Browsing Category

Trend

Lifestyle Love Tech Trend

‘Three Minutes’ by Apple iPhoneX

หากสิ่งที่ผู้อ่านกำลังจะได้ชมจากวีดีโอของ Youtube เบื้องล่าง คือเรื่องราวของแม่ลูกคู่หนึ่งที่แสดงความรักให้กันในเทศกาลแห่งความสุขของคนจีนอย่าง “ตรุษจีน” แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ทั้งหมดถูกถ่ายทำด้วยโทรศัพท์ iPhoneX เพียงเครื่องเดียว….

เทศกาลตรุษจีนนั้นมีความสำคัญต่อคนจีนเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นวันหยุดที่ผู้คนมากมายต่างเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปหาครอบครัว แต่ในทางกลับกัน ก็ยังมีบางคน ที่ไม่ได้หยุดพักกลับไปหาครอบครัวเหมือนคนอื่นเขา และนี่คือโฆษณาที่สร้างจากเรื่องจริงของแม่ลูกคู่หนึ่ง ที่มีโอกาสพบกันเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น เพราะผู้เป็นแม่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำขบวนรถไฟทั้งปี จึงไม่สามารถหยุดงานมาอยู่กับลูกชายในเทศกาลแห่งความสุขนี้ได้ เธอรับหน้าที่อันสำคัญ คือการส่งผู้คนจำนวนมากกลับไปหาครอบครัวด้วยสีหน้าที่มีความสุข จึงทำให้เธอและลูกชายมีเวลาเพียงแค่ช่วงสั้น ๆในขณะที่รถไฟจอดเทียบสถานีที่ใกล้บ้านเท่านั้น ช็อตสำคัญที่สุดของโฆษณาอยู่ตรง 3 นาทีที่รถจอด หนังสั้นเรื่องนี้ทำให้เราลุ้นจนตัวเกร็ง หรือคุณลองคิดเล่น ๆ ก็ได้ ว่าหากเรามีเวลาคุยกับคนที่เรารักเพียง 3 นาที ลูกชายจะพูดอะไรกับแม่ของเขา?


สิ่งที่เด็กน้อยเลือกทำนั้นคือการ ‘ท่องสูตรคูณ’ ให้แม่ของเขาฟัง เพราะอะไรรู้ไหมครับ? เพราะว่านี่คือภารกิจที่คุณแม่ของเขาได้มอบหมายให้ก่อนจากกัน ในตอนที่เขาพึ่งเริ่มเรียนชั้นประถม แม้จะอยากคุยอย่างอื่นมากมาย แต่สุดท้ายคนเป็นแม่เลือกที่จะกอดลูกชายไว้อย่างแนบแน่น เพราะลูกชายของเธอแสดงให้เธอเห็นถึงความตั้งใจและความรักที่มีต่อเธอ นับเป็นซีนอารมณ์ที่บีบคั้นหัวใจ และทำให้หัวใจพองโตด้วยความรักของลูกชายที่มีต่อแม่ได้อย่างดี


3 Minutes นั้นเป็นโฆษณาที่หยิบ Insight ของช่วงเทศกาลตรุษจีนมาใช้ได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่แค่เรื่องของการกลับบ้านไปหาครอบครัว แต่ลงไปยันรายละเอียดสำคัญ อย่างตัวเลือกในการเดินทางที่ชาวจีนนิยมที่สุดในช่วงเทศกาลตรุษจีน นั่นก็คือรถไฟ ที่ทุกๆปีในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีผู้ใช้งานมากกว่า 400 ล้านคนและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี 2013 – 2017 ที่ผ่านมา จีนได้ลงทุนด้วยเงินกว่า 556 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง และขยายระบบรถไฟของประเทศจีนเพิ่มขึ้นอีก 18% ในช่วงเวลาอีก 2 ปี ต่อจากนี้ โดยคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะมีระยะทางรวมกันมากกว่า 150,000 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้จีนนั้นเป็นประเทศที่มีเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ iPhoneX สามารถขายของได้อย่างฉลาดมาก เราจะเห็นได้ว่า ไม่มีตัว Product ของโฆษณาอย่าง iPhone X โผล่มาให้เราเห็นเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่สามารถแสดงศักยภาพของการถ่ายวีดีโอ ด้วยคุณภาพที่คมชัด ตลอด 7 นาที ของโฆษณาเรื่องนี้ โดยได้ผู้กำกับชื่อดังอย่าง Peter Chan ใช้ iPhone X ในการถ่ายทำตลอดทั้งเรื่องนั่นเอง

ที่มา: Ogilvy.com/marketingoops.com

Fashion Love Royal Story Trend

The Tale of a Tiara

ครั้งหนึ่ง ในปีพ.ศ. 2510 ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยือนสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอย่างเป็นทางการ  สมเด็จฯได้ทรงพระราชนิพนธ์บันทึกเกี่ยวกับเครื่องประดับเพชรชิ้นใหญ่ที่ทรงในงานสำคัญต่างๆไว้ในบทความ “ความทรงจำในการตามเสด็จทางราชการ” ตอนหนึ่งว่า…

“คืนนั้น ข้าพเจ้าได้สวมสร้อยพระศอเพชร ซึ่งเป็นของเก่าของสมเด็จพระพันปีหลวง ทำให้ชาวอเมริกันกังขาว่าประเทศเล็กๆในเอเซีย ร่ำรวยขนาดที่พระราชินีจะทรงใช้เงินฟุ่มเฟือยซื้อเครื่องเพชรแบบนั้นได้เชียวหรือ ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง แขกคนสำคัญคนหนึ่งในงานกล่าวถาม หม่อมเจ้า วิภาวดี รังสิต นางสนองพระโอษฐ์ ว่า เอ้อ…สร้อยพระศอที่พระราชินีของท่านทรงอยู่นั้น คงเพิ่งซื้อใหม่จากปารีสกระมัง”

 – หม่อมเจ้าวิภาวดี ทรงตอบว่ากลับไปว่า –

“เอ๊ะ! นี่ท่านไม่รู้หรอกหรือว่า เมืองไทยของฉันมีอายุกว่า 700-800 ปีแล้ว พระราชวงศ์จักรีก็มีมาตั้งเกือบสองศตวรรษ เราจึงมีเครื่องเพชรประจำพระราชวงศ์บ้าง ไม่เห็นจะต้องซื้อของใหม่ราคาแพงมาใช้เลย”


