Browsing Category

Lifestyle

History Library Lifestyle Love Story Uncategorized

The legacy of Jennie Neilson Hays

ในช่วงสายของวันอาทิตย์มีความตั้งใจว่าจะไปเยือนสถานที่ ที่เคยเป็นความทรงจำสมัยเรียนมัธยมที่มีชื่อว่า “ห้องสมุดเนลสันเฮย์ (Neilson Hays Library)” สถานที่อันเป็นที่หลบพักและหาความรู้ของเด็กมัธยม (ตัวผม) ในหลาย 10 ปีที่แล้ว ซึ่งในปัจจุบัน เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้นพอๆกับนิสัยคนที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ความไวและฉาบฉวยของการได้อะไรมาง่ายๆ ทำให้หนังสือหนึ่งเล่มที่อาจจะใช้เวลาอ่านเป็นชั่วโมงดูด้อยค่าลงไปถนัดตา และนั่นจึงเป็นที่มาของการกลับมาหาสิ่งที่เคยรักและยังคงอยู่ในความทรงจำ

ห้องสมุดเนลสันเฮย์ (Neilson Hays Library) จดทะเบียนขึ้นเป็นสมาคมห้องสมุด เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๒ โดยสมาชิกสมาคมสตรี (The Ladies’ Bazaar Association) ซึ่งสมาชิกเป็นสุภาพสตรีชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ โดยนำรายได้จากการขายของของสมาคมสตรีนำมาจัดตั้งสมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพ (The Bangkok Ladies’ Library Association) ขึ้นเพื่อให้บริการแก่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพโดยมีข้อบังคับของสมาคมที่ให้การบริหารงานนั้นต้องประกอบไปด้วยกรรมการสมาคมที่เป็นสตรีจำนวนไม่เกิน ๑๒ คน ซึ่งในขณะนั้นสมาคมยังไม่มีสถานที่ทำงานที่แน่นอน ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้เปลี่ยนชื่อ จากสมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพ เป็น สมาคมห้องสมุดกรุงเทพ


คุณหมอ Thomas Heyward Hays และ นาง Jennie Neilson Hays

ส่วนชื่อปัจจุบันของห้องสมุดคือ สมาคมห้องสมุดเนลสันเฮย์ นั้นมาจากชื่อของนาง Jennie Neilson Hays ซึ่งชื่อเดิมของ นาง Jennie Neilson Hays คือ Jennie Neilson เป็นชาวเดนมาร์ก ครอบครัวได้อพยพไปอยู่อเมริกาต่อมาได้เดินทางเข้ามาเป็นมิชชั่นนารีในประเทศไทยในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ และได้พบกับคุณคุณหมอ Thomas Heyward Hays ซึ่งเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในปีพ.ศ. ๒๔๒๙ และทั้งคู่ได้แต่งงานกันในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ต่อมานาง Jennie Neilson Hays ได้เข้ามาทำงานให้กับสมาคมห้องสมุดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ตลอดเวลาเธออุทิศตัวและเวลาเพื่อทำกิจกรรมมากมายเพื่อให้ห้องสมุดสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เธอทำงานให้กับห้องสมุดเป็นเวลาถึง ๒๕ ปี และเธอได้เสียชีวิตด้วยโรคอหิวาตกโรคในเดือน เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓


บริเวณด้านหน้าห้องสมุด ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ผสมด้วยตัวอาคารสถาปัตยกรรมแบบ นีโอ คลาสิค

หลังจากนาง Jennie Neilson Hays ได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ด้วยความรักที่เธอมีต่อห้องสมุด คุณหมอ Thomas Heyward Hays จึงได้ว่าจ้างมารีโอ ตามัญโญ (Mario Tamagno)มาออกแบบและมีสถาปนิกผู้ช่วยชื่อนายจีโอวานี แฟร์เรโร (Mr.Giovanni Gerreo) เพื่อออกแบบอาคารที่จะอยู่ถาวรให้มีความงามสมกับคนรักของเค้า และซื้อที่ดินริมถนนสุรวงศ์เพื่อยกให้เป็นของห้องสมุดและเป็นที่ระลึกถึงภรรยาของท่าน ดังนั้นสมาคมห้องสมุดกรุงเทพ (The Bangkok Library Association) จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ห้องสมุดเนลสันเฮย์” พร้อมกับอาคารใหม่ที่สร้างเสร็จเริ่มเปิดทำการในเดือน มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๕ โดยสถานที่ตั้งนั้นอยู่ที่ เลขที่ ๑๙๓,๑๙๕ ถนนสุรวงศ์ และยังเปิดให้บริการจนถึงปัจจุบัน นอกจากความรักของนางที่มีให้กับห้องสมุดแล้ว ก็ยังมีความรักที่ทั้งสองมีให้แก่กันตั้งแต่นางยังมีชีวิตอยู่จนนางเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ดังนั้น Neilson Hays Library จึงไม่ได้เป็นแค่อนุสรณ์แห่งความรักเท่านั้นแต่ยังเป็นอนุสรณ์แห่งการสูญเสียอีกด้วย


