Browsing Category

Lifestyle

Fashion Lifestyle News Trend

The Making of the CHANEL Cardigan

Hawick หนึ่งในเมืองเล็กๆของสกอตแลนด์ ที่ดูเหมือนจะห่างไกลจากคำว่าแฟชั่น หรือเส้นทางแคทวอล์กของโลกอย่างปารีส แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเมืองนี้จะไม่มีความสำคัญ

ภายในโรงงานทอผ้าของ Barrie Knitwear ที่มีประวัติการทอผ้ามายาวนานนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1903 เครื่องจักรและเครื่องมือการผลิตดูล้าสมัย เสียงดังของเครื่องปั่นด้ายที่ดังอึกทึก ไม่สามารถซ่อนพลังของการสร้างสรรค์และฝีมือของช่างผู้ชำนาญของโลกเอาไว้ได้ และชาแนลเป็นผู้ค้นพบดินแดนของความสมบูรณ์แห่งนี้

ไคลฟ์ บราวน์ (Clive Brown) ผู้อำนวยการของ Barrie Knitwear กล่าวด้วยสำเนียงสุดจริงใจในเสน่ห์แบบสกอตแลนด์ว่า “ในโรงงานเล็กๆที่มีคนงานจำนวนไม่มาก แต่รายล้อมไปด้วยผ้าสำหรับทำเสื้อคาร์ดิแกน, จัมเปอร์ รวมถึงกระโปรงของ Chanel ที่ราคาต่อชิ้นอาจสูงถึงหลายพันยูโรต่อรายการ แต่มันแลกมาด้วยความประณีตและคุณภาพผ้าขนสัตว์ของ Barrie ที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยนี้มาหลายต่อหลายรุ่น”

บรูโน่ พาโลฟสกีร์ (Bruno Pavlovsky) ประธานแฟชั่นของชาแนลกล่าวว่า “การเข้าซื้อกิจกการของ Barrie Knitwear ที่ทำงานกับเรามาถึง 25 ปี ในการรังสรรค์เสื้อคาร์ดิแกนให้ชาแนลนั้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและงานฝีมือที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้ เรามีวัฒธรรมและอุดมการณ์ที่สอดคล้องกัน  และชาแนลยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อและรักษาไว้ในความเชี่ยวชาญและงานฝีมือแบบดั้งเดิมของ Barrie Knitwear ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวสกอตแลนด์”


เส้นด้ายแคชเมียร์หนึ่งในเอกลักษณ์ที่สำคัญของโรงงาน Barrie Knitwear สกอตแลนด์

ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานร่วมกันของ สตูดิโอที่ปารีสและฮาร์วิกยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่น และทำงานด้วยกันอย่างเข้าใจในธรรมชาติของจุดประสงค์หลัก เราตรวจสอบแบบและแก้ไขงานในขณะที่แบร์รี่ สานต่อและสร้างสรรค์เสื้อคาร์ดิแกนได้ตรงคุณภาพของชาแนล ซึ่งนั่นหมายถึงทักษะและความเป็นมืออาชีพของพนักงานและช่างตัดเย็บที่นั่น

แต่ก่อนนั้น Barrie Knitwear ดำเนินกิจการด้วยพนักงานเพียง 20 คน แต่ในปัจจุบันมีพนักงานถึง 190 คน ซึ่งมีหน้าที่ ที่แตกต่างกัน ชาแนลได้เพิ่มเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์ในการผลิตเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งนอกจากสร้างกำลังการผลิตให้มากขึ้นแล้ว ยังนำมาซึ่งความมั่นคงและน่าเชื่อถือสำหรับธุรกิจในอนาคตของ Barrie Knitwear อีกด้วย


คุณภาพและวิธีการทำแบบดั่งเดิม เย็บและเก็บรายละเอียดด้วยมือแบบชิ้นต่อชิ้น

โดยความพิเศษของคาร์ดิแกนชาแนลนั้น เราได้ใช้ผ้าแคชเมียร์คุณภาพและวิธีการทำแบบดั้งเดิม เย็บและเก็บรายละเอียดด้วยมือแบบชิ้นต่อชิ้น ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากสตูดิโอที่ปารีส และส่งเสื้อคาร์ดิแกนเหล่านั้นให้กับบูติของชาแนลทั่วโลก โรงงานแบร์รี่ได้ทำคอลเลคชั่นพิเศษของชาแนลหลายต่อหลายคอลเลกชั่น รวมถึงทางชาแนลเองได้ให้เกียรติพนักงานของแบร์รี่ทุกคนให้ได้เข้าร่วมการประชุมใหญ่ของชาแนลที่พระราชวัง Linlithgow ซึ่งไม่อยากจะเชื่อว่าชาแนลจะให้ความสำคัญกับพนักงานเล็กๆจากสกอตแลนด์แบบนี้ “หนึ่งในพนักงานของโรงงานแบรี่กล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ


The Making of the CHANEL Cardigan

มันคือเรื่องราวของ 2 สิ่งที่ดูแตกต่างและมาบรรจบโดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ที่ต้องการสร้างสรรค์งานถักทอแบบดั่งเดิมให้ยังคงอยู่ และสานเจตนารมณ์ของชาแนลที่ว่า “เรามุ่งหวังให้ทุกคนรู้จักแฟชั่น และแฟชั่นก็มุ่งหวังให้ทุกคนเข้าถึงและเรียนรู้มัน” นั่นคงเป็นบทสรุปที่ชาแนลต้องการที่จะบอกเรา

ขอบคุณข้อมูลจาก heraldscotland.com และ chanel.com

Fashion Lifestyle News Royal

Why Prince George Wears Shorts All the Time

ตามหนังสือพิมพ์หรือแทบลอยด์ของอังกฤษ รวมถึงสื่ออย่างโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ ที่เผยภาพของเจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์ทรงส่วมใส่กางเกงขาสั้น และมักจะทรงแต่งกายแนวแคชชวลเรียบง่ายเสมอๆ ไม่เคยเห็นพระองค์ทรงกางเกงขายาวเลยสักครั้ง นั่นเป็นเพราะเหตุผลอะไร?

