Browsing Category

Tea

Coffee Food Lifestyle Tea Travel

BEST Cafés in Vienna

วีน (Wien) ตามภาษาท้องถิ่นหรือเวียนนา (Vienna) เมืองหลวงของประเทศออสเตรีย ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมทั้งเก่าและใหม่ร่วมสมัย ผสมด้วยศิลปะ  ประเพณี และดนตรี หล่อหลอมให้เวียนนากลายเป็นเมืองที่มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก นอกเหนือจากสิ่งที่พูดมาแล้ว เวียนนา ถือว่าเป็นเมืองที่มีคาเฟ่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย วันนี้มีคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 3 ร้าน ที่ Popdot อยากนำเสนอ เผื่อว่าคุณมีโอกาสได้ไปเยือนที่นี่…

Café Sperl | หนึ่งในคาเฟ่สุดเก่าแก่ที่ก่อตั้งในปี 1880

คาเฟ่สุดแสนจะคลาสสิก ก่อตั้งในปี 1880 หรือราว พ.ศ. 2423 ซึ่ง Sperl คือชื่อสกุลของเจ้าของ เป็นคำพ้องที่ต้องการสื่อความหมายว่า คลาสสิก อันหมายถึงวัฒนธรรมร้านกาแฟแบบเวียนนา ตั้งอยู่ในเขตที่ 6 กลางกรุงเวียนนา ที่มีการตกแต่งภายในเช่นโครงสร้างเดิมเหมือนศตวรรษที่ 19 ประกอบไปด้วยโต๊ะพูลสำหรับวางหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่ และตกแต่งสไตล์นูโวที่คุณสามารถเลือกทาน อาหารเช้า มื้อกลางวัน รวมไปถึงยามบ่ายที่สามารถจิบชาหรือทานขนมได้ง่ายๆ


โดย Café Sperl ยังคงดำรงและรักษาโครงสร้างของร้านเสมือนครั้งก่อตั้งใหม่ๆ ซึ่งมีการปรับปรุงอีกครั้งในปี 1984 โดยทายาทของตระกูล นอกจากนี้ยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นร้านอาหารหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติของออสเตรีย ที่ยังคงเมนูอาหารสุดแสนจะคลาสสิก เสมือนพาคุณย้อนไปในอดีต

โดยส่วนใหญ่ร้านนี้ จะเน้นโครนงสร้างด้วยไม้เป็นหลัก อาทิ พื้นไม้ปาร์เก้ หรือแม้แต่เก้าอี้ที่ออกแบบโดย Thonet นอกจากนี้ยังมีโต๊ะหินอ่อนและโคมไฟระย้าคริสตัลที่สลับไปมาอย่างแยบยล ผสมกับกลิ่นหอมของกาแฟร้อนที่คละคลุ้งไปทั่วร้าน ให้คุณรู้สึกอบอุ่นและชวนให้นึกอยากทานอาหารหรือขนมหวานสักชิ้น

เราขอแนะนำเมนูทานง่ายๆ อย่างไก่ทอดแบบดั้งเดิมสไตล์เวียนนา หรือพัฟเนื้อ ทานคู่กับสลัดที่ปรับเปลี่ยนผักตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีเมนูสุขภาพสำหรับคนไม่ทานเนื้อสัตว์ ไปจนถึงขนมหวานต่างๆอีกด้วย

คุณสามารถมาร้าน Café Sperl ได้ดังนี้
Site: www.cafesperl.at  : Open Daily, Mon-Sat 7.00-23.00, Sun 11.00-20.00 

Café Pruckel | คาเฟ่ร่วมสมัยที่มีเสน่ห์อย่างไม่น่าเชื่อ

หนึ่งในคาเฟ่ที่ Popdot อยากแนะนำที่สุดคือ Café Pruckel ที่เปรียบเสมือน Kaffeehaus” ในความทรงจำที่เวียนนา เหตุผลง่ายๆก็คือ อาหารรสชาติอร่อย พนักงานน่ารักและมีความเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ถ้าเทียบกับพื้นฐานคนยุโรป ที่สำคัญคือการตกแต่งภายในร้านที่มีความคลาสสิก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความทันสมัย และลงตัวอย่างพอดิบพอดี

คาเฟ่ Pruckel มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว แต่ได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี 1950 และไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรอีกเลยหลังจากนั้น โดยภายในร้าน มีโต๊ะ 50 ตัว วางกระจัดกระจายเรียงรายดูเหมาะสม แบ่งเป็นสองโซนคือลูกค้าทั่วไป กับโซนสำหรับลูกค้าที่สูบบุหรี่ ในลักษณะผังตัว L ผสานกับส่วนของบริเวณวางนิตยสารและหนังสือพิมพ์ (ที่ผู้เขียนรำลึกถึงความหลังของช่วงที่ประเทศไทยนิยมอ่านหนังสือทุกครั้ง) พร้อมโคมไฟที่ห้อยสลับไปมาเพื่อเติมเต็มแสงสว่างในยามค่ำคืน