หนังสือต่างๆ ภายในห้องสมุดนี้หลายพันเล่ม ให้บริการสำหรับสมาชิกไม่จำกัดชาติ ภาษา อายุ


เช้าวันเสาร์มีกิจกรรมเล่านิทานสำหรับเด็กอีกด้วย อีกทั้งภายในยังมี “โรทันดา แกลเลอรี่” แกลอรี่เล็กๆ
ที่เอาไว้จัดแสดงผลงานศิลปะจากศิลปินหมุนเวียนกันไป

ประเภทหนังสือที่อยู่ในห้องสมุดเนลสัน เฮย์ ส่วนใหญ่จะเป็นนวนิยาย ผสมกับหนังสือประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และมีโซนหนังสือสำหรับเด็กด้วย

 ในส่วนของการออกแบบเป็นสไตล์นีโอคลาสสิค ผังอาคารเป็นรูปตัว H ทางเข้าเป็นห้องทรงกลมหลังคาทางเข้าเป็นโดม

ห้องสมุดนี้ได้รับการออกแบบจากสถาปนิกชาวอิตาเลียนชื่อมารีโอ ตามัญโญ ผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นอาคารชั้นเดียวแบบนีโอ คลาสิค หลังคาเป็นทรงโดม ที่หัวเสาทุกต้นสลักลวดลายสวยงาม ใต้ตัวตึกเป็นบ่อน้ำเพื่อให้ความเย็นภายในอาคาร แต่ปัจจุบันใช้วิธีติดแอร์สร้างความเย็นแทน


ปัจจุบันความสวยงามของห้องสมุดแห่งนี้ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น ห้องสมุดที่สวยที่สุดในกรุงเทพ

ซึ่งคุณสามารถนั่งอ่านในห้องสมุดหรือจะยืมออกไปนั่งอ่านในสวนด้านนอกรับลมธรรมชาติ หรือยืมกลับบ้าน (สำหรับสมาชิก รายปี 2500 บาท) ก็ได้เช่นกัน ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ ห้องสมุดแห่งนี้ มักมีการจัดกิจกรรมอยู่บ่อย ๆ อย่างเช่นนิทรรศการศิลปะ หรือเล่านิทานสำหรับเด็ก หรือใครที่อยากพกคอมพิวเตอร์มานั่งทำงาน ก็สามารถใช้ Wifi ที่มีให้บริการได้ที่นี่อีกด้วย

ความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมักทำให้คนพยายามที่จะตามหาและเฝ้านึกถึงสิ่งนั้น หนังสือหลายเล่มสร้างและสอนคนได้มากกว่ามือถือที่ข่าวสารไวจนหาที่มาที่ไปแทบไม่ได้ กระดาษและเนื้อหาด้านในสร้างสรรค์คำสละสลวยและวลีที่ไพเราะจนแทบจะไม่อยากวางลง และเฝ้าคิดกับตัวเองอยู่เสมอว่า “เมื่อไหร่นะ ที่คนเราจะหันกลับมาอ่านและให้ความสำคัญกับหนังสืออีกครั้ง” ภาวนา…

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ toddlejoy.com / electrummagazine.com

คุณสามารถเข้าชมห้องสมุด Neilson Hays Library (ห้องสมุด นิลเซน เฮส์) ได้ที่
195 Thanon Surawong, Si Phraya, Khet Bang Rak, Krung Thep Maha Nakhon 10500
neilsonhayslibrary.com 

Candle History Lifestyle News Royal

Officine Universelle Buly 1803

ล่วงเลยมาถึง 2 ศตวรรษของประวัติศาสตร์ความหอมของโลก สำหรับ “Buly” ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1803 ณ ถนน Rue Saint-Honoré ในใจกลางกรุงปารีส ที่รายล้อมไปด้วยคูหาของตึกและอาคารเก่าที่ยังคงเก็บรักษาไว้มาจนถึงปัจจุบัน ภายในร้านเต็มไปด้วยภาพวาดของบุคคลที่เป็นตำนานและสร้างชื่อให้กับแบรนด์ของแต่ละยุค ความหอมของมวลไม้แห้งที่อยู่ในโหลเก่ายังคงอบอวลให้รู้สึกว่า “ได้มาถึงบูลี่แล้ว”


บริเวณหน้าร้าน ณ ถนน Rue Saint-Honoré ใจกลางกรุงปารีส

ความสวยงามของการตกแต่งภายในร้าน ยังคงดำรงไว้ซึ่งความคลาสสิคของร้านเก่าในแบบบูลี่ของศตวรรษที่ 19 ลิ้นชักไม้ หรือขอบบัวตกแต่งตามมุมยังเป็นของที่ออกแบบตั้งแต่เริ่มและยังใช้ได้ดีจนถึงปัจจุบัน พื้นกระเบื้องสีฟ้าถูกวาดเป็นม่านสีแดงจากการเพ้นต์มือลงบนกระเบื้องซึ่งยังคงอยู่ในสภาพดี รวมถึงรายล้อมไปด้วยโหลแก้วที่บรรจุของต่างๆจนทำให้ความสวยงามและความคลาสสิคเกิดขึ้นได้โดยแทบไม่ต้องทำอะไร พนักงานของบูลี่ให้ความสำคัญและรู้ศาสตร์ของบูลี่อย่างถ่องแท้ สามารถบอกเรื่องราวและเล่าโปรดักส์แต่ละชนิดของบูลี่ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนว่า อาคารเก่าๆหลังนี้ สร้างมาไว้เพื่อต้อนรับเขาโดยเฉพาะ