จริงอยู่ตามพฤติกรรมของเด็กทั่วๆไป การแต่งกายด้วยกางเกงขาสั้นดูจะสร้างความกระฉับกระเฉงให้กับเด็กด้วยซ้ำ และเจ้าชายจอร์จเองก็คงยังไม่รู้ที่มาหรือเหตุผลที่ควรจะเป็นของตัวเองว่า ทุกๆครั้งที่ออกสู่สายตาสาธารณะชน พระองค์จะทรงกางเกงขาสั้นเลยเข่า ถุงเท้ายาวตามสภาพอากาศและความเหมาะสมกับรองเท้าทรงเรียบง่ายใส่สบาย ซึ่งภาพที่เห็นเหล่านี้ ล้วนอยู่ภายใต้กฎของคนชนชั้นสูงของราชวงศ์อังกฤษทั้งสิ้น!

การแต่งกายของราชวงศ์อาทิเจ้าชายจอร์จจะอยู่ภายใต้กฎของคนชนชั้นสูง ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในประวัติศาสตร์ของอังกฤษตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ที่บัญญัติไว้และได้รับการปฏิบัติโดยคนในราชวงศ์มารุ่นต่อรุ่น ซึ่งจะเห็นได้ว่าตั้งแต่เจ้าชายวิลเลี่ยม หรือแม้กระทั้งเจ้าชายแฮร์รี่ล้วนผ่านกฏของการแต่งกายเหล่านี้มาแล้วเช่นกัน


ทรงถ่ายกับพระบิดาและมารดาได้แก่เจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ และ ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรรมเนียมปฏิบัติ วิลเลียม แฮนสัน (William Hanson) ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า “ราชวงศ์ทุกพระองค์ต้องถือปฏิบัติตามชนชั้นทางสังคม ทั้งนิสัย ท่าทางการแสดงออก รวมถึงการแต่งกาย โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่มีการปฏิบัติตามระดับชนชั้นในทุกๆเรื่อง เพราะฉะนั้นการแต่งกายแบบสุภาพ นำมาซึ่งการยอมรับของประชาชนที่มีต่อระบบราชวงศ์ และนั่นเป็นใจความสำคัญของประเพณีนี้”

พระองค์ทรงสวมกางเกงขาสั้นเสมอ แม้ว่าอากาศจะหนาว


จะเห็นได้ว่ากางเกงขาสั้นสารพัดสี เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงตัวตนของเจ้าชายจอร์จได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ก็ไม่ผิดนัก


พระองค์สวมเสื้อรูปปลาวาฬกับกางเกงขาสั้น

โดยตามประเพณีได้กำหนดไว้ว่า เจ้าชายจอร์จจะต้องแต่งกายแบบนี้เพื่อดำรงไว้ซึ่งกฏของราชวงศ์ เป็นการปูพื้นฐานที่ดีตามขนบธรรมเนียมปฏิบัติ และเปรียบเทียบถึงการฉลองพระองค์ด้วยกางเกงขาสั้นว่า “ความเรียบง่ายและเสมอภาค” นั่นหมายถึงการเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน และใช้ชีวิตเฉกเช่นคนสามัญทั่วไป พระองค์จะฉลองพระองค์ด้วยสีซ้ำๆ หรือเข้าชุดกัน ซึ่งหมายถึง ความบริสุทธิ์ รวมถึงจะมีเสื้อคลุมอีกหนึ่งชิ้นที่ตัดไว้สำหรับเข้าพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งล้วนอยู่ในทิศทางเดียวกันเป็นแบบแผนที่สำนักราชวังตระเตรียมไว้แล้ว มีหลายโอกาสที่ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์มักเป็นผู้เลือกฉลองพระองค์แก่เจ้าชายด้วยพระองค์เอง โดยจะเพิ่มความอบอุ่นให้เจ้าชายจอร์จในฤดูหนาวด้วยถุงเท้ายาว และมักจะใส่กางเกงขาสั้นสีสด ในวันหยุดหรือฮอลิเดย์ รวมถึงเมื่อครั้งที่เสด็จเยือนประเทศอื่นๆอีกด้วย

ซึ่งประเพณีนี้จะคงไว้และหยุดก็ต่อเมื่อเจ้าชายจอร์จอายุครบ 8 พรรษา จึงถือว่าเป็นอันผ่านกฏนี้ และสามารถฉลองพระองค์ได้ตามปกติ ทั้งกางเกงขายาว หรือเครื่องแต่งกายใดๆก็ได้ ตามแต่สมควร

พระองค์ทรงสวมกางเกงขาสั้นเสมอและแน่นอนทรงแย้มพระสรวลตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นก่อน 8 พรรษานี้ เรายังมีโอกาสได้ยลการฉลองพระองค์ด้วยกางเกงขาสั้น และยิ้มไปกับความน่ารักของพระองค์ที่ทวีความสดใส และแววตาเป็นมิตรต่อผู้ที่ได้ยลพระพักตร์หรือได้เข้าเฝ้า นำมาซึ่งความสุขต่อผู้ที่ได้พบเห็นจริงๆ

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก Vanityfair.com

Fashion Lifestyle Travel Uncategorized

Le Siam À Fontainebleau L’Ambassade Du 27 Juin 1861

ความสัมพันธ์ ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ หลังจากที่ห่างเหินไปกว่า ๑๖๐ ปี การเจริญพระราชไมตรีนี้เป็นพระบรมราโชบายสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงเอาพระราชหฤทัยใส่อย่างจริงจัง เพื่อให้ราชอาณาจักรสยามสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีอิสรภาพท่ามกลางแนวคิดใน การแสวงหาและการยึดครองดินแดนต่าง ๆ ในเอเชียอาคเนย์ของประเทศมหาอำนาจตะวันตก

ใน หนังสือเล่มนี้ นอกจากภาพวาดอันงดงามของฌอง-เลออง เฌโรม (Jean-Leon Gerome) ที่ปรากฏเป็นปกหน้าหนังสือแล้ว ยังประกอบด้วยบทความเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ทั้งบทความที่อธิบายจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสแต่ ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บทความเรื่องความสัมพันธ์สยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์ และสิ่งสำคัญคือบัญชีรายการสิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการพร้อมทั้งภาพถ่าย คณะราชทูตสยามในครั้งนั้นในเชิงมานุษยวิทยาอีกด้วย นับได้ว่าหนังสือ “ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบลคณะราชทูตสยาม ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑” เป็นการระบายหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ให้มีสีสันงดงามควรค่าแก่การจดจำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการทั้งปวงย่อมแสดงให้เห็นว่าสายพระเนตรของพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมองการณ์ไกลยิ่งนัก ทรงตระหนักดีว่าวิธีการทางการทูตและมิตรไมตรีอันดีระหว่าง ๒ ประเทศเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาขัดข้องต่างๆ ระหว่างประเทศได้ ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าบรรพชนในราชินิกุลบุนนาคนั้น ได้รับสนองงานอันเป็นคุณูปการและประโยชน์แก่แผ่นดินมาโดยตลอดอีกด้วย