ในปี 2011 คาเฟ่แห่งนี้ ได้ถูกเพิ่มเข้าในรายการมรดกทางวัฒนธรรมขององค์การยูเนสโก เพื่อดำรงรักษาไว้ด้านดีไซน์การตกแต่ง ตลอดจนวิถีชีวิตแบบเวียนนาแท้ๆ ที่ยิ่งทำให้ร้านนี้ดูมีมนต์เสน่ห์มากยิ่งขึ้น

เมนูที่เราอยากแนะนำคุณให้ทานเมื่อมาถึงที่ร้านนี้คือ ออมเล็ตที่ลักษณะการทำคล้ายกับไข่เจียวบ้านเรา แต่บางและใช้เนยในการทอด นอกจากนี้ยังมีสลัดตามฤดูกาลที่ใช้ซอสมะนาวเป็นส่วนผสมหลักที่เพิ่มความสดชื่นและตัดกับ ครีม และเนย จากอาหารจานหลักได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ ยังมีเค้กแบบเวียนนา ที่ใช้มาสคาโปนและครีมเป็นหลักในหลายรูปแบบ รวมถึงในส่วนของเบเกอรี่ก็มีให้เลือกตามความชอบของลูกค้าอีกด้วย

คุณสามารถมาร้าน Café Pruckel ได้ดังนี้
Site: www.prueckel.at : Open Daily 8.30 am to 10 pm

Palmenhaus Café | คาเฟ่ในสวนโบทานิคใจกลางกรุงเวียนนา


ร้านสุดท้ายที่ Popdot อยากแนะนำคุณคือ Palmenhaus คาเฟ่ในเรือนกระจกกลางสวนโบทานิค ณ กรุงเวียนนา ที่สร้างขึ้นในปี 1901 ที่คุณสามารถนั่งสัมผัสความสวยงามของร้าน ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ยืนต้น ตลอดจนดอกไม้และไม้เลื้อยที่ขึ้นเรียงรายอย่างเหมาะสมภายในเรือนกระจก ซึ่งสร้างความสดชื่นและแสงธรรมชาติที่ส่องแสงให้ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูปสนุกอยู่ได้เป็นวัน

โดยลูกค้าส่วนใหญ่ของที่นี่ จะเป็นนักท่องเที่ยว ตลอดจนครอบครัวและกลุ่มวัยรุ่นที่มาทานอาหารมื้อหลักอย่าง อาหารเช้า และ มื้อเที่ยง เนื่องด้วยราคาที่สมเหตุสมผล และรสชาติอาหารที่อร่อยใช้ได้ ในขณะเดียวกัน ในช่วงค่ำ ทางร้านจะเปลี่ยนเป็นบาร์ที่คุณสามารถมานั่งจิบไวน์ หรือค็อกเทลสักแก้วสองแก้วในบรรยากาศที่สามารถมองเห็นดาวบนฟ้าภายใต้เรือนกระจกที่สุดแสนจะโรแมนติก

คาเฟ่แห่งนี้มีทั้งอาหารคาว และ ขนมหวาน ไปจนถึงเครื่องดื่มหลากชนิด ที่คุณสามารถเติมเต็มช่วงเวลาของคุณได้ทุกช่วง ขอแนะนำขนมหวานอย่าง Apple Strudel แบบเวียนนาแท้ๆ ที่มีรสชาติดีเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม พร้อมทานกับกาแฟหรือชาร้อยสักแก้วก็เพิ่มความทรงจำของคุณที่มีต่อประเทศออสเตรียแล้ว

ความสุขของชีวิตคือการเดินทาง ค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆให้กับชีวิต และแน่นอนว่านอกจากคุณจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆแล้ว ความทรงจำของสถานที่ ที่คุณชอบเมื่อไปถึง จะติดตรึงอยู่ในใจคุณตลอดไป….