ภายในร้านเต็มไปด้วยภาพวาดของบุคคลที่เป็นตำนานและสร้างชื่อให้กับแบรนด์ของแต่ละยุค

โปรดักส์ของบูลี่ส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยม อย่างเช่น น้ำหอมที่มาในขวดรูปทรงสุดโบราณและคลาสสิคที่ยังคงเป็นกลิ่นแบบดั่งเดิมของ ฌอน วินเซ็นต์ บูลี่ (Jean-Vincent Bully) ผู้ก่อตั้งและสร้างชื่อเสียงไปทั่วยุโรปใน 200 กว่าปีที่แล้ว โชว์ตระหง่านอยู่บนแท่นหินอ่อนรอทุกคนมาสัมผัสกลิ่นหอมสุดคลาสสิคอย่างกลิ่น Eau Triple ที่ถือว่าเป็นกลิ่นซิกเนเจอร์ได้รับความนิยมไม่เคยเปลี่ยนของบูลี่ สร้างชื่อเสียงให้กับเขาและจัดว่าเป็นหนึ่งของผู้คิดศาสตร์การดูแลผิวและความหอมของฝรั่งเศสในยุคนั้น ถึงขนาด Honoré de Balzac นักเขียนนิยายและนักเขียนบทละครชาวฝรั่งเศสชื่อดังได้แรงบันดาลใจ จนมาสร้างเป็นนวนิยายขายดีในปี 1837 เรื่อง “César Birotteau” ที่พูดถึงอัศวินผู้รังสรรค์น้ำหอมของปารีส


กระเบื้องสีฟ้าและขาวถูกวาดเป็นม่านสีแดงและคำว่า Buly ด้วยการเพ้นต์มือลงบนกระเบื้องซึ่งยังคงอยู่ในสภาพดีเกือบทุกชิ้น

หนึ่งในเอกลักษณ์ที่หาผู้ใดเหมือนของบูลี่ นั่นคือ บรรจุภัณฑ์ที่ใส่ครีมหลากชนิด น้ำหอม หรือแม้แต่เทียนหอม ก็มีดีไซน์ที่แตกต่างกันแต่ก็ออกแบบและคงไว้ซึ่งความคลาสสิคของเสน่ห์ในแบบเครื่องประทินผิวของศตวรรษที่ 19 ลวดลายของบรรจุภัณฑ์ต่างๆได้รับการพัฒนา ปรับปรุงให้สวยงามและเข้าใจง่ายขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบัน Antoinette Poisson ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์กระดาษและวาดลวดลายด้วยเทคนิคโบราณของปารีส นอกจากนี้ยังเพิ่มโปรดักส์ใหม่อาทิเช่น สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ครีมบำรุงผิว ครีมทามือ ครีมโกนหนวด หรือแม้แต่ หวี ก็มีจำหน่ายที่นี่อีกด้วย นอกจากนี้ในส่วนของน้ำหอมกลิ่นต่างๆของบูลี่ จะมีพนักงานผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและแนะนำกลิ่นทีดีที่สุดให้กับลูกค้า และจะเขียนในกระดาษติดขวดแก้วหรือบรรจุภัณฑ์ด้วย Calligraphy ทุกชิ้นเพื่อความพิเศษสุดสำหรับผู้ที่ได้ครอบครอง


ความคลาสสิคของร้านเก่าในแบบบูลี่ของศตวรรษที่ 19 ลิ้นชักไม้ หรือขอบบัวตกแต่งตามมุม
ยังเป็นของที่ออกแบบตั้งแต่เริ่มและยังใช้ได้ดีจนถึงปัจจุบัน


โปรดักส์ที่ได้รับความนิยมอย่าง ครีมต่างๆ ของ Buly 1803 บรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นเสน่ห์แบบเครื่องประทินผิว
ของศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะหาแบรนด์ใดเหมือน


น้ำหอมที่มาในขวดสุดโบราณและคลาสสิคที่ยังคงเป็นกลิ่นแบบดั่งเดิมของ
ฌอน วินเซ็นต์ บูลี่ (Jean-Vincent Bully) ผู้ก่อตั้ง


พนักงานที่ร้านจะเขียนในกระดาษติดขวดแก้วหรือบรรจุภัณฑ์ด้วย Calligraphy ทุกชิ้นให้สำหรับลูกค้า
ว่ากลิ่นอะไร เพื่อใคร และซื้อเมื่อไหร่ เพื่อความพิเศษสุดสำหรับผู้ที่ได้ครอบครอง

“ปารีสเป็นสถานที่ ที่คนจะพบความรักได้ทุกที่ ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหาร หรือขนมชื่อดัง
แต่คุณจะรู้สึกพลาดและผิดหวังถ้าหากไม่ได้มาที่ Buly 1803 ที่จะเติมเต็มความงาม
และเสน่ห์ของความเป็นปารีเซียงที่หาไม่ได้อีกแล้วบนโลกใบนี้”
– นิตยสาร Allure และ Cosmopolitan –