นับแต่ปี พ.ศ. ๒๓๙๙ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริแต่งคณะราชทูตสยามให้เชิญ พระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการไปถวายพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศส แต่กว่าที่จะสำเร็จลงได้นั้นก็ต้องรอเวลาเกือบ ๕ ปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ คณะราชทูตสยามเดินทางถึงประเทศฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศสและทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์นพร้อมทั้งเครื่องมงคลราชบรรณาการ ในครั้งนั้นคณะราชทูตประกอบด้วยพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) จางวางพระคลังสินค้า เป็นราชทูตเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (วอน บุนนาค) เป็นอุปทูต และพระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) เป็นตรีทูต รวมทั้งคณะชาวสยามอีกหลายสิบคนนับเป็นการเจริญพระราชไมตรีที่ยิ่งใหญ่ครั้ง หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย


หนึ่งในเครื่องมงคลราชบรรณาการชิ้นสำคัญอย่าง พระมหามงกุฎ ที่ปัจจุบันถูกโจรกรรมและหายไปอย่างไร้ร่องรอย

เครื่องมงคลราชบรรณาการที่สยามส่งไปยังประเทศฝรั่งเศสมีความงดงามยิ่งใหญ่และเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง พระจักรพรรดินีเออ เฌนีแห่งฝรั่งเศสโปรดฯให้จัดเก็บเครื่องมงคลราชบรรณาการไว้ที่พระราชวัง ฟงแตนโบลซึ่งเป็นที่เสด็จออกรับคณะราชทูตเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๔ อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดได้เห็นสิ่งของเครื่องมงคลราช บรรณาการที่ทางสยามจัดส่งไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ พิพิธภัณฑ์พระราชวังฟงแตนโบล ได้จัดแสดงเครื่องมงคลราชบรรณาการจากสยาม ภาพวาดคณะราชทูตสยามเข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ทั้งยังได้จัดพิมพ์หนังสือคู่มือประกอบนิทรรศการ อันประกอบไปด้วยบทความต่างๆ ที่น่าสนใจและที่สำคัญคือภาพเครื่องมงคลราชบรรณาการอันงดงามประณีตที่คนไทย ไม่เคยเห็นมากว่า ๑๕๐ ปี เช่นพระมหามงกุฎ เครื่องราชูปโภคทองคำต่างๆ พระราชสาส์นทองคำ แผ่นผ้ารูปพระแก้วมรกต ๓ ฤดู และเครื่องมหัคฆภัณฑ์อื่นๆ


พระสิริโฉมงดงาม “พระองค์หญิงสิริวัณณวรี” ฉายพระรูปขึ้นปกนิตยสาร Harper’s Bazaar
ประจำเดือนธันวาคม 2014 ณ พระราชวังฟงแตนโบล


บริเวณด้านหน้าของ Château de Fontainebleau ที่เก็บสมบัติล้ำค่าของโลก
รวมถึงเครื่องมงคลราชบรรณาการจากประเทศไทย


Gallery Francis I หนึ่งในห้องที่ได้รับความนิยมในพระราชวังฟงแตนโบล

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก siam-renaissance.com

Candle Lifestyle

Cire Trudon Candles Sweetness and Light

ตำนานแห่งเทียนชั้นสูงอย่าง เซียร์ ทรูดอง (Cire Trudon) ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1643 จวบจนปัจจุบันกลายเป็นเทียนที่มีประวัติและได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆของโลก เล่ากันว่า เป็นหนึ่งในเครื่องหอมของ พระนางมารี อ็องตัวแน็ต ที่ทรงจุดเป็นประจำด้วยกลิ่นซิกเนเจอร์อย่าง Trianon ที่สร้างความหอมอบอวลไปทั่วห้องและกระจายความหอมนี้มาสู่เสื้อผ้าอาภรณ์ของพระนาง จนถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งของเครื่องหอมชั้นสูงในสมัยนั้น


จูเลียน พรูวอด (Julien Pruvost) ผู้อำนวยการบริหารของ Cire Trudon

จูเลียน พรูวอด (Julien Pruvost) ผู้อำนวยการบริหารของ Cire Trudon เล่าว่าปัจจุบัน Cire Trudon ได้สร้างธุรกิจเครื่องหอมประเภทเทียนไปสู่แบรนด์ชั้นนำของโลกอย่าง Yves Saint Laurent,  Valentino, Dior, Hermes, Christophe Lemaire รวมถึงแบรนด์อื่นๆอีกมากมายที่ทำให้เอกลักษณ์ของความหอมกระจายสู่แบรนด์แฟชั่นชั่นสูงของโลกในเวลาต่อมา ซึ่งนั้นยิ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์มากขึ้นอีกด้วย

หนึ่งในเสน่ห์หลักของการผลิตเทียนของ Cire Trudon นั่นคือการทำมือและอาศัยความปราณีตขั้นสูง “มันไม่ต่างอะไรเลยกับช่างเย็บผ้าแบบโอต์กูตูร์ที่มีความประณีตและใส่ใจในรายละเอียด Cire Trudon ก็เช่นกัน เรารังสรรค์ความหอมควบคู่ไปกับศาสตร์ศิลป์ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของเรา”


แก้วบรรจุเทียนได้รับการผลิตจากโรงงานชั้นสูงของเมือง Tuscany ที่มีวิธีการทำแบบใบต่อใบ

Cire Trudon ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบในการทำเทียน โดยใช้ไขผึ้งเป็นส่วนผสมเกือบ 100% รวมถึงมีส่วนผสมของถั่วเหลืองและมะพร้าวแห้ง ปราศจากพาราฟิน ที่ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบการหายใจ รวมถึงเป็นอีกหนึ่งเทียนที่มีคุณภาพที่ไม่ก่อให้เกิดควัน และสามารถจุดได้จนหมด ไม่ทิ้งคราบใดๆ ซึ่งนั้นเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งอย่างที่ จูเลียน ต้องการบอกเรา

