนและนายหน้าค้าเพชร ที่คบหาจนแต่งงานกันในปี 1895 หลังจากนั้นในปี 1906 ทั้งคู่ตัดสินใจดำเนินธุรกิจร่วมกับพี่ชายทั้งสามของเอสแต็ลล์คือ ชาร์ลส์ม, จูเลียน และลูอิส ด้วยการเปิดบูติก “Van Cleef & Arpels” แห่งแรก ณ อาคารเลขที่ 22 จัตุรัสว็องโดม ในทำเลที่มีความหรูหราและสง่างามใจกลางกรุงปารีส

ถ้าจะเอ่ยถึงเมซงผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีแห่งนี้ว่ามีชื่อเสียงอย่างมากในสมัยนั้น คงไม่ผิดนัก เพราะอัญมณีจาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์”  มีความนิยมขจรขจายรวดเร็วมาก และผลงานสร้างสรรค์ของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” เองก็เริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญระดับโลกหลายต่อหลายครั้ง จากนั้นคนในตระกูลรุ่นที่สอง ก็เข้ามาสืบทอดกิจการในช่วงทศวรรษ 1930 ภายใต้การอำนวยการฝ่ายศิลป์ของ “เรอเน่ ปุยซังต์” ธิดาของเอสแต็ลล์กับอัลเฟร็ด โดยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ตั้งแต่ปี 1926 จนถึงปี 1942 ซึ่งสร้างสไตล์ต้นแบบทรงเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้จนได้จดจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ของเมซง ผ่านผลงานคอลเลกชั่นต่างๆ มากมาย โดยร่วมกับนักออกแบบชื่อก้องอย่าง “เรอเน่-แซ็ง ลากาซ” อีกด้วย

“Zip necklace” สร้อยคอทรงซิป ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงตัวกลัดสายซิป ดีไซน์โดดเด่นที่ได้รับความนิยมจวบจนปัจจุบัน

ครึ่งแรกของศตวรรษ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” พัฒนาทักษะความชำนาญต่างๆจนกลายเป็นสัญลักษณ์สร้างชื่อเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคฝังเพชรขึ้นตัวเรือนแบบซ่อนหนามเตย “Mystery Set™” ใช้ลูกเล่นการฝังอัญมณีบดบังหนามเตยโลหะบนตัวเรือนเพื่ออวดความงามของรัตนชาติ หรือจะเป็นประดิษฐกรรมกระเป๋าเครื่องสำอางมิโนดิเยร์ ตลอดจนนวัตกรรม “Zip necklace” สร้อยคอทรงซิป ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงตัวกลัดสายซิป โดยความงามสง่าและความคิดริเริ่มประดิษฐกรรมในผลงานชิ้นต่างๆเหล่านี้ หลอมรวมร่วมกับวัตถุดิบเลอค่า หนุนส่งให้ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ขึ้นแท่นเป็นขวัญใจเหล่าราชวงศ์ระดับโลก ราชนิกุลชั้นสูง ตลอดจนบุคคลผู้มีชื่อเสียง ซึ่งรวมถึงราชวงศ์จากประเทศไทยดังที่กล่าวมาข้างต้น

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก issuu.com/topicstock.pantip.com/thaimonarch.org/th.wikipedia.org/vancleefarpels.com/thairath.com/pinterest.com/chiangmaicitylife.com

History Jewellry Love Royal Story

The Duchess of Windsor

บริษัทจัดการประมูลชื่อดังอย่าง Sotheby’s ได้จัดการประมูลเครื่องประดับที่เปรียบเสมือนตัวแทนความรักของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และนางวอลลิซ ซิมป์สัน พระชายา มีขึ้น ณ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 โดยเครื่องประดับที่ถูกนำมาประมูลครั้งนั้นมีจำนวนทั้งสิ้น 20 ชิ้น และมียอดเงินประมูลรวมสูงราว 8 ล้านปอนด์ สำหรับเครื่องประดับชิ้นที่มีผู้ให้ความสนใจมากที่สุด คือ สร้อยข้อมือรูปเสือดาวประดับด้วยเพชรและนิลของ Cartier ถูกประมูลไปในราคาที่สูงถึง 4.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาประมูลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ Sotheby’s เคยจัดประมูลมา

Diamond Panther Bracelet จาก Cartier ถูกประมูลไปในราคาที่สูงถึง 4.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาประมูลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ Sotheby’s เคยจัดประมูลมา

ความพิเศษของสร้อยข้อมือเส้นนี้อยู่ที่ความโดดเด่นในด้านการออกแบบและเทคนิคการผลิตที่เหนือชั้นเมื่อเทียบกับการผลิตเครื่องประดับในยุคนั้น เนื่องจากต้องใช้เทคนิคขั้นสูงและฝีมือการผลิตที่ประณีตเป็นอย่างยิ่งในการสร้างข้อต่อเพื่อให้ตัวเสือดาวพันลงบนข้อมือได้อย่างแนบสนิท

เธอสวมข้อมือ Diamond Panther ในปี 1959, ในงาน Gala opening of the new Lido Revue ปารีส ฝรั่งเศส

โดยสร้อยข้อมือเรือนนี้มีสลักลายเซ็นต์ด้านในว่า ‘Great Cats’ ที่ได้การรังสรรค์ขึ้นจาก House of Cartier ภายใต้การออกแบบของ Jeanne Toussaint ผู้อำนวยการแผนกเครื่องประดับของ Cartier ที่ผสมเพชรและนิลและใช้เทคนิคสร้างข้อต่อยุคใหม่ที่ผสานสรีระของข้อมือได้อย่างแยบยล ผลักดันและสร้างชื่อเสียงให้ Cartier ประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น จนถือว่าเป็นแบรนด์เครื่องประดับที่สร้างตำนาน ‘jeweller of kings’ ได้อย่างไม่มีที่ติ

Sarah Brightman สวมเครื่องประดับเข้าชุด Diamond Panther ในงานเปิดตัวละครบรอดเวย์ The Phantom of the Opera ที่นิวยอร์ก เดือนมกราคม ปี 1988

ก่อนหน้าที่คอลเล็กชั่น Diamond Panther จะถูกประมูลอีกครั้ง สร้อยข้อมือเส้นนี้เคยตกเป็นสมบัติของนักร้องดังแห่งยุคอย่าง Sarah Brightman นักร้องสาวที่ Andrew Lloyd Webber นักประพันธ์เพลงระดับตำนานประมูลให้เธอ ในปี 1987 ที่กรุงเจนีวา ในฐานะภรรยาคนใหม่และมอบเป็นของขวัญให้เธอเพื่อเฉลิมฉลองละครบรอดเวย์เรื่อง The Phantom of the Opera ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มถลายในกรุงลอนดอน ในฐานะที่เธอเป็นนักแสดงนำและเขาเป็นผู้ประพันธ์

หลังจากนั้นคอลเล็กชั่นนี้ก็ถูกขายทอดตลาดอีกครั้งโดยบริษัทประมูล Christie’s ที่จัดขึ้นโดย Sarah Brightman นั้นเอง โดยเธอมุ่งมั่นที่จะนำรายได้จากการขายในครั้งนี้มอบให้แก่มูลนิธิ Andrew Lloyd Webber Foundation ที่เป็นของอดีตสามีของเธอ เพื่อสนับสนุนศิลปะดนตรีในโรงเรียนมูลนิธิมรดกทางสถาปัตยกรรม ต่อมาเครื่องประดับมีค่าชุดนี้ก็ตกมาอยู่ในการประมูลที่จัดขึ้นโดย Sotheby’s ในเวลาถัดมา


หนึ่งในเครื่องประดับที่ออกประมูลอย่างเข็มกลัดประดับมรกตคำว่า WE หมายถึง Wallis และ Edward แทนความรัก ทำโดย Cartier ในปี 1957


