Browsing Category

History

Candle History Story

Cire Trudon Discover our Christmas collection

ซีร์ ทรูดอง ชวนคุณมาสัมผัสดินแดนแห่งโมร็อคโก ที่ผสานเรื่องราวของเทศกาลแห่งความสุขในคริสมาสต์นี้ด้วย 3 กลิ่นหอมละมุน ที่ชวนให้คุณอยากออกเดินทางท่องโลกกว้าง โคมไฟหลากสีที่กระจายอยู่ตามตรอกซอกซอยของ Enchanted Souk ตลาดกลางเมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีสีสันแห่งหนึ่งของโลกอย่างโมร็อคโก เป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับเทียน 3 กลิ่นหอมสุดพิเศษนี้ ทรูดองจำลองโคมไฟแขวนด้วยการหลอมแก้วทั้ง 3 สี ซึ่งผลิตขึ้นที่อิตาลี ประดับด้วยแผ่นทองบริสุทธิ์และแผ่นทองแดงสร้างสรรค์ด้วยมือแบบชิ้นต่อชิ้น ผสานด้วย 3 กลิ่นหอมใหม่อย่าง Gabriel , Gloria และ Fir

 

โดยกลิ่นหอมอย่าง เทียน  Gabriel ในแก้วบรรจุเทียนสีเขียวทอง นำกลิ่นหอมของไม้เบิร์ชและผลเกาลัด ผสานกับมอสและซีดาร์วูด อีกทั้ง มัสค์และแพทชูลี่ เสมือนจำลองการสำรวจตลาดกลางเมืองโมร็อกโก ที่คุณจะพบความหอมของเครื่องเทศสุดพิเศษนี้หากได้มาเยือน

เทียนกลิ่น Gloria ในแก้วบรรจุเทียนสีแดงทอง ได้รับแรงบันดาลใจจากกลิ่นหอมของซุปร้อนสไตล์โมร็อกโก ที่สัมผัสได้ถึงควันหอมและรสเผ็ดในคราเดียวกัน อีกทั้งกลิ่นหอมของกระวาน ผลส้มและอบเชย และเครื่องเทศอย่างกานพลู ลูกจันทน์เทศ ที่ถูกผสมผสานเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นกลิ่นหอมนี้ ดุจการค้นพบดินแดนแห่งเมืองเมดินา หนึ่งในเมืองที่มีความซับซ้อนและมีเสน่ห์แบบไม่น่าเชื่อ ที่คุณจะได้สัมผัสถึงอารยธรรมที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความหอมที่มีมนต์ขลังดั่งต้องมนต์

ท้ายสุด เทียนกลิ่น Fir ในแก้วบรรจุเทียนสีน้ำเงินทอง ได้รับแรงบันดาลใจจากกลิ่นหอมที่พบใน Morrocan Souk ไม้สนที่มีกลิ่นหอมและเป็นสัญลักษณ์ของเทสกาลคริสมาสต์ ถูกนำมาเป็นส่วนผสมหลักผสานกับไม้ซีดาร์วูด และกลิ่นซิตรัส ที่ให้ความรู้สึกเย็นและผ่อนคลาย เสมือนคุณได้เดินทางมาถึงดินแดนโมร็อคโกแห่งนี้แล้ว

โดยคุณสามารถพบทั้ง 3 กลิ่นหอมใหม่ของเทศกาลความสุขนี้จาก ซีร์ ทรูดอง ได้ทั้ง 3 ขนาด ในเว็บไซต์ของ trudon.com

History Movie News

EMMA Fourth novel by Jane Austen

#PopdotDaily ชวนคุณมาสัมผัสกับภาพยนต์สุดคลาสสิกแต่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข อย่างภาพยนต์เรื่อง Emma สร้างมาจากนิยายรักอารมณ์ดีออกแนวเสียดสีของ Jane Austen ถือว่าเป็น comedy-drama ที่เคยถูกสร้างมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ด้วยส่วนใหญ่นิยายของ Jane Austen  จะเขียนเชิงแนวเสียดสีสังคม อีกทั้งพูดถึงความเท่าเทียมในวงสังคมต่างๆในสมัยนั้น ในขณะเดียวกัน ก็มักมีตัวเอกที่ติดตลก มีอารมณ์ขัน อย่าง เอ็มมา (Anya Taylor-Joy) สาวน้อยวัย 21 ที่ฉลาด หน้าตาสะสวย ในชุมชนของไฮบิวรี่ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ เธอมีชีวิตที่สุขสบายในแบบผู้ดีอังกฤษ เป็นกุลสตรีสมบูรณ์แบบที่มีทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ไร้ซึ่งความทุกข์ ซึ่งหาได้ยากในผู้หญิงสมัยนั้น

เวอร์ชันนี้ใช้การเล่าเรื่องแบบใหม่ บรรยากาศโดยรวม บทพูด จังหวะของเนื้อเรื่อง ภาษากายของตัวแสดงมันนำพาให้เราเข้าใจได้เองได้อย่างง่ายๆ โดยในเวอร์ชันนี้สร้างอารมณ์ให้รู้สึกว่า Emma 2020 เป็นเอ็มมาที่มีความน่ารัก และด้วยความที่เป็นหนังพีเรียดในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่เพิ่งผ่านพ้นการปฏิวัติฝรั่งเศสมาไม่นาน แฟชันเสื้อผ้าในยุคนั้นอาจจะไม่ได้หรูหราแต่ก็ยังคงความสวยงามตามสไต์อังกฤษในยุคเก่า ซึ่งความละเอียดนี้ คือจุดแบ่งแยกชัดเจนระหว่างคนจนคนรวยได้อย่างชัดเจน

อีกทั้งบรรยากาศโดยรวมจำลองได้อย่างไม่มีที่ติ ทั้งโลเกชั่นและชุมนของชนบทยุคเก่า และทิวทัศน์ของความเขียวขจีที่มีเงียบสงบ อยู่กันอย่างปกติสุขและเป็นมิตร ทำให้เรื่องนี้คนดูมีความสุขและสนุกไปกับการเล่าเรื่องที่ผสานกับทำนองของเพลงประกอบ ทำให้วันสบายๆกลายเป็นวันที่อารมณ์ดีขึ้นมาอีกวัน

Beauty History Lifestyle Love

Mortel from Cire Trudon

เคยไหมที่รู้สึกถูกใจกลิ่นน้ำหอมที่ชอบมากๆ แต่บอกเล่าความชอบหรือกลิ่นน้ำหอมกับคนอื่นไม่ได้ กลิ่น Mortel น้ำหอมจาก @trudon นี่เลย ที่เป็นกลิ่นที่ว่านั้น ความละเอียดลออของการปรุงกลิ่นที่ยากหากลิ่นใดเหมือน กอปรกับการดีไซน์ขวดที่สุดแสนวิจิตรและลวดลายของขวดที่สลักเสลาจนทำให้น้ำหอมหนึ่งขวดดูจะมีเรื่องราวมากกว่ากลิ่นหอมกลิ่นหนึ่งที่เราจะจดจำ ทรูดองนำแรงบันดาลใจของเทียนกลิ่น Spiritus Sancti หนึ่งในเทียนที่ได้รับความนิยมของแบรนด์มาบอกเล่าเรื่องราวใหม่ ที่ละมุนละม่อมไปด้วยความหอมอ่อนๆของพริกไทยและดอก Cistus หนึ่งในพืชดอกตระกูลเฟิร์น จนเกิดเป็นกลิ่นหอมใหม่ผสานความเผ็ดร้อนในคราเดียวกัน อีกนัยหนึ่ง ทรูดอง ถือโอกาสนี้เพื่อสร้างสรรค์ความหอมเพื่อมอบให้กับหนุ่มสาวผู้ซึ่งมีความศิวิไลซ์แต่ก็หลงใหลในวัฒนธรรมการใช้ชีวิต และนี่คือเรื่องราวของ Mortel จาก ซีร์ ทรูดอง ขวดนี้ที่อยากเล่าให้คุณฟัง

#TrudonPerfumes #TrudonMortel #PopdotObject

History Lifestyle Royal Travel

The Magic Winter St Petersburg

Привет! เสียงทักทายยามเช้าของร้านกาแฟข้างทางที่หาง่ายๆของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg)ในช่วงกลางเดือนของพฤศจิกายน ที่เต็มไปด้วยหิมะรายล้อมรอบถนนจนทั้งเมืองล้วนเป็นสีขาว มีนักท่องเที่ยวและผู้ที่เคยมาเยือนกล่าวไว้ว่าที่นี่คือ “หน้าต่างแห่งยุโรป” ก็คงจะไม่ผิดหนัก เพราะเมืองเก่าแห่งนี้เป็นทั้งเมืองศิลปะ วรรณกรรม และ การดนตรี ที่สำคัญถูกจัดให้เป็นเมืองมรดกของโลกอีกด้วย เราใช้เวลาในการหาข้อมูลของการท่องเที่ยวเมืองนี้ด้วยโซเชี่ยลมีเดียเป็นหลัก ทั้ง อินสตาแกรม กูเกิ้ล หรือแม้แต่เพจท่องเที่ยวดังๆของโลก จนได้มาเยือนและทำให้มาเห็นกับตาว่าเมืองนี้ เป็นดั่งที่ใครๆได้กล่าวไว้จริง ที่นี่นอกจากวิหาร ปราสาท ที่สวยกว่าหลายๆเมืองในยุโปแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรพลาด นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง เดอะ เฮอร์มิเทจ (The Hermitage) ของซาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งแต่เดิม พระราชินีแคทเธอรีนได้เก็บรวบรวมภาพเขียนชื่อดังไว้มากมายจากทั่วทุกมุมโลก จนสะสมนานเข้า จึงต้องสร้างห้องสำหรับเก็บภาพและสมบัติล้ำค่าชิ้นอื่นๆขึ้นมา และในยุคนั้นมีน้อยคนนักที่จะได้เห็นสมบัติและงานศิลปะเหล่านี้ จนสิ้นสุดการปกครองในระบบกษัตริย์ รัสเซียจึงได้มีการจัดหมวดหมู่ของสะสมทั้งหมดแบ่งแยกอย่างเป็นระบบมากขึ้น และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ จนมีหลายคนได้เคยคาดเดาว่า ต้องใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 15 ปีถึงจะดูได้จนครบ….