ปัจจุบัน Buly 1803 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่ไม่ควรพลาดหากมีโอกาสมาเยือนปารีส เสน่ห์และความงามแบบยุโรปสร้างตำนานและศาสตร์การดูแลผิวและความหอมให้กับโลก และ Buly 1803 เป็นหนึ่งในศาสตร์ของความงามเหล่านั้น เรายังสร้างสรรค์และแต่งเติมสิ่งใหม่ๆ ที่ยังคงรักษาไว้ในยุคของศตวรรตที่ 19 ซึ่งไม่ใช่เหตุผลหลักสำหรับเจตนารมณ์และจิตวิญญาณของ ฌอน วินเซ็นต์ แต่เพื่อรำลึกถึงศาสตร์ความงามของโลก ว่ามีจุดเริ่มต้นจากที่ใด และถนน Rue Saint-Honoré จะยังคงต้อนรับทุกคนจากทั่วทุกมุมโลกให้ได้มาสัมผัสเสน่ห์ในแบบปารีเซียง ณ Buly 1803 ในสักครั้งหนึ่ง

คุณสามารถสัมผัสเสน่ห์ความหอมและดินแดนของบูลี่ได้ที่ Buly 1803, 6, rue Bonaparte, 75006 Paris.
www.buly1803.com +33 1 43 54 25 62

ขอบคุณข้อมูลจาก buly1803.com และ agentofstyle.com

Fashion Lifestyle News Trend

The Making of the CHANEL Cardigan

Hawick หนึ่งในเมืองเล็กๆของสกอตแลนด์ ที่ดูเหมือนจะห่างไกลจากคำว่าแฟชั่น หรือเส้นทางแคทวอล์กของโลกอย่างปารีส แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเมืองนี้จะไม่มีความสำคัญ

ภายในโรงงานทอผ้าของ Barrie Knitwear ที่มีประวัติการทอผ้ามายาวนานนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1903 เครื่องจักรและเครื่องมือการผลิตดูล้าสมัย เสียงดังของเครื่องปั่นด้ายที่ดังอึกทึก ไม่สามารถซ่อนพลังของการสร้างสรรค์และฝีมือของช่างผู้ชำนาญของโลกเอาไว้ได้ และชาแนลเป็นผู้ค้นพบดินแดนของความสมบูรณ์แห่งนี้

ไคลฟ์ บราวน์ (Clive Brown) ผู้อำนวยการของ Barrie Knitwear กล่าวด้วยสำเนียงสุดจริงใจในเสน่ห์แบบสกอตแลนด์ว่า “ในโรงงานเล็กๆที่มีคนงานจำนวนไม่มาก แต่รายล้อมไปด้วยผ้าสำหรับทำเสื้อคาร์ดิแกน, จัมเปอร์ รวมถึงกระโปรงของ Chanel ที่ราคาต่อชิ้นอาจสูงถึงหลายพันยูโรต่อรายการ แต่มันแลกมาด้วยความประณีตและคุณภาพผ้าขนสัตว์ของ Barrie ที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยนี้มาหลายต่อหลายรุ่น”

บรูโน่ พาโลฟสกีร์ (Bruno Pavlovsky) ประธานแฟชั่นของชาแนลกล่าวว่า “การเข้าซื้อกิจกการของ Barrie Knitwear ที่ทำงานกับเรามาถึง 25 ปี ในการรังสรรค์เสื้อคาร์ดิแกนให้ชาแนลนั้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและงานฝีมือที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้ เรามีวัฒธรรมและอุดมการณ์ที่สอดคล้องกัน  และชาแนลยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อและรักษาไว้ในความเชี่ยวชาญและงานฝีมือแบบดั้งเดิมของ Barrie Knitwear ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวสกอตแลนด์”


เส้นด้ายแคชเมียร์หนึ่งในเอกลักษณ์ที่สำคัญของโรงงาน Barrie Knitwear สกอตแลนด์

ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานร่วมกันของ สตูดิโอที่ปารีสและฮาร์วิกยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่น และทำงานด้วยกันอย่างเข้าใจในธรรมชาติของจุดประสงค์หลัก เราตรวจสอบแบบและแก้ไขงานในขณะที่แบร์รี่ สานต่อและสร้างสรรค์เสื้อคาร์ดิแกนได้ตรงคุณภาพของชาแนล ซึ่งนั่นหมายถึงทักษะและความเป็นมืออาชีพของพนักงานและช่างตัดเย็บที่นั่น

แต่ก่อนนั้น Barrie Knitwear ดำเนินกิจการด้วยพนักงานเพียง 20 คน แต่ในปัจจุบันมีพนักงานถึง 190 คน ซึ่งมีหน้าที่ ที่แตกต่างกัน ชาแนลได้เพิ่มเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์ในการผลิตเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งนอกจากสร้างกำลังการผลิตให้มากขึ้นแล้ว ยังนำมาซึ่งความมั่นคงและน่าเชื่อถือสำหรับธุรกิจในอนาคตของ Barrie Knitwear อีกด้วย