ในปัจจุบันธุรกิจเทียนและเครื่องหอมได้รับความนิยมเสมือนเป็นหนึ่งสิ่งที่ควบคู่ไปกับไลฟ์สไตล์ของคนและเดินเป็นเส้นขนานไปกับสารพัดแบรนด์ที่ต้องการสร้างกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับตนเอง โดยจูเลียนเพิ่มเติมความคิดนี้โดยให้เหตุผลว่า “สมัยก่อน มีคุณสมบัติในการใช้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา หรือกลิ่นอบเฉยและกำยานแบบสมัยก่อน มีฤทธิ์ในการไล่ยุงและแมลงยามกลางคืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูเรียบง่ายสำหรับคนในสมัยนั้น เปลวไฟของเทียนเป็นเหมือนสิ่งหนึ่งที่ต้องการแสดงถึงความเงียบสงัดและมีความคิดนี้มาเป็นศตวรรษ แต่ในทางกลับกันปัจจุบันเทียนหอมถูกสร้างขึ้นเพื่อเติมเต็มรสนิยมและสร้างความหอมให้กับบ้านของเรา”

หากเทียบกับเทียนหอมประเภทอื่นที่มีขายตามท้องตลาดทั่วโลก ถือว่า Cire Trudon อยู่ในกลุ่มเทียนที่มีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งข้อนี้ จูเลียน ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า “เทียนธรรมดาของเราขนาด 270 กรัม เป็นเทียนที่มีกลิ่นที่แตกต่างกันไปตามความชอบของผู้เลือกใช้ เทียนของเรามีระยะเวลาในการจุดเพื่อสร้างความหอมได้ถึง 70-80 ชม. มีกลิ่นที่หาไม่ได้จากเทียนชนิดอื่น ขวดแก้วทำแบบใบต่อใบจากโรงงานของเมืองทัสคานี และฉลากสีทองที่ใช้วิธีการทำแบบโบราณเหมือนขวดแชมเปญของศตวรรษที่ 18 ซึ่งแน่นอน มันรวมถึงคุณภาพและประวัติที่มีมาอย่างยาวนาน คงไม่แปลกถ้าคุณจะเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกกับประวัติที่ยาวนานและเสน่ห์ของ Cire Trudon ที่หาไม่ได้จากที่ไหน”


ตัวยึดไส้เทียนสำหรับวางเป็นฐานด้านล่างของแก้วที่บรรจุเทียน


หนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของ Cire Trudon คือฉลากสีทองที่ใช้เทคนิคการทำเหมือนฉลากโบราณติดขวดแชมเปญโดยการรังสรรค์ของ Touhami หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการทำฉลาก


เทียนประเภทเทียนปั้นขึ้นรูป (Cire Trudon Bust)

เทียนแท่ง (Cire Trudon Pillar) ที่ต้องใช้เทคนิคการลงสีทองบนตราสัญลักษณ์แบบชิ้นต่อชิ้น

ในโรงงานผลิตเทียนของ Cire Trudon จะประกอบไปด้วยหญิงสาวที่มีความชำนาญในการทำเทียนในแต่ละประเภท โดยในปัจจุบัน Cire Trudon ได้เพิ่มไลน์ของเทียนประเภทเทียนปั้นขึ้นรูป (Cire Trudon Bust) ของบุคคลสำคัญของฝรั่งเศส และ เทียนแท่ง (Cire Trudon Pillar) ซึ่งเทคนิคการทำลักษณะนี้ต้องอาศัยฝีมือและการทำขั้นสูงเพื่อให้ได้เทียนปั้นที่มีลักษณะที่แตกต่างกัน หรือเทียนแท่งที่ต้องใช้ระยะเวลาในการขึ้นรูปรวมถึงเทคนิคการลงสีทองแบบชิ้นต่อชิ้นสำหรับตราสัญลักษณ์ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาต้องอยู่ในคุณภาพและได้มาตรฐานแบบ Cire Trudon


หัวใจหลักของการทำเทียนหอม คือ กลิ่นและกระบวนการผลิต Cire Trudon มีกลิ่นที่ได้รับความนิยม 10 กว่าชนิด ซึ่งแต่ละกลิ่นมีประวัติและเรื่องราวที่สอดคล้องกันไป ใช้ดอกไม้ ไม้หอม และ ส่วนผสมต่างๆในการรังสรรค์กลิ่น ในขณะเดียวกันทุกเทศกาลแห่งความสุข ก็จะมีเทียนกลิ่นใหม่ แพ็คเก็จที่แตกต่างกัน และมีจำนวนจำกัดอีกด้วย Cire Trudon ไม่เพียงแต่ยังคงรักษาศาสตร์ของการทำเทียนและความหอมที่ติดตรึงให้กับคุณ แต่ Cire Trudon เติมเต็มความงามให้กับโลกแห่งเทียนและเชื่อว่าจะยังคงอยู่เพื่อเต็มเติมเสน่ห์ให้กับโลกนี้ต่อไป

ขอบคุณภาพและข้อมูลบางส่วนจาก sarabrajovic.com และ billionaire.com

Lifestyle Mood Travel

On the hillside of Erciyes Mountain

บนภูเขาที่สูงที่สุด และเราก็เป็นเพียงจุดเล็กๆของโลกใบนี้ คงมีสถานที่อีกมากมายที่รอให้เราค้นหาคำตอบของตัวเองสำหรับการเดินทางว่าความจริงแล้ว เราชอบท่องเที่ยวแบบไหน หรือความต้องการของเรามีความจำกัดถึงแค่ตรงไหน มันคงจะยากถ้าจะบอกว่าทุกที่ดีที่สุดเมื่อไปเยือน ความจริงมันก็ไม่เชิงผิดทีเดียวนัก เพียงแต่เสน่ห์แต่ละสถานที่ที่ไปเยือน มันช่างประทับใจเกินที่จะบอกกล่าว ใครๆต่างนิยมและเลือกการขึ้นบอลลูน สัมผัสความงามของเมืองในหินผา Cappadocia แต่ถ้าลองเปิดใจสักนิดเมืองเล็กๆอีกเมืองอย่าง Kayseri  กลับดึงดูดความสนใจขึ้นมาทันที