บันไดทางขึ้น เดอะ เฮอร์มิเทจ (The Hermitage)

ภายนอกของพระราชวังมีความสวยงามโดยใช้โทนสีเขียว ขาว สลับด้วยสถาปัตยกรรมบาโรก ตัวอาคารมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า 3 ชั้น พื้นที่กว้างขวางและใหญ่โตมาก ในเฮอร์มิเทจนี้ประกอบไปด้วยอาคาร 5 หลัง ที่ต่อกันไปเรื่อยๆ ทั้งพระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace) อาคารเล็ก (Small Hermitage) อาคารเก่า (Old Hermitage) อาคารใหม่ (New Hermitage) อาคารโรงหนัง (Hermitage Theatre) โดยของสะสมทั้งหมดได้มีการรวบรวมและมากกว่า 3 ล้านชิ้น!!

หนึ่งในภาพที่ใครหลายๆคนมาที่นี่แล้วอยากจะได้ยลของจริงกับตาอย่าง Madonna and Child (The Litta Madonna) ที่ถูกซื้อมาจากท่าน Count Litta ตั้งแต่ปี  ค.ศ.1865 จาก อิตาลี กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของนักท่องเที่ยว ที่ต่างรุมล้อมเพื่อถ่ายรูป ไม่ต่างจากภาพวาดของ Mona Lisa ที่พิพิธภัณฑ์ Louvre เท่าใดนัก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน 55 อ่ะ เขาถ่ายก็ถ่ายไป ตามๆน้ำไปเรื่อย


Madonna and Child (The Litta Madonna) ที่ถูกซื้อมาจากท่าน Count Litta ตั้งแต่ปี  ค.ศ.1865 จาก อิตาลี กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของนักท่องเที่ยว

จากการท่องเที่ยวในแถบยุโรปมาหลายประเทศจะเห็นได้ว่า ความสวยงามของพระราชวังในรัสเซียมีความสวยงามและวิจิตรบรรจงมากกว่ายุโรปมาก ในยุคที่รุ่งโรจน์ของประเทศรัสเซีย ดินแดนแห่งนี้ถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น ผู้คนรุ่มรวย และมีอารยธรรม โดยอำนาจของกษัตริย์สามารถสร้างทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ เราเดินมาเรื่อยๆเสียงในเครื่องบันทึกเสียงของพิพิธภัณฑ์ ยังคงเล่าถึงจุดต่างๆอยู่เป็นระยะ ผมมาหยุดอยู่ที่ห้อง Pavilion Hall ห้องสีขาวขนาดใหญ่ ที่มีแชนเดอเลียร์วิจิตรละลานตาถึง 28 โคม หนึ่งในนั้นมีนาฬิกานกยูงทองรำแพนหางที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของห้องนี้ รวมถึงสัตว์ปีกอีก 3 ชนิด อาทิ นกยูง นกฮูก และไก่ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่18 แต่ยังทำงานได้อย่างไม่มีที่ติ ส่งเสียงร้องอยู่เป็นระยะ

นักท่องเที่ยวอย่างผมใช้เวลาในการเดินทอดน่องในพิพิธภัณฑ์นี้ได้เพียงครึ่งค่อนวันเท่านั้น และเลือกโซนศิลปะที่เป็นจริตตัวเอง อย่าง ห้องรูปปั้นต่างๆที่รวบรวมมาไว้จากทั่วโลก หรือเดินเก็บและมองดูศิลปะสไตล์บาโรคที่ประดับอยู่ตามบันไดทางขึ้นบ้าง หรือตามฝาผนังบ้าง ซึ่งทำให้เชื่อกับตัวเองอย่างสนิทใจว่า พระราชวังในรัสเซีย สวยกว่าพระราชวังในยุโรปจริงๆ ความวิจิตรของการตกแต่งของพระราชวังแห่งนี้แตกต่างจากหลายๆที่ในยุโรป จะเห็นได้ว่าหลายต่อหลายพระราชวังในรัสเซีย จะหยิบยกหินสีอย่างมาลาไคท์สีเขียว มาประดับประดาตัดกับสีทองและสีขาวอย่างลงตัว บ้างก็ทำเป็นเสาสีเขียวขนาดหลายคนโอบ บ้างก็ทำเป็นแจกันขนาดใหญ่ ซึ่งในอดีตกาลหินชนิดนี้ถูกพบมากในประเทศรัสเซีย แต่ในปัจจุบันถึงจะยังหาได้ก็จริง แต่ก็ไม่สามารถขุดพบหินมาลาไคท์ขนาดใหญ่ที่พอจะทำเสาหรือเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งได้อีกแล้ว รวมถึงปัจจุบันก็มีราคาสูงเป็นอันดับต้นๆของหินสีอีกด้วย


เอาจริงๆความสุขของการเดินดูศิลปะของคนที่เสพศิลป์ก็ทำให้ใครหลายๆคนเดินสนุกและอิ่มเอมได้ทั้งวัน แต่สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ควบคุมไม่ได้อาทิ เสียงคนหรือทัวร์เป็นหมู่คณะของคนจากทั่วโลก ที่ทำให้เราหมดสมาธิ และทำให้วาระของการตั้งใจดูหยุดลง ทำได้เพียงเดินตามทางไปเรื่อยๆ และเลือกที่จะดูหรือสนใจในสิ่งที่ชอบเท่านั้น กอรปกับอีกอย่างวันนี้หิมะหยุดตกพอดี จึงทำให้กลุ่มคณะที่เดินทางมาด้วยกันเลือกที่จะไปยังสถานที่อื่นๆ ที่เราลงความเห็นกันว่าวันนี้ต้องไปให้ได้แทน เราจึงใช้เวลาที่นี่แค่เพียงครึ่งค่อนวัน

ช่วงกลางเดือนของพฤศจิกายน ที่เต็มไปด้วยหิมะรายล้อมรอบถนนจนทั้งเมืองล้วนเป็นสีขาว

เราออกจากพิพิธภัณฑ์ เดอะ เฮอร์มิเทจ และกลับมาสู่ถนนสายสำคัญอย่างถนน Nevsky prospekt (Не́вский проспе́кт) ถนนที่ได้ชื่อว่าเป็น Champs-Élysées แห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทั้งสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนสวยงาม มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าพื้นเมืองรัสเซีย และสถานที่สำคัญของเมืองมากมาย สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งของประเทศนี้ คือผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับหนังสือ เราจะเห็นร้านหนังสือเก่า หนังสือใหม่ มีขายตลอดสองข้างทาง บ้างก็เห็นคุณลุงนั่งอ่านหนังสือในร้านกาแฟบ้าง เด็กวัยรุ่นที่อ่านบ้าง ถึงทำให้คิดกับตัวเองว่า อยากให้คนไทยอ่านหนังสือเป็นเล่มเยอะๆเหมือนแต่ก่อนจัง แต่ความคิดก็หยุดลงตรงที่ว่า จุดเริ่มต้นของการกลับมารักการอ่านหนังสือ ต้องเริ่มจากทุกคน ไม่ใช่ผมที่ยืนคิดเพียงคนเดียว…

ในช่วงที่หิมะตกจนเริ่มละลายและจับกลุ่มเป็นก้อนน้ำแข็งตลอดสองข้างทาง เราลื่นไถลเป็นครั้งคราวบ้าง ด้วยรองเท้าที่สวมใส่สบายง่ายๆ แต่ไม่สามารถเกาะพื้นน้ำแข็งได้ดีนัก ระหว่างทางพนักงานทำความสะอาดหลังคา เพื่อกวาดหิมะบนหลังคาอยู่เป็นระยะ บริเขตกั้นความปลอดภัยตึกนั้นบ้าง ตึกนี้บ้าง เหตุผลง่ายๆของการทำความสะอาดก็เพราะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ จากหิมะที่มักละลายและรวมตัวกันเป็นหยดน้ำ กอรปกับความหนาวในยามค่ำที่อุณหภูมิลดต่ำลงจงทำให้หยดน้ำกลายเป็นแท่งน้ำแข็งแหลมที่อาจตกลงมาด้านล่างในขณะที่ผู้คนสัญจรไปมาได้