คุณภาพและวิธีการทำแบบดั่งเดิม เย็บและเก็บรายละเอียดด้วยมือแบบชิ้นต่อชิ้น

โดยความพิเศษของคาร์ดิแกนชาแนลนั้น เราได้ใช้ผ้าแคชเมียร์คุณภาพและวิธีการทำแบบดั้งเดิม เย็บและเก็บรายละเอียดด้วยมือแบบชิ้นต่อชิ้น ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากสตูดิโอที่ปารีส และส่งเสื้อคาร์ดิแกนเหล่านั้นให้กับบูติของชาแนลทั่วโลก โรงงานแบร์รี่ได้ทำคอลเลคชั่นพิเศษของชาแนลหลายต่อหลายคอลเลกชั่น รวมถึงทางชาแนลเองได้ให้เกียรติพนักงานของแบร์รี่ทุกคนให้ได้เข้าร่วมการประชุมใหญ่ของชาแนลที่พระราชวัง Linlithgow ซึ่งไม่อยากจะเชื่อว่าชาแนลจะให้ความสำคัญกับพนักงานเล็กๆจากสกอตแลนด์แบบนี้ “หนึ่งในพนักงานของโรงงานแบรี่กล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

The Making of the CHANEL Cardigan

มันคือเรื่องราวของ 2 สิ่งที่ดูแตกต่างและมาบรรจบโดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ที่ต้องการสร้างสรรค์งานถักทอแบบดั่งเดิมให้ยังคงอยู่ และสานเจตนารมณ์ของชาแนลที่ว่า “เรามุ่งหวังให้ทุกคนรู้จักแฟชั่น และแฟชั่นก็มุ่งหวังให้ทุกคนเข้าถึงและเรียนรู้มัน” นั่นคงเป็นบทสรุปที่ชาแนลต้องการที่จะบอกเรา

ขอบคุณข้อมูลจาก heraldscotland.com และ chanel.com

Fashion Lifestyle News Royal

Why Prince George Wears Shorts All the Time

ตามหนังสือพิมพ์หรือแทบลอยด์ของอังกฤษ รวมถึงสื่ออย่างโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ ที่เผยภาพของเจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์ทรงส่วมใส่กางเกงขาสั้น และมักจะทรงแต่งกายแนวแคชชวลเรียบง่ายเสมอๆ ไม่เคยเห็นพระองค์ทรงกางเกงขายาวเลยสักครั้ง นั่นเป็นเพราะเหตุผลอะไร?

จริงอยู่ตามพฤติกรรมของเด็กทั่วๆไป การแต่งกายด้วยกางเกงขาสั้นดูจะสร้างความกระฉับกระเฉงให้กับเด็กด้วยซ้ำ และเจ้าชายจอร์จเองก็คงยังไม่รู้ที่มาหรือเหตุผลที่ควรจะเป็นของตัวเองว่า ทุกๆครั้งที่ออกสู่สายตาสาธารณะชน พระองค์จะทรงกางเกงขาสั้นเลยเข่า ถุงเท้ายาวตามสภาพอากาศและความเหมาะสมกับรองเท้าทรงเรียบง่ายใส่สบาย ซึ่งภาพที่เห็นเหล่านี้ ล้วนอยู่ภายใต้กฎของคนชนชั้นสูงของราชวงศ์อังกฤษทั้งสิ้น!

การแต่งกายของราชวงศ์อาทิเจ้าชายจอร์จจะอยู่ภายใต้กฎของคนชนชั้นสูง ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในประวัติศาสตร์ของอังกฤษตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ที่บัญญัติไว้และได้รับการปฏิบัติโดยคนในราชวงศ์มารุ่นต่อรุ่น ซึ่งจะเห็นได้ว่าตั้งแต่เจ้าชายวิลเลี่ยม หรือแม้กระทั้งเจ้าชายแฮร์รี่ล้วนผ่านกฏของการแต่งกายเหล่านี้มาแล้วเช่นกัน


ทรงถ่ายกับพระบิดาและมารดาได้แก่เจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ และ ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรรมเนียมปฏิบัติ วิลเลียม แฮนสัน (William Hanson) ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า “ราชวงศ์ทุกพระองค์ต้องถือปฏิบัติตามชนชั้นทางสังคม ทั้งนิสัย ท่าทางการแสดงออก รวมถึงการแต่งกาย โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่มีการปฏิบัติตามระดับชนชั้นในทุกๆเรื่อง เพราะฉะนั้นการแต่งกายแบบสุภาพ นำมาซึ่งการยอมรับของประชาชนที่มีต่อระบบราชวงศ์ และนั่นเป็นใจความสำคัญของประเพณีนี้”


พระองค์ทรงสวมกางเกงขาสั้นเสมอ แม้ว่าอากาศจะหนาว

จะเห็นได้ว่ากางเกงขาสั้นสารพัดสี เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงตัวตนของเจ้าชายจอร์จได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ก็ไม่ผิดนัก