เข็มกลัดนกกระเรียนอัญมณีประดับเพชรมูลค่าในปัจจุบันเกือบ 2 ล้านปอนด์

เครื่องประดับของวอลลิซบางส่วนที่ถูกออกประมูลครั้งล่าสุด

โดยสร้อยข้อมือนี้ ถูกประมูลในราคาที่สูงถึง 4,500,000 ปอนด์ที่ Sotheby’s ในคืนสุดท้ายก่อนการประมูลจะจบลง โดยเป็นราคาประมูลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ Sotheby’s เคยจัดประมูลมาและถือว่าเป็นเครื่องประดับจาก Cartier ที่ราคาสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นจากการประมูล โดย David Bennett ประธานของ Sotheby’s Jewellery in Europe and the Middle East ได้เล่าถึงคอลเล็กชั่นชุดนี้ว่า

เธอเป็นดัชเชสที่เป็นผู้นำแฟชั่นและเป็นตัวอย่างของความสง่างาม กาลเวลาไม่สามารถทำลายแนวคิดที่แสนจะสมัยใหม่ และทันโลก ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดของเธอ

“มันเป็นเครื่องประดับที่ยากหาที่ใดเหมือน และไม่มีใครจะอัจฉริยะเท่ากับการดีไซน์ที่ไร้กาลเวลาของคาร์เทียร์ เครื่องประดับทั้งหมดของดัชเชลแห่งวินเซอร์นี้ บอกเล่าเรื่องราวของความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ที่ยศถาบรรดาศักดิ์ไม่สามารถทำลายความรักที่สุดแสนโรแมนติก หนึ่งในความรักแห่งราชบัลลังก์อังกฤษแห่งนี้”


หนังสือชีวประวัติและหนังสือรวมคอลเลคชั่นส่วนพระองค์ The Duke & Duchess of Windsor

แต่สิ่งที่ยิ่งเพิ่มความพิเศษให้แก่เครื่องประดับชิ้นนี้ นอกจากที่บุคคลทั้งสองได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบและการผลิตอย่างใกล้ชิดแล้ว คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ชายผู้ซึ่งยอมสละทุกอย่างแม้กระทั่งราชบัลลังก์เพื่อแลกมาซึ่งการได้ครองคู่กับสตรีผู้เป็นดวงใจนามว่า ‘วอลลิซ ซิมป์สัน’ รวมถึงเรื่องราวของการตามหาหนังสือนามว่า The Duke & Duchess of Windsor

ผู้เขียนเองไม่เคยรู้มาก่อนว่าการตามหาหนังสือหนึ่งเล่มที่อยากได้มานานมากๆมันเป็นยังไง หลังจากที่ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ได้ครอบครอง หนังสือที่ผลิตตั้งแต่แต่ปี 1997 ชื่อว่า The Duke & Duchess of Windsor ที่กล่าวถึงประวัติของหญิงสาวนามว่า Wallis Simpson ที่เป็นหม้ายสาวพราวเสน่ห์ให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งวินด์เซอร์ ซึ่งเดิมเป็น สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักรถึงกับสละราชสมบัติเพื่ออภิเษกสมรสกับเธอได้ จะกลายเป็นหนังสืออีกเล่มที่มีในบ้าน จริงๆถ้าลองหาดูมันก็คงมีถมเถให้ซื้อออนไลน์หรือหาจากร้านหนังสือร้านไหนก็อาจจะหาได้ แต่ที่ภูมิใจคือเล่มนี้มี Autograph Letter ของเธอที่เขียนด้วยปากกาถึง Madame Maurois สหายที่เป็นที่รักด้วย (ต้องขอบคุณ Seller ผู้ใจดีนามว่า eBay ที่ทำให้ได้เจอเล่มนี้)


ชุดนี้มี Autograph Letter ของเธอที่เขียนด้วยปากกาถึง Madame Maurois สหายที่เป็นที่รักด้วย (ต้องขอบคุณ Seller ผู้ใจดีนามว่า eBay ที่ทำให้ได้เจอเล่มนี้)

หนังสือคอลเล็กชั่นนี้บอกเล่าเรื่องราวของเธอและสามี รวมถึงสมบัติทั้งหมดของทั้งคู่ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงเครื่องประดับที่ถูกประมูลในตอนต้นด้วย หากจะเล่าประวัติคร่าวๆของเธอ ก็สามารถสรุปได้ว่า วอลลิซ ซิมป์สัน เป็นหม้ายสาวพราวเสน่ห์ชาวอเมริกันที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 3 ครั้ง ก่อนที่จะมาพบรักกับหนุ่มหล่อเจ้าสำราญอย่างพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ซึ่งในขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งยอร์ก ทั้งคู่พบกันที่งานเลี้ยงแห่งหนึ่ง และได้เริ่มศึกษาดูใจจนพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะคนรักโดยที่ในขณะนั้นนางซิมป์สันยังไม่ได้หย่าขาดจากสามีคนที่ 3

Wallis Simpson (วอลลิส ซิมป์สัน) 19 June 189624 April 1986 

ภายหลังจากการขึ้นครองราชสมบัติ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ประสงค์ที่จะแต่งงานกับนางซิมป์สัน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกราชวงศ์ อีกทั้งยังมีเสียงคัดค้านมากมายจากคณะรัฐบาลตลอดจนแรงต้านจากประชาชน ด้วยทุกฝ่ายมองว่านางซิมป์สันไม่มีคุณบัติดีพอที่จะเป็นราชินี รวมถึงกฏของราชวงศ์ที่ห้ามแต่งงานกับหญิงหรือชายที่หย่าร้าง เมื่อชีวิตรักของกษัตริย์กลายเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ทางออกเดียวที่จะได้แต่งงานกับเธอ พระองค์ก็ได้เลือกที่จะ ‘สละราชสมบัติ’ ในประวัติแม้ว่านางซิมป์สันจะคัดค้านและตัดสินใจที่จะเป็นฝ่ายเดินออกมาจากชีวิตของเขาเพื่อให้ได้ครองบัลลังก์ต่อไป แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจที่แน่วแน่ของพระองค์ในครั้งนี้ได้

ในวันที่ 10 ธันวาคม 2479 ภายหลังจากการครองราชสมบัติเพียง 326 วัน พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็ทรงประกาศสละราชสมบัติ โดยพระองค์ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อประชาชนซึ่งในถ้อยแถลงตอนหนึ่งมีความว่า

“ข้าพเจ้าปรารถนาให้ทุกท่านเข้าใจว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ มิได้เป็นไปโดยปราศจากการคำนึงถึงประเทศชาติ แต่โปรดเข้าใจว่าความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในฐานะกษัตริย์ข้าพเจ้าเต็มใจยิ่งที่จะปฏิบัติ แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ข้าพเจ้าจะรับผิดชอบกิจการงานทั้งปวงโดยปราศจากแรงสนับสนุนจากสตรีที่ข้าพเจ้ารัก”


พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ได้แต่งงานกับนางซิมป์สัน ณ Chateau de Cande ในวันที่ 3 มิถุนายน 1937 ประเทศฝรั่งเศส