ถนนสายหนึ่ง ที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา สองข้างทางเต็มไปด้วยไม้พุ่มขนาดย่อมและดอกหญ้าสีสันสวยงาม

ยอดเขาหิมะขาวโพลนระยะไกลเบื้องหน้า ขณะรถบัสเคลื่อนตัว ณ ถนนสายหนึ่ง ที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา สองข้างทางเต็มไปด้วยไม้พุ่มขนาดย่อมและดอกหญ้าสีสันสวยงาม เพิ่มเสน่ห์ของการค้นพบความสุขของการอยู่กับตัวเองตลอดสองข้างทางอย่างที่ควรจะเป็น ชีวิตของการไม่ต้องรับสายโทรศัพท์สำหรับหนุ่มสาวบ้างานจบลงชั่วขณะ เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากเมือง Cappadocia ก็มาถึงเมืองไคเซอร์รี่ Keyseri เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงอย่างมากในฤดูหนาวสำหรับการเล่นสกี และนิยมมาที่เมืองไคเซอร์รี่เพื่อสัมผัสหิมะและความหนาวเย็น ณ ภูเขาเออร์ซิเยส Erciyes Mountain ที่สูงถึง 3,917 เมตร ความตั้งใจแน่วแน่ของการเยือนภูเขาหิมะลูกนี้ อาจจะไม่ใช่การเล่นสกีแต่เป็นการสัมผัสภูเขาลูกงามนามว่า Erciyes


ณ ภูเขาเออร์ซิเยส Erciyes Mountain ที่สูงถึง 3,917 เมตร

รถบัสมุ่งสู่ภูเขา Erciyes เบื้องหน้าค่อยๆไต่ความสูงขึ้นทีละระดับ ความหนาวเย็นและขาวโพลนเข้ามาแทนต้นไม้ใบเขียว สองข้างทางเปลี่ยนเป็นหิมะกระจัดกระจายตามแรงลม และร่องรอยของล้อรถที่ขับผ่านไปมาตลอดเวลา คงถึงแล้วสินะ Erciyes เราใช้เวลาเพียงไม่นานนัก เริ่มปรับตัวเข้าสู่โหมดมนุษย์หิมะ ในขณะที่แสงแดดส่องกระทบพื้นผิวขาวจนเริ่มแสบตา หน้าที่ของแว่นตาจึงเข้ามาทำหน้าที่อย่างพอเหมาะพอเจาะ ในขณะช่วงบ่ายคนต่อแถวขึ้นกระเช้าเพื่อไปยังจุดเล่นสกีและจุดที่สูงที่สุดเริ่มเบาบาง เราใช้เวลาเพียง 5-10 นาทีเท่านั้น ก็มายืนอยู่บริเวณเซ็นเตอร์ของอาคารเล็กๆสองสามตึกที่ทำหน้าที่ของตนแตกต่างกันออกไป มีทั้งอาคารที่เป็นร้านอาหารขนาดย่อย อาคารเพื่อต่อไปยังจุดที่สูงที่สุดระดับที่ 2 และ 3 รวมถึงอาคารพักสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการรอและชมวิวทิวทัศน์
เบื้องหน้าที่ปราศจากสิ่งมีชีวิต

ในเวลานี้สองเท้าทำหน้าที่ในการไต่ความสูงและเนินราบสีขาวด้วยความมุ่งหวังว่า จะหลบผู้คนสักพักและนั่งมองเสน่ห์ของ Erciyes และวิวของภูเขาลูกเล็กลูกน้อย พลันสายตาก็เหลือบเห็นกลุ่มหินก้อนใหญ่ที่สามารถนั่งชมวิวได้อย่างมั่นคงและไม่ลื่นไหวเป็นแน่ ความรู้สึกว่างเปล่าเข้ามาแทนที่ทันที ความขาวของเบื้องหน้าดูแทบจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ คือความว่างเปล่าของความคิดและความรู้สึก โลกนี้มีสิ่งจรรโลงใจที่แตกต่างกัน บางคนเลือกจะอยู่กับตัวเอง บางคนเลือกที่จะกับเพื่อนพูดคุยแบ่งปันความรู้สึกนึกคิด และอื่นๆ แต่ผมเลือกที่จะอยู่กับตัวเองและสิ่งที่ได้พบในช่วงเวลาสั้นๆให้ได้มากที่สุด คนเราสามารถระบายความเครียดและผ่อนคลายได้ด้วยธรรมชาติ บางคนยอมปล่อยวางทุกสิ่งเมื่อมีโอกาสอำนวยในการอยู่กับธรรมชาติไปทั้งชีวิต แต่คนที่ยังทำงานและมีความฝัน ธรรมชาติเป็นสิ่งเติมเต็มให้ชีวิตในวันข้างหน้าได้ก้าวต่อและเป็นแรงผลักดันวันใหม่ ให้รู้สึกว่าข้างหน้ายังมีอะไรให้เราค้นหาไปเรื่อยๆ และแน่นอน ถ้าโลกนี้ยังไม่ล่มสลาย ธรรมชาติยังคงรอเราให้สัมผัสอยู่ทุกที่บนโลกใบนี้


เสน่ห์ของ Erciyes และวิวของภูเขาลูกเล็กลูกน้อย

Fashion Lifestyle Uncategorized

The Duchess of Windsor

ถ้าไม่อินคงไม่รู้หรอกว่าการตามหาหนังสือหนึ่งเล่มที่อยากได้มานานมากๆมันเป็นยังไง หลังจากที่ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ วันนี้ก็แฮปปี้ขึ้นมาทันที่ หนังสือที่ผลิตตั้งแต่แต่ปี 1997 ชื่อว่า The Duke & Duchess of Windsor ที่กล่าวถึงประวัติของหญิงสาวนามว่า Wallis Simpson ที่เป็นหม้ายสาวพราวเสน่ห์ให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งวินด์เซอร์ ซึ่งเดิมเป็น สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักรถึงกับสละราชสมบัติเพื่ออภิเษกสมรสกับเธอได้เป็นห  นังสืออีกเล่มที่บ้าน จริงๆถ้าลองหาดูมันก็คงมีถาถมให้ซื้อออนไลน์หรือหาจากร้านหนังสือร้านไหนก็อาจจะเป็นได้ แต่ที่ภูมิใจคือเล่มนี้มี Autograph Letter ของนางที่เขียนด้วยปากกาถึง Madame Maurois สหายที่เป็นที่รักด้วย (ต้องขอบคุณ Seller ผู้ใจดีนามว่า eBay) ที่ทำให้ได้เจอเล่มนี้