St.Peterburg #stpetersburg #popdottravel #Russia #popdot #popdotdaily

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ในช่วงเกือบสี่โมงเย็น ผมและเพื่อนเดินเตร็ดเตร่แวะร้านของเก่าบ้าง ร้านขนมบ้าง จนรู้สึกตัวอีกทีก็มาเดินตามถนนเลียบคลองแถวๆ Khram Spasa na Krovi แล้ว เพียงครู่สายตาก็เริ่มมองเห็น Church of the Savior on Spilled Blood หรือชื่อที่หลายคนรู้จักอย่าง Church on Spilt Blood (Собор Воскресения Христова) วิหารหยดเลือดที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ที่เด่นตระหง่านสาดสีสันตัดกับหิมะกองสีขาวเท่าภูเขาตรงหน้า

นับว่าเป็นโชคดีของพวกเราในวันนี้ ที่ไม่ค่อยมีคณะทัวร์มาให้เห็นเท่าไหร่นัก จึงทำให้ได้ภาพของวิหารหยดเลือดที่ปราศจากคน ต่างจากหลายๆวันที่มักมีผู้คนหมุนเวียนมาเที่ยวชมที่นี่สม่ำเสมอ เราเดินเข้าไปด้านในที่กำลังมีการบูรณะภายในวิหารและเดินออกทางด้านหลังที่มีสวนขนาดใหญ่ขนานกับลำคลองที่กลายเป็นน้ำแข็ง และข้ามถนนมาเพื่อบันทึกภาพวิหารอย่างสนุกสนาน ความหนาวเย็นลดหายไปทันทีเมื่อเราสาละวนกับการถ่ายรูปในวันที่ปราศจากนักท่องเที่ยวเช่นนี้ จนเริ่มจะหนึ่งทุ่ม หนึ่งในคณะที่ไปด้วยกันเริ่มให้สัญญาณว่าเราควรบอกลาวิหารหยดเลือดเพื่อไปยังที่อื่นต่อ

เราเดินเลาะมายังถนน Nevsky prospect อีกครั้ง ในช่วงสองทุ่มของที่นี่อากาศลดลงอย่างเห็นได้ชัด บางคนเริ่มใช้ผ้าพันคอหลายๆทบเพื่อป้องกันความหนาว ลมที่พัดมาเป็นระยะทำให้ผมและเพื่อนๆต้องเดินเบียดกันมากขึ้น ถนนที่เปียกลื่นไปด้วยหิมะละลาย ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในเดินบนฟุตบาทไปอีกขั้น ตึกอาคารและที่ทำการที่สำคัญๆ เริ่มเปิดไฟส่องอาคาร จนเห็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมท่ามกลางความมืดมิด เราแวะร้านนั้นร้านนี้ด้วยความอยากรู้ จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้าตึกหัวมุมบนถนนสายหลักนี้ “นี่ไง Eliseyev Emporium” ผมโพล่งพูดด้วยความดีใจ ที่เห็นสถานที่ที่ตัวเองลิสต์ไว้ก่อนมาที่รัสเซียว่าจะต้องมาให้ได้

หนึ่งในลิสต์ที่ตั้งปณิธานว่าจะต้องมาให้ได้อย่าง Eliseyev Emporium ห้างเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1902 โดยพี่น้องตระกูล Elisseeff ที่ตั้งอยู่เลขที่ 56 ถนน Nevsky Prospekt โดยออกแบบก่อสร้างโดยสถาปนิกนามว่า Gabriel Baranovskii  จุดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นการตกแต่งทั้งตัวตึกและภายในอาคารในสไตล์ Art Nouveau ที่ทำให้ร้านค้าแห่งนี้ กลายเป็นร้านค้าปลีกที่สวยงามจนติดอันดับโลกในปัจจุบัน ภายนอกอาคารจะมีรูปปั้นประติมากรรมทั้ง 4 ประกอบด้วย รูปปั้นนักวิทยาศาสตร์ รูปปั้นนักพาณิชย์ รูปปั้นนักอุตสาหกรรม และ รูปปั้นนักศิลปะ ที่ออกแบบโดย Amandus Adamson

ภายในอาคารคราครั่งไปด้วยอาหารและขนมปังฝรั่งเศส และเบเกอร์รี่นานาชนิดที่ขึ้นชื่อของรัสเซีย บ้างก็มี วัตถุดิบนานาชาติ อาทิ เบียร์ ของแห้งต่างๆ รวมถึงโซนคาเฟ่ที่เราสามารถเลือกขนมในตู้กระจกทรงโค้งรายรอบอาคาร ของขึ้นชื่อ อย่าง ชีส ไข่ปลาคาเวียร์ และ ไวน์ชั้นดี ดูจะเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของห้างนี้ พนักงานหนุ่มสาว สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมและเป็นกันเองกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดูจะขัดกับผู้คนบนท้องถนนที่มักหน้านิ่งและสนใจกับวิถีชีวิตของตนเองเท่านั้น เราเดินเล่นซื้อขนมเล็กๆน้อยๆที่ชอบ อาทิ ลูกอมที่มาในแพ็คเกจน่ารักแต่แสนจะคลาสสิก ผลไม้อบแห้ง และเดินถ่ายนั้นถ่ายนี้รอบห้าง ที่วิจิตรตระการตาดุจสถาปัตกรรมในพระราชวังหลายๆที่ที่ผมเคยผ่านพบ จิตกรรมฝาผนังมีทั้งภาพวาดและรูปปั้นถูกจัดวางและตกแต่งอย่างเหมาะสม โถงเพดานประดับประดาด้วยกระจกสี ที่มีความละเอียดและซับซ้อน นับเป็นงานสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งของห้างที่เก่าแก่แห่งของโลกเลยทีเดียว

เราเดินถ่ายรูปและ Story ลงในไอจีอย่างสนุกสนาน กับสถานที่ที่แปลกตาและน่าพิศมัยแห่งนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของห้างเป็นคนรัสเซียในหลากหลายวัย และนิยมแวะซื้อวัตถุดิบทั้งสดและแห้งกลับบ้าน ด้วยความที่ Eliseyev Emporium ปิดดึก เราจึงเห็นหนุ่มสาวนั่งกันเป็นกลุ่มบ้าง ถกเถียงและนั่งจิบกาแฟร้อนและขนมในช่วงค่ำๆแบบนี้ ดูจะเพิ่มสีสันของความแปลกใหม่ให้กับพวกเรายิ่งนัก แตกต่างจากเราเองที่ซื้อเพียงของและขนมเล็กๆน้อยๆติดกลับบ้าน จนได้เวลาสักพัก เราจึงร่ำลาห้างที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แล้วมุ่งหน้าเพื่อไปทานอาหารค่ำ ณ ร้านที่เราจองไว้ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเรา ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสห้างที่สวยที่สุดแห่งนี้

Morning  #popdotdaily #popdot #Russia #popdottravel #StPeterburg

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ความสวยงามของ Saint Petersburg คือมีบรรยากาศ ผู้คน การใช้ชีวิต และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแตกต่างจากประเทศยุโรปอื่นๆ ที่เคยไปมา  ตลอดหลายวันเราชินชากับการเพิกเฉยของคนรัสเซียที่ดูท่าไม่ค่อยเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวเท่าใดนัก แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ลึกๆเขาจิตใจดี และช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ แตกต่างจากที่เคยได้ยินและได้ฟังจากผู้ที่เคยไปมาก่อนหน้า อาจจะมีบ้างที่เกิดเหตุการณ์ลุ้นระทึกบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศนี้จะอันตราย ถือว่าน้อยนิดมากถ้าเทียบกับอีกหลายประเทศที่เราไปมา ระยะเวลาใน 10 กว่าวัน ในสองเมืองใหญ่ของรัสเซียนี้ ทำให้เราเข้าใจว่า จริงๆแล้ว รัสเซียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในดวงใจ ที่คิดถึงเมื่อไรก็อยากกลับไปเยือนอีกครั้ง และมอสโคว์กับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนั่นกลับทำให้รู้สึกว่าเมืองใหญ่อย่างเซ็นปีเตอร์เบิร์ก มีอะไรดีกว่าที่คิด และรอว่า อนาคตจะขอไปทำความรู้จักเมืองนี้อีกสักครั้ง คิดถึงนะ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 🙂

ขอบคุณภาพหน้าปกจาก wikiwand.com

History Jewellry Love Royal Story

The Duchess of Windsor

บริษัทจัดการประมูลชื่อดังอย่าง Sotheby’s ได้จัดการประมูลเครื่องประดับที่เปรียบเสมือนตัวแทนความรักของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และนางวอลลิซ ซิมป์สัน พระชายา มีขึ้น ณ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 โดยเครื่องประดับที่ถูกนำมาประมูลครั้งนั้นมีจำนวนทั้งสิ้น 20 ชิ้น และมียอดเงินประมูลรวมสูงราว 8 ล้านปอนด์ สำหรับเครื่องประดับชิ้นที่มีผู้ให้ความสนใจมากที่สุด คือ สร้อยข้อมือรูปเสือดาวประดับด้วยเพชรและนิลของ Cartier ถูกประมูลไปในราคาที่สูงถึง 4.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาประมูลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ Sotheby’s เคยจัดประมูลมา