ภายหลังจากการสละราชสมบัติ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ได้แต่งงานกับนางซิมป์สันและได้ย้ายไปพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นการถาวร มีคนกล่าวถึงเรื่องราววอลลิซมานานแล้ว ทั้งเรื่องใส่สี ให้ร้าย หรือเรื่องดีๆ ความเด็ดเดี่ยวและความรักที่มีต่อเจ้าชาย คนหลายคนมองว่าพระเธอหวังรวยทางลัด ถึงต้องเลิกกับสามีคนที่ 3 เพื่อมาแต่งกับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด สู่บันไดการเป็นควีน จนเจ้าชายต้องยอมสละราชสมบัติเพื่อมาแต่งงานกับเธอ หรือข่าวบิดเบือนว่าเธอตกอับ โดนตราหน้าให้ร้ายและต้องลี้ภัยมาอยู่ที่ฝรั่งเศส รอคอยเงินจากสำนักพระราชวังและเบี้ยเลี้ยงจากการเขียนหนังสือชีวประวัติของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเอง จนในที่สุดพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็สิ้นพระชนม์ในปี 2515 ซึ่งพระศพได้ถูกอัญเชิญกลับมาฝัง ณ สุสานหลวงของราชวงศ์วินด์เซอร์ และอีก 14 ปีให้หลัง


พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และนางวอลลิส ซิมป์สัน

มันก็นะ ชีวิตคนไม่ได้รุ่งโรจน์ในด้านเดียว ความผิดหวังท้อแท้ของชีวิตก็มี แต่หลายๆสิ่งในตัวเธอที่ดีก็มีให้เห็น ทั้งเรื่องการแต่งกายที่ยอมรับจริงๆว่าเธอเป็นคนไม่สวยแต่สง่างามและมีเสน่ห์ ถึงได้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลของโลกด้านแฟชั่นหลายปีซ้อน เครื่องประดับที่ผลิตโดย Cartier ดังที่กล่าวมาตอนต้น ทั้งมุก พลอย แซฟไฟร์ เพชรซีก และอื่นๆปัจจุบันประเมินราคาแทบไม่ได้ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้เป็นชิ้นเอกอะไรของ Cartier เลย แต่มันคือมูลค่าของเรื่องราวและความรักที่ซ่อนอยู่ภายใน เธอต้องยืนหยัดในสังคมเพื่อให้เจ้าชายและตัวเองอยู่รอดและเป็นที่ยอมรับ รวมถึงมีเรื่องราวที่ถูกหยิบยกเล่าว่า ขณะที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดสิ้นลมและต้องนำพระศพมาจัดพระราชพิธีที่อังกฤษ เธอก็ยังฝืนยิ้มเด็ดเดี่ยวท่ามกลางประชาชนบางกลุ่มที่ยังต่อต้าน และราชวงศ์ที่ไม่ได้สนใจใยดีเธอแม้แต่น้อย และต้องอ้างว้างสิ้นหวังในการกลับสู่ฝรั่งเศสโดยปราศจากสามีอันเป็นที่รัก หนำซ้ำหลังจากกลับมาก็ร่างกายทรุดโทรม และโรยราไปตามกาลเวลา แถมยังโดน Suzanne Blum ทนายความประจำตระกูลดูแลทรัพย์สินและผลประโยชน์ยึดอำนาจ เอาของมีค่าและสมบัติไปขาย ในขณะที่เธอเองก็นอนป่วยหายใจโรยราอยู่บนเตียงและสิ้นลมในปี 1986


วอลลิซ ซิมป์สัน ในปี 1974 ก่อนที่เธอจะสิ้นลมในปี 1986

การแก่งแย่งชิงดี ชิงชัง โกงและให้ร้ายมีให้เห็นดาษดื่นตั้งแต่มนุษย์กลุ่มแรกๆเกิดมาบนโลก ความสุขที่แท้จริงของคนทุกคนมีเท่ากัน แต่ไม่เป็นที่พอใจของแต่ละคน บางคนมองว่ามันน้อยเกินไปก็อยากจะเป็นใครสักคนบนโลกที่ทุกคนให้การยอมรับ ในขณะที่บางคนยอมที่จะลดความสุข ความมั่งคั่ง อำนาจ ของตัวเองลงมาเพื่อหาความสุขที่แท้จริง ความรักมันชนะทุกสิ่งและได้เห็นจริงๆบนโลกนี้  ท้ายสุดศพของนาง Wallis Simpson ก็ยังได้นอนเคียงข้างหลุมศพของสามี ณ สุสานหลวง Royal Burial ของราชวงศ์อังกฤษ ไม่ถูกแยกจากกันแม้ยามไร้ลมหายใจ และถูกจารึกนามใหม่ให้เกียรติแก่เธอบนหลุมศพว่า Duchess of Windsor ผู้จากไปอย่างนิรันดร์

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก sothebys.com/The Duchess of Windsor/wwd.com

Art History Library Royal Story

ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล

“ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล : คณะราชทูตสยาม ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑”

ความสัมพันธ์ ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ หลังจากที่ห่างเหินไปกว่า ๑๖๐ ปี การเจริญพระราชไมตรีนี้เป็นพระบรมราโชบายสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงเอาพระราชหฤทัยใส่อย่างจริงจัง เพื่อให้ราชอาณาจักรสยามสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีอิสรภาพท่ามกลางแนวคิดใน การแสวงหาและการยึดครองดินแดนต่าง ๆ ในเอเชียอาคเนย์ของประเทศมหาอำนาจตะวันตก
นับแต่ปี พ.ศ. ๒๓๙๙ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริแต่งคณะราชทูตสยามให้เชิญ พระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการไปถวายพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศส แต่กว่าที่จะสำเร็จลงได้นั้นก็ต้องรอเวลาเกือบ ๕ ปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ คณะราชทูตสยามเดินทางถึงประเทศฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศสและทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์นพร้อมทั้งเครื่องมงคลราชบรรณาการ ในครั้งนั้นคณะราชทูตประกอบด้วยพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) จางวางพระคลังสินค้า เป็นราชทูตเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (วอน บุนนาค) เป็นอุปทูต และพระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) เป็นตรีทูต รวมทั้งคณะชาวสยามอีกหลายสิบคนนับเป็นการเจริญพระราชไมตรีที่ยิ่งใหญ่ครั้ง หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ภายในพระราชวังฟงแตนโบล

หนึ่งในโบราณวัตถุที่ถูกโจรกรรมที่พระราชวังฟงแตนโบลรวมทั้งสิ้น ๑๕ ชิ้น รวมถึงพระมหาพิชัยมงกุฎของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่คณะราชทูตสยามได้ถวายแด่กษัตริย์นโปเลียนที่ ๓ ด้วย กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสว่า พิพิธภัณฑ์ฯได้แจ้งยืนยันข้อมูลการโจรกรรมดังกล่าวแล้ว โดยในชั้นนี้ โบราณวัตถุที่เป็นของไทยและถูกโจรกรรมมีเพียงชิ้นเดียวคือพระมหาพิชัยมงกุฎฯ ซึ่งปัจจุบันยังไร้ร่องรอย

เครื่องมงคลราชบรรณาการที่สยามส่งไปยังประเทศฝรั่งเศสมีความงดงามยิ่งใหญ่และเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง พระจักรพรรดินีเออ เฌนีแห่งฝรั่งเศสโปรดฯให้จัดเก็บเครื่องมงคลราชบรรณาการไว้ที่พระราชวัง ฟงแตนโบลซึ่งเป็นที่เสด็จออกรับคณะราชทูตเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๔ อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดได้เห็นสิ่งของเครื่องมงคลราช บรรณาการที่ทางสยามจัดส่งไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ พิพิธภัณฑ์พระราชวังฟงแตนโบล ได้จัดแสดงเครื่องมงคลราชบรรณาการจากสยาม ภาพวาดคณะราชทูตสยามเข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ทั้งยังได้จัดพิมพ์หนังสือคู่มือประกอบนิทรรศการ อันประกอบไปด้วยบทความต่างๆ ที่น่าสนใจและที่สำคัญคือภาพเครื่องมงคลราชบรรณาการอันงดงามประณีตที่คนไทย ไม่เคยเห็นมากว่า ๑๕๐ ปี เช่นพระมหามงกุฎ เครื่องราชูปโภคทองคำต่างๆ พระราชสาส์นทองคำ แผ่นผ้ารูปพระแก้วมรกต ๓ ฤดู และเครื่องมหัคฆภัณฑ์อื่นๆ โดยปัจจุบันพระมหาพิชัยมงกุฎของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกโจรกรรมและหายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย

หนังสือ ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล จัดทําขึ้น เนื่องในวาระครบรอบ ๑๕๐ ปี ที่คณะราชทูตสยามเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อเข้าเฝาพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑

ใน หนังสือเล่มนี้ นอกจากภาพวาดอันงดงามของฌอง-เลออง เฌโรม (Jean-Leon Gerome) ที่ปรากฏเป็นปกหน้าหนังสือแล้ว ยังประกอบด้วยบทความเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ทั้งบทความที่อธิบายจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสแต่ ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บทความเรื่องความสัมพันธ์สยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์ และสิ่งสำคัญคือบัญชีรายการสิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการพร้อมทั้งภาพถ่าย คณะราชทูตสยามในครั้งนั้นในเชิงมานุษยวิทยาอีกด้วย นับได้ว่าหนังสือ “ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบลคณะราชทูตสยาม ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑” เป็นการระบายหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ให้มีสีสันงดงามควรค่าแก่การจดจำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการทั้งปวงย่อมแสดงให้เห็นว่าสายพระเนตรของพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมองการณ์ไกลยิ่งนัก ทรงตระหนักดีว่าวิธีการทางการทูตและมิตรไมตรีอันดีระหว่าง ๒ ประเทศเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาขัดข้องต่างๆ ระหว่างประเทศได้ ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าบรรพชนในราชินิกุลบุนนาคนั้น ได้รับสนองงานอันเป็นคุณูปการและประโยชน์แก่แผ่นดินมาโดยตลอดอีกด้วย

Jean Léon Gérôme ศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้วาดภาพ The Reception of Siamese Ambassadors by Emperor Napoleon III (1808-73)

เหรียญที่ระลึกพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) ถวายพระราชสาส์นรัชกาลที่ ๔ แด่สมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ณ พระราชวังฟงแตนโบล ๒๗ มิถุนายน ๒๔๐๔

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Siam Renaissance

 

Food History Lifestyle Royal Story

Bangkok called “Chote Chitr” Meghan Markle’s Favorite Restaurant Will Make You Like Her So Much More

เรเชล เมแกน มาร์เกิล คือสาวอเมริกันวัย 36 ปี คู่หมั้น Prince Harry ที่ทำงานเป็นนักจิตวิทยาและครูสอนโยคะ และที่ประเทศอังกฤษ ณ ตอนนี้ คงไม่มีผู้หญิงคนไหนโด่งดังเท่าเธอ ว่าที่สมาชิกคนใหม่ของราชวงศ์อังกฤษ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอล้วนได้รับความสนใจ ทั้งแฟชั่นแบบเมแกนสไตล์ อาทิ กระเป๋าที่เธอถือ เสื้อผ้าและรองเท้าที่เธอสวมใส่ กลายเป็นสินค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่หนึ่งสิ่งที่ใครหลาย ๆ คนอยากรู้เกี่ยวกับเมแกนก็คือ อาหารที่เธอชอบ และหนึ่งในนั้นคืออาหารไทยจานโปรดอย่าง ผัดไท ที่สร้างประสบการณ์ของอาหารจานโปรดที่เมื่อครั้งเธอเดินทางมายังประเทศไทย

เว็บไซต์ Delish.com เปิดเผยชื่อร้านอาหารโปรดของ “เมแกน มาร์เคิล” พระคู่หมั้นของเจ้าชายแฮร์รี่ รัชทายาท อันดับ 5 ของราชวงศ์อังกฤษ จากการสัมภาษณ์เมแกน เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ ระหว่างโปรโมทเว็บไซต์ The Tig ของเธอ ในปี 2559

โดยเมแกน ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เธอชอบร้านโชติจิตร (Chote Chitr) ในกรุงเทพฯ มาก  ที่นั่นมีเพียง 6 โต๊ะ เป็นร้านเล็กๆสีเขียว และถึงแม้จะไม่ใช่ร้านที่ได้รับดาวจากมิชลิน (มิชลิน ไกด์) แต่เมื่อได้ชิมผัดไทยของร้านนี้ เธอถึงกับร้องว่า

“โอ้พระเจ้า ที่ผ่านมาฉันกินอะไรไป ? ”  “นี่คือรสชาติผัดไทยที่แท้จริง”

บทสัมภาษณ์นี้ทำให้เชื่อได้ว่า เมแกนชื่นชอบผัดไทยของร้านโชติจิตรอย่างแท้จริง ซึ่งร้านโชติจิตร เป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดมากว่า 100 ปีแล้ว ตั้งอยู่ในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ในซอยแพร่งภูธร ถนนตะนาว เขตพระนคร (ฝั่งเลียบคลองหลอด ตรงข้ามกระทรวงกลาโหม) โดยร้านนี้จะเปิดวันจันทร์ – เสาร์  ซึ่งนับว่าเป็นร้านที่มีชาวต่างชาติ นิยมมารับประทานอาหารไทย จนกลายเป็นลูกค้าประจำและบอกในสังคมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยการตกแต่งในร้าน มีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ที่ยังเป็นแบบดั้งเดิม รวมถึงมีเมนูอาหารไทยกว่า 500 เมนูให้เลือก ซึ่งอาหารขึ้นชื่อได้แก่ ยำถั่วพู หมี่กรอบ  รวมถึงผัดไทยที่เมแกนชอบด้วย นอกจากนี้เว็บไซต์และสื่อต่างชาติหลายสื่อ ลงข้อมูลและแนะนำร้าน โชติจิตร ให้เป็นร้านอาหารที่เมื่อเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยไม่ควรพลาดที่จะลิ้มลอง


โดยคุณสามารถแวะไปชิมผัดไทย เมนูสุดโปรดของเมแกนได้ที่ร้าน โชติจิตรโภชนา (Chote Chit Pochana)
ที่อยู่ : 146 ถ.แพร่งภูธร ศาลเจ้าพ่อเสือ พระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทรศัพท์ : 0-2221-4082 , 08-1847-6610
เปิดจันทร์ – เสาร์ เวลา 11.00-21.00 น.หยุดอาทิตย์

การเดินทาง :
จากถนนแพร่งภูธร ให้มาทางกระทรวงมหาดไทย แล้วให้ไปทางด้านจะสังเกตเห็นร้านโชติจิตรโภชนา อยู่ด้านหลังกระทรวงมหาดไทย

History Royal Story

HISTORIC FIGURES: NICHOLAS II (1868-1918)

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงประสูติเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1868 ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ทรงเป็นพระราชโอรสองค์โตแห่งพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สาม (Alexander III) และซาริน่ามาเรีย ฟิโอโดรอฟน่า (Maria Fyodorovna) ซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งประเทศเดนมาร์ก ดังนั้นพระองค์จึงทรงอิสริยายศเป็น “ซาร์เรวิช แกรนด์ดยุค นิโคลัส” ซึ่ง “ซาร์เรวิช” คือตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์โรมานอฟของอาณาจักรรัสเซีย