The Duke & Duchess Of Windsor

ติดตามอ่านเรื่องราวของพระนางมานานแล้ว ทั้งเรื่องใส่สี ให้ร้าย หรือเรื่องดีๆความเด็ดเดี่ยว และความรักที่มีต่อเจ้าชาย คนหลายคนมองว่าพระนางหวังรวยทางลัด ถึงต้องเลิกกับสามีคนที่ 3 เพื่อมาแต่งกับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด สู่บันไดการเป็นควีน จนเจ้าชายต้องยอมสละราชสมบัติเพื่อมาแต่งงานกับพระนาง ตกอับ โดนตราหน้า ให้ร้าย และต้องลี้ภัยมาอยู่ที่ฝรั่งเศส รอคอยเงินจากสำนักพระราชวังและเบี้ยเลี้ยงจากการเขียนหนังสือชีวประวัติของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเอง มันก็นะ ชีวิตคนไม่ได้รุ่งโรจน์ในด้านเดียว ความผิดหวัง ท้อแท้ของชีวิตก็มี แต่หลายๆสิ่งในตัวเธอที่ดีก็มีให้เห็น ทั้งเรื่องการแต่งกาย ที่ยอมรับจริงๆว่าพระนางเป็นคนไม่สวยแต่สง่างามและมีเสน่ห์ถึงได้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลของโลกด้านแฟชั่นหลายปีซ้อน

เครื่องประดับที่ผลิตโดย Cartier ทั้งมุก พลอย แซฟไฟร์ เพชรซีก และอื่นๆ ที่ปัจจุบันประเมินราคาแทบไม่ได้ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้เป็นชิ้นเอกอะไรของ Cartier เลย แต่มันคือมูลค่าของเรื่องราวและความรักที่ซ่อนอยู่ภายใน พระนางต้องยืนหยัดในสังคมเพื่อให้เจ้าชายและตัวเองอยู่รอดและเป็นที่ยอมรับ รวมถึงขณะที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดสิ้นลม และต้องนำพระศพมาจัดพระราชพิธีที่อังกฤษนางก็ยังฝืนยิ้มเด็ดเดี่ยว ท่ามกลางประชาชนบางกลุ่มที่ยังต่อต้านพระนาง และราชวงศ์ที่ไม่ได้สนใจใยดี ต้องอ้างว้างสิ้นหวังในการกลับสู่ฝรั่งเศสโดยปราศจากสามีอันเป็นที่รัก หนำซ้ำหลังจากกลับมาก็ร่างกายทรุดโทรม แถมยังโดน Suzanne Blum ทนายความประจำตระกูลดูแลทรัพย์สินและผลประโยชน์ยึดอำนาจ เอาของมีค่าและสมบัติไปขาย ในขณะที่พระนางเองก็นอนป่วยหายใจโรยราอยู่บนเตียงและสิ้นลมในปี 1986

การแก่งแย่งชิงดี ชิงชัง โกงและให้ร้าย มีให้เห็นดาษดื่นตั้งแต่มนุษย์กลุ่มแรกๆเกิดมาบนโลก ความสุขที่แท้จริงของคนทุกคนมีเท่ากัน แต่ไม่เป็นที่พอใจของแต่ละคน บางคนมองว่ามันน้อยเกินไปก็อยากจะเป็นใครสักคนบนโลกที่ทุกคนให้การยอมรับ ในขณะที่บางคนยอมที่จะลดความสุข ความมั่งคั่ง อำนาจ ของตัวเองลงมาเพื่อหาความสุขที่แท้จริง ความรักมันชนะทุกสิ่งและได้เห็นจริงๆบนโลกนี้ และท้ายสุดศพของนาง Wallis Simpson ก็ยังได้นอนเคียงข้างหลุมศพของสามี ณ สุสานหลวง Royal Burial ของราชวงศ์อังกฤษไม่ถูกแยกจากกันยามไร้ลมหายใจ และถูกจารึกนามใหม่ให้เกียรติแก่นางบนหลุมศพว่า Duchess of Windsor ผู้จากไปอย่างนิรันดร์

Calligraphy Lifestyle

ชีวิตติด Calligraphy

การเขียน Calligraphy เกิดขึ้นจากความรุ่งเรืองในสมัยหนึ่งของอังกฤษ ที่เหล่าผู้ดิบผู้ดี พ่อค้า และคนในวงสังคม ใช้ตัวอักษรที่มีความสละสลวย ดูเป็นทางการและละเอียดลออ บรรจงจ่าหน้าถึงบุคคลสำคัญและเริ่มเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่มีความแพร่หลายจนลามไปทั่วโลก ซึ่งมีเทคนิคการเขียนที่แตกต่างกัน บ้างก็เอียงเป๊ะ 45 องศา บ้างก็ไขว้กันไปมาในรูปแบบความพอดี ลงตัว ที่ผู้ใดได้รับก็รู้สึกอิ่มเอม และดูมีคุรค่าขึ้นมาทันที ศาสตร์ทั้งหมดนี้มีชื่อที่ปัจจุบันเรียกกันว่า Calligraphy หรือจะเรียกว่า Penman ก็ได้ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา อาจจะสูญสิ้นไปแล้ว ถ้าไม่มีกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับการเขียน Calligraphy รวมตัวกัน และให้ความสำคัญกับการเขียนอักษรประดิษณ์นี้อีกครั้ง

ตัวผมเองใช้เวลาส่วนหนึ่งอยู่กับวันว่างที่บ้าน ซึ่งก็แน่ล่ะ คนว่างก็มักจะหาอะไรทำ กับอีกส่วนคือ Instagram เป็นส่วนเติมเต็มให้รู้สึกว่า ในปัจจุบันนี้เริ่มมีคนเขียน Calligraphy กันมาก แล้วเราล่ะ ทำไมจะไม่ลอง อุปกรณ์ต่างๆ จึงทยอยตามมาดังนี้