หนังสือ Van Cleef & Arpels: Treasures and Legends เขียนโดย Vincent Meylan

คำกล่าวของ หม่อมเจ้า วิภาวดี รังสิต ที่ตอบกลับแขกคนนั้นคงไม่ผิดนัก เพราะหนึ่งในหนังสือ Van Cleef & Arpels: Treasures and Legends ที่เขียนโดย Vincent Meylan เปิดเผยถึงเครื่องประดับราชวงศ์ไทย ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยพูดถึงหนึ่งในคอลเล็กชันของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ที่สวยที่สุดในโลกของราชวงศ์ไทยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเทียร่าหรือรัดเกศาแบบลวดลายไทยที่สามารถปรับเปลี่ยนและสามารถถอดเป็นสร้อยพระศอ และ สร้อยข้อพระหัตถ์ ขณะเดินลงจากพระราชวังในกรุงเอเธนส์ เพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส สมเด็จพระราชาธิบดีคอนสแตนตินที่ 2 แห่งกรีซ และเจ้าหญิงแอนน์-มารีแห่งเดนมาร์ก ณ กรุงเอเธนส์ ราชอาณาจักรกรีซ โดยทรงฉลองชุดราตรีจาก Balmain และทรงสร้อยพระศอลวดลายโรโกโกแฉกแหลมตลอดองค์ ประยุกต์จาก “Fringe Tiara” ซึ่งทั้ง 2 องค์ ล้วนเป็นผลงานของฝีมือช่างของเมซง “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์

หนังสือ Van Cleef & Arpels: Treasures and Legends  ที่บอกเล่าเรื่องราวเครื่องประดับบางส่วนที่ผลิตโดย Van Cleef & Arpels ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเทียร่าหรือรัดเกล้าแบบลวดลายไทย และ ทรงสร้อยพระศอลวดลายโรโกโกแฉกแหลมตลอดองค์ ประยุกต์จาก “Fringe Tiara” จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ 

จากข้อมูลของเครื่องประดับจาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ของราชวงศ์ไทย เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ จากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ โดยอ้างถึงเครื่องประดับของราชวงศ์จักรี ได้สะสมอย่างจริงจังและมีการดีไซน์ที่สมัยใหม่ขึ้นมาจากสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ถือว่าเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย  การแต่งพระองค์ของเจ้านายสตรีต้นรัชกาล ทรงสร้อยสังวาลย์ ปั้นเหน่งทองหัวเพชร พลอย กำไล แหวน สร้อยข้อมือ  ส่วนปลายรัชกาล เจ้านายสตรีทรงแฟชั่นแบบยุโรปประยุกต์ กล่าวคือ ฉลองพระองค์แขนหมูแฮมกับโจงกระเบน ทรงไข่มุกหลายๆเส้นกับเข็มกลัด เข็มขัด สะพายแพร ถุงพระบาทลวดลายปัก ฉลองพระบาทส้นสูง อย่างที่ทราบกันว่ารัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จฯประพาสยุโรปถึงสองครั้ง ในช่วงปีพ.ศ.2440 และ พ.ศ.2450 และได้ทรงซื้อเครื่องประดับอัญมณีจากช่างผู้ผลิตเครื่องประดับอันมีชื่อของยุโรปมีทั้ง คาเทียร์, เจอราด, ทิฟฟานี และ แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ รวมอยู่ในนั้น เพื่อพระราชทานแก่พระมเหสี เจ้าจอม และพระธิดามากมาย และเครื่องประดับเหล่านั้น ปัจจุบันได้ตกทอดเป็นพระราชมรดกของทายาทจนปัจจุบัน รวมถึงเครื่องเพชรชิ้นใหญ่อันงดงามล้ำค่าของราชวงศ์ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงนำพระราชมรดกมาทรงฉลองเวียนใส่ที่พบเห็นกันบ่อยๆ เมื่อเสด็จฯเยือนต่างประเทศ หรือออกสู่มหาสมาคม โดยเฉพาะในวโรกาสทรงรับรองพระราชอาคันตุกะ จึงมาจากช่วงนี้นั่นเอง

 


เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ ทรงสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์”

แต่ที่เห็นเด่นชัดน่าจะมาจาก พระราชสมบัติของ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระวรราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อไว้เมื่อครั้งประทับ ณ ประเทศอังกฤษครับ เป็นช่วงเวลาที่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ ๖ ทรงมีทรัพย์มากพอจะทรงซื้อเครื่องเพชรชิ้นงาม เพราะระยะนั้นได้ทรงศึกษาลงทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำรายได้มาผดุงพระเกียรติยศในระหว่างประทับ ณ ประเทศอังกฤษ


สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) ซึ่งสามารถแปลงเป็นศิราภรณ์ได้ ทั้ง 2 องค์ จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์”

โดยชิ้นเด่นและนับว่าเป็นพระราชมรดกตกทอดได้แก่ สร้อยพระศอเพชรกับไพลิน และเพชรกับบุษราคัม ที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงรัดเกล้า และสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) ซึ่งสามารถแปลงเป็นศิราภรณ์ได้ โดยบนกล่องสร้อยพระศอนั้น คือพระนาม Bejaratana (เพชรรัตน) ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ สะกดแบบถอดอักษรโรมัน ซึ่งเป็นพระราชมรดกจาก พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงยกให้กับ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (พระราชธิดา) โดยเครื่องประดับชุดดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับของทูลพระขวัญวันพระราชพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ที่รังสรรค์โดย “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” และน่าจะเกิดขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน


 (Fringe Tiara) วันพระราชพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป มีความคล้ายคลึงกับสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) ซึ่งสามารถแปลงเป็นศิราภรณ์ได้ ที่เห็นตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชทานแก่ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ รังสรรค์โดย “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์”

โดยรัดเกศาภาษาอังกฤษเรียกว่า เทียร่า และสร้อยพระศอของแบรนด์ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” นี้ เป็นพระราชมรดกของพระพันปีหลวง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพระราชมรดกประจำพระราชวงศ์ โดยแต่เดิมเทียร่าของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” องค์นี้รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชทานแก่ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ ดังที่เห็นทรงใช้เป็นสร้อยพระศอสำหรับออกสมาคมต่างๆ ซึ่งต่อมาหลังจากรัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต เจ้าจอม ม.ร.ว สดับ ยังแรกรุ่นอยู่  ครั้งนั้นมีผู้พยายามเข้ามาตีสนิท ท่านเกรงว่าจะมีข้อครหา จึงได้นำเอาทรัพย์สินที่ได้รับพระราชทานทั้งหมด ทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งท่านได้ทรงนำไปขายต่างประเทศ  และทรงนำเงินนั้นมาสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และบางส่วนทรงเก็บรักษาไว้รวมถึงเทียร่าองค์นี้ด้วย


พระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงรัดเกศาสไตล์แบนโดคาดพระนลาฎ ตามแบบแฟชั่นแกสบี้ที่นิยมกันในยุค 1920 

