All Posts By

popdot

Lifestyle Story Travel

Hike Preikestolen in the rain?

เราตัวเล็กเหลือเกินบนโลกใบนี้ / Popdot.

คำนี้คงตีความได้ไม่ผิดหนัก เมื่อต้องมาเจอกับผาสูงตระการตานามว่า Preikestolen หรือ Pulpit Rock ที่คนทั่วโลกขนานนามให้ นอร์เวย์ไม่ใช่เพียงแต่เป็นประเทศที่การใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนน่าอิจฉาที่สุดในโลกด้วยแล้ว เหนือกว่านั้น ธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นอร์เวย์มีและดำรงรักษาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เราสาละวนกับการใช้ชีวิตในออสโลมาเกือบ 3 วัน จนถึงกิจกรรมที่ผู้เขียนอย่างผมเอง โหยหาและอยากได้สัมผัสมากที่สุดในทริปนี้ นั่นคือการปีนเขาเพื่อไปสัมผัสผาสูง Pulpit Rock หนึ่งในผาที่สวยที่สุดของโลก ณ ดินแดนนี้

Go to TAU #popdot #popdotdaily #popdottravel

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

เราเดินทางลงสนามบิน Stavanger, Norway  จากนั้นก็จะต้องเดินทางจากสนามบินไปที่ท่าเรือโดย Shuttle bus ซึ่งจอดอยู่ใกล้ๆประตูทางออกของสนามบิน โดยใช้เวลาเดินทางไปท่าเรือ 20-30 นาทีจึงมาลงป้ายท่าเรือที่ชื่อ Fiskepir ซึ่งจอดหน้าท่าเรือและหาได้ไม่ยาก โดยเรารอขึ้นเรือไปยังจุดหมายเป็นเกาะที่ชื่อ Tau โดยจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 30-40 นาที

6° in Tau #หนาวจุง #popdot #popdotdaily #popdottravel

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ในช่วงเราเดินทาง เป็นช่วงที่เรียกได้ว่าไม่ใช่ฤดูกาลของการท่องเที่ยวของเมืองนี้เท่าไหร่นัก สิ่งที่อ่านมากับสิ่งที่เจอเบื้องหน้า ทำให้ต้องแก้ไขสถานการณ์เป็นครั้งๆไป คราวนี้ก็เหมือนกัน เมื่อเรือถึงอีกฟากในช่วงเกือบบ่ายสาม จริงๆแล้วจะมีรถบัสไป Pulpit Rock Parking ซึ่งใกล้กับโรงแรมที่เราจองไว้ แต่กลายเป็นว่ารถไม่ได้วิ่งเยอะเหมือนช่วงเทศกาล เราจึงจำเป็นต้องต่อรถไปเรื่อยๆ จนถึงปลายสายสถานี และด้วยความใจดีของคนขับรถบัส เขาให้ความช่วยเหลือโดยอาสาเรียกแท็กซี่เพื่อพาเราไปถึงที่พักในเวลาเย็นพอดี

ป้ายสุดท้าย Pulpit Rock Parking ที่แท็กซี่จอด เป็นป้ายที่เราต้องลง ซึ่งจะเจอที่พักพอดี โดยที่พักมีชื่อว่า Preikestolen fjellstue อยู่ติดกับทางขึ้นเขา Pulpit Rock พอดี เป็นอะไรที่สะดวกมากๆ เพราะโรงแรมนี้ใกล้จุด Starting Point  รวมถึงข้างในก็จะเป็น Restaurant และ Reception ให้แขกมาเช็คอินที่นี่ สะดวกสบายมาก

🌾🌾🌾 #popdot #popdottravel #popdotdaily

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

โดยห้องพักจะประกอบไปด้วย ห้องเดี่ยวและห้องรวม ซึ่งจะกระจายไปตามพื้นที่โดยรอบของโรงแรม หนึ่งในห้องพักริมทะเลสาปดังรูปใน Instagram เป็นอีกหนึ่งห้องที่โดนธรรมชาติกลบกลืนจนเกิดเป็นความสวยงาม ที่ผู้เขียนเองรู้สึกดีทุกครั้งที่นึกถึง