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองขณะทรงพระเยาว์

ในฐานะแห่งองค์รัชทายาท เจ้าชายนิโคลัสต้องทรงได้รับการถวายพระอักษรตั้งแต่พระชนมายุได้ 14 ชันษา แต่ด้วยความที่เป็นถึงองค์รัชทายาททำให้พระอาจารย์ไม่มีสิทธิ์ที่จะทูลซักถามลูกศิษย์ที่มีฐานะเป็นองค์รัชทายาทเลย ดังนั้นจึงไม่อาจรู้ได้ว่าเจ้าชายนิโคลัสทรงเฉลียวฉลาดมากน้อยเพียงใด แต่ในเรื่องพระอุปนิสัยนั้นมีผู้ลงความเห็นว่าพระองค์ทรงมีพระทัยคับแคบ ปฏิเสธที่จะรับฟังคำเตือน ไม่รู้สึกว่าพระองค์เป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ทรงไม่เชื่อมั่นในพระองค์เอง พระองค์ทรงหลีกเลี่ยงการตัดสินพระทัยเกี่ยวกับปัญหายุ่งยากทั้งมวลด้วยการยอมรับความคิดเห็นของทุกคน แต่ถึงกระนั้นพระอุปนิสัยส่วนพระองค์กลับประทับใจคนทั่วไปที่ได้เข้าเฝ้ามาก พระองค์มีความสุภาพ อ่อนโยน มีความเมตตากรุณา เป็นกันเองต่อผู้ใกล้ชิด ทรงมีเสน่ห์ และไม่เคยแสดงพระอาการและพระราชดำรัสที่กระทบกระเทือนความรู้สึกของใครเลย

เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาทแล้ว เจ้าชายนิโคลัสมักจะทรงบันทึกเหตุการณ์ประจำวันเพื่อฆ่าเวลาระหว่างวันเสมอ หรือเล่นเกมต่างๆ เสด็จออกไปล่าสัตว์ ซึ่งพระกิจวัตรของพระองค์ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่หาสาระอะไรไม่ได้เลย และเมื่อทรงเจริญพระชันษาขึ้นมา พระองค์ทรงตกเป็นข่าวว่ามีความสัมพันธ์กับดาราบัลเล่ห์ชาวโปล์อายุ 17 ปี ชื่อมาธิลเดอ คเชสซินสก้า โดยพระองค์พัวพันกับสตรีผู้นี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1890 และพระองค์ทรงจริงจังมากจนถึงขั้นจะอภิเษกด้วย


ขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในขณะดำรงตำแหน่งรัชทายาท

แต่พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สามพระราชบิดาทรงไม่เห็นชอบด้วย และแยกทั้งสองคนออกจากกันด้วยการมีพระราชบัญชาให้เจ้าชายนิโคลัสเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1890 ดังนั้นเจ้าชายนิโคลัสและพระอนุชาได้เสด็จประพาสประเทศต่างๆ เป็นเวลาถึง 9 เดือน เจ้าชายนิโคลัสเสด็จไปพบกับพระประยูรญาติที่นครเอเธนส์ และเสด็จไปประเทศอียิปต์ อินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ ปัตตาเวีย และสยาม ซึ่งที่สยามนี้เองที่ทรงได้มีพระสัมพันธไมตรีกับรัชกาลที่ 5 จากนั้นเจ้าชายนิโคลัสที่สองก็ทรงเสด็จต่อไปยังไซง่อน ฮ่องกง และญี่ปุ่น และอีก 7 ปีต่อมารัชกาลที่ 5 ก็ทรงเสด็จไปรัสเซียเมื่อเจ้าชายนิโคลัสที่สองเป็นพระเจ้าซาร์แล้ว

ในช่วงที่พระองค์เสด็จไปที่ญี่ปุ่นโดยเดินทางไปเมืองโตเกียว จากนั้นก็เสด็จไปประพาสเมืองนางาซากิ เกียวโต และออตซู ซึ่งที่เมืองออตซูนี้เองที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อชายผู้หนึ่งกระโดดเข้าฟันพระองค์ด้วยดาบ ทำให้คมดาบเฉี่ยวพระนลาฏจนพระโลหิตพุ่งแต่ไม่เป็นแผลลึก และเจ้าชายจอร์จแห่งกรีซเป็นผู้เข้าช่วยเหลือพระองค์ ซึ่งเหตุผลการลอบสังหารครั้งนี้ไม่แน่ชัด บ้างก็ว่าเป็นเพราะพระองค์ไม่แสดงความเคารพต่อวัดในญี่ปุ่น ซึ่งผลจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พระองค์มีแผลเป็นที่พระนลาฏตลอดพระชนม์ชีพ และพระราชบิดามีพระราชบัญชาให้เสด็จกลับทันที พระองค์ทรงเสด็จกลับกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วยความเกลียดชังญี่ปุ่นมาก แม้กระทั่งในบันทึกหรือการรับสั่งถึงชาวญี่ปุ่นพระองค์จะใช้คำว่า “เจ้าลิง” อยู่ตลอดเวลา

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง เคยเสด็จมาเยือนประเทศไทยเป็นเวลา 5 วัน เมื่อครั้งยังดำรงพระราชอิสริยายศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียคือ “ซาร์เรวิช แกรนด์ ดุ๊ก นิโคลัส” ระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม ค.ศ.1891 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ในตอนนั้นรัชการที่ 5 ต้องการเจริญสัมพันธไมตรีกับรัสเซียเพื่อให้ถ่วงดุลอำนาจของอังกฤษที่กำลังรุกรานสยามประเทศอยู่ในขณะนั้น จึงได้ทรงทูลเชิญมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียเพื่อมาเยือนสยาม

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5

สยามมีการต้อนรับมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียอย่างอลังการ ณ พระบรมหาราชวัง มีพิธีพระราชทาน “สายสะพายจักรี” สีเหลืองสด ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ชั้นสูงสุดของไทยที่สงวนไว้ เฉพาะผู้มีกำเนิดเป็นเจ้านายชั้นสูง แด่แกรนด์ดุ๊ก ซาร์เรวิช เพื่อเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์แห่งพระราชวงศ์จักรีของกรุงสยาม 2 วันสุดท้ายซาร์เรวิช แกรนด์ดุ๊ก นิโคลัส และคณะผู้ติดตามได้เสด็จไปปิกนิกที่พระราชวังบางปะอิน มีการเสด็จพระราชดำเนินไปปิกนิกทางเรือซึ่งถือว่าเป็นขบวนปิกนิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีเรือเข้าร่วมขบวนเสด็จจำนวนนับร้อย คณะผู้ไปปิกนิกมีจำนวน 3,000-4,000 กว่าคน และจัดให้มีพระราชพิธีคล้องช้างเกิดขึ้นที่เพนียด โดยเป็นพระราชพิธีคล้องช้างที่สมบูรณ์แบบที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นการคล้องช้างเป็นครั้งสุดท้ายในสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะการคล้องช้างป่าต้องอาศัยความชำนาญเป็นอย่างมากและยังถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ไม่ได้จัดขึ้นอย่างง่ายๆ พอตกกลางคืนได้จัดให้มีมูนไลต์ปาร์ตี้ขึ้น ณ พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรในพระราชวังบางปะอิน บรรยากาศเป็นไปอย่างครึกครื้นรื่นรมย์ และมีการจุดโคมทั่วบริเวณอย่างสว่างไสว พร้อมกันนั้นได้จัดแสดงชุดต่างๆ เพื่อถวายความบันเทิงแด่พระราชอาคันตุกะสำคัญอย่างพร้อมสรรพ การเสด็จเยือนสยามขององค์รัชทายาทแห่งรัสเซียทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์จักรีและราชวงศ์โรมานอฟสนิทสนมแน่นแฟ้นมากขึ้น และทางพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเสด็จประพาสรัสเซียเมื่อ ค.ศ.1897 ด้วยเช่นกัน ซึ่งในเวลานั้นซาร์เรวิช แกรนด์ดุ๊ก นิโคลัส ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชย์เป็นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แล้ว และวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1897 ซึ่งเป็นวันที่กษัตริย์แห่งสยามได้เสด็จไปเยือนรัสเซีย ได้ถือเป็นวันแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียอย่างเป็นทางการอีกด้วย โดยมีพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เสด็จมาทรงรับถึงสถานีรถไฟและได้ทูลเชิญให้ประทับที่พระราชวังฤดูร้อน พระราชวังนอกเมืองที่คนรัสเซียเรียกกันว่า “ปีเตอร์ฮอฟ”