ความโดดเด่นของรัดเกศาเพชรของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” นี้ มีความเปล่งประกายรัศมี เป็นแฉกแหลมตลอดองค์ ที่เรียกกันว่า “Fringe Tiara” เป็นผลงานของฝีมือช่างของเมซง “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนเป็นสร้อยพระศอโดยจะเห็นได้จาก เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ สดับ ลดาวัลย์ ที่ทรงใช้เป็นสร้อยพระศอในขณะนั้น หรือสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ทรงรัดเกศาสไตล์แบนโดคาดพระนลาฎ ตามแบบแฟชั่นแกสบี้ที่นิยมกันในยุค 1920  ส่วนสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ทรงเป็นทั้งรัดเกศาและสร้อยพระศอ (ภาพข้างต้น) ที่เห็นเด่นชัดคงจะเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้ทรงรัดเกศารัศมีออกงานบ่อยครั้ง และทรงนำมาดัดแปลงกับทั้งชุดไทยและชุดตะวันออก ทั้งคาดพระนลาฎ คาดพระจุฑามาศ คาดพระเกศา และทรงใช้เป็นสร้อยพระศอเช่นกัน


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้ทรงรัดเกศา “Fringe Tiara” ลายโรโกโกแฉกแหลมตลอดองค์ จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ ออกงานบ่อยครั้ง


สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงรัดเกศา “Fringe Tiara” ฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับ สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ ที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร พร้อมด้วย เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ พระราชธิดาในคราวเสด็จมาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 10-15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515

อีก 1 องค์ ที่ถือว่าเป็นเครื่องเพชรประจำราชวงศ์จักรี จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” อย่าง “รัดเกล้าเพชร” ลวดลายไทย ที่สามารถถอดเป็นสร้อยพระศอ และ สร้อยข้อพระหัตถ์ นับว่าเป็นอีกหนึ่งองค์ที่มีความงดงามและมีเทคนิคการทำที่แยบยล โดยใช้เทคนิคฝังเพชรขึ้นตัวเรือนแบบซ่อนหนามเตย “Mystery Set™” ใช้ลูกเล่นการฝังอัญมณีบดบังหนามเตยโลหะบนตัวเรือนเพื่ออวดความงามของรัตนชาติ โดยองค์นี้ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้ในการพระราชพิธีสำคัญหลายครั้ง รวมทั้งในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆในยุโรปในช่วงต้นรัชกาลที่ ๙ อีกด้วย


“รัดเกศาเพชร” จาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” สามารถถอดเป็นสร้อยพระศอ และ สร้อยข้อพระหัตถ์ ได้ 


รัดเกศาเพชรองค์นี้ เป็นพระราชมรดกจาก พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงยกให้กับ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี 


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรัดเกศารังสรรค์โดย “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ในการพระราชพิธีสำคัญหลายครั้ง


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงรัดเกศาที่รังสรรค์โดย “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” โดยฉลองพระองค์ชุดราตรีจาก Balmain

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้ทรงรัดเกศาเพชร และสร้อยพระศอเพชรแบบเทียร่า (Fringe Tiara) ออกงานบ่อยครั้ง และทรงนำมาดัดแปลงกับทั้งชุดไทยและชุดตะวันออก ทั้งคาดพระนลาฎ คาดพระจุฑามาศ คาดพระเกศา และทรงใช้เป็นสร้อยพระศอเช่นกัน

โดยเครื่องเพชรประจำราชวงศ์จักรี ที่เป็นเครื่องประดับอัญมณีจากช่างผู้ผลิตเครื่องประดับอันมีชื่อของยุโรป สมัยนั้นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงโปรดเครื่องเพชรมาก ทำให้ทรงมีเครื่องเพชรมากกว่าทางสายของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ดังนั้นทรงมีพระราชมรดกเครื่องเพชรจากร้านจิวเวอรี่ชื่อดังของยุโรปมากมายหลายชุด งดงามล้ำค่าควรเมืองมีอยู่หลายสิ่งที่เป็นชิ้นใหญ่ๆมีค่าที่พระราชินีทรงเมื่อออกมหาสมาคม  เล่ากันว่าเวลาจะทรงใช้ ข้าหลวงต้องเชิญมาเป็นถาดๆให้ทรงเลือก แต่ปลายพระชนมชีพก็ไม่ได้สนพระราชหฤทัยเท่าใดนัก ทรงเป็นชิ้นเล็กๆ พวกเข็มกลัดพระนาม ภายหลังเสด็จสวรรคต เครื่องอาภรณ์ล้ำค่าเหล่านี้ รัชกาลที่ ๖ ยังไม่ได้ทรงแบ่งให้กับบรรดาพระทายาท ทรงเก็บไว้เป็นกองกลาง ผู้ใดจะใช้ก็พระราชทานยืมชั่วครั้งคราว

ตกทอดมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่องพระองค์เสด็จฯออกนอกประเทศ ได้ทรงนำบางส่วนติดพระองค์ไปด้วย โดยเฉพาะเครื่องประดับชุดมรกตล้ำค่าที่ทรงขายร้านคาเทียร์ไปภายหลัง เพื่อพยุงพระเกียรติยศและดำรงพระชนม์ชีพเนื่องจากทางคณะราษฎร์ได้สั่งอายัดพระราชทรัพย์ในประเทศไทย แต่บางส่วนก็ยังคงเก็บรักษาไว้ในพระบรมหาราชวัง บนพระที่นั่งไพศาลทักษิณ มีการอัญเชิญอพยพไปตอนช่วงสงครามไปเก็บรักษาไว้ในถ้ำที่เพชรบูรณ์ หลังสงครามจึงได้นำกลับมาเก็บรักษาไว้ในพระบรมหาราชวังตามเดิม จากหนังสือดวงแก้วพระมงกุฎเกล้าฯ ได้ระบุการแบ่งพระราชมรดกไว้ดังนี้

20 ปีผ่านไปนับตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ เสด็จสวรรคต มีการผลัดเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดิน 3 พระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ มีพระประสงค์ให้แบ่งพระราชมรดกจำพวกเครื่องเพชร เครื่องประดับและอัญมณีสูงค่า ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แก่พระกุลทายาทสายต่าง ๆ ที่ทรงมีสิทธิ์ในพระราชมรดก ซึ่งพระคลังข้างที่ดูแลรักษา ก่อนหน้านั้นนายกรัฐมนตรีในยุคเผด็จการ ไม่ยอมให้นำออกมาแบ่ง

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในรัชกาลที่ ๙  ทรงเป็นประธานในการแบ่งพระราชมรดกไปยังทายาทสายต่างๆ อาทิ สายสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีฯ พระนางเธอลักษมีลาวัณย์ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ และพระสุจริตสุดา  สายพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์  สายพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา เป็นต้น


“เอสแต็ลล์ อาร์เปลส์” บุตรีนักธุรกิจค้ารัตนชาติเลอค่า กับ “อัลเฟร็ด แวนคลีฟ” บุตรชายช่างเจียระไนและนายหน้าค้าเพชร