Finally #popdot #popdottravel

A post shared by POPDOT DOTNET (@popdot) on

ทะเลสาปที่สงบนิ่ง จนมองเห็นเป็นเงาสะท้อนของภูเขาสูงเบื้องหน้า เป็นภาพที่ผู้เขียนบรรยาไม่ถูกจริงๆ มันสวยงาม และมีความเงียบสงบมาก

เราสลบไสล อ่อนแรงกับการเดินทาง ในขณะที่ฝนช่วง Low Season ก็ยังคงตกหนักไม่หยุดหย่อน ในใจไม่มีทางเลือกใดๆแล้ว นอกจากมุ่งหน้าขึ้นเขาในวันพรุ่งนี้ เหตุที่ไม่สามารถเลื่อนการขึ้นเขา Pulpit Rock ได้ สืบเนื่องจากการเดินทางไปยังเมืองอื่นๆที่ต้องเดินทางไป ถ้าเลทจากกิจกรรมนี้ ทั้งตั๋วรถไฟและที่พักในเมือง Stavanger จะถูกยกเลิกทันที โดยเราขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่โรงแรมเพื่อความมั่นใจว่าฝนตกสามารถ Hiking ได้ไหม เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วพูดสั้นๆว่า “ได้สิ ตื่นเต้นดีออก และไม่อันตรายเลย” จากตัวเปียกชื้นเพราะฝนใจก็เริ่มชื้นตามทันที (แต่ในใจก็ยังหวั่นๆอยู่นะ) คิดไปคิดมาจนหลับ รู้สึกตัวอีกทีก็เวลาตี 5.30 แล้ว เราจึงเตรียมตัวออกเดินทาง!

เจ้าหน้าที่แนะนำให้ตื่นเช้าเพื่อใช้เวลาในการเดินทาง ขึ้น-ลง ผาให้พอดีกับเรือที่เราต้องต่อกลับไปยังเมือง Stavanger สายฝนตกลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน กางเกงยีนส์ตัวเก่งเปียกชุ่ม ในขณะที่รองเท้าสเนกเกอร์แฟชั่นแบรนด์กลับทำหน้าที่ได้อย่างไม่เคอะเขิน ไม่ลื่นไถลใดๆแม้ไม่ได้เดินอยู่ในเมืองหรือรันเวย์ (รักมากพูดจริงๆ)

ระยะทางของการเดินขึ้นผาหิน Pulpit Rock ตามรายละเอียดคือ ขาไป 3 ชั่วโมง และขากลับอีก 3 ชั่วโมง รวมเป็น 6 ชั่วโมง (ถ้าอากาศดีและร่างกายแข็งแรง) โดยระหว่างทางจะมีป้ายบอกว่าเราถึงไหนหรือไต่ระดับความสูงเท่าไหร่แล้ว โดยระหว่างทางจะมีสัญลักษณ์ตัว T สีแดงอยู่ตลอด แค่มองหามัน และเดินตามมันไปก็จะไม่หลง ป้ายใหญ่ๆแบบเมืองไทยที่นี่ไม่มี เพราะด้วยความที่เขาให้ความสำคัญกับธรรมชาติ เขาจึงรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด

ทางเดินช่วงแรกอาจจะชันมากไปสักนิด ทำให้เหนื่อยเร็วมากและอาจลื่นล้มได้ง่าย แต่เดินไปสักระยะจะมีผาหินใหญ่ทำให้เริ่มเดินได้ง่ายและสะดวกขึ้นทาง

โดยการเดินส่วนใหญ่ จะเป็นผาหินเล็กๆ ชันบ้าง มีช่วงเวลาให้พักน่องบ้าง แต่ความสวยงามรายล้อมทั้งสองข้าง มันทำให้ลืมฝนที่ตกอยู่ชั่วขณะเลย ยิ่งผ่านจุดที่เรียกว่ายาก อาทิ ต้องปีนขึ้นเนิน หรือต้องกระโดดลงด้านล่าง แต่พอหันหลังไปมองเส้นทางที่ผ่านมา กลับทำให้รู้สึกว่าเรากำลังชนะตัวเอง และกำลังทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ทำตลอดครึ่งชีวิต และแน่นอนว่า ความภูมิใจของการ Hiking ครั้งนี้ มันสอนเรื่องความอดทนและไม่หยุดที่จะก้าวไปข้างหน้าจริงๆ