พระองค์สวมเสื้อรูปปลาวาฬกับกางเกงขาสั้น

โดยตามประเพณีได้กำหนดไว้ว่า เจ้าชายจอร์จจะต้องแต่งกายแบบนี้เพื่อดำรงไว้ซึ่งกฏของราชวงศ์ เป็นการปูพื้นฐานที่ดีตามขนบธรรมเนียมปฏิบัติ และเปรียบเทียบถึงการฉลองพระองค์ด้วยกางเกงขาสั้นว่า “ความเรียบง่ายและเสมอภาค” นั่นหมายถึงการเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน และใช้ชีวิตเฉกเช่นคนสามัญทั่วไป พระองค์จะฉลองพระองค์ด้วยสีซ้ำๆ หรือเข้าชุดกัน ซึ่งหมายถึง ความบริสุทธิ์ รวมถึงจะมีเสื้อคลุมอีกหนึ่งชิ้นที่ตัดไว้สำหรับเข้าพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งล้วนอยู่ในทิศทางเดียวกันเป็นแบบแผนที่สำนักราชวังตระเตรียมไว้แล้ว มีหลายโอกาสที่ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์มักเป็นผู้เลือกฉลองพระองค์แก่เจ้าชายด้วยพระองค์เอง โดยจะเพิ่มความอบอุ่นให้เจ้าชายจอร์จในฤดูหนาวด้วยถุงเท้ายาว และมักจะใส่กางเกงขาสั้นสีสด ในวันหยุดหรือฮอลิเดย์ รวมถึงเมื่อครั้งที่เสด็จเยือนประเทศอื่นๆอีกด้วย ซึ่งประเพณีนี้จะคงไว้และหยุดก็ต่อเมื่อเจ้าชายจอร์จอายุครบ 8 พรรษา จึงถือว่าเป็นอันผ่านกฏนี้ และสามารถฉลองพระองค์ได้ตามปกติ ทั้งกางเกงขายาว หรือเครื่องแต่งกายใดๆก็ได้ ตามแต่สมควร


พระองค์ทรงสวมกางเกงขาสั้นเสมอและแน่นอนทรงแย้มพระสรวลตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นก่อน 8 พรรษานี้ เรายังมีโอกาสได้ยลการฉลองพระองค์ด้วยกางเกงขาสั้น และยิ้มไปกับความน่ารักของพระองค์ที่ทวีความสดใส และแววตาเป็นมิตรต่อผู้ที่ได้ยลพระพักตร์หรือได้เข้าเฝ้า นำมาซึ่งความสุขต่อผู้ที่ได้พบเห็นจริงๆ

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก Vanityfair.com

Fashion Lifestyle Travel Uncategorized

Le Siam À Fontainebleau L’Ambassade Du 27 Juin 1861

ความสัมพันธ์ ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ หลังจากที่ห่างเหินไปกว่า ๑๖๐ ปี การเจริญพระราชไมตรีนี้เป็นพระบรมราโชบายสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงเอาพระราชหฤทัยใส่อย่างจริงจัง เพื่อให้ราชอาณาจักรสยามสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีอิสรภาพท่ามกลางแนวคิดใน การแสวงหาและการยึดครองดินแดนต่าง ๆ ในเอเชียอาคเนย์ของประเทศมหาอำนาจตะวันตก

ใน หนังสือเล่มนี้ นอกจากภาพวาดอันงดงามของฌอง-เลออง เฌโรม (Jean-Leon Gerome) ที่ปรากฏเป็นปกหน้าหนังสือแล้ว ยังประกอบด้วยบทความเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ทั้งบทความที่อธิบายจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสแต่ ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บทความเรื่องความสัมพันธ์สยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์ และสิ่งสำคัญคือบัญชีรายการสิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการพร้อมทั้งภาพถ่าย คณะราชทูตสยามในครั้งนั้นในเชิงมานุษยวิทยาอีกด้วย นับได้ว่าหนังสือ “ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบลคณะราชทูตสยาม ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑” เป็นการระบายหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ให้มีสีสันงดงามควรค่าแก่การจดจำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการทั้งปวงย่อมแสดงให้เห็นว่าสายพระเนตรของพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมองการณ์ไกลยิ่งนัก ทรงตระหนักดีว่าวิธีการทางการทูตและมิตรไมตรีอันดีระหว่าง ๒ ประเทศเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาขัดข้องต่างๆ ระหว่างประเทศได้ ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าบรรพชนในราชินิกุลบุนนาคนั้น ได้รับสนองงานอันเป็นคุณูปการและประโยชน์แก่แผ่นดินมาโดยตลอดอีกด้วย

นับแต่ปี พ.ศ. ๒๓๙๙ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริแต่งคณะราชทูตสยามให้เชิญ พระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการไปถวายพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศส แต่กว่าที่จะสำเร็จลงได้นั้นก็ต้องรอเวลาเกือบ ๕ ปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ คณะราชทูตสยามเดินทางถึงประเทศฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศสและทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์นพร้อมทั้งเครื่องมงคลราชบรรณาการ ในครั้งนั้นคณะราชทูตประกอบด้วยพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) จางวางพระคลังสินค้า เป็นราชทูตเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (วอน บุนนาค) เป็นอุปทูต และพระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) เป็นตรีทูต รวมทั้งคณะชาวสยามอีกหลายสิบคนนับเป็นการเจริญพระราชไมตรีที่ยิ่งใหญ่ครั้ง หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