อนึ่งอัญมณีชั้นสูงของโลกอย่าง “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” (Van Cleef & Arpels) เครื่องประดับอัญมณีจากประเทศฝรั่งเศส ที่อายุเก่าแก่กว่า 110 ปีนี้ ก็มาจากเรื่องราวความโรแมนติกไม่แพ้ผลงานการสร้างสรรค์เลย โดยเริ่มต้นจากความรักระหว่าง “เอสแต็ลล์ อาร์เปลส์” บุตรีนักธุรกิจค้ารัตนชาติเลอค่า กับ “อัลเฟร็ด แวนคลีฟ” บุตรชายช่างเจียระไนและนายหน้าค้าเพชร ที่คบหาจนแต่งงานกันในปี 1895 หลังจากนั้นในปี 1906 ทั้งคู่ตัดสินใจดำเนินธุรกิจร่วมกับพี่ชายทั้งสามของเอสแต็ลล์คือ ชาร์ลส์ม, จูเลียน และลูอิส ด้วยการเปิดบูติก “Van Cleef & Arpels” แห่งแรก ณ อาคารเลขที่ 22 จัตุรัสว็องโดม ในทำเลที่มีความหรูหราและสง่างามใจกลางกรุงปารีส

ถ้าจะเอ่ยถึงเมซงผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีแห่งนี้ว่ามีชื่อเสียงอย่างมากในสมัยนั้น คงไม่ผิดนัก เพราะอัญมณีจาก “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์”  มีความนิยมขจรขจายรวดเร็วมาก และผลงานสร้างสรรค์ของ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” เองก็เริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญระดับโลกหลายต่อหลายครั้ง จากนั้นคนในตระกูลรุ่นที่สอง ก็เข้ามาสืบทอดกิจการในช่วงทศวรรษ 1930 ภายใต้การอำนวยการฝ่ายศิลป์ของ “เรอเน่ ปุยซังต์” ธิดาของเอสแต็ลล์กับอัลเฟร็ด โดยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ตั้งแต่ปี 1926 จนถึงปี 1942 ซึ่งสร้างสไตล์ต้นแบบทรงเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้จนได้จดจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ของเมซง ผ่านผลงานคอลเลกชั่นต่างๆ มากมาย โดยร่วมกับนักออกแบบชื่อก้องอย่าง “เรอเน่-แซ็ง ลากาซ” อีกด้วย

“Zip necklace” สร้อยคอทรงซิป ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงตัวกลัดสายซิป ดีไซน์โดดเด่นที่ได้รับความนิยมจวบจนปัจจุบัน

ครึ่งแรกของศตวรรษ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” พัฒนาทักษะความชำนาญต่างๆจนกลายเป็นสัญลักษณ์สร้างชื่อเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคฝังเพชรขึ้นตัวเรือนแบบซ่อนหนามเตย “Mystery Set™” ใช้ลูกเล่นการฝังอัญมณีบดบังหนามเตยโลหะบนตัวเรือนเพื่ออวดความงามของรัตนชาติ หรือจะเป็นประดิษฐกรรมกระเป๋าเครื่องสำอางมิโนดิเยร์ ตลอดจนนวัตกรรม “Zip necklace” สร้อยคอทรงซิป ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงตัวกลัดสายซิป โดยความงามสง่าและความคิดริเริ่มประดิษฐกรรมในผลงานชิ้นต่างๆเหล่านี้ หลอมรวมร่วมกับวัตถุดิบเลอค่า หนุนส่งให้ “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” ขึ้นแท่นเป็นขวัญใจเหล่าราชวงศ์ระดับโลก ราชนิกุลชั้นสูง ตลอดจนบุคคลผู้มีชื่อเสียง ซึ่งรวมถึงราชวงศ์จากประเทศไทยดังที่กล่าวมาข้างต้น

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก issuu.com/topicstock.pantip.com/thaimonarch.org/th.wikipedia.org/vancleefarpels.com/thairath.com/pinterest.com/chiangmaicitylife.com

Coffee Food Story Trend

Nespresso X Mariana

เนสเพรสโซเป็นแบรนด์กาแฟที่ฉันชื่นชอบอยู่แล้ว และแน่นอนมันน่าหลงใหลและดึงดูดฉันทันที เมื่อได้รู้ว่าฉันและเนสเพรสโซกำลังสร้างภาพลักษณ์บางอย่างที่ดีรวมกัน แน่นอนว่า ลิมิเต็ด อิดิชั่น ของ 2 รสชาติใหม่ในปีนี้ จะมีเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้นแน่นอน

มารีอาน่าศึกษาคณะการออกแบบนิเทศศิลป์ที่ ESAD วิทยาลัยศิลปะและการออกแบบ เมืองมาโตซิโฮส ประเทศโปรตุเกส และเคยทำงานเป็นนักออกแบบกราฟฟิก ก่อนที่จะประกอบอาชีพเป็นนักวาดภาพประกอบในกรุงลอนดอน สไตล์ของมารีอาน่า คือลวดลายในหลายลักษณะที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ และอิงจากจินตนาการที่ซ่อนเร้นของเธอ ผสมผสานเทคนิคของการลงสีหมึก สีน้ำ ปรุงแต่งด้วยการลงสีในแบบดิจิตัล ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของเธอล้วนได้รับความนิยมแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบดีไซน์ให้กับ Bombay Sapphire, นักร้องชื่อดังอย่าง Patrick Watson รวมไปถึงนิตยสาร Country Living และ นิตยสาร Vogue ของประเทศญี่ปุ่น โดยในปีนี้ เนสเพรสโซ ได้เปิดตัวกาแฟสูตรลิมิเต็ด อิดิชั่น 2 รสชาติใหม่อย่าง กาแฟอาราบิก้า (Arabica Ethiopia Harrar)และกาแฟโรบัสต้า (Robusta Uganda) โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าในตำนานของต้นกำเนิดกาแฟจาก 2 ประเทศ นั่นคือ ประเทศเอธิโอเปีย อันเป็นแหล่งกำเนิดของกาแฟอราบิก้า และ ประเทศยูกันดาอันเป็นแหล่งกำเนิดของกาแฟโรบัสต้า โดยมารีอาน่าได้พูดถึงแรงบันดาลใจจากการออกแบบแคปซูล 2 รสชาติใหม่ในครั้งนี้ว่า “ต้นกำเนิดของการแฟจาก 2 เรื่องราวที่สุดแสนพิเศษ เป็นอะไรที่น่าทึ่งสำหรับฉันมาก สายใยด้านสัญชาตญาณของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่อยู่รายล้อม กระตุ้นและมีแรงดึงดูด จนเกิดเป็นความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่สิ้นสุด มันจึงเป็นต้นกำเนิดของการค้นพบกาแฟคุณภาพดีในครั้งนี้ ฉันดึงเฉดสีอย่าง สีส้ม สีเหลือง ไปจนถึงน้ำตาลอ่อน ที่ได้แรงบันดาลใจจากภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาแห้งแล้ง ถ่ายทอดเป็นแคปซูลของกาแฟอาราบิก้า (Arabica Ethiopia Harrar) จากเอธิโอเปีย โดยดึงนิทานปรัมปราของเด็กหนุ่มคาลดี้และฝูงแพะ ที่เป็นจุดกำเนิดของการค้นพบพุ่มไม้ประหลาด ที่มีผลสีแดงก่ำ นำมาสู่การค้นพบกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีระดับโลก ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบตำนานครั้งแรกของฉันด้วยค่ะ ในส่วนของกาแฟโรบัสต้า (Robusta Uganda) ฉันค้นพบสีอย่าง สีน้ำตาลเข้ม สีเขียวเข้ม ไปจนถึง สีน้ำเงิน ที่ได้แรงบันดาลใจจาก ทะเลสาบ ในภูมิประเทศที่เป็นภูเขาลูกเล็กสลับกับพืชเขียวชอุ่มของยูกันดา รวมถึงรสชาติของกาแฟชนิดนี้เข้มข้นกว่าและรสจัดกว่าอาราบิก้ามาก จึงมีคล้ายคลึงกับช็อกโกแลต โดยฉันได้ดึงรายละเอียดของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่มีขึ้นรอบริมชายฝั่งของทะเลสาบวิกตอเรีย ที่เต็มไปด้วยสายใยของครอบครัว ที่เป็นจิตวิญญาณของความสามัคคี ความรักและมิตรภาพที่เกิดขึ้น อีกทั้งธรรมชาติของทุกสิ่งบนโลกยังหลบซ่อนรายละเอียดอีกมากมายที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงทำให้กาแฟเมล็ดเล็กๆนี้ ซ่อนความน่าอัศจรรย์เอาไว้ นั่นคือไอเดียหลักของการรังสรรค์ภาพทั้งหมดในคอลเล็กชันนี้” มารีอาน่า ร็อดรีเกส เผยเรื่องราวของตำนานสุดคลาสสิกครั้งนี้