ระหว่างทางจนเกือบถึงช่วงสุดท้าย หินจะเริ่มมีตะไคร่เยอะ มีโอกาสลื่นล้มได้ง่าย และก็น่าแปลกไม่น้อย ในระยะเวลาเกือบจะ 2 ชั่วโมงกว่านี้ ผู้เขียนไม่เห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเลย ไม่ว่าจะเดินสวนกัน หรือว่าเดินนำหน้าเรา ความเงียบกับสติกลับมาอีกครั้ง เราได้ยินเพียงเม็ดฝนที่ตกกระทบหินและเสียงนกร้องไล่ตามเราอยู่เป็นระยะ จนกลับมาสู่เนินสูงและผาชัน สลับไปมา จุดนี้จึงเริ่มเดินอย่างระมัดระวังอีกครั้ง

เนินภูเขาเบื้องหน้าที่เรากำลังจะเดินข้ามไป เบื้องหลังภูเขานี้จะเป็นจุดหมายของนักเดินทางทั่วโลก ที่อยากมาเยือนสักครั้งในชีวิต จากที่ใจเริ่มเสีย กับการ Hiking แบบผิดๆถูกๆ และอาศัยความน่าจะเป็นของเส้นทาง พอรู้ว่าใกล้จะถึงแล้ว ก็ดีใจมากๆ ยอมรับว่าดีใจจริงๆ เหนื่อยก็เหนื่อยนะ เพราะเดินมาเกือบ 4 ชั่วโมง แต่พอใกล้ถึงความรู้สึกดี กลับมีมากกว่าคำว่า “เหนื่อย” เสียอีก

ผาสูงที่อยู่ตรงหน้า คือความสุขของประสบการณ์ชีวิตทั้งชีวิต

บางคนอาจจะมองว่า ก็เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง ยอมรับว่าผู้เขียนก็คิดเช่นนั้น แต่ให้ลองนึกถึงคนที่ไม่ได้มีกิจกรรมโลดโผน หรือเดินป่าเดินเขาบ่อยๆดูบ้าง ครั้งนี้ถือว่าก็เป็นหนึ่งในที่สุดของความกล้าในชีวิตแล้ว ตลอดระยะเวลาการเดินทางไปร่วม 4 ชั่วโมง ปราศจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” นอกเหนือจากเพื่อนเดินทาง หมอกปกคลุมทุกอย่าง ทุกสิ่งรอบข้างไร้การเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากหยาดฝนที่ตกมาไม่ขาดสาย หมอกเริ่มหนาทึบเมื่อขึ้นผาสูงไปเรื่อยๆ สติ และการระมัดระวังดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของ ณ เวลานี้ อุณหภูมิตกไปเลขติดลบอย่างน่าใจหาย ใครที่ว่าชอบถ่ายรูป ถ้ามาอยู่โมเม้นท์นี้จริงๆ ก็คงอดไม่ได้ที่จะรีบๆเดินให้ไปถึงผาเพื่อพิชิตภาระกิจนี้ให้เสร็จเหมือนกัน

เพื่อนใหม่ชาวเกาหลีที่เจอเพียงคนเดียวบนเทือกเขา Preikestolen หรือ Pulpit Rock

ขณะที่เริ่มเดินเห็นริมผาที่ใหญ่มาก ใหญ่มากจริงๆ ก็เริ่มได้กลิ่นบุหรี่ที่โชยมาเป็นระยะ อาการดีใจก็เริ่มมีมาให้เห็นบ้างแล้ว เพราะอย่างน้อยหมอกที่ปกคลุมข้างหน้า น่าจะมีนักท่องเที่ยวอยู่บ้างแล้วล่ะ จนเริ่มเห็นเงาตะคุ่มอยู่ที่ริมผา ใช่แล้ว มีคนมาถึงก่อนหน้าเรา และในที่สุดบทสนทนาก็เริ่มเกิดขึ้น เพื่อนระหว่างทางคนนี้ เป็นหนุ่มมาจากประเทศเกาหลี ที่เดินทางมานอร์เวย์คนเดียวและมีทริปที่จะตระเวนในหลายๆเมืองในประเทศนี้ เขามาถึงก่อนเราประมาณชั่วโมงกว่าๆ (ในใจเรานึก ทำไมอยู่บนนี้นานจัง หนาวก็หนาว) จนจับใจความได้ว่า เขารอนักเดินทางอย่างเรา ที่อาจจะขึ้นมาบนเขานี้ เพียงเพื่อขอรบกวนถ่ายรูปให้เขาเป็นที่ระลึก และเราจึงได้สร้างฝันให้เขาจนเป็นจริง (เขาคงดีใจมากๆมั้ง)