หนึ่งในเครื่องมงคลราชบรรณาการชิ้นสำคัญอย่าง พระมหามงกุฎ ที่ปัจจุบันถูกโจรกรรมและหายไปอย่างไร้ร่องรอย

เครื่องมงคลราชบรรณาการที่สยามส่งไปยังประเทศฝรั่งเศสมีความงดงามยิ่งใหญ่และเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง พระจักรพรรดินีเออ เฌนีแห่งฝรั่งเศสโปรดฯให้จัดเก็บเครื่องมงคลราชบรรณาการไว้ที่พระราชวัง ฟงแตนโบลซึ่งเป็นที่เสด็จออกรับคณะราชทูตเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๔ อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดได้เห็นสิ่งของเครื่องมงคลราช บรรณาการที่ทางสยามจัดส่งไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ พิพิธภัณฑ์พระราชวังฟงแตนโบล ได้จัดแสดงเครื่องมงคลราชบรรณาการจากสยาม ภาพวาดคณะราชทูตสยามเข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ทั้งยังได้จัดพิมพ์หนังสือคู่มือประกอบนิทรรศการ อันประกอบไปด้วยบทความต่างๆ ที่น่าสนใจและที่สำคัญคือภาพเครื่องมงคลราชบรรณาการอันงดงามประณีตที่คนไทย ไม่เคยเห็นมากว่า ๑๕๐ ปี เช่นพระมหามงกุฎ เครื่องราชูปโภคทองคำต่างๆ พระราชสาส์นทองคำ แผ่นผ้ารูปพระแก้วมรกต ๓ ฤดู และเครื่องมหัคฆภัณฑ์อื่นๆ

พระสิริโฉมงดงาม “พระองค์หญิงสิริวัณณวรี” ฉายพระรูปขึ้นปกนิตยสาร Harper’s Bazaar
ประจำเดือนธันวาคม 2014 ณ พระราชวังฟงแตนโบล

บริเวณด้านหน้าของ Château de Fontainebleau ที่เก็บสมบัติล้ำค่าของโลก
รวมถึงเครื่องมงคลราชบรรณาการจากประเทศไทย

Gallery Francis I หนึ่งในห้องที่ได้รับความนิยมในพระราชวังฟงแตนโบล

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก siam-renaissance.com

Candle Lifestyle

Cire Trudon Candles Sweetness and Light

ตำนานแห่งเทียนชั้นสูงอย่าง เซียร์ ทรูดอง (Cire Trudon) ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1643 จวบจนปัจจุบันกลายเป็นเทียนที่มีประวัติและได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆของโลก เล่ากันว่า เป็นหนึ่งในเครื่องหอมของ พระนางมารี อ็องตัวแน็ต ที่ทรงจุดเป็นประจำด้วยกลิ่นซิกเนเจอร์อย่าง Trianon ที่สร้างความหอมอบอวลไปทั่วห้องและกระจายความหอมนี้มาสู่เสื้อผ้าอาภรณ์ของพระนาง จนถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งของเครื่องหอมชั้นสูงในสมัยนั้น

จูเลียน พรูวอด (Julien Pruvost) ผู้อำนวยการบริหารของ Cire Trudon

จูเลียน พรูวอด (Julien Pruvost) ผู้อำนวยการบริหารของ Cire Trudon เล่าว่าปัจจุบัน Cire Trudon ได้สร้างธุรกิจเครื่องหอมประเภทเทียนไปสู่แบรนด์ชั้นนำของโลกอย่าง Yves Saint Laurent,  Valentino, Dior, Hermes, Christophe Lemaire รวมถึงแบรนด์อื่นๆอีกมากมายที่ทำให้เอกลักษณ์ของความหอมกระจายสู่แบรนด์แฟชั่นชั่นสูงของโลกในเวลาต่อมา ซึ่งนั้นยิ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์มากขึ้นอีกด้วย

หนึ่งในเสน่ห์หลักของการผลิตเทียนของ Cire Trudon นั่นคือการทำมือและอาศัยความปราณีตขั้นสูง “มันไม่ต่างอะไรเลยกับช่างเย็บผ้าแบบโอต์กูตูร์ที่มีความประณีตและใส่ใจในรายละเอียด Cire Trudon ก็เช่นกัน เรารังสรรค์ความหอมควบคู่ไปกับศาสตร์ศิลป์ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของเรา”

แก้วบรรจุเทียนได้รับการผลิตจากโรงงานชั้นสูงของเมือง Tuscany ที่มีวิธีการทำแบบใบต่อใบ

Cire Trudon ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบในการทำเทียน โดยใช้ไขผึ้งเป็นส่วนผสมเกือบ 100% รวมถึงมีส่วนผสมของถั่วเหลืองและมะพร้าวแห้ง ปราศจากพาราฟิน ที่ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบการหายใจ รวมถึงเป็นอีกหนึ่งเทียนที่มีคุณภาพที่ไม่ก่อให้เกิดควัน และสามารถจุดได้จนหมด ไม่ทิ้งคราบใดๆ ซึ่งนั้นเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งอย่างที่ จูเลียน ต้องการบอกเรา