Diamond Panther Bracelet จาก Cartier ถูกประมูลไปในราคาที่สูงถึง 4.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาประมูลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ Sotheby’s เคยจัดประมูลมา

ความพิเศษของสร้อยข้อมือเส้นนี้อยู่ที่ความโดดเด่นในด้านการออกแบบและเทคนิคการผลิตที่เหนือชั้นเมื่อเทียบกับการผลิตเครื่องประดับในยุคนั้น เนื่องจากต้องใช้เทคนิคขั้นสูงและฝีมือการผลิตที่ประณีตเป็นอย่างยิ่งในการสร้างข้อต่อเพื่อให้ตัวเสือดาวพันลงบนข้อมือได้อย่างแนบสนิท

เธอสวมข้อมือ Diamond Panther ในปี 1959, ในงาน Gala opening of the new Lido Revue ปารีส ฝรั่งเศส

โดยสร้อยข้อมือเรือนนี้มีสลักลายเซ็นต์ด้านในว่า ‘Great Cats’ ที่ได้การรังสรรค์ขึ้นจาก House of Cartier ภายใต้การออกแบบของ Jeanne Toussaint ผู้อำนวยการแผนกเครื่องประดับของ Cartier ที่ผสมเพชรและนิลและใช้เทคนิคสร้างข้อต่อยุคใหม่ที่ผสานสรีระของข้อมือได้อย่างแยบยล ผลักดันและสร้างชื่อเสียงให้ Cartier ประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น จนถือว่าเป็นแบรนด์เครื่องประดับที่สร้างตำนาน ‘jeweller of kings’ ได้อย่างไม่มีที่ติ

Sarah Brightman สวมเครื่องประดับเข้าชุด Diamond Panther ในงานเปิดตัวละครบรอดเวย์ The Phantom of the Opera ที่นิวยอร์ก เดือนมกราคม ปี 1988

ก่อนหน้าที่คอลเล็กชั่น Diamond Panther จะถูกประมูลอีกครั้ง สร้อยข้อมือเส้นนี้เคยตกเป็นสมบัติของนักร้องดังแห่งยุคอย่าง Sarah Brightman นักร้องสาวที่ Andrew Lloyd Webber นักประพันธ์เพลงระดับตำนานประมูลให้เธอ ในปี 1987 ที่กรุงเจนีวา ในฐานะภรรยาคนใหม่และมอบเป็นของขวัญให้เธอเพื่อเฉลิมฉลองละครบรอดเวย์เรื่อง The Phantom of the Opera ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มถลายในกรุงลอนดอน ในฐานะที่เธอเป็นนักแสดงนำและเขาเป็นผู้ประพันธ์

หลังจากนั้นคอลเล็กชั่นนี้ก็ถูกขายทอดตลาดอีกครั้งโดยบริษัทประมูล Christie’s ที่จัดขึ้นโดย Sarah Brightman นั้นเอง โดยเธอมุ่งมั่นที่จะนำรายได้จากการขายในครั้งนี้มอบให้แก่มูลนิธิ Andrew Lloyd Webber Foundation ที่เป็นของอดีตสามีของเธอ เพื่อสนับสนุนศิลปะดนตรีในโรงเรียนมูลนิธิมรดกทางสถาปัตยกรรม ต่อมาเครื่องประดับมีค่าชุดนี้ก็ตกมาอยู่ในการประมูลที่จัดขึ้นโดย Sotheby’s ในเวลาถัดมา


หนึ่งในเครื่องประดับที่ออกประมูลอย่างเข็มกลัดประดับมรกตคำว่า WE หมายถึง Wallis และ Edward แทนความรัก ทำโดย Cartier ในปี 1957


เข็มกลัดนกกระเรียนอัญมณีประดับเพชรมูลค่าในปัจจุบันเกือบ 2 ล้านปอนด์

เครื่องประดับของวอลลิซบางส่วนที่ถูกออกประมูลครั้งล่าสุด

โดยสร้อยข้อมือนี้ ถูกประมูลในราคาที่สูงถึง 4,500,000 ปอนด์ที่ Sotheby’s ในคืนสุดท้ายก่อนการประมูลจะจบลง โดยเป็นราคาประมูลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ Sotheby’s เคยจัดประมูลมาและถือว่าเป็นเครื่องประดับจาก Cartier ที่ราคาสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นจากการประมูล โดย David Bennett ประธานของ Sotheby’s Jewellery in Europe and the Middle East ได้เล่าถึงคอลเล็กชั่นชุดนี้ว่า

เธอเป็นดัชเชสที่เป็นผู้นำแฟชั่นและเป็นตัวอย่างของความสง่างาม กาลเวลาไม่สามารถทำลายแนวคิดที่แสนจะสมัยใหม่ และทันโลก ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดของเธอ

“มันเป็นเครื่องประดับที่ยากหาที่ใดเหมือน และไม่มีใครจะอัจฉริยะเท่ากับการดีไซน์ที่ไร้กาลเวลาของคาร์เทียร์ เครื่องประดับทั้งหมดของดัชเชลแห่งวินเซอร์นี้ บอกเล่าเรื่องราวของความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ที่ยศถาบรรดาศักดิ์ไม่สามารถทำลายความรักที่สุดแสนโรแมนติก หนึ่งในความรักแห่งราชบัลลังก์อังกฤษแห่งนี้”


หนังสือชีวประวัติและหนังสือรวมคอลเลคชั่นส่วนพระองค์ The Duke & Duchess of Windsor

แต่สิ่งที่ยิ่งเพิ่มความพิเศษให้แก่เครื่องประดับชิ้นนี้ นอกจากที่บุคคลทั้งสองได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบและการผลิตอย่างใกล้ชิดแล้ว คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ชายผู้ซึ่งยอมสละทุกอย่างแม้กระทั่งราชบัลลังก์เพื่อแลกมาซึ่งการได้ครองคู่กับสตรีผู้เป็นดวงใจนามว่า ‘วอลลิซ ซิมป์สัน’ รวมถึงเรื่องราวของการตามหาหนังสือนามว่า The Duke & Duchess of Windsor

ผู้เขียนเองไม่เคยรู้มาก่อนว่าการตามหาหนังสือหนึ่งเล่มที่อยากได้มานานมากๆมันเป็นยังไง หลังจากที่ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ได้ครอบครอง หนังสือที่ผลิตตั้งแต่แต่ปี 1997 ชื่อว่า The Duke & Duchess of Windsor ที่กล่าวถึงประวัติของหญิงสาวนามว่า Wallis Simpson ที่เป็นหม้ายสาวพราวเสน่ห์ให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งวินด์เซอร์ ซึ่งเดิมเป็น สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักรถึงกับสละราชสมบัติเพื่ออภิเษกสมรสกับเธอได้ จะกลายเป็นหนังสืออีกเล่มที่มีในบ้าน จริงๆถ้าลองหาดูมันก็คงมีถมเถให้ซื้อออนไลน์หรือหาจากร้านหนังสือร้านไหนก็อาจจะหาได้ แต่ที่ภูมิใจคือเล่มนี้มี Autograph Letter ของเธอที่เขียนด้วยปากกาถึง Madame Maurois สหายที่เป็นที่รักด้วย (ต้องขอบคุณ Seller ผู้ใจดีนามว่า eBay ที่ทำให้ได้เจอเล่มนี้)


ชุดนี้มี Autograph Letter ของเธอที่เขียนด้วยปากกาถึง Madame Maurois สหายที่เป็นที่รักด้วย (ต้องขอบคุณ Seller ผู้ใจดีนามว่า eBay ที่ทำให้ได้เจอเล่มนี้)

หนังสือคอลเล็กชั่นนี้บอกเล่าเรื่องราวของเธอและสามี รวมถึงสมบัติทั้งหมดของทั้งคู่ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงเครื่องประดับที่ถูกประมูลในตอนต้นด้วย หากจะเล่าประวัติคร่าวๆของเธอ ก็สามารถสรุปได้ว่า วอลลิซ ซิมป์สัน เป็นหม้ายสาวพราวเสน่ห์ชาวอเมริกันที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 3 ครั้ง ก่อนที่จะมาพบรักกับหนุ่มหล่อเจ้าสำราญอย่างพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ซึ่งในขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งยอร์ก ทั้งคู่พบกันที่งานเลี้ยงแห่งหนึ่ง และได้เริ่มศึกษาดูใจจนพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะคนรักโดยที่ในขณะนั้นนางซิมป์สันยังไม่ได้หย่าขาดจากสามีคนที่ 3

Wallis Simpson (วอลลิส ซิมป์สัน) 19 June 189624 April 1986 

ภายหลังจากการขึ้นครองราชสมบัติ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ประสงค์ที่จะแต่งงานกับนางซิมป์สัน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกราชวงศ์ อีกทั้งยังมีเสียงคัดค้านมากมายจากคณะรัฐบาลตลอดจนแรงต้านจากประชาชน ด้วยทุกฝ่ายมองว่านางซิมป์สันไม่มีคุณบัติดีพอที่จะเป็นราชินี รวมถึงกฏของราชวงศ์ที่ห้ามแต่งงานกับหญิงหรือชายที่หย่าร้าง เมื่อชีวิตรักของกษัตริย์กลายเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ทางออกเดียวที่จะได้แต่งงานกับเธอ พระองค์ก็ได้เลือกที่จะ ‘สละราชสมบัติ’ ในประวัติแม้ว่านางซิมป์สันจะคัดค้านและตัดสินใจที่จะเป็นฝ่ายเดินออกมาจากชีวิตของเขาเพื่อให้ได้ครองบัลลังก์ต่อไป แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจที่แน่วแน่ของพระองค์ในครั้งนี้ได้