ภาพนี้หลังจากเราขึ้นเขาได้ 2 วัน เซฟไว้จาก Instagram ของนักท่องเที่ยวคนอื่น ซึ่งฝนยังคงตกอยู่ แต่หมอกได้จางจนมองเห็น Lysefjorden หนึ่งในฟยอร์ดที่มีชื่อเสียงที่สุดในนอร์เวย์ ซึ่งเป็นอ่าวเล็กๆ เลาะไปตามช่องแคบของเขาจนเกิดเป็นความงามที่ยากจะบรรยายได้หมด

สำหรับการไปเที่ยวที่ Pulpit Rock ไม่แนะนำให้ไปในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ (เหมือนผู้เขียน) เนื่องจากมีช่วงกลางวันที่สั้น มีหิมะและน้ำแข็งรวมถึงฝนตกชุก ทำให้การเดินเขามีความลำบาก อาจลื่นและเกิดอุบัติเหตุได้ ช่วงฤดูกาลที่ดีที่สุดและเหมาะจะเดินทางเข้าไปชมคือ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม ดั่งเช่นในรูป ผู้คนจะเดินทางมาจากทั่วโลกและขึ้นไปบนผา Pulpit Rock นี้

แม้ว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางเป็นเวลาค่อนข้างนาน กว่าจะไปถึงและกลับลงไปข้างล่าง รวมถึงความหวาดเสียวของหน้าผา แต่การได้ขึ้นไปยังหน้าผา Pulpit Rock จะได้รับชมทิวทัศน์ธรรมชาติที่เรียกได้ว่าสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถ้ามีโอกาสคุณไม่ควรพลาด

Life begins at the end of your comfort zone. / Neale Donald Walsch

คงจะจริงอย่างที่นักเขียนชาวอเมริกัน นีล โดนัลด์ วอลช์  กล่าวไว้ ผู้เขียนเป็นหนึ่งคนที่รักการเดินทางมากๆ และชอบเรียนรู้ที่จะรู้จักที่ใหม่ๆ และค้นหาที่ๆเป็นเรา  การท่องเที่ยวมันทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา ผิดถูกบ้าง ก็แก้ปัญหาหน้างานเท่าที่รู้สึกพอใจ ในที่ๆไม่คุ้นชิน มันสอนให้เรารู้จักปรับตัวให้ได้ในทุกสถานการณ์ ให้รู้จักมีไหวพริบ รอบคอบ และการเอาตัวรอดต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันสะสมจนทำให้เราได้ความรู้ และประสบการณ์ของชีวิต เป็นเราในทุกวันนี้ การลองออกจากสถานที่และสถานการณ์เดิมๆ มาพบเจอโลกภายนอก โลกที่กว้างใหญ่ที่ไม่คิดว่าจะมีแบบนี้บนโลก มันทำให้รู้ว่าเราเป็นคนตัวเล็กๆสำหรับโลกใบนี้มาก เพราะฉะนั้น ความหมายที่แท้จริงของ quotes นี้ คือ “ออกมาใช้ชีวิตกันเถอะ”

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Pinterest / Tumblr

Art History Library Royal Story

ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล

“ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล : คณะราชทูตสยาม ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑”