ในคอลเล็กชันของกาแฟสูตรลิมิเต็ด อิดิชั่น 2 รสชาติใหม่ มารีอาน่า ศึกษาผลงานด้านพฤกษศาสตร์และธรรมชาติจากหลากหลายศิลปิน อาทิ  Ernst Haeckel, William Morris และ Josef Frank รวมถึงภาพอิลลัสเตรเตอร์ของแบรนด์แฟชั่นอย่าง Valentino และ Gucci ก็ถูกหยิบยกมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานในคอลเล็กชั่นนี้ด้วย

ฉันผสมเรื่องราวการบอกเล่าจากเนสเพรสโซ และแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่จากหลากหลายศิลปินที่ฉันชื่นชอบ จนได้ผลงานที่สื่อถือ 2 เรื่องราวของตำนานที่น่าทึ่งนี้ โดยใช้เทคนิค ของการลงสีน้ำ ตัดเส้นด้วยสีหมึก และตกแต่งด้วยการลงสีดิจิตัล ท้ายที่สุด คือความหลงใหลในรสชาติกาแฟที่ฉันโปรดปราน มันเติมเต็มทุกเรื่องราวให้สมบูรณ์อย่างไม่น่าเชื่อ คุณลองจินตนาการถึงกลิ่นหอมของกาแฟร้อนๆที่อยู่ในแก้วโปรดของฉันสิ นั่นคือกิจวัตรประจำวันของฉันที่มีในทุกเช้าเลยนะคะ

คุณสามารถติดตามผลงานทั้งหมดของเธอได้ที่ https://www.mariana.io/ พร้อมร่วมค้นพบประสบการณ์ใหม่ของกาแฟ Nespresso ลิมิเต็ด อิดิชั่นใหม่  Arabica Ethiopia Harrar และ Robusta Uganda ได้แล้ววันนี้หรือจนกว่าของจะหมด

Fashion Love News Trend

Jessica Winzelberg’s Mobile Earrings

Jessica Winzelberg ดีไซเนอร์สาวชาวอเมริกัน ผู้คร่ำวอดกับการทำต่างหูด้วยมือที่กำลังโด่งดังมากในขณะนี้ หลังจากที่เธอเปิดตัวคอลเล็กชั่นแรกในปี 2011 ที่ลอสแอนเจลิส จากแอสเซสเซอร์รี่น้อยใหญ่ เธอเรียนรู้เทคนิคของการทำทอง ถมทอง และมีความชื่นชอบเนื้อของหินในแต่ละชนิด แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในของสะสมชิ้นเอกของเธอ รวมถึงเทคนิคขั้นสูงของการทำเครื่องประดับในขณะที่ศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน อีกด้วย

เธอเริ่มลองผิดลองถูกกับการทำเครื่องประดับ โดยอาศัยหลักการของการแมทซ์ทองแท้กับวัสดุอีกประเภท ซึ่งต่างหูถือว่าเป็นหนึ่งในแอสเซสเซอร์รี่ที่เธอชื่นชอบ จากเริ่มคิดแบบ และพัฒนาจากสิ่งที่เป็นไปได้ จนทำให้คอลเล็กชั่นในปี 2017 ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จากคอลเล็กชั่นที่ผสมกันระหว่างหินธรรมชาติจากทั่วโลกและทองคำแท้ จนในปีนี้คอลเล็กชั่นรีสอร์ท 2018 เจสซิก้าได้ใช้หินหลากหลายชนิดที่ต่างไปจากเดิม อาทิ Aventurine, Pyrite, Jade, Lapis, Jasper และ Malachite และเชื่อมต่อแบบชิ้นต่อชิ้นด้วยมือกับขั่วต่อทองแท้ 14K ที่ละเอียดอ่อน และใช้ทักษะการทำและประกอบอย่างยิ่ง โดยในทีมช่างของเธอ ต้องใช้ความปราณีต และการเลือกขนาดของหินแต่ละชนิดที่มีความพอเหมาะ และน้ำหนักที่ไม่ถ่วงดุลหรือหนักจนเกินไปสำหรับหูของหญิงสาว จนเกิดเป็นงานดีไซน์ที่มีความยูนีค ยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวไปมา ซึ่งแน่นอนว่ายากจะหาแบรนด์ใดเหมือน
 

โดย รีสอร์ท คอลเล็กชั่นนี้ดีไซเนอร์สาวได้ดีไซน์ต่างหูในทรงเลขาคณิต ตัดทอนลดหลั่นไปมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ และใช้ข้อต่อทองคำ 14K ประกอบเข้ากับหินได้อย่างลงตัว หนึ่งในดีไซเนอร์สาวคนดังอย่างแบรนด์ Ulla Johnson ถึงกับเอ่ยถึงคอลเล็กชั่นนี้ว่า “เป็นไอเท็มที่ควรมีในซีซั่นนี้” แน่นอนว่าในคอลเล็กชั่นล่าสุดของแบรนด์เธอก็มีต่างหูของแบรนด์ Jessica Winzelberg อยู่ใน Lookbook ของเธอเช่นกัน “มันคอมพลีท Lookbook ของฉันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ฉันอยากให้เป็น!” อัลล่าห์กล่าวอย่างอารมณ์ดี

สนราคาต่ำสุดของต่างหูหินสีของเธออยู่ที่ 260US นะจ้ะ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก shop.jessicawinzelberg.com/

 