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเริ่มต้นเมื่อซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงแต่งตั้งอเล็กซานเดอร์ โคลารอฟสกี้ มาดำรงตำแหน่งอุปทูตรัสเซียประจำสยามเป็นคนแรกในปี ค.ศ.1898 และทางสยามก็ได้แต่งตั้งพระยาสุริยานุวัตรราชทูตไทย ณ กรุงปารีส มีอำนาจรับผิดชอบครอบคลุมถึงรัสเซีย และต่อมาได้แต่งตั้งพระยามหิบาลบริรักษ์ (สวัสดิ์ ภูมิรัตน์) เป็นอัครทูตคนแรก ณ กรุงเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อ ค.ศ.1899 ครั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ.1910 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชสมบัติแทน พระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียก็ยังได้ทรงส่งเจ้านายแทนพระองศ์ คือแกรนด์ดุค บอริส วลาดิมิโฮวิตซ์ พระราชภาคินัยมาร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี ค.ศ.1911 อีกด้วย สายสัมพันธ์อันดีงามของสยามและรัสเซียยังดำรงและสืบเนื่องเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติรัสเซียและพระเจ้าซาร์นิโคลัสถูกสังหารโหด รัสเซียเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ความสัมพันธ์ไทยรัสเซียจึงยุติลง

ภาพของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงอลิกซ์ แห่งเยอรมันนี

เจ้าชายนิโคลัสที่สองทรงตกหลุมรักเจ้าหญิงเยอรมันคือเจ้าหญิงอลิกซ์ วิคตอเรีย เฮเลน่า หลุยส์ บีทริกซ์ แห่งเฮสส์-ดาร์มสตัดท์ พระธิดาแห่งแกรนด์ ดยุค หลุยส์ที่สี่แห่งเฮสส์ และเจ้าหญิงอลิซแห่งอังกฤษผู้เป็นพระราชธิดาแห่งสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียกษัตริย์แห่งอังกฤษ ทรงประสูติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1872 ซึ่งเจ้าหญิงอลิกซ์เคยเสด็จมายังกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กตั้งแต่มีพระชนมายุได้ 12 ชันษา แต่พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สามทรงมีพระราชประสงค์ให้พระโอรสอภิเษกกับเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ออร์ลีนส์ แต่เมื่อพระองค์ใกล้สิ้นพระชนม์จึงวิตกเรื่องการสืบราชวงศ์โรมานอฟมาก ดังนั้นจึงทรงอนุญาตให้เจ้าชายนิโคลัสที่สองอภิเษกกับเจ้าหญิงอลิกซ์ โดยพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สามโปรดให้เจ้าหญิงอลิกซ์เสด็จมารัสเซียก่อนที่พระองค์จะสวรรคตได้เพียง 10 วัน พอมาถึงพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่สามก็สวรรคตแล้ว ทำให้เจ้าหญิงต้องประทับในรถม้าพระที่นั่งตามหลังของพระบรมวงศานุวงศ์ตามขบวนพระศพของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สาม ทำให้ชาวรัสเซียขนานนามพระองค์ว่า “พระองค์ทรงมาสู่พวกเราโดยตามหลังโลงศพ”

อีกเดือนต่อมาภายหลังการสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1894 พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองก็ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงอลิกซ์ในที่สุด ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงขึ้นครองราชย์ ทั้งสองพระองค์มีความสุขมาก แต่ชาวรัสเซียไม่นิยมชมชอบในตัวเจ้าหญิงอลิกซ์เลย และมักจะกล่าวถึงพระองค์ว่า “เจ้าหญิงเยอรมันคนนั้น” เมื่อทรงอภิเษกแล้วเจ้าหญิงอลิกซ์ได้เปลี่ยนพระนามไปเป็นรัสเซียว่า “ซาริน่าอเล็กซานดรา ฟิโอโดรอฟนา”

ภาพของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองและเจ้าหญิงอลิกซ์ ในพระราชพิธีฉัตรมงคล

พระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ เจ้าหญิง ออลก้า ทาร์เธียน่า มาเรีย และ อนาตาเซีย

เจ้าชายอเล็กซิสและพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง

ในตอนแรกที่ซาริน่าอเล็กซานดราพระราชทานพระธิดาติดต่อกันถึง 4 พระองค์ให้พระสวามีทำให้พระองค์ทรงหวาดกลัวมากว่าจะไม่สามารถพระราชทานพระโอรสให้แก่พระสวามีได้ ในตอนนั้นมีแพทย์ชาวฝรั่งเศสมาทูลว่าทรงมีโลหิตเป็นพิษ ซึ่งจะทำให้ประสูติพระราชโอรสที่ไม่สมประกอบ พระนางใช้เวลาส่วนใหญ่สวดอ้อนวอนขอพระโอรสเสมอ โรคฮีโมฟีเลียนี้เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ซาริน่าอเล็กซานดราสืบมาจากทางสายของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียกษัตริย์แห่งอังกฤษ หลังการการรอคอยที่นานนับ 10 ปี ซาริน่าอเล็กซานดราก็ให้ประสูติพระราชโอรสในที่สุด ทั่วรัสเซียมีการเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ ครั้นเมื่อเจ้าชายอเล็กซี นิโคเลวิช ประสูติมาได้เพียง 6 สัปดาห์ เจ้าชายก็มีอาการของโรคฮีโมฟีเลียโดยมีพระโลหิตไหลไม่หยุด 3 วันติดต่อกัน เจ้าชายต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคนี้มาก พระองค์ทรงไม่สามารถใช้ชีวิตเฉกเช่นเด็กในวัยเดียวกันได้ และเกือบสิ้นพระชนม์หลายครั้ง พระเจ้าซาร์ทรงปิดอาการของเจ้าชายเป็นความลับ ซึ่งทำให้ทั้งสองพระองค์ไม่ค่อยเสด็จไปปรากฏตัวในที่สาธารณะ หลังจากที่ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสแล้วซาริน่าอเล็กซานดราก็ทรงเข้ารีตเป็นออโธดอกซ์อย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังเชื่อถือในบาทหลวงและผู้มีเวทมนตร์คาถาต่างๆ มาก ด้วยเหตุนี้ทำให้พระองค์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสปูติน ซึ่งเป็นนักบวชที่มาจากไซบีเรียที่เข้ามารักษาอาการเจ็บป่วยของเจ้าชายอเล็กซีได้ ทำให้พระนางเชื่อถือรัสปูตินมากจนทำให้เขามีอำนาจถึงขนาดสามารถถอดถอนรัฐมนตรีได้เลยทีเดียว ผู้ใดตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาก็จะถูกใส่ร้ายป้ายสี

ในทางกลับกันในฐานะ “พ่อ” ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง ท่านทรงให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอย่างมาก พระราชธิดาทั้ง 4 ได้รับการเลี้ยงดูและให้เห็นความสำคัญของการใช้ชีวิต ท่านทรงสอน การรู้จักประชาชน สาธารณสุข ความเป็นอยู่ของเหล่าทหาร บ่อยครั้งถ้าใครศึกษาเรื่องประวัติและเห็นรูปในหลากหลายอิริยาบทจะเห็นว่า พระองค์จะพาพระราชธิดาเสด็จตามไปทุกๆที่ ที่เห็นสมควร พระองค์ปราถนาที่จะให้พระราชธิดาและพระราชโอรสมีกิจกรรมและใช้ชีวิตในแบบที่ราชวงศ์พึงกระทำต่อราษฎร แต่ในทางกลับกันซาริน่าอเล็กซานดราและปูติน กลับนำมาความหายนะและความบัดสีมาสู่ราชวงศ์