ต้องเข้าใจก่อนว่า ดั้งเดิมแล้ว การเขียน Calligraphy ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 4 ส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ตัวอักษรสวยๆเกิดขึ้นได้ คือ Oblique หรือด้ามปากกา ที่มีความแปลกกว่าด้ามปากกาทั่วไปตรงที่ว่า จะมีเหล็กสำหรับใส่ Nib หรือหัวปากกาแต่ล่ะชนิด ยื่นออกมา เพื่อรองรับมุมการเขียนที่พลิ้วไหวตามปลายตวัดหรือข้อมือของผู้เขียน สร้างมุมและองศาของตัวอักษรให้สวยงามขึ้น อุปกรณ์ที่ 3 อย่างหมึกสีต่างๆ (หมึกต่างๆ) และกระดาษเนื้อดี 100 ปอนด์เป็นต้นไป จึงเป็นส่วนเติมเต็มให้การเขียน Calligraphy สมบูรณ์แบบนั่นเอง

มาถึงที่การเขียนกันบ้าง ถ้าผู้ที่เพิ่งเริ่มทดลอง แนะนำอาจจะลองหาสมุดคัดลอก พร้อมอุปกรณ์การเขียนแบบสำเร็จรูป ซึ่งหาได้ยากในประเทศไทย แต่มีแน่ๆ ที่เว็บออนไลน์อย่าง Ebay นำมาทดลองฝึกเขียน ตามรูปแบบ เพื่อให้มือและนิ้วประสานกับการกดน้ำหนักปากกา ส่งผลให้หมึกที่จุ่มลงไปออกมาตามหัวปากกาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถ้าทำได้แล้ว แสดงว่าคุณพร้อมแล้วล่ะ สำหรับการเขียน Calligraphy ที่แท้จริง

ในส่วนของผู้ที่เคยเขียนหรือมีพื้นฐานมาก่อน มันจะรู้สึกว่าการเขียนสร้างมุมและโค้งไม่ยากจนเกินความสามารถ อยู่ที่ความตั้งใจเป็นส่วนสำคัญด้วย ซึ่งอักษรภาษาอังกฤษในแต่ล่ะแบบ ไม่มีข้อกำหนดตายตัว อยู่ที่ความเหมาะสมของคำ ความสวยงามของการจัดวาง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ Calligraphy นี้ ดูสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งถ้าใครยังไม่มีไอเดียตัวอักษรในหัว สามารถหาได้จากใน Google ซึ่งต้องยอมรับจริงๆ ว่าเป็นตัวช่วยที่ดีมาก และอยู่กับเรา 24 ชม. เพียงแค่พิมพ์หาข้อมูลและคลิก ง่ายเนาะ!

ก็อย่างที่รู้ ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์เป็นส่วนเติมเต็มสร้างความสวยงามแบบปัจจุบันทันด่วน เฉกเช่นเดียวกับข่าวสารออนไลน์ ที่ทำให้หนังสือ นิตยสาร และกระดาษกลายเป็นสิ่งต้องห้ามเมื่อมาอยู่บนมือคน แต่เคยคิดไหวว่า ความสวยงามของกระดาษที่ถูกบรรจงจ่าหน้าด้วยการเขียนที่สุดวิจิตรอย่าง Calligraphy สร้างความงามได้มากกว่าอีเมล์ที่แทบจะไม่ได้อ่านหัวข้อนอกจากเนื้อหาด้านใน มันสร้างความพิเศษ พร้อมกับความใส่ใจของผู้ส่ง มันมากกว่าการโทรหากันด้วยคำหวานๆ แต่มันคือความใส่ใจที่ผู้เขียนได้ฝากไว้บนแผ่นกระดาษ ซึ่งมันก็คงย้อนกลับมาถึง ความสละสวยของเนื้อหาในหนังสือ นิตยสาร ที่ถูกตรวจทานมาจากบุคคลหลายๆคน ก่อนส่งพิมพ์ เพื่อให้คำหรือข้อความนั้นๆ ถูกต้องที่สุด ใส่ใจที่สุด ก่อนถึงมือผู้อ่าน ในขณะที่ข่าวสารออนไลน์ในปัจจุบัน รวดเร็วจนลืมมองหาคำถูกต้อง หรือชัดเจนด้านการเชื่อถือแทบไม่ได้ มนุษย์เท่านั้น ที่จะตัดสินได้ว่า ในทุกวันนี้ เราควรจะไปในทิศทางไหน อย่ามองความฉาบฉวยว่าดีจนมองข้ามความสวยงามที่แท้จริงเลย ท้ายที่สุดแล้ว ความสวยงามดังที่กล่าวมานี้ มันเป็นส่วนเติมเต็มให้โลกมีอะไรที่มากกว่าออนไลน์นะครับ..ด้วยรัก

Candle Lifestyle

A Paris Chez Antoinette Poisson Pour Diptyque

ห้างดังของโลกอย่าง Liberty London ได้ให้นิยามเทียนหอมว่า “เทียนหอมเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของทุกช่วงเวลาแห่งความสุข” และวาเลนไทน์นี้ก็เช่นกัน เทียนหอมลักชัวรี่แบรนด์ดังจากทั่วโลก ทยอยผลิตกลิ่นที่สุดแสนจะโรแมนติกเอาใจคู่รักและผู้หลงใหลความหอมที่สุดแสนจะเย้ายวน แบรนด์ดังอย่าง Diptyque ที่มักจะมีคอลเลกชั่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ต้อนรับวาเลนไทน์พร้อมกลิ่นดั้งเดิมอย่าง Rosa Mundi  ปีนี้ได้ร่วมมือกับสถาบัน Antoinette Poisson ของฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงและด้านการทำและพิมพ์ลายกระดาษในรูปแบบดั้งเดิมของศตวรรษที่ 18 ออกแบบลวดลายของแก้วที่บรรจุเทียนกลิ่นนี้

 

กลิ่น Rosa Mundi อบอวลไปด้วยความหอมกลิ่นของกุหลาบมอญ และพิเศษด้วยกุหลาบสายพันธุ์เซนทิโฟเรียที่มีปลูกเฉพาะที่ฝรั่งเศสเท่านั้น รวมถึงสร้างความสมบูรณ์แบบด้วยกลิ่นของมะกรูดที่ทำให้รู้สึกสดชื่นในยามเช้า และหอมหวานด้วยกลิ่นกุหลาบในยามบ่าย ซึ่งล้วนเป็นเทคนิคและเสน่ห์ของการผสมกลิ่นเทียนที่สุดแสนจะแยบยล Diptyque เองไม่เพียงแต่รังสรรค์ความหอมที่มาพร้อมกับความโรแมนติกนี้เท่านั้น ลวดลายความสวยงามยังลามไปถึงกล่องและแพ็คเกจสุดพิเศษที่ทำให้ลวดลายแห่งความคลาสสิคของศตวรรษที่ 18 ได้กลับมาโลดแล่นบนโลกใบนี้อีกครั้ง