ในวันที่ 10 ธันวาคม 2479 ภายหลังจากการครองราชสมบัติเพียง 326 วัน พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็ทรงประกาศสละราชสมบัติ โดยพระองค์ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อประชาชนซึ่งในถ้อยแถลงตอนหนึ่งมีความว่า

“ข้าพเจ้าปรารถนาให้ทุกท่านเข้าใจว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ มิได้เป็นไปโดยปราศจากการคำนึงถึงประเทศชาติ แต่โปรดเข้าใจว่าความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในฐานะกษัตริย์ข้าพเจ้าเต็มใจยิ่งที่จะปฏิบัติ แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ข้าพเจ้าจะรับผิดชอบกิจการงานทั้งปวงโดยปราศจากแรงสนับสนุนจากสตรีที่ข้าพเจ้ารัก”


พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ได้แต่งงานกับนางซิมป์สัน ณ Chateau de Cande ในวันที่ 3 มิถุนายน 1937 ประเทศฝรั่งเศส

ภายหลังจากการสละราชสมบัติ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ได้แต่งงานกับนางซิมป์สันและได้ย้ายไปพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นการถาวร มีคนกล่าวถึงเรื่องราววอลลิซมานานแล้ว ทั้งเรื่องใส่สี ให้ร้าย หรือเรื่องดีๆ ความเด็ดเดี่ยวและความรักที่มีต่อเจ้าชาย คนหลายคนมองว่าพระเธอหวังรวยทางลัด ถึงต้องเลิกกับสามีคนที่ 3 เพื่อมาแต่งกับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด สู่บันไดการเป็นควีน จนเจ้าชายต้องยอมสละราชสมบัติเพื่อมาแต่งงานกับเธอ หรือข่าวบิดเบือนว่าเธอตกอับ โดนตราหน้าให้ร้ายและต้องลี้ภัยมาอยู่ที่ฝรั่งเศส รอคอยเงินจากสำนักพระราชวังและเบี้ยเลี้ยงจากการเขียนหนังสือชีวประวัติของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเอง จนในที่สุดพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็สิ้นพระชนม์ในปี 2515 ซึ่งพระศพได้ถูกอัญเชิญกลับมาฝัง ณ สุสานหลวงของราชวงศ์วินด์เซอร์ และอีก 14 ปีให้หลัง


พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และนางวอลลิส ซิมป์สัน

มันก็นะ ชีวิตคนไม่ได้รุ่งโรจน์ในด้านเดียว ความผิดหวังท้อแท้ของชีวิตก็มี แต่หลายๆสิ่งในตัวเธอที่ดีก็มีให้เห็น ทั้งเรื่องการแต่งกายที่ยอมรับจริงๆว่าเธอเป็นคนไม่สวยแต่สง่างามและมีเสน่ห์ ถึงได้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลของโลกด้านแฟชั่นหลายปีซ้อน เครื่องประดับที่ผลิตโดย Cartier ดังที่กล่าวมาตอนต้น ทั้งมุก พลอย แซฟไฟร์ เพชรซีก และอื่นๆปัจจุบันประเมินราคาแทบไม่ได้ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้เป็นชิ้นเอกอะไรของ Cartier เลย แต่มันคือมูลค่าของเรื่องราวและความรักที่ซ่อนอยู่ภายใน เธอต้องยืนหยัดในสังคมเพื่อให้เจ้าชายและตัวเองอยู่รอดและเป็นที่ยอมรับ รวมถึงมีเรื่องราวที่ถูกหยิบยกเล่าว่า ขณะที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดสิ้นลมและต้องนำพระศพมาจัดพระราชพิธีที่อังกฤษ เธอก็ยังฝืนยิ้มเด็ดเดี่ยวท่ามกลางประชาชนบางกลุ่มที่ยังต่อต้าน และราชวงศ์ที่ไม่ได้สนใจใยดีเธอแม้แต่น้อย และต้องอ้างว้างสิ้นหวังในการกลับสู่ฝรั่งเศสโดยปราศจากสามีอันเป็นที่รัก หนำซ้ำหลังจากกลับมาก็ร่างกายทรุดโทรม และโรยราไปตามกาลเวลา แถมยังโดน Suzanne Blum ทนายความประจำตระกูลดูแลทรัพย์สินและผลประโยชน์ยึดอำนาจ เอาของมีค่าและสมบัติไปขาย ในขณะที่เธอเองก็นอนป่วยหายใจโรยราอยู่บนเตียงและสิ้นลมในปี 1986


วอลลิซ ซิมป์สัน ในปี 1974 ก่อนที่เธอจะสิ้นลมในปี 1986

การแก่งแย่งชิงดี ชิงชัง โกงและให้ร้ายมีให้เห็นดาษดื่นตั้งแต่มนุษย์กลุ่มแรกๆเกิดมาบนโลก ความสุขที่แท้จริงของคนทุกคนมีเท่ากัน แต่ไม่เป็นที่พอใจของแต่ละคน บางคนมองว่ามันน้อยเกินไปก็อยากจะเป็นใครสักคนบนโลกที่ทุกคนให้การยอมรับ ในขณะที่บางคนยอมที่จะลดความสุข ความมั่งคั่ง อำนาจ ของตัวเองลงมาเพื่อหาความสุขที่แท้จริง ความรักมันชนะทุกสิ่งและได้เห็นจริงๆบนโลกนี้  ท้ายสุดศพของนาง Wallis Simpson ก็ยังได้นอนเคียงข้างหลุมศพของสามี ณ สุสานหลวง Royal Burial ของราชวงศ์อังกฤษ ไม่ถูกแยกจากกันแม้ยามไร้ลมหายใจ และถูกจารึกนามใหม่ให้เกียรติแก่เธอบนหลุมศพว่า Duchess of Windsor ผู้จากไปอย่างนิรันดร์

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก sothebys.com/The Duchess of Windsor/wwd.com

Art History Library Royal Story

ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล

“ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล : คณะราชทูตสยาม ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑”

ความสัมพันธ์ ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ หลังจากที่ห่างเหินไปกว่า ๑๖๐ ปี การเจริญพระราชไมตรีนี้เป็นพระบรมราโชบายสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงเอาพระราชหฤทัยใส่อย่างจริงจัง เพื่อให้ราชอาณาจักรสยามสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีอิสรภาพท่ามกลางแนวคิดใน การแสวงหาและการยึดครองดินแดนต่าง ๆ ในเอเชียอาคเนย์ของประเทศมหาอำนาจตะวันตก
นับแต่ปี พ.ศ. ๒๓๙๙ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริแต่งคณะราชทูตสยามให้เชิญ พระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการไปถวายพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศส แต่กว่าที่จะสำเร็จลงได้นั้นก็ต้องรอเวลาเกือบ ๕ ปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ คณะราชทูตสยามเดินทางถึงประเทศฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศสและทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์นพร้อมทั้งเครื่องมงคลราชบรรณาการ ในครั้งนั้นคณะราชทูตประกอบด้วยพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) จางวางพระคลังสินค้า เป็นราชทูตเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (วอน บุนนาค) เป็นอุปทูต และพระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) เป็นตรีทูต รวมทั้งคณะชาวสยามอีกหลายสิบคนนับเป็นการเจริญพระราชไมตรีที่ยิ่งใหญ่ครั้ง หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ภายในพระราชวังฟงแตนโบล

หนึ่งในโบราณวัตถุที่ถูกโจรกรรมที่พระราชวังฟงแตนโบลรวมทั้งสิ้น ๑๕ ชิ้น รวมถึงพระมหาพิชัยมงกุฎของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่คณะราชทูตสยามได้ถวายแด่กษัตริย์นโปเลียนที่ ๓ ด้วย กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสว่า พิพิธภัณฑ์ฯได้แจ้งยืนยันข้อมูลการโจรกรรมดังกล่าวแล้ว โดยในชั้นนี้ โบราณวัตถุที่เป็นของไทยและถูกโจรกรรมมีเพียงชิ้นเดียวคือพระมหาพิชัยมงกุฎฯ ซึ่งปัจจุบันยังไร้ร่องรอย