ชาวรัสเซียจงเกลียดจงชังรัสปูตินและซาริน่ามาก เพราะเห็นว่าทั้งสองทำให้ประเทศล่มจมพินาศ หลายคนต่างลงความเห็นว่าทั้งสองทำให้ราชวงศ์โรมานอฟถึงกาลสิ้นสุดลง มีข่าวซุบซิบไม่ดีถึงขนาดว่าซาริน่าและรัสปูตินมีความสัมพันธ์กัน ว่ากันว่ารัสปูตินนั้นข่มขืนพระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ แม้กระทั่งอเล็กซานเดอร์ เคอเรนสกี้ นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเฉพาะกาลในปี ค.ศ. 1917 หลังการปฏิวัติรัสเซียยังกล่าวว่า “ถ้าไม่มีรัสปูตินเสียคน ก็คงจะไม่มีเลนินด้วยเช่นกัน”

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอมาก และทรงใจดีเกินไปที่จะปกครองอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลและประชาชนมากมายอย่างรัสเซียแต่ก็ต้องทรงครองราชย์สมบัติสืบต่อพระบิดา ซึ่งในตอนนั้นประชาชนชาวรัสเซียต่างเบื่อหน่ายระบบเจ้าขุนมูลนายที่เต็มไปด้วยอภิสิทธิ์ต่าง ๆ มากมาย ประเทศเต็มไปด้วยความตึงเครียด กรรมกรและชนชั้นแรงงานก็นัดหยุดงานและรวมตัวกันประท้วง พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงดึงต่างชาติมาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ด้วยการเพิ่มการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่กลับไม่เป็นผลดีแต่อย่างใดเนื่องจากส่วนใหญ่ประชาชนชาวรัสเซียยังทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม แต่จุดหักเหครั้งยิ่งใหญ่ที่สำคัญคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงทำสงครามกับญี่ปุ่น และสงครามครั้งนี้เองที่ทำให้เกิดความเสียหายให้กับประเทศครั้งยิ่งใหญ่เพราะทรงพ่ายแพ้สงครามในครั้งนี้ ประชาชนล้วนแต่ต้องอดยากและล้มตายเป็นจำนวนมาก ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1905 กรรมกรโรงงานในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนัดหยุดงานครั้งใหญ่ เหล่ากรรมกรและครอบครัวราว 2 แสนคนเดินทางไปยังพระราชวังฤดูหนาวเพื่อถวายฎีกาให้แก่พระเจ้าซาร์ แต่ผลปรากฏว่าคนเหล่านี้ถูกยิงตายและบาดเจ็บนับร้อย เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า “วันอาทิตย์นองเลือด”

สงครามนำความเสียหายมาสู่ประเทศ ประชาชนอดอยากล้มตาย และชาวนครหลวงต่างเกลียดชังซาริน่าและรัสปูตินจนเข้า สภาดูม่าและเหล่าราชวงศ์ต่างเห็นพ้องกันที่จะกำจัดรัสปูติน รัสปูตินรู้มาตลอดเวลาว่ามีผู้ที่คิดจะลอบฆ่าเขาอยู่ แต่ในที่สุดรัสปูตินถูกลอบสังหารเมื่อปี ค.ศ. 1916 โดยเจ้าชายยูซูนอฟของราชวงศ์โรมานอฟและพวก การตายของรัสปูตินยังความโศกเศร้าให้แก่ซาริน่ามาก

ในคืนวันจันทร์ที่ 12 มีนาคม ซาริน่าโทรเลขถึงพระเจ้าซาร์เล่าถึงเหตุการณ์ความปั่นป่วน ทำให้วันต่อมาพระเจ้าซาร์ตัดสินพระทัยเสด็จกลับพระราชวังซาร์สโกเซโล แต่พระองค์ไม่สามารถเข้ามาเมืองหลวงได้เพราะเหล่าคณะปฏิวัติยึดเส้นทางรถไฟสายที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินผ่าน ทำให้พระองค์ต้องเสด็จไปเมืองพสะคอฟ และที่เมืองนี้เองพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติตามคำแนะนำของทหารและพระญาติสนิท ดังนั้นในวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1917

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง มเหสี และพระโอรสและพระธิดาทั้ง 5 พระองค์

ในตอนแรกพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง มเหสี และพระโอรสและพระธิดาทั้ง 5 พระองค์ถูกคุมขังไว้ที่พระราชวังซาร์สโกเซโล รัฐบาลเฉพาะกาลห้ามมิให้ผู้ใดมาเข้าเฝ้าอย่างเด็ดขาด ทางอังกฤษคือพระเจ้าจอร์จที่ 5 ก็ทรงไม่กล้าที่จะให้ความช่วยเหลือแก่พระเจ้าซาร์และพระราชวงศ์ลี้ภัย เพราะทรงเกรงว่าประชาชนจะเสื่อมความนิยมในตัวพระองค์ ต่อมาพรรคบอลเชวิคประสบชัยชนะในการปฏิวัติ ทำให้ฐานะของพระราชวงศ์เปลี่ยนไป เพราะเลนินได้ทำสัญญาสงบศึกกับเยอรมนีและทางเยอรมนีต้องการให้ส่งพระเจ้าซาร์และราชวงศ์ไปยังเยอรมนี พวกโซเวียตต้องการให้ปลงพระชนม์พระเจ้าซาร์ มเหสี และพระราชโอรสและธิดาทั้ง 5 พระองค์ เพราะเกรงว่ารัฐบาลจะส่งพระองค์ไปเยอรมนีเพื่อลงพระนามทำสัญญาสงบศึก และมีเหตุการณ์ที่เป็นตัวเร่งให้พระองค์ชะตาขาดเร็วขึ้นเมื่อมีกลุ่มนิยมกษัตริย์จัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครขาวหรือกลุ่มรัสเซียขาว เพื่อฟื้นฟูให้พระเจ้าซาร์กลับมาปกครองประเทศดังเดิม ยูลอฟสกี้เป็นผู้ดำเนินแผนการลองปลงพระชนม์ในครั้งนี้ เขาไล่ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกไปตั้งแต่ตอน 4 โมงเย็น และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนยูลอฟสกี้ก็ไปปลุกทุกพระองค์และแจ้งแต่เพียงว่ามีคำสั่งให้ย้ายนักโทษเพราะกองกำลังรัสเซียขาวกำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา และให้ทุกพระองค์หลบไปยังห้องใต้ดิน และที่ห้องใต้ดินนี่เองยูลอฟสกี้ก็นำหน่วยสังหารพร้อมอาวุธครบมือพรวดพราดเข้ามาในห้อง ยูลอฟสกี้ยกปืนเล็งพระเศียรแล้วลั่นไก ซาร์นิโคลัสที่สองสิ้นพระชนม์ทันที จากนั้นหน่วยสังหารก็กราดยิงจนทุกพระองค์พร้อมด้วยผู้ติดตามเสียชีวิต