Rosa Mundi (2,950 บาท)

Lifestyle Travel

มุมนึงที่ เวนิช ณ Caffe Florian

เมื่อครั้งที่ได้เดินทางท่องโลกช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก็ได้สัมผัสเกาะที่สมญานามว่า “ราชินีแห่งทะเลอาเดรียติก” อย่างเกาะเวนิส อิตาลี ที่ดูจะมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ความสวยงามของเกาะหยุดพูดถึงไปก่อน เพราะมันมีอะไรที่คอกาแฟดูจะปลาบปลื้มมากกว่านั้น นั่นคือตำนานของร้านกาแฟที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของโลกอย่าง Caffe Florian

ร้านกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง Caffe Florian มีอายุเกือบจะ 300 ปีแล้ว เปิดบริการครั้งแรกเมื่อธันวาคม 1720 ณ จัตุรัส ซานมาร์โค ประเทศอิตาลี นั่นคือเหตุผลของความเป็นที่สุดแล้ว ทีแรกตั้งใจว่าจะแค่เดินถ่ายรูปเฉยๆ เพราะคนต้องเยอะแน่ๆ แต่ผิดคาด วันธรรมดาๆ สำหรับช่วงเวลา 10.30 เป็นเวลาที่ดีที่สุดของร้านนี้ บรรยากาศของลานกว้างๆ หนุ่มจิตรกรที่กำลังเซ็ทร้านรวงของการวาดภาพเหมือน และร้านค้าขายของที่ระลึก ดูจะเป็นส่วนเติมเต็มให้คาเฟ่แห่งนี้ดูมีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น


ความคิดและจินตนาการในหัวยังไม่ทันจะเข้าที่ บริกรหนุ่ม ก็เดินมาเพื่อรับออเดอร์ บทสนทนาของความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับกาแฟและขนมจึงเกิดขึ้นและปิดท้ายด้วยการสั่งเมนูแนะนำ

โดยส่วนตัวมีความเชื่อว่า “กาแฟที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นร้านที่ดีที่สุด” แต่ความคิดคงนำมาใช้กับร้านนี้ไม่ได้ เพราะรสชาติและความละเมียด แลดูจะเสริมให้รสชาติของความขมดูจะกลมกล่อมกว่าทุกครา ร้านนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความลงตัวของรสชาติกาแฟเท่านั้น แต่ตำนานในเชิงศิลปะก็ดูจะน่าสนใจไม่น้อย ในแต่ละห้องมีการตกแต่งที่ต่างกัน อาทิ Chinese Room ที่จะดูจะได้รับความสนใจจากชาวเอเชียและสวยมาก หรือ East Room ก็ดูจะเป็นที่ถูกใจของหนุ่มสาวชาวอิตาเลียนที่ชอบหาความเป็นส่วนตัว แต่นั้นไม่ได้ทำให้ห้องที่ได้รับความนิยมมากสุดอย่าง the Hall of Famous Men ด้อยค่าน้อยลงเลย กลับเป็นห้องที่ถูกถ่ายและแชร์ออนไลน์มากที่สุดอีกด้วย


ความสุขของการเดินทางมันคือ การเป็นคนช่างสังเกต มันสร้างความพิเศษให้กับการเดินทางที่ทำให้หนึ่งวันที่ผ่านมา มีเรื่องบอกต่อและจดจำเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพียงสถานที่ ที่ใดที่นึงบนโลก แต่มันรวมถึงผู้คน นิสัย และบรรยากาศ ที่เล่ายังไง ก็คงไม่เหมือน “เราไปสัมผัสมาจริงๆ” และหนึ่งในนั้นคือ Caffe Florian

Dessert Food Lifestyle

The most famous cheese tart from Japan

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในครัวนี้คือจุดเริ่มต้นที่สร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ให้กับวงการชีสทาร์ตในญี่ปุ่น ซากิโมโต้ตั้งชื่อ “พาโบล” ตามชื่อของ พาโบล ปิกัสโซ่ ศิลปินเอกระดับโลกผู้ปฏิวัติวงการศิลปะ เพราะเขาเองก็ต้องการสร้างสรรค์ชีสทาร์ตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่จะสามารถปฏิวัติวงการชีสทาร์ตได้เช่นกัน และในที่สุด พาโบล สาขาแรกในรูปแบบคีออสก็เกิดขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ.2011 ในย่านอุเมดะ เมืองโอซาก้า จากนั้นมาชื่อของ พาโบล ชีสทาร์ต ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของความอร่อยที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าและสร้างความแตกต่างให้กับชีสทาร์ตที่ลูกค้าเคยทานมาอย่างสิ้นเชิง


ชีสทาร์ตของเขาคงจะพิเศษขึ้นไปอีกหากลูกค้าสามารถเลือกระดับความสุกของชีสทาร์ต แบบ Rare หรือ Medium ได้เหมือนกับการเลือกทานสเต๊ก

และวันนี้ พาโบล (PABLO) ชีสทาร์ตอันดับหนึ่งจากเมืองโอซาก้าประเทศญี่ปุ่น พร้อมเสิร์ฟความอร่อยแล้วในเมืองไทย การันตีความฮอตฮิตด้วยกระแสอันโด่งดังในโลกออนไลน์ รวมถึงจำนวนลูกค้าที่มารอต่อคิวยาวเหยียดทุกวันทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ที่ต่างยกให้ พาโบล ชีสทาร์ต กลายเป็นสัญลักษณ์ของความอร่อย บัดนี้ถึงคิวของแฟนๆชาวไทย ที่จะได้ลิ้มลองรสชาติของชีสทาร์ตแสนอร่อยนี้ ในงานเปิดร้านพาโบลสาขาแรกในประเทศไทย ที่สยามพารากอน ชั้น จี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 063-171-4292 หรือติดตามกิจกรรมดีๆของพาโบลได้ที่ https://www.facebook.com/PABLOCheesetartThailand และทางอินสตราแกรม @pablo_cheese_tart_thailand ได้เล้ยยยย