เครื่องมงคลราชบรรณาการที่สยามส่งไปยังประเทศฝรั่งเศสมีความงดงามยิ่งใหญ่และเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง พระจักรพรรดินีเออ เฌนีแห่งฝรั่งเศสโปรดฯให้จัดเก็บเครื่องมงคลราชบรรณาการไว้ที่พระราชวัง ฟงแตนโบลซึ่งเป็นที่เสด็จออกรับคณะราชทูตเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๔ อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดได้เห็นสิ่งของเครื่องมงคลราช บรรณาการที่ทางสยามจัดส่งไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ พิพิธภัณฑ์พระราชวังฟงแตนโบล ได้จัดแสดงเครื่องมงคลราชบรรณาการจากสยาม ภาพวาดคณะราชทูตสยามเข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ทั้งยังได้จัดพิมพ์หนังสือคู่มือประกอบนิทรรศการ อันประกอบไปด้วยบทความต่างๆ ที่น่าสนใจและที่สำคัญคือภาพเครื่องมงคลราชบรรณาการอันงดงามประณีตที่คนไทย ไม่เคยเห็นมากว่า ๑๕๐ ปี เช่นพระมหามงกุฎ เครื่องราชูปโภคทองคำต่างๆ พระราชสาส์นทองคำ แผ่นผ้ารูปพระแก้วมรกต ๓ ฤดู และเครื่องมหัคฆภัณฑ์อื่นๆ โดยปัจจุบันพระมหาพิชัยมงกุฎของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกโจรกรรมและหายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย

หนังสือ ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล จัดทําขึ้น เนื่องในวาระครบรอบ ๑๕๐ ปี ที่คณะราชทูตสยามเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อเข้าเฝาพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑

ใน หนังสือเล่มนี้ นอกจากภาพวาดอันงดงามของฌอง-เลออง เฌโรม (Jean-Leon Gerome) ที่ปรากฏเป็นปกหน้าหนังสือแล้ว ยังประกอบด้วยบทความเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ทั้งบทความที่อธิบายจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสแต่ ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บทความเรื่องความสัมพันธ์สยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์ และสิ่งสำคัญคือบัญชีรายการสิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการพร้อมทั้งภาพถ่าย คณะราชทูตสยามในครั้งนั้นในเชิงมานุษยวิทยาอีกด้วย นับได้ว่าหนังสือ “ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบลคณะราชทูตสยาม ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑” เป็นการระบายหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ให้มีสีสันงดงามควรค่าแก่การจดจำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการทั้งปวงย่อมแสดงให้เห็นว่าสายพระเนตรของพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมองการณ์ไกลยิ่งนัก ทรงตระหนักดีว่าวิธีการทางการทูตและมิตรไมตรีอันดีระหว่าง ๒ ประเทศเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาขัดข้องต่างๆ ระหว่างประเทศได้ ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าบรรพชนในราชินิกุลบุนนาคนั้น ได้รับสนองงานอันเป็นคุณูปการและประโยชน์แก่แผ่นดินมาโดยตลอดอีกด้วย

Jean Léon Gérôme ศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้วาดภาพ The Reception of Siamese Ambassadors by Emperor Napoleon III (1808-73)

เหรียญที่ระลึกพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) ถวายพระราชสาส์นรัชกาลที่ ๔ แด่สมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ณ พระราชวังฟงแตนโบล ๒๗ มิถุนายน ๒๔๐๔

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Siam Renaissance

 

Art History Lifestyle Story

The story of Fornasetti

“สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมสร้างท่าทางบนหน้าได้มากกว่า 500 แบบ บนใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง? อืมม ผมไม่รู้จะตอบยังไง รู้แต่ว่าพอผมได้เริ่มทำ ผมก็ไม่เคยหยุดที่จะคิดเลย”
Piero Fornasetti


เคยเห็นและรู้จัก นักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri หรือเปล่า? คำถามนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรารู้จัก Piero Fornasetti ศิลปินนักออกแบบตกแต่งภายในชาวอิตาลี่ดีพอ….

แต่ก่อนแต่ไร Piero ก็ไม่ได้เป็นใครสักคนที่คิดว่าสักวันจะกลายเป็นมหากาพย์แห่งวงการการออกแบบตกแต่งระดับโลกที่มีผลงานสร้างชื่อระดับมาสเตอร์พีชมากมาย หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นใบหน้านักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri ที่ Fornasetti เองได้สร้างและออกแบบลวดลายต่างๆจากใบหน้าของเธอมากกว่า 500 แบบ จนเป็นลายใบหน้าที่เป็นต้นแบบที่ทำให้คนรู้จักแบรนด์ Fornasetti ไปทั่วโลกและหวังจะได้ครอบครองผลงานของเขาสักชิ้น แรงบันดาลใจเปี่ยมล้นของ Piero ที่มีต่อนักร้องโอเปร่าคนนี้ มาจากนิตยสารเก่าเล่มหนึ่งที่เขาค้นพบความสวยงามของหน้านักร้องสาวคนหนึ่งในนิตยสารเล่มนั้น เธอมีผิวพรรณที่ขาวผ่อง ใบหน้าชวนฝัน และเหนือสิ่งอื่นใด มันทำให้ Piero ถึงกลับไม่ละสายตาจากใบหน้านั้น จนเกิดเป็นภาพของเธอในผลงานศิลปะของเขาทุกชิ้น นับมาตั้งแต่ปี 1952 เป็นต้นมา

Lina Cavalieri  นักร้องที่โด่งดังมากในอิตาลี ช่วงปี 1925 – 1944 (ปีที่เธอเสียชีวิต)


จากหนุ่มนักออกแบบที่มีเอกลักษณ์ของการเพ้นท์ลายงานลงวัสดุที่สามารถเพนท์ลายได้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ มู่ลี่ รวมทั้งเซรามิคเนื้อดี จนทำให้คนพูดถึงกันปากต่อปากและเป็นที่มาของการหางานดีไซน์ Tema e Variazioni ของ Fornasetti กันทั่ว นี่ยังไม่รวมหนังสือออกแบบ นิตยสารตกแต่งบ้านทุกหัวที่ต้องเคยมีงานของ Fornasetti ประดับอยู่ในเล่มมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรถ้า Fornasetti จะได้สิทธิ์นั้น หลังจากที่เขาไปจากโลกนี้ไปผลงานเพนท์มือเหล่านั้น คงเดาได้ไม่ยากว่าจะมีมูลค่าเท่าไร

แต่ความทรงจำก็ไม่ใช่จะเป็นแค่ความทรงจำเสมอ การส่งต่อความรักและจิตวิญญาณของผู้ให้อย่างพ่อที่มีต่อลูก ยังคงแทรกซึมสู่ Barnaba Fornasetti บุตรชาย ที่สานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อ สร้างสรรค์ผลงานจากลวดลายเก่าของพ่อ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น รวมถึงผสมผสานความกบฏ อารมณ์ของการเสียดสี อย่างเช่น ผลงานเซรามิก งานกระจก งานไม้ เครื่องหอม และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มีรูปแบบที่แปลกตาไป แต่ยังคงมีกลิ่นอายเกือบ 100% ของผู้เป็นพ่อ หนึ่งในนั้นคือคอลเลคชั่นของเครื่องหอมอย่าง Architettura Candle เทียนหอมหลากหลายกลิ่น ที่สอดคล้องกับลวดลายบนโถเซรามิกและฝา สร้างเสน่ห์ให้กับบ้าน สามารถตกแต่งให้เข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์ และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อย่าง เครื่องเทศ ผลส้ม ถึงแม้ว่าสินค้าของเขาจะเป็นลายโรมัน ลายคลาสสิคบ้าง แต่ด้วยสีสันที่ใช้เป็นสีขาวดำ รูปทรงและลวดลายถูกตัดทอนลงจึงไม่เยอะจนเกินไป ผลงานของเขาส่วนมากเป็นงานเซรามิคจึงทำให้นำไปตกแต่งกับบ้านคลาสสิคหรืออยู่ในบ้านโมเดิร์นก็ได้ โดยทำให้ลุคโดยรวมดูกลมกลืน ไม่แข็งกระด้างและดูมีดีเทลของบ้านมากกว่าเดิมอีกเท่าตัว
ต้องขอบคุณใบหน้าของนักร้องสาว Lina ที่ทำให้ธุรกิจเซรามิกของอิตาลีจากแบรนด์ Fornasetti ขายดีจนต่อยอดเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ที่ได้รับความนิยม จนถึงปัจจุบัน อ่านแล้ว รู้สึกอยากมีไว้ในครอบครองสักชิ้นสองชิ้นไหมครับ?