Art Lifestyle Travel Trend

Dubai’s Highways From Above

Dubai (دبي) เป็น 1 ใน 7 รัฐของ United Arab Emirates (UAE) ที่ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซียในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีรายงานว่าได้เกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงหลังฝุ่นทรายทำลายทัศนวิสัยของผู้ใช้รถอยู่บ่อยครั้ง เนื่องด้วยภูมิประเทศเป็นทะเลทรายเสียส่วนใหญ่ จึงทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ที่ดูไบต้องประสบปัญหาการเดินทางอยู่เป็นประจำ

ภายใต้ปัญหาทะเลทรายนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert) กินพื้นที่ตั้งแต่อิรัก, เยเมน, โอมาน, จอร์แดน, ไปจนถึงบริเวณอ่าวเปอร์เซียร์ที่ดูไบตั้งอยู่ อาณาบริเวณทั้งหมดนี้มีพื้นที่มากกว่า 2 ล้านตารางกิโลเมตร และถูกบันทึกไว้ว่าเป็นทะเลทรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก จึงทำให้เกิดความสวยงามที่ซ่อนเร้นอย่างเช่น Irenaeus Herok สาวนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียที่เพิ่งได้เผยภาพถ่ายมุมสูงของถนนหลายสายของดูไบ ที่ปกคลุมไปด้วยทรายจำนวนมหาศาล จากพายุทะเลทรายที่พัดพาทรายจากทั่วทุกทิศ ปกคลุมเส้นทางและถนนหลายสายของดูไบ จนเกิดเป็นภาพที่น่าทึ่ง และอัศจรรย์

ฉันชอบเดินทาง และค้นหาสิ่งใหม่ๆที่ใครหลายๆคนอาจไม่เคยรู้ หนึ่งในความอัศจรรย์นั้น ถนนเหล่านี้ดูสวยงามเหนือธรรมชาติ และสร้างรูปธรรมที่เกินจริงของทะเลทรายและถนน ที่ทำให้ภาพเหล่านี้ได้เห็นถึงพลังของธรรมชาติ ที่ใครก็ห้ามไม่ได้


หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตที่ห้ามพลาดเมื่อมาดินแดนนี้ คือ Desert Safari ที่ใช้รถสี่ล้อ 4WD ตะลุยทะเลทรายเนินน้อยใหญ่ของทะเลทรายชื่อดังอย่าง Lahbab Desert ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert) โดยคนขับจะพาเราท่องไปยังโลกของทะเลทรายที่กว้างจนสุดลูกหูลูกตา ตั้งแต่ทางเรียบไปจนถึงการตะกรุย Sand Dune หรือเนินทะเลทรายที่สูงและชัน กิจกรรมที่น่าลองนี้สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวแนวใหม่ให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก ที่อยากสัมผัสความสนุกของกิจกรรมนี้ แน่นอนว่ากิจกรรมของการตะกายภูเขาทะเลทรายขึ้นไปยังยอดสูงสุด เพื่อนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินท่ามกลางความเวิ้งว้าง คุณต้องไม่เคยสัมผัสจากทีไ่หนแน่นอน

Beauty Lifestyle Trend

Aesop Toothpaste Wasabi flavored toothpaste is now a thing

ไม่เคยต้องดีแคลร์กับกรมศุลกากรหนักขนาดนี้มาก่อน หลังจากที่ได้มีโอกาสทำผลวิจัยผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Aesop ผ่านช่องทางออนไลน์ในเว็บหลักของแบรนด์ จึงได้เป็นลูกค้ากลุ่มแรกที่ได้มีโอกาสได้ทดลองยาสีฟันตัวใหม่ของแบรนด์ ที่ส่งตรงมาจากออสเตรเลีย เดิมที DHL ระบบขนส่งที่ไวในความคิด และการเช็คสถานะที่ดีเลิศทำให้ได้รู้ว่ายาสีฟันหลอดเล็กๆมาถึงไทยแล้ว แต่……ติดกรมศุลกากร!!!

ตามหลักคนชอบช็อปปิ้งอ่ะเนอะ DDP อะไรตั่งต่างนานา คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะทางนั้นเขาเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่แค่สงสัยว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดวันนี้คือต้องได้ยาสีฟันมาทดลองแล้ว แต่กลับไร้วี่แวว พี่ที่ DHL ที่ชอบมาส่งบ่อยๆก็ไม่โทรมา ชักเริ่มผิดปกติแล้ว การโทรหาคอลเซ็นเตอร์จึงเกิดขึ้น

ถ้าสาธยายคงจะยาวเหยียดและทำให้ใครหลายคนไม่อยากอ่าน เอาเป็นว่า นี่เป็นกรณีศึกษา ที่ทำให้คนที่เจนจัดเรื่องการช็อปปิ้งต้องรู้เป็นบทเรียนเลยว่า “ถ้าเมื่อใด คุณสั่งสินค้าประเภทเครื่องสำอาง ที่ไม่เคยมีการขึ้นทะเบียน หรือจดอย่างถูกต้องในไทย ถ้าซื้อมาเพื่อใช้เอง จะต้องไปแสดงตัวและลงทะเบียนนำเข้าที่ศุลกากร” แต่กรณีเราเป็นลูกค้าไง หน้าที่นี้จึงตกเป็นของ DHL  ที่ประสานดำเนินการให้ โดยใช้เพียงบัตรประชาชนจริงเพียงใบเดียว..

หลังจากผ่านมาเกือบสองอาทิตย์ ยาสีฟันจาก Aesop ก็มาถึงที่บ้าน โดยใจความสำคัญของผลิตภัณฑ์ใหม่นี้คือ Aesop ได้รับการตอบรับที่ดีจากน้ำยาบ้วนปากขวดแก้วทรงสี่เหลี่ยม ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ด้วยความที่กลิ่นละมุน บ้วนง่าย และเคลมว่ามีน้ำมันสกัดธรรมชาติ ได้แก่ เมนทอล ยูคาลิปตัส ไทมอล เมทิลซาลิไซเลตในปริมาณที่น้อยมาก จึงไม่ทำให้น้ำยาบ้วนปากแรงจนเกินไป นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นักวิจัยคิดสูตรยาสีฟันที่ยังคงได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติมาเป็นส่วนเสริม สำหรับการดูแลช่องปากในเวลาต่อมา

Aesop ได้นำส่วนผสมหลักอย่างน้ำบริสุทธิ์และวาซาบิ (Wasabia Japonica) ซึ่งมีส่วนช่วยหลักในการต่อสู้กับกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นสมุนไพรตัวใหม่และถือว่าเป็นศาสตร์ใหม่ของวงการยาสีฟันของโลกเลยทีเดียว นอกเหนือจากนั้น ยังได้เพิ่ม Sea Buckthorn ผลไม้ต้นยืนพุ่มที่ช่วยบรรเทาอาการของเหงือกอักเสบที่ถือว่าเป็นสมุนไพรชั้นเลิศที่ Aesop คิดค้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ส่วนประกอบอื่นๆ อาทิ สะระแหน่ กานพลู ยังคงเป็นส่วนผสมที่ช่วยเติมเต็มในการปกป้องช่องปากและสุขภาพฟัน ซึ่งจะรู้สึกขณะแปรงฟันว่าเหมือนกำลัง ขัดผิวฟันอ่อนๆ โดยไม่ได้ทำอันตรายต่อเหงือกหรือผิวฟัน ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของผลิตภัณฑ์นี้