คุณสามารถมาร้าน Palmenhouse Café ได้ดังนี้
Site: https://www.palmenhaus.at/: Open Daily, MON–FRI: 10am–12am SAT: 9am–12am SUN: 9am–11pm

History Lifestyle Story Tea

Mariage Frères – French Tea in Paris since 1854

หนึ่งในชาที่ดีที่สุดอันดับ 1 ของโลกอย่างชา Mariage Frères (มาริยาจค์ แฟรส์) ที่เริ่มตำนานของชาระดับโลกจริงๆ ตั้งแต่ปี 1660 ขณะที่นิโกลาส์ มาคิยาจ ออกเดินทางสู่เปอร์เซีย เพื่อทำสัญญาทางการค้าเสาะแสวงหาชา เครื่องเทศ และสินค้าอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และบริษัท เฟรนช์ อีสต์ อินเดีย ( Compagnie des Indes ) ในขณะที่น้องชายอย่างปิแอร์ มาริยาจค์ น้องชายก็เดินทางสู่เกาะมาดากัสการ์เพื่อภารกิจเดียวกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางของชาระดับโลกจนถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และในที่สุด อองรี และ เอดูอาร์ด มาริยาคจ์ ตัดสินใจตั้ง Mariage Freres tea company ในปี คศ. 1854 เพื่อสืบทอดกิจการชาต่อกันมาเป็นธุรกิจของตระกูล และใครเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว ณ ปัจจุบัน ชาระดับโลกตกเป็นของคนไทยที่มีความหลงใหลในศิลปะของใบชาอันคลาสสิกอย่างคุณ คุณกิตติชาติ แสงมณี

เมื่อ 36 ปีที่แล้ว คุณกิตติชาติยังเป็นเพียงนักศึกษาคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยชอร์บอนน์ที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส และไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสสัมผัสกับโลกของชา

“คงเป็นโชคชะตานะผมว่า เพราะว่าไม่ได้ตั้งใจเลย คือพอจบวชิราวุธตอนนั้นก็อยากจะเรียนการทูต ก็สอบเข้าเรียนการทูตที่ธรรมศาสตร์ จบจากธรรมศาสตร์ ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 จบ 3 ปีกว่าเอง เพราะอยากจะเรียนรู้ให้เร็วที่สุดแล้วก็ได้มาเรียนที่นี่ กะว่าจะมาทำปริญญาโท แล้วต่อเอกเกี่ยวกับการทูต จุดประสงค์มุ่งหมายของตัวเองคือเป็นนักการทูต เข้ากระทรวง ตอนนั้นคิดว่าจบไทยแล้วมาต่อที่นี่ โท 3 ปี เอก 4 ปีอย่างมาก แล้วจะรีบกลับไทย แต่ปัจจุบันตอนนี้ก็ยังอยู่ที่นี่”


ในตอนนั้นช่วงที่คุณ กิตติชาติ ทำ Thesis ปริญญาเอกใกล้เสร็จ บังเอิญก้ได้มีโอกาสเจอกับครอบครัวมาริยาจค์ ที่ทำให้ได้ค้นพบโลกของชาอย่างแท้จริง “เพื่อนผมเขาสนใจเกี่ยวกับชา เขารู้จักครอบครัวนี้ เลยชวนไปพบด้วยกัน เพื่อจะได้ถามความเห็นผมว่าน่าสนใจมั้ย พอเข้าไปแล้ว ตอนนั้นมาริยาจค์ขายชาอย่างเดียว ไม่ได้ทำเป็นร้าน เข้าไปเหมือนโรงเก็บของ กลิ่นชาอบอวล ผมเหมือนถูกมนต์สะกด และในที่สุดผมได้พบทายาทคนสุดท้ายของครอบครัว ท่านอายุมาก 80 กว่าแล้ว และจิตคงสัมผัสกัน ท่านต้องการหาเพื่อนร่วมงาน เผอิญคือครอบครัวเขาไม่สนใจจะทำเกี่ยวกับชาอีกแล้ว ผมเลยบอกเพื่อนว่า ทำสิ น่าสนใจดี แต่สมองผมตอนนั้นเห็นเป็นภาพ ๆ ว่าควรทำอะไรอย่างไร ในที่สุดเพื่อนเขาก็ทำ แต่ผมมีเวลาว่างเลยมาเยี่ยมอยู่เรื่อย ๆ ในที่สุดก็ทีละเล็กละน้อย กลายเป็น มันเข้าไปโดยอัติโนมัติไม่รุ้ตัว” คุณกิตติชาติกล่าวอย่างอารมณ์ดี

“ผมเข้าไปทำเป็น hobby คือสนุกเรียนรู้หลาย ๆ อย่าง เรียนจากทายาทเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับชา การชิม การชง ในที่สุดตัดสินใจไม่เรียนแล้ว ไม่เรียนการทูตแล้ว ตอนนั้นถือว่าเสี่ยงมากเหมือนกัน แต่เรามี passion อินเลิฟ ก็ไปเลย ไปเลย”