ในปัจจุบันธุรกิจเทียนและเครื่องหอมได้รับความนิยมเสมือนเป็นหนึ่งสิ่งที่ควบคู่ไปกับไลฟ์สไตล์ของคนและเดินเป็นเส้นขนานไปกับสารพัดแบรนด์ที่ต้องการสร้างกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับตนเอง โดยจูเลียนเพิ่มเติมความคิดนี้โดยให้เหตุผลว่า “สมัยก่อน มีคุณสมบัติในการใช้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา หรือกลิ่นอบเฉยและกำยานแบบสมัยก่อน มีฤทธิ์ในการไล่ยุงและแมลงยามกลางคืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูเรียบง่ายสำหรับคนในสมัยนั้น เปลวไฟของเทียนเป็นเหมือนสิ่งหนึ่งที่ต้องการแสดงถึงความเงียบสงัดและมีความคิดนี้มาเป็นศตวรรษ แต่ในทางกลับกันปัจจุบันเทียนหอมถูกสร้างขึ้นเพื่อเติมเต็มรสนิยมและสร้างความหอมให้กับบ้านของเรา”

หากเทียบกับเทียนหอมประเภทอื่นที่มีขายตามท้องตลาดทั่วโลก ถือว่า Cire Trudon อยู่ในกลุ่มเทียนที่มีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งข้อนี้ จูเลียน ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า “เทียนธรรมดาของเราขนาด 270 กรัม เป็นเทียนที่มีกลิ่นที่แตกต่างกันไปตามความชอบของผู้เลือกใช้ เทียนของเรามีระยะเวลาในการจุดเพื่อสร้างความหอมได้ถึง 70-80 ชม. มีกลิ่นที่หาไม่ได้จากเทียนชนิดอื่น ขวดแก้วทำแบบใบต่อใบจากโรงงานของเมืองทัสคานี และฉลากสีทองที่ใช้วิธีการทำแบบโบราณเหมือนขวดแชมเปญของศตวรรษที่ 18 ซึ่งแน่นอน มันรวมถึงคุณภาพและประวัติที่มีมาอย่างยาวนาน คงไม่แปลกถ้าคุณจะเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกกับประวัติที่ยาวนานและเสน่ห์ของ Cire Trudon ที่หาไม่ได้จากที่ไหน”

ตัวยึดไส้เทียนสำหรับวางเป็นฐานด้านล่างของแก้วที่บรรจุเทียน

หนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของ Cire Trudon คือฉลากสีทองที่ใช้เทคนิคการทำเหมือนฉลากโบราณติดขวดแชมเปญโดยการรังสรรค์ของ Touhami หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการทำฉลาก

เทียนประเภทเทียนปั้นขึ้นรูป (Cire Trudon Bust)

เทียนแท่ง (Cire Trudon Pillar) ที่ต้องใช้เทคนิคการลงสีทองบนตราสัญลักษณ์แบบชิ้นต่อชิ้น

ในโรงงานผลิตเทียนของ Cire Trudon จะประกอบไปด้วยหญิงสาวที่มีความชำนาญในการทำเทียนในแต่ละประเภท โดยในปัจจุบัน Cire Trudon ได้เพิ่มไลน์ของเทียนประเภทเทียนปั้นขึ้นรูป (Cire Trudon Bust) ของบุคคลสำคัญของฝรั่งเศส และ เทียนแท่ง (Cire Trudon Pillar) ซึ่งเทคนิคการทำลักษณะนี้ต้องอาศัยฝีมือและการทำขั้นสูงเพื่อให้ได้เทียนปั้นที่มีลักษณะที่แตกต่างกัน หรือเทียนแท่งที่ต้องใช้ระยะเวลาในการขึ้นรูปรวมถึงเทคนิคการลงสีทองแบบชิ้นต่อชิ้นสำหรับตราสัญลักษณ์ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาต้องอยู่ในคุณภาพและได้มาตรฐานแบบ Cire Trudon

 

หัวใจหลักของการทำเทียนหอม คือ กลิ่นและกระบวนการผลิต Cire Trudon มีกลิ่นที่ได้รับความนิยม 10 กว่าชนิด ซึ่งแต่ละกลิ่นมีประวัติและเรื่องราวที่สอดคล้องกันไป ใช้ดอกไม้ ไม้หอม และ ส่วนผสมต่างๆในการรังสรรค์กลิ่น ในขณะเดียวกันทุกเทศกาลแห่งความสุข ก็จะมีเทียนกลิ่นใหม่ แพ็คเก็จที่แตกต่างกัน และมีจำนวนจำกัดอีกด้วย Cire Trudon ไม่เพียงแต่ยังคงรักษาศาสตร์ของการทำเทียนและความหอมที่ติดตรึงให้กับคุณ แต่ Cire Trudon เติมเต็มความงามให้กับโลกแห่งเทียนและเชื่อว่าจะยังคงอยู่เพื่อเต็มเติมเสน่ห์ให้กับโลกนี้ต่อไป

ขอบคุณภาพและข้อมูลบางส่วนจาก sarabrajovic.com และ billionaire.com