โดยการแปรงฟันครั้งแรก จะรู้สึกเย็นและมีกลิ่นของวาซาบิอ่อนๆ มีรสชาติเย็นซ่าแต่ไม่มากจนรู้สึกร้อนช่องปาก ที่สำคัญรู้สึกเย็นและสดชื่นระหว่างแปรง สูตรนี้ช่วยในเรื่องป้องกันฟันผุ และฟันขาวสะอาด และที่สำคัญกำจัดกลิ่นปากดีมาก เพียงแต่มีข้อบ่งชี้ที่พึงระวังว่า ถ้าผู้ที่มีปัญหาเรื่องเนื้อฟันผุกร่อนง่าย ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ซึ่งผู้เขียนทดสอบเองแล้วรู้สึกประทับใจกับผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นอย่างมาก สารภาพว่ารู้สึกสะอาดและสดชื่นหลังแปรงฟันทุกครั้ง จึงเป็นเหตุผลว่าควรใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อสุขภาพที่ดีของฟันและช่องปากในอนาคต ซึ่งแนะนำผู้อ่านที่กำลังมองหายาสีฟันแสนเก๋สำหรับคุณ

ยาสีฟัน Aesop มาในหลอดอลูมิเนียมสุดเก๋ในโทนสีเขียวอ่อน โดยยังคงดีไซน์ตามหลัก DNA ของแบรนด์คือเรียบง่าย ใช้ได้จริง และ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคุณสามารถสั่งซื้อได้ที่ Aesop.com ในราคา $ 23 เท่านั้น

**ปัจจุบันยังไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย

Fashion Trend

Attico Spring 2018

พวกเราชอบอะไรที่ซับซ้อน โคร่ง สบาย แต่ในขณะเดียวกัน ความมันวาว เลื่อมลาย สร้างความลื่นไหลให้ชีวิตของพวกเราอย่างสมบูรณ์

Gilda Ambrosio และ  Attico Giorgia Tordini สองเพื่อนซี้ดีไซเนอร์แบรนด์ดังในตอนนี้อย่าง Attico ที่โด่งดังจากการแต่งตัวจนได้รับฉายาสไตล์ Edie ให้กลับมาโลดแล่นในยุคนี้อีกครั้ง แล้วนำความมีเสน่ห์นั้น เผยแพร่จนกลายเป็นลัทธิข้อเท้า  Attico ในบัดดล

ในคอลเล็กชั่น SS2018 เรายังคงได้เห็นเอกลักษณ์ของชุดคลุมที่ยังคงได้รับความนิยมและถือเป็นไอเท็มหลักของแบรนด์นี้อีกครั้ง โดย  Attico ยังคงใช้เสน่ห์ของเทคนิค Ombré ที่ทำให้ชุดหนึ่งชุดมีสีสันที่โดดเด่นไล่เฉด และสร้างซิลูเอทให้ลุคมีความเป็นเฟมินีนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ในขณะที่การเย็บปักของเลื่อม ยังคงเสริมเทคนิคของการใช้วัสดุอาทิ หินสี ดิ้นทอง และขนนก ที่ทำให้อะไรๆ ก็ดูเกินเลย แต่ก็ถูกจริตหญิงสาวผู้ชื่นชอบความน้อยแต่มาก ล้นแต่แพง ซึ่ง Attico ได้ทำไว้ดีมาก และแน่นอน นิยามของคอลเล็กชั่นนี้ไม่ไกลเกินตัวเลย เพราะหนึ่งในดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งอย่าง Attico Giorgia Tordini กล่าวสั้นๆว่า แรงบันดาลในของหน้าร้อนนี้ ก็แค่ทำคอลเล็กชั่นนี้เพียงเพื่อให้หญิงสาว Attico ใส่เพื่อพักผ่อนอยู่บ้านเท่านั้นเอง

History Lifestyle News RODIN Story Trend ฺBeauty

RODIN Olio Lusso : There is Beauty in Simplicity!

ฉันใช้ออยล์ของ Rodin Olio Lusso ซึ่งเหมาะกับผิวฉันมากและทำให้ผิวฉันกระจ่างใส ฉันใช้มันทุกส่วนของร่างกายเลยล่ะ / Chanel Iman

สาวนางแบบผิวสีชื่อดังของโลก เผยเคล็ดลับของการดูแลผิวด้วยออยล์ที่ดีที่สุดแบรนหนึ่งของโลก ออยล์และผลิตภัณฑ์จาก RODIN olio lusso คือความงามที่ยากจะหยุดพูดสรรพคุณได้ โดยส่วนผสมหลักของ Olio lusso ทำมาจากส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยถึง 11 ชนิด ที่ได้มาจากดอกไม้และพฤกษศาสตร์นานาพรรณ ผู้สร้างสรรค์อย่าง Linda Rodin หญิงสาววัย 60 ปีที่ใช้เวลานานกว่า 2 ปี ในการปรุงและหาศาสตร์ทุกชนิดเพื่อตอบสนองความงามของเธอเอง ผลลัพธ์คืออะไรนะเหรอ คำตอบสั้น ๆ “มันยอดเยี่ยม!” 


Linda Rodin หญิงสาววัย 60 เจ้าของแบรนด์ RODIN olio lusso


ออยล์คุณภาพดีจาก Rodin เป็นผลิตภัณฑ์ที่แทนความสง่างาม ลินดาเธอเล่าต่อว่า “ทุกวันที่ฉันต้องออกจากบ้าน ฉันแทบไม่ต้องใช้เวลามากเกินไปในการเตรียมตัว! และฉันชอบที่จะออกไปนอกบ้านในเวลาอันรวดเร็ว ” ผลิตภัณฑ์ที่ฉันคิดค้นทุกชนิดเป็นแบรนด์แห่งความงามตามธรรมชาติที่ถูกรังสรรค์ขึ้น และใครๆ ก็สามารถใช้ได้เพราะเหมาะสำหรับทุกวัยและคนที่ต้องการผิวชุ่มชื้นและผิวกระจ่างใส เคล็ดลับที่แสนจะง่าย คือใช้ RODIN olio lusso เพียงไม่กี่หยดบนใบหน้าที่สะอาดในยามเช้าและกลางคืนเท่านั้นเอง


หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของแบรนด์ RODIN olio lusso นั่นคือ Luxury Body oil