หน่วยเชก้าได้นำพระศพและศพทั้งหมดขนขึ้นรถไปจัดการเผาที่เหมืองร้าง สรุปว่าพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองและพระราชวงศ์ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1918 เป็นจุดจบอันน่าเศร้าของราชวงศ์โรมานอฟ ส่วนพระญาติคนอื่นๆ ต่างถูกลอบสังหารและแตกซ่านกระเซ็นหนีตายกันอลหม่านไปลี้ภัยตามประเทศต่างๆ เช่นพระราชมารดาของซาร์นิโคลัสที่สองและพระขนิษฐาทรงหลบหนีไปอังกฤษ และแผนการลอบปลงพระชนม์นี้เลนิน ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็รู้กันดีว่าเลนินนั่นเองที่สั่งให้มีการดำเนินการนี้ นับเป็นจุดจบของระบบกษัตริย์ในรัสเซียที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมรัสเซียมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ความอ่อนแอ และมีความเป็นพ่อมากกว่ากษัตริย์ทำให้โศกนาฏกรรมของราชวงศ์โรมานอฟของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองต้องสิ้นสุดลง เพราะบุคคลที่เข้ามาในชีวิต พระองค์มีจิตใจดีเพียงแต่ปราศจากความเด็ดเดี่ยวและไม่มองหาศัตรูที่อยู่รายล้อมว่า บุคคลเหล่านี้ คือผู้นำความหายนะและความขัดแย้งเข้ามายังราชวงศ์ แต่ในทางกลับกัน พระองค์เป็นผู้สร้างโลกของคำว่า “พ่อ” และ “ครอบครัวอันเป็นที่รัก” เหนือสิ่งอื่นใด พระองค์ปราถนาความสุขของการใช้ชีวิต ถึงแม้ความสุขนั้นจะนำมาซึ่งความสูญเสียก็ตาม

Fashion History Lifestyle Royal Story Uncategorized

Launer Of London : The Queen Owns 200 Purses From This Brand

เราแอบเห็น Mia Tindall วัย 2 พรรษา เหลนของควีนเอลิซาเบธ ลูกสาวของ Zara Tindall (ลูกสาวของเจ้าหญิงแอนน์) ถือกระเป๋าแบรนด์ Launer ให้กับควีนเอลิซาเบท กับภาพราชวงศ์อังกฤษล่าสุด (ในภาพเฉลิมฉลองพระราชสมภพ 90 พรรษาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2) จึงเริ่มจับใจความสำคัญได้แล้วว่ากระเป๋าแบรนด์ Launer นี้ ต้องไม่ธรรมดา

จะมีเพียงสักกี่คนที่สังเกตุเห็นว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มักจะถือกระเป๋าสีดำบ้าง สีเบจ และครีมบ้างตามแต่ละโอกาสและงานที่พระองค์เสด็จ แต่รู้ไหมว่าแบรนด์ที่ท่านมีกระเป๋ามากกว่า 200 ใบนั้นคือแบรนด์ Launer of London


แบรนด์ Launer ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2484  โดยผลิตกระเป๋าถือหรูหราและทำจากหนังและวัสดุที่ดีที่สุดจากแหล่งผลิตที่เยี่ยมที่สุด ทำด้วยมือโดยช่างฝีมือที่มีทักษะสูงสุดเป็นอันดับต้นๆของอังกฤษ ซึ่ง Launer ถือว่าเป็นหัวหอกในการผลิตสินค้าของอังกฤษและสร้างชื่อเสียงให้กับอังกฤษจนถึงปัจจุบัน มรดกของความงามเหล่านี้ถูกสะสมและบ่มความปราณีตจนได้รับการยอมรับจากราชวงศ์ของอังกฤษเรื่อยมา และได้สร้างความน่าหลงใหลอันน่าพิศมัยให้กับสตรีในราชวงศ์และสาวสังคม จนปี พ. ศ. 2511 Launer ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้มอบเหรียญและตราสัญลักษณ์ของราชวงศอังกฤษที่ถือว่าเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ให้กับกระเป๋า Launer ซึ่งล้วนนำมาซึ่งความภาคภูมิใจให้กับแบรนด์สัญชาติอังกฤษที่มีความโดดเด่นนี้

มีหลายครั้งที่เรามักเห็นพระองค์ถือกระเป๋าใบเล็กหลากหลายสีสันตามวาระและโอกาสที่สำคัญจากแบรนด์ Launer แมทซ์คู่สีกับเดรสและรองเท้าคู่โปรด สื่อของอังกฤษเคยกล่าวว่า “พระองค์ไม่เคยละเลยเรื่องการแต่งฉลองพระองค์ และให้ความสำคัญกับภาระกิจประจำวันในการพบปะประชาชนหรืองานสังคมรวมถึงงานของราชวงศ์ มีสื่อหลากหลายสื่อเคยประเมิณกระเป๋าแบรนด์ launer ของพระองค์ว่า อาจจมีถึง 200 ใบ ซึ่งแน่นอนว่า มีความแตกต่างทั้งสีและขนาดไซส์ รวมถึงรูปแบบอีกด้วย”

ในพระราชพิธีที่สำคัญ กระเป๋าถือสีดำขนาดกำลังดี ทำจากหนังลูกวัวดูจะเป็นตัวเลือกแรกที่พระองค์ทรงวางพระทัย ด้วยลักษณะที่โดดเด่นของแบรนด์ Launer คือมีน้ำหนักเบา รูปทรงไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ถนัดมือรวมถึงมีหลากหลายช่องสำหรับใส่ของ ในวันพระราชพิธีเฉลิมฉลองพระราชสมภพ 90 พรรษาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระองค์ฉลองพระองค์สีฟ้าแย้มพระสรวลสลับกับโบกพระหัตถ์ให้กับประชาชน ในขณะที่กระเป๋า Launer สีดำไซส์กลางถูกปรากฏอยู่ในภาพได้อย่างแยบยล นำมาซึ่งความประทับใจต่อผู้พบเห็นและเปรียบเสมือนตัวแทนผู้ทรงเกียรติของแบรนด์ Launer ก็คงไม่ผิดนัก

ปัจจุบัน กระเป๋า รุ่น Lucia ที่เป็นทรงคลาสสิคเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นของแบรนด์ Launer และทำสีออกมาตามคอลเลคชั่นในทุกๆปี รวมถึงมีหลากหลายขนาดให้เลือก ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงถือ ถัดมาคือรุ่น Juliet เป็นรุ่นทีไ่ด้รับความนิยมจากสาววัยทำงานและแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก ซึ่งรุ่นนี้จะออกแบบมาในหลากหลายวัสดุ ทั้งหนังวัว หนังแก้ว รวมถึงหนังเอ็กโซติกอย่างหนังงูและหนังจระเข้ ซึ่งทุกรุ่นจะประทับโลหะสัญลักษณ์ Launer rope หรือลายเชือกวน ซึ่งปัจจุบันถือว่าแบรนด์ Launer ได้รับความสนใจจากบรรดาแฟชั่นนิสต้าของโลกแฟชั่น และมีแนวโน้มว่าราคาจะสูงขึ้นในทุกๆปีอีกด้วย แน่นอนว่ากระเป๋าแสนคลาสสิคตลอดกาลแบบนี้ย่อมคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป นอกจากความสุขที่ได้ครอบครองแล้วยังได้สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 การัณตีความคลาสสิคของแบรนด์นี้อีกด้วย จริงไหม

 

ความงามมักถูกส่งต่อโดยผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ และนำมาซึ่งตัวแทนสัญลักษณ์ของสิ่งนั้นๆ พระองค์คือตัวแทนของความสง่างาม เข็มแข็ง และเด็ดเดี่ยวในขณะเดียวกัน กระเป๋าถือสุดคลาสสิคเพียงหนึ่งใบสร้างประวัติศาสตร์ของโลกแฟชั่นได้อย่างน่าทึ่ง และกระเป๋าเพียงหนึ่งใบนี้พลิกประวัติศาสตร์ของอังกฤษไปสู่เสรีภาพของโลกแฟชั่นโลกได้อย่างเหลือเชื่อ แน่นอนว่าความภาคภูมิใจของกระเป๋าแบรนด์นี้ ล้วนมากจากความเป็นอังกฤษ 100% ซึ่งสมควรแล้วที่แบรนด์นี้ได้รับพระราชทานตราสัญลักษณ์และความภาคภูมิใจจากราชวงศ์ไปจนถึงความภาคภูมิใจของประชาชนชาวอังกฤษอีกด้วย / Popdot