History Lifestyle Story Tea

Mariage Frères – French Tea in Paris since 1854

หนึ่งในชาที่ดีที่สุดอันดับ 1 ของโลกอย่างชา Mariage Frères (มาริยาจค์ แฟรส์) ที่เริ่มตำนานของชาระดับโลกจริงๆ ตั้งแต่ปี 1660 ขณะที่นิโกลาส์ มาคิยาจ ออกเดินทางสู่เปอร์เซีย เพื่อทำสัญญาทางการค้าเสาะแสวงหาชา เครื่องเทศ และสินค้าอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และบริษัท เฟรนช์ อีสต์ อินเดีย ( Compagnie des Indes ) ในขณะที่น้องชายอย่างปิแอร์ มาริยาจค์ น้องชายก็เดินทางสู่เกาะมาดากัสการ์เพื่อภารกิจเดียวกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางของชาระดับโลกจนถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และในที่สุด อองรี และ เอดูอาร์ด มาริยาคจ์ ตัดสินใจตั้ง Mariage Freres tea company ในปี คศ. 1854 เพื่อสืบทอดกิจการชาต่อกันมาเป็นธุรกิจของตระกูล และใครเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว ณ ปัจจุบัน ชาระดับโลกตกเป็นของคนไทยที่มีความหลงใหลในศิลปะของใบชาอันคลาสสิกอย่างคุณ คุณกิตติชาติ แสงมณี

เมื่อ 36 ปีที่แล้ว คุณกิตติชาติยังเป็นเพียงนักศึกษาคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยชอร์บอนน์ที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส และไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสสัมผัสกับโลกของชา

“คงเป็นโชคชะตานะผมว่า เพราะว่าไม่ได้ตั้งใจเลย คือพอจบวชิราวุธตอนนั้นก็อยากจะเรียนการทูต ก็สอบเข้าเรียนการทูตที่ธรรมศาสตร์ จบจากธรรมศาสตร์ ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 จบ 3 ปีกว่าเอง เพราะอยากจะเรียนรู้ให้เร็วที่สุดแล้วก็ได้มาเรียนที่นี่ กะว่าจะมาทำปริญญาโท แล้วต่อเอกเกี่ยวกับการทูต จุดประสงค์มุ่งหมายของตัวเองคือเป็นนักการทูต เข้ากระทรวง ตอนนั้นคิดว่าจบไทยแล้วมาต่อที่นี่ โท 3 ปี เอก 4 ปีอย่างมาก แล้วจะรีบกลับไทย แต่ปัจจุบันตอนนี้ก็ยังอยู่ที่นี่”


ในตอนนั้นช่วงที่คุณ กิตติชาติ ทำ Thesis ปริญญาเอกใกล้เสร็จ บังเอิญก้ได้มีโอกาสเจอกับครอบครัวมาริยาจค์ ที่ทำให้ได้ค้นพบโลกของชาอย่างแท้จริง “เพื่อนผมเขาสนใจเกี่ยวกับชา เขารู้จักครอบครัวนี้ เลยชวนไปพบด้วยกัน เพื่อจะได้ถามความเห็นผมว่าน่าสนใจมั้ย พอเข้าไปแล้ว ตอนนั้นมาริยาจค์ขายชาอย่างเดียว ไม่ได้ทำเป็นร้าน เข้าไปเหมือนโรงเก็บของ กลิ่นชาอบอวล ผมเหมือนถูกมนต์สะกด และในที่สุดผมได้พบทายาทคนสุดท้ายของครอบครัว ท่านอายุมาก 80 กว่าแล้ว และจิตคงสัมผัสกัน ท่านต้องการหาเพื่อนร่วมงาน เผอิญคือครอบครัวเขาไม่สนใจจะทำเกี่ยวกับชาอีกแล้ว ผมเลยบอกเพื่อนว่า ทำสิ น่าสนใจดี แต่สมองผมตอนนั้นเห็นเป็นภาพ ๆ ว่าควรทำอะไรอย่างไร ในที่สุดเพื่อนเขาก็ทำ แต่ผมมีเวลาว่างเลยมาเยี่ยมอยู่เรื่อย ๆ ในที่สุดก็ทีละเล็กละน้อย กลายเป็น มันเข้าไปโดยอัติโนมัติไม่รุ้ตัว” คุณกิตติชาติกล่าวอย่างอารมณ์ดี

“ผมเข้าไปทำเป็น hobby คือสนุกเรียนรู้หลาย ๆ อย่าง เรียนจากทายาทเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับชา การชิม การชง ในที่สุดตัดสินใจไม่เรียนแล้ว ไม่เรียนการทูตแล้ว ตอนนั้นถือว่าเสี่ยงมากเหมือนกัน แต่เรามี passion อินเลิฟ ก็ไปเลย ไปเลย”

“ตอนแรกครอบครัวผมก็ไม่มีใครทราบว่าเราจะมาทางนี้ เพื่อนผมก็คุมเรื่องทางการค้ามากกว่า ผมจะช่วยเลือกชา ช่วยเรื่องการสร้างสไตล์ ตอนนั้นยังไม่คิดว่าจะเป็นอาชีพจริง ๆ แต่เหมืนปฏิเสธตัวเองไม่ได้ หลายปีต่อมา เพื่อนผมก็สิ้นชีวิต เลยเหมือนผลักเราไปเต็มตัว แล้วพอดีทายาทเขาอายุมากแล้ว เราถูกใจกันมาก เขารู้ว่าเราชอบ ได้ทำงานร่วมกันมาหลายปี เขาเห็นหมดว่าเราเรียนรู้ ปรับปรุง ทำอะไรต่าง ๆ เขาและเรารู้ว่า มาริยาจค์ แฟรส์ มันยังต้องเป็น มาริยาจค์ แฟรส์ อยู่นะเราไม่มีทางปรับเป็นร้านไทย ร้านจีน หรือร้านเอเชีย”
“พอร้านมาคิยาจ แฟรส์เปิดตัวครั้งแรกที่แถวมาเร่ส์ (Marais) ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก สื่อมวลชนมาจากทั่วโลกเลย และทุกอย่างตรงกับรสนิยมคนฝรั่งเศสมาก เพราะเป็นร้านชาที่ใหม่ที่เปิด แต่จริง ๆ คือชาที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสหรือเกือบที่สุดในยุโรปก็ว่าได้ เปิดแล้วก็จะเราก็ทำที ซาลอน ทำแพ็กเกจจิ้ง ทำอะไรหมดทุกอย่างให้มันดีที่สุด แล้วจากนั้นผมก็ไม่มีเวลาหยุดเลย”

“ผมมีความรู้สึกว่า ตำนานนี้เป็นของเรา เราเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ คือทำอะไรลงไปโดยไม่ฝืนตัวเองเลย แล้วความคิดสร้างสรรค์มันมีมาก จินตนาการมาก ที่ขาดก็คือเวลาเท่านั้นเอง”


หลังจากเปิดร้านแรกในปี 1984 ปัจจุบันคุณกิตติชาติ คือประธานบริษัทและเป็นเจ้าของมาริยาจค์ แฟรส์แต่เพียงผู้เดียว ปัจจุบัน มาริยาคจ์ แฟรส์มีสาขาในปารีส 4 สาขา ในญีปุ่น 2 แห่งคือกินซ่า กับ ชินจูกุ ที่กินซ่าเป็นที่รู้จักกันดีเพราะมีมากว่า 20 ปีแล้ว คนเอเชียที่สนใจชาของเรามากสุดก็คือญี่ปุ่นกับเกาหลี ที่ญี่ปุนเรากลายเป็นสถาบันไปแล้วครับ ญี่ปุ่นเขาก็มีชาของเขา แต่เราเอาภาพพจน์หรือสูตรหรือความรู้ ของขาฝรั่งเศสไปให้เขา เราทำโดยตรงไม่ผ่านคนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแฟรนไชส์ ผู้จัดการก็เป็นคนฝรั่งเศสคนเดียว”

นอกจากเปิดร้านมาริยาคจ์ แฟรส์โดยตรงทั่วโลกโดยไม่หุ้นส่วนกับใครทั้งที่มีผู้ติดต่อขอหุ้นมากมาย รวมถึงยังเป็นชาที่ได้รับเลือกสรรจากสถานที่ชั้นนำต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งโรงแรมและสปาชั้นนำ ก็เสิร์ฟชามาริยาคจ์ แฟรส์ รวมทั้งโรงแรมโอเรียนเต็ลในประเทศไทยด้วย ในปัจจุบัน ชามาริยาคจ์ แฟรส์กลายเป็นชาลักชัวรี่ และกลายเป็นชื่ออันดับ 1 ของคนรักชา โดยความพิเศษและความโด่งดังของชามาริยาคจ์นี้ รัฐบาลฝรั่งเศสจึงมอบรางวัลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ คุณกิตติชาติ ในฐานะคนที่สร้างคุณูปการให้กับประเทศ และยังมีรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งคุณกิตติชาติเองยังคงภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับคนไทยในการขยายธุรกิจของต่างชาติอีกด้วย

แต่ก่อนชามารยาคจ์มี 250 สูตรในตอนแรกที่เปิดแบรนด์ ทุกวันนี้มาริยาคจ์ แฟรส์ มีถึง 650 สูตรชาให้เลือก ซึ่งทุก ๆ สูตร คุณกิตติชาติก็คิดสร้างสรรค์เองทั้งสิ้น อ่านแล้ว อยากลองชิมชาร้อนของ มาริยาคจ์สักแก้วไหมครับ?

คุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mariagefreres.com/
ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร Hello ประเทศไทย

 

Food History Lifestyle Royal Story

Bangkok called “Chote Chitr” Meghan Markle’s Favorite Restaurant Will Make You Like Her So Much More

เรเชล เมแกน มาร์เกิล คือสาวอเมริกันวัย 36 ปี คู่หมั้น Prince Harry ที่ทำงานเป็นนักจิตวิทยาและครูสอนโยคะ และที่ประเทศอังกฤษ ณ ตอนนี้ คงไม่มีผู้หญิงคนไหนโด่งดังเท่าเธอ ว่าที่สมาชิกคนใหม่ของราชวงศ์อังกฤษ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอล้วนได้รับความสนใจ ทั้งแฟชั่นแบบเมแกนสไตล์ อาทิ กระเป๋าที่เธอถือ เสื้อผ้าและรองเท้าที่เธอสวมใส่ กลายเป็นสินค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่หนึ่งสิ่งที่ใครหลาย ๆ คนอยากรู้เกี่ยวกับเมแกนก็คือ อาหารที่เธอชอบ และหนึ่งในนั้นคืออาหารไทยจานโปรดอย่าง ผัดไท ที่สร้างประสบการณ์ของอาหารจานโปรดที่เมื่อครั้งเธอเดินทางมายังประเทศไทย

เว็บไซต์ Delish.com เปิดเผยชื่อร้านอาหารโปรดของ “เมแกน มาร์เคิล” พระคู่หมั้นของเจ้าชายแฮร์รี่ รัชทายาท อันดับ 5 ของราชวงศ์อังกฤษ จากการสัมภาษณ์เมแกน เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ ระหว่างโปรโมทเว็บไซต์ The Tig ของเธอ ในปี 2559

โดยเมแกน ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เธอชอบร้านโชติจิตร (Chote Chitr) ในกรุงเทพฯ มาก  ที่นั่นมีเพียง 6 โต๊ะ เป็นร้านเล็กๆสีเขียว และถึงแม้จะไม่ใช่ร้านที่ได้รับดาวจากมิชลิน (มิชลิน ไกด์) แต่เมื่อได้ชิมผัดไทยของร้านนี้ เธอถึงกับร้องว่า

“โอ้พระเจ้า ที่ผ่านมาฉันกินอะไรไป ? ”  “นี่คือรสชาติผัดไทยที่แท้จริง”

บทสัมภาษณ์นี้ทำให้เชื่อได้ว่า เมแกนชื่นชอบผัดไทยของร้านโชติจิตรอย่างแท้จริง ซึ่งร้านโชติจิตร เป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดมากว่า 100 ปีแล้ว ตั้งอยู่ในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ในซอยแพร่งภูธร ถนนตะนาว เขตพระนคร (ฝั่งเลียบคลองหลอด ตรงข้ามกระทรวงกลาโหม) โดยร้านนี้จะเปิดวันจันทร์ – เสาร์  ซึ่งนับว่าเป็นร้านที่มีชาวต่างชาติ นิยมมารับประทานอาหารไทย จนกลายเป็นลูกค้าประจำและบอกในสังคมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยการตกแต่งในร้าน มีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ที่ยังเป็นแบบดั้งเดิม รวมถึงมีเมนูอาหารไทยกว่า 500 เมนูให้เลือก ซึ่งอาหารขึ้นชื่อได้แก่ ยำถั่วพู หมี่กรอบ  รวมถึงผัดไทยที่เมแกนชอบด้วย นอกจากนี้เว็บไซต์และสื่อต่างชาติหลายสื่อ ลงข้อมูลและแนะนำร้าน โชติจิตร ให้เป็นร้านอาหารที่เมื่อเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยไม่ควรพลาดที่จะลิ้มลอง


โดยคุณสามารถแวะไปชิมผัดไทย เมนูสุดโปรดของเมแกนได้ที่ร้าน โชติจิตรโภชนา (Chote Chit Pochana)
ที่อยู่ : 146 ถ.แพร่งภูธร ศาลเจ้าพ่อเสือ พระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทรศัพท์ : 0-2221-4082 , 08-1847-6610
เปิดจันทร์ – เสาร์ เวลา 11.00-21.00 น.หยุดอาทิตย์

การเดินทาง :
จากถนนแพร่งภูธร ให้มาทางกระทรวงมหาดไทย แล้วให้ไปทางด้านจะสังเกตเห็นร้านโชติจิตรโภชนา อยู่ด้านหลังกระทรวงมหาดไทย

Fashion History Lifestyle News ฺBeauty

Discover Lady Dior

นักออกแบบเสื้อผ้าชาวฝรั่งเศส  เกิดเมื่อปี ค.ศ.1905 นามว่า คริสเตียน ดิออร์ จับพลัดจับผลูเข้าสู่วงการ นักออกแบบแฟชั่น ในวัยถึง 33 ปี ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตนักออกแบบที่ช้าคนนึงของวงการแฟชั่นโลก แต่ผลงาน ของเขากลับได้รับการยอมรับจนถึงทุกวันนี้ ใครจะเชื่อว่า ชายหนุ่มที่เดินทางเข้าสู่ปารีสและเช่าบ้านอยู่กับเพื่อน เพื่อหางานทำ จะได้กลายมาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก พร้อมขนานนามว่า “Style Dictator” หรือนักออกแบบเผด็จการผู้เปลี่ยนทิศทางแฟชั่นโลก หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

คริสเตียน ดิออร์ ในปี 1932


ลวดลาย “คานนาจ” อันเป็นเอกลักษณ์ของ คริสเตียน ดิออร์ ในปัจจุบันนั้น ก็มาจากเก้าอี้นโปเลียนที่ใช้หวายสานจนเกิดเป็นลวดลายทรงเราขาคณิตในงาน เปิดคอลเลคชั่นแรกของเขา

ดิออร์ถือว่าเป็นนักออกแบบ รุ่นแรกที่รุ่งโรจน์ที่สุดในยุคนั้น เขาได้สร้างแบรนด์ “ดิออร์” และออกคอลเลคชั่นแรกในชื่อ “นิว ลุค” ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ ยิ่งใหญ่ให้กับวงการแฟชั่นของฝรั่งเศส เพราะผลงานของเขาเน้นการออกแบบเสื้อผ้าที่หรูหรา ฟู่ฟ่าและกระโปรงบาน เสมือนสาวน้อยเริงร่าในสวนดอกไม้ ซึ่งแตกต่างจากยุคนั้นที่ยังคงเน้นเสื้อผ้าเรียบง่าย และถือว่าเป็นยุคตกต่ำที่สุดของ วงการแฟชั่นฝรั่งเศส จะถูกกล่าวขานถึงอย่างแพร่หลายได้มากในขณะนั้น ซึ่งลวดลาย “คานนาจ” อันเป็นเอกลักษณ์ของ คริสเตียน ดิออร์ ในปัจจุบันนั้น ก็มาจากเก้าอี้นโปเลียนที่ใช้หวายสานจนเกิดเป็นลวดลายทรงเราขาคณิตในงาน เปิดคอลเลคชั่นแรกของเขาในปี 1947 นั้นเอง


กระเป๋า รุ่น “เลดี้ ดิออร์” ติดลิสต์กระเป๋าหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

คงต้องยกความดีความชอบให้กับดีไซเนอร์รุ่นลูกอย่าง จอห์น กัลลิอาโน่ ผู้อำนวยการสร้างสรรค์ ของดิออร์สมัยนั้น ที่นำลวดลาย “คานนาจ” มาสานต่อจนเกิดเป็นลายอันเป็นเอกลักษณ์ของ คริสเตียน ดิออร์ในปัจจุบัน ที่ทำให้กระเป๋า รุ่น “เลดี้ ดิออร์” ติดลิสต์กระเป๋าหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี 1996 จนล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน

รูปแบบของลาย “คานนาจ” ของ คริสเตียน ดิออร์ แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆที่สรรค์สร้างลายพิมพ์จนได้รับความนิยม แต่ของคริสเตียน ดิออร์ ลวดลายเกิดจากการบรรจงเย็บด้ายด้วยมือลงบนหนังแกะสีดำคุณภาพดี ให้เกิดลายทรง เรขาคณิตทับซ้อนนามว่า “คานนาจ” ซึ่งถือว่าเป็นงานฝีมือขั้นสูง ซึ่งลายเฉพาะของคริสเตียน ดิออร์ ที่ผู้เย็บจำ ต้องมีทักษะเป็นอย่างสูงในการทำ ช่างหนึ่งคนต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำในการเย็บและประกอบ กระเป๋าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้กระเป๋าของคริสเตียน ดิออร์ หนึ่งใบ ซึ่งความประณีตและละเอียดลออในการตัดเย็บ อหัวใจหลักของดิออร์ที่ยังคงนำมาปฏิบัติใช้จนถึงปัจจุบัน คุณลักษณะนี้เองที่ทำให้กระเป๋าของคริสเตียน ดิออร์ ใช้เทคนิคการเย็บแบบ “คานนาจ” เกือบทุกรุ่น


ไม่แปลกใจเลยที่กระเป๋าของคริสเตียน ดิออร์ หนึ่งใบ จะสร้างความ สง่างาม คงความคลาสสิคได้มากขนาดนี้  ดิออร์เคยกล่าวไว้ว่า

“เมื่อผมเริ่มต้นอาชีพนักออกแบบ เสื้อผ้าอาภรณ์ ผมหวังที่จะสร้างชุดสวยให้หญิงสาวทุกคนงดงาม สง่าน่าหลงใหล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหญิงสาว ผู้สวมชุดของผมนั้น จะเจิดจรัสเปล่งประกายและชุดนั้นจะยังสวยงามและคลาสสิคตลอดกาล”

และสิ่งที่ดิออร์หวังก็ สำเร็จผล ธุรกิจของ แบรนด์ คริสเตียน ดิออร์ ที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ ขยายและเติบโตขึ้นทุกวัน รวมถึงสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ให้กับแบรนด์ในทุกๆปี