ฉันได้สร้าง RODIN olio lusso ออยล์ที่บริสุทธิ์และหรูหราที่สุดในโลก ด้วยการผลิตและฝีมือของการปรุงส่วนผสมชั้นยอด เพื่อให้มั่นใจว่ามีการใช้วัตถุดิบดิบที่ดีที่สุดเท่านั้นจริงๆ และแต่ละผลิตภัณฑ์จะทำตามสูตรที่แม่นยำและตรงตามมาตรฐานที่เข้มงวดของโดยฉันเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณจะได้รับจากแบรนด์ RODIN olio lusso จะมีแต่ความพิศมัย หรูหราและความงามที่สัมผัสได้จริง

 

ถึงแม้ลินดาเองจะเคยเป็นนักออกแบบแฟชั่นมานานกว่า 30 ปี ซึ่งอาจจะมองว่า เธอไม่ได้เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านความงามเท่าใดนัก แต่แท้จริงแล้ว ก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของเธอในปี 2007 เธอใช้เวลาปรับเปลี่ยนและผลันตัวเองไปเป็นผู้ประกอบการด้านความงามที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของโลก มีสื่อหลายสำนักให้นิยามออยล์ตัวซิกเนเจอร์ของเธอว่าเป็นออยล์ที่หรูหราที่ขายได้ราคา 170 เหรียญต่อออนซ์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้พลิกศาสตร์ของออยล์ที่ดีที่สุดของโลกแบรนด์หนึ่งเลยทีเดียว ผลพ่วงของความสำเร็จนี้ นำมาสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิเช่น น้ำมันหอมระเหย น้ำมันดูแลเส้นผม สบู่ ลิปบาล์ม น้ำหอม รวมถึงเทียนด้วย โดยในปัจจุบันเองเครือ Estée Lauder ได้เข้าซื้อกิจการของแบรนด์ Rodin Olio Lusso แล้ว เพื่อสร้างสรรค์และขยายช่องทางการจำหน่ายในวงกว้างมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นแบรนด์ Rodin Olio Lusso ลินดายังคงมีส่วนร่วมในฐานะผู้อำนวยการสร้างสรรค์เหมือนเดิม


ส่วนหนึ่งในไอเท็มที่กำลังได้รับความนิยมจาก RODIN olio lusso 

ออยล์สำหรับผิวหน้าของฉัน มีส่วนผสมที่ปลอดสารเคมี และเป็นส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ 11 มันทำให้ผิวของฉันดูกระจ่างขึ้น แน่นอนว่าฉันอยากแนะนำ Rodin / กวินเน็ธ พัลโทรว์

2 ไอเท็มที่กำลังได้รับความนิยมอย่างออยล์ดูแลเส้นผมและออยล์ดูแลผิวที่มีความหอมจากดอกมะลิหอมอ่อน ๆ ชะลอผิวและต่อต้านริ้วรอยด้วยส่วนผสมของอัลมอนด์ ซึ่งผลของการวิจัยพบว่ามันสร้างความชุ่มชื่น และออยล์ที่เป็นของเหลวเหล่านี้ ทำให้ผิวคุณเปล่งปลั่ง รวมถึงเส้นผมก็จะรู้สึกนุ่มนวลและพลิ้วไหวสุขภาพดีและเงางามอีกด้วย

“ฉันมองหาความงามที่ทำให้คนวัยอย่างฉันได้พบความสุข และฉันมองว่า มันคือสัจธรรมแห่งความงามที่ฉันค้นพบ มีผู้สูงอายุที่มีเงินใช้จ่ายแต่มักถูกมองข้าม และผลิตภัณฑ์ดีๆที่ตอบสนองความต้องการของวัยนี้ก็ลดน้อยลง ผลิตภัณฑ์ความงามออกแบบมาเพื่อคนเฉพาะวัย และทำให้ลูกค้ามองว่า ถึงวัยไหนก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ของวัยนั้น ซึ่งไม่จริงเลย ยังมีสูตรความงามที่เป็นความลับอีกมากที่ยังไม่ถูกเผยแพร่ แต่หนึ่งในนั้นที่ออกสู่สายตาของคนทั่วโลกแล้ว คือ Rodin แบรนด์ของฉัน ที่มันถูกสร้างสรรค์มาเพื่อคนที่อายุหลากหลาย จะชายหรือหญิงก็ได้ ขอเพียงแค่คนที่ต้องการดูแลผิวพรรณของตัวเองเท่านั้น ซึ่งก็จริงอยู่ ที่ฉันยอมรับว่าผลิตภัณฑ์ของฉันอาจจะราคาสูง แต่มันนำมาซึ่ง คุณภาพดีและผลลัพธ์ที่ผู้ใช้จะสามารถสัมผัสได้จริง นี่คือความจริง ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ” ลินดากล่าว

ฉันอยากให้ไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมทั้ง ความงาม แฟชั่น และการใช้ชีวิต คำนึงถึง คนสูงวัยด้วย ว่า เรามี Joan Didion สาววัย 80 ปี ที่มีแคมเปญโฆษณาของ Céline และ Joni Mitchell วัย 71 ปี ที่ Saint Laurent ต้องการตัว ซึ่งนั่นเป็นบทพิสูจน์ชี้ชัดว่า คนสูงวัยมีรสนิยมและความงามที่เป็นนิรันดร์ นี่ไม่รวมถึง Anjelica Huston, Catherine Deneuve, Charlotte Rampling และ Jessica Lange ด้วยนะ ที่หญิงสาวเหล่านี้วัยเกิน 60 แล้วทั้งนั้น


ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจากแบรนด์ RODIN olio lusso

“สิ่งที่ลินดาอยากให้ Rodin olio lusso เป็นผลิตภัณฑ์ที่ง่ายแต่ทรงคุณค่าสำหรับทุกคน เธอสร้างผลลัพธ์และความเชื่อที่ว่า คนที่ผิวผสมและผิวมันก็สามารถใช้ออยล์บำรุงผิวหน้าเฉกเช่นกับคนผิวแห้ง เธอสร้างและใช้ความชอบส่วนตัวในการหาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับตัวเธอ จนนำมาสู่ความสมบูรณ์แบบแก่ออยล์รูปทรงสุดคลาสสิค ซึ่งหมายถึงสไตล์ของเธอที่มีสัญชาตญาณแห่งความงาม จะมีใครเล่า ที่ใช้เวลาลองผิดลองถูกกับการคิดสูตรออยล์ทรงคุณค่าในห้องน้ำของตัวเองเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จนเกิดเป็น RODIN olio lusso ในปี พ. ศ. 2550 ซึ่งหมายถึง “น้ำมันสุดหรูหรา” พร้อมให้เกียรติแก่อิตาลี ต้นกำเนิดความงามที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเธอ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ออยล์เล็กๆขวดนี้ จะนำผลลัพธ์ความงามที่ชะลอวัยและผิวที่เปล่งประกายมาสู่คุณ / POPDOT

คุณสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ของ RODIN olio lusso ได้ที่ https://oliolusso.com ขอบคุณรูปภาพบางส่วนจาก oliolusso.com / alderandcoshop / shopterrain