“ตอนแรกครอบครัวผมก็ไม่มีใครทราบว่าเราจะมาทางนี้ เพื่อนผมก็คุมเรื่องทางการค้ามากกว่า ผมจะช่วยเลือกชา ช่วยเรื่องการสร้างสไตล์ ตอนนั้นยังไม่คิดว่าจะเป็นอาชีพจริง ๆ แต่เหมืนปฏิเสธตัวเองไม่ได้ หลายปีต่อมา เพื่อนผมก็สิ้นชีวิต เลยเหมือนผลักเราไปเต็มตัว แล้วพอดีทายาทเขาอายุมากแล้ว เราถูกใจกันมาก เขารู้ว่าเราชอบ ได้ทำงานร่วมกันมาหลายปี เขาเห็นหมดว่าเราเรียนรู้ ปรับปรุง ทำอะไรต่าง ๆ เขาและเรารู้ว่า มาริยาจค์ แฟรส์ มันยังต้องเป็น มาริยาจค์ แฟรส์ อยู่นะเราไม่มีทางปรับเป็นร้านไทย ร้านจีน หรือร้านเอเชีย”
“พอร้านมาคิยาจ แฟรส์เปิดตัวครั้งแรกที่แถวมาเร่ส์ (Marais) ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก สื่อมวลชนมาจากทั่วโลกเลย และทุกอย่างตรงกับรสนิยมคนฝรั่งเศสมาก เพราะเป็นร้านชาที่ใหม่ที่เปิด แต่จริง ๆ คือชาที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสหรือเกือบที่สุดในยุโรปก็ว่าได้ เปิดแล้วก็จะเราก็ทำที ซาลอน ทำแพ็กเกจจิ้ง ทำอะไรหมดทุกอย่างให้มันดีที่สุด แล้วจากนั้นผมก็ไม่มีเวลาหยุดเลย”

“ผมมีความรู้สึกว่า ตำนานนี้เป็นของเรา เราเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ คือทำอะไรลงไปโดยไม่ฝืนตัวเองเลย แล้วความคิดสร้างสรรค์มันมีมาก จินตนาการมาก ที่ขาดก็คือเวลาเท่านั้นเอง”


หลังจากเปิดร้านแรกในปี 1984 ปัจจุบันคุณกิตติชาติ คือประธานบริษัทและเป็นเจ้าของมาริยาจค์ แฟรส์แต่เพียงผู้เดียว ปัจจุบัน มาริยาคจ์ แฟรส์มีสาขาในปารีส 4 สาขา ในญีปุ่น 2 แห่งคือกินซ่า กับ ชินจูกุ ที่กินซ่าเป็นที่รู้จักกันดีเพราะมีมากว่า 20 ปีแล้ว คนเอเชียที่สนใจชาของเรามากสุดก็คือญี่ปุ่นกับเกาหลี ที่ญี่ปุนเรากลายเป็นสถาบันไปแล้วครับ ญี่ปุ่นเขาก็มีชาของเขา แต่เราเอาภาพพจน์หรือสูตรหรือความรู้ ของขาฝรั่งเศสไปให้เขา เราทำโดยตรงไม่ผ่านคนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแฟรนไชส์ ผู้จัดการก็เป็นคนฝรั่งเศสคนเดียว”

นอกจากเปิดร้านมาริยาคจ์ แฟรส์โดยตรงทั่วโลกโดยไม่หุ้นส่วนกับใครทั้งที่มีผู้ติดต่อขอหุ้นมากมาย รวมถึงยังเป็นชาที่ได้รับเลือกสรรจากสถานที่ชั้นนำต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งโรงแรมและสปาชั้นนำ ก็เสิร์ฟชามาริยาคจ์ แฟรส์ รวมทั้งโรงแรมโอเรียนเต็ลในประเทศไทยด้วย ในปัจจุบัน ชามาริยาคจ์ แฟรส์กลายเป็นชาลักชัวรี่ และกลายเป็นชื่ออันดับ 1 ของคนรักชา โดยความพิเศษและความโด่งดังของชามาริยาคจ์นี้ รัฐบาลฝรั่งเศสจึงมอบรางวัลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ คุณกิตติชาติ ในฐานะคนที่สร้างคุณูปการให้กับประเทศ และยังมีรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งคุณกิตติชาติเองยังคงภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับคนไทยในการขยายธุรกิจของต่างชาติอีกด้วย

แต่ก่อนชามารยาคจ์มี 250 สูตรในตอนแรกที่เปิดแบรนด์ ทุกวันนี้มาริยาคจ์ แฟรส์ มีถึง 650 สูตรชาให้เลือก ซึ่งทุก ๆ สูตร คุณกิตติชาติก็คิดสร้างสรรค์เองทั้งสิ้น อ่านแล้ว อยากลองชิมชาร้อนของ มาริยาคจ์สักแก้วไหมครับ?

คุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mariagefreres.com/
ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร Hello ประเทศไทย