ความสัมพันธ์ ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ หลังจากที่ห่างเหินไปกว่า ๑๖๐ ปี การเจริญพระราชไมตรีนี้เป็นพระบรมราโชบายสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงเอาพระราชหฤทัยใส่อย่างจริงจัง เพื่อให้ราชอาณาจักรสยามสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีอิสรภาพท่ามกลางแนวคิดใน การแสวงหาและการยึดครองดินแดนต่าง ๆ ในเอเชียอาคเนย์ของประเทศมหาอำนาจตะวันตก
นับแต่ปี พ.ศ. ๒๓๙๙ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริแต่งคณะราชทูตสยามให้เชิญ พระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการไปถวายพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศส แต่กว่าที่จะสำเร็จลงได้นั้นก็ต้องรอเวลาเกือบ ๕ ปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ คณะราชทูตสยามเดินทางถึงประเทศฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งฝรั่งเศสและทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์นพร้อมทั้งเครื่องมงคลราชบรรณาการ ในครั้งนั้นคณะราชทูตประกอบด้วยพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) จางวางพระคลังสินค้า เป็นราชทูตเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (วอน บุนนาค) เป็นอุปทูต และพระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) เป็นตรีทูต รวมทั้งคณะชาวสยามอีกหลายสิบคนนับเป็นการเจริญพระราชไมตรีที่ยิ่งใหญ่ครั้ง หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ภายในพระราชวังฟงแตนโบล

หนึ่งในโบราณวัตถุที่ถูกโจรกรรมที่พระราชวังฟงแตนโบลรวมทั้งสิ้น ๑๕ ชิ้น รวมถึงพระมหาพิชัยมงกุฎของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่คณะราชทูตสยามได้ถวายแด่กษัตริย์นโปเลียนที่ ๓ ด้วย กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสว่า พิพิธภัณฑ์ฯได้แจ้งยืนยันข้อมูลการโจรกรรมดังกล่าวแล้ว โดยในชั้นนี้ โบราณวัตถุที่เป็นของไทยและถูกโจรกรรมมีเพียงชิ้นเดียวคือพระมหาพิชัยมงกุฎฯ ซึ่งปัจจุบันยังไร้ร่องรอย

เครื่องมงคลราชบรรณาการที่สยามส่งไปยังประเทศฝรั่งเศสมีความงดงามยิ่งใหญ่และเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง พระจักรพรรดินีเออ เฌนีแห่งฝรั่งเศสโปรดฯให้จัดเก็บเครื่องมงคลราชบรรณาการไว้ที่พระราชวัง ฟงแตนโบลซึ่งเป็นที่เสด็จออกรับคณะราชทูตเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๔ อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดได้เห็นสิ่งของเครื่องมงคลราช บรรณาการที่ทางสยามจัดส่งไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ พิพิธภัณฑ์พระราชวังฟงแตนโบล ได้จัดแสดงเครื่องมงคลราชบรรณาการจากสยาม ภาพวาดคณะราชทูตสยามเข้าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ทั้งยังได้จัดพิมพ์หนังสือคู่มือประกอบนิทรรศการ อันประกอบไปด้วยบทความต่างๆ ที่น่าสนใจและที่สำคัญคือภาพเครื่องมงคลราชบรรณาการอันงดงามประณีตที่คนไทย ไม่เคยเห็นมากว่า ๑๕๐ ปี เช่นพระมหามงกุฎ เครื่องราชูปโภคทองคำต่างๆ พระราชสาส์นทองคำ แผ่นผ้ารูปพระแก้วมรกต ๓ ฤดู และเครื่องมหัคฆภัณฑ์อื่นๆ โดยปัจจุบันพระมหาพิชัยมงกุฎของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกโจรกรรมและหายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย

หนังสือ ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบล จัดทําขึ้น เนื่องในวาระครบรอบ ๑๕๐ ปี ที่คณะราชทูตสยามเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อเข้าเฝาพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑

ใน หนังสือเล่มนี้ นอกจากภาพวาดอันงดงามของฌอง-เลออง เฌโรม (Jean-Leon Gerome) ที่ปรากฏเป็นปกหน้าหนังสือแล้ว ยังประกอบด้วยบทความเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ทั้งบทความที่อธิบายจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสแต่ ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บทความเรื่องความสัมพันธ์สยาม-ฝรั่งเศสในสมัยรัตนโกสินทร์ และสิ่งสำคัญคือบัญชีรายการสิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการพร้อมทั้งภาพถ่าย คณะราชทูตสยามในครั้งนั้นในเชิงมานุษยวิทยาอีกด้วย นับได้ว่าหนังสือ “ราชอาณาจักรสยาม ณ พระราชวังฟงแตนโบลคณะราชทูตสยาม ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑” เป็นการระบายหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ให้มีสีสันงดงามควรค่าแก่การจดจำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งของเครื่องมงคลราชบรรณาการทั้งปวงย่อมแสดงให้เห็นว่าสายพระเนตรของพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมองการณ์ไกลยิ่งนัก ทรงตระหนักดีว่าวิธีการทางการทูตและมิตรไมตรีอันดีระหว่าง ๒ ประเทศเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาขัดข้องต่างๆ ระหว่างประเทศได้ ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าบรรพชนในราชินิกุลบุนนาคนั้น ได้รับสนองงานอันเป็นคุณูปการและประโยชน์แก่แผ่นดินมาโดยตลอดอีกด้วย

Jean Léon Gérôme ศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้วาดภาพ The Reception of Siamese Ambassadors by Emperor Napoleon III (1808-73)

เหรียญที่ระลึกพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) ถวายพระราชสาส์นรัชกาลที่ ๔ แด่สมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ณ พระราชวังฟงแตนโบล ๒๗ มิถุนายน ๒๔๐๔

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Siam Renaissance

 

Art History Lifestyle Story

The story of Fornasetti

“สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมสร้างท่าทางบนหน้าได้มากกว่า 500 แบบ บนใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง? อืมม ผมไม่รู้จะตอบยังไง รู้แต่ว่าพอผมได้เริ่มทำ ผมก็ไม่เคยหยุดที่จะคิดเลย”
Piero Fornasetti


เคยเห็นและรู้จัก นักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri หรือเปล่า? คำถามนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรารู้จัก Piero Fornasetti ศิลปินนักออกแบบตกแต่งภายในชาวอิตาลี่ดีพอ….

แต่ก่อนแต่ไร Piero ก็ไม่ได้เป็นใครสักคนที่คิดว่าสักวันจะกลายเป็นมหากาพย์แห่งวงการการออกแบบตกแต่งระดับโลกที่มีผลงานสร้างชื่อระดับมาสเตอร์พีชมากมาย หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นใบหน้านักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri ที่ Fornasetti เองได้สร้างและออกแบบลวดลายต่างๆจากใบหน้าของเธอมากกว่า 500 แบบ จนเป็นลายใบหน้าที่เป็นต้นแบบที่ทำให้คนรู้จักแบรนด์ Fornasetti ไปทั่วโลกและหวังจะได้ครอบครองผลงานของเขาสักชิ้น แรงบันดาลใจเปี่ยมล้นของ Piero ที่มีต่อนักร้องโอเปร่าคนนี้ มาจากนิตยสารเก่าเล่มหนึ่งที่เขาค้นพบความสวยงามของหน้านักร้องสาวคนหนึ่งในนิตยสารเล่มนั้น เธอมีผิวพรรณที่ขาวผ่อง ใบหน้าชวนฝัน และเหนือสิ่งอื่นใด มันทำให้ Piero ถึงกลับไม่ละสายตาจากใบหน้านั้น จนเกิดเป็นภาพของเธอในผลงานศิลปะของเขาทุกชิ้น นับมาตั้งแต่ปี 1952 เป็นต้นมา

Lina Cavalieri  นักร้องที่โด่งดังมากในอิตาลี ช่วงปี 1925 – 1944 (ปีที่เธอเสียชีวิต)


จากหนุ่มนักออกแบบที่มีเอกลักษณ์ของการเพ้นท์ลายงานลงวัสดุที่สามารถเพนท์ลายได้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ มู่ลี่ รวมทั้งเซรามิคเนื้อดี จนทำให้คนพูดถึงกันปากต่อปากและเป็นที่มาของการหางานดีไซน์ Tema e Variazioni ของ Fornasetti กันทั่ว นี่ยังไม่รวมหนังสือออกแบบ นิตยสารตกแต่งบ้านทุกหัวที่ต้องเคยมีงานของ Fornasetti ประดับอยู่ในเล่มมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรถ้า Fornasetti จะได้สิทธิ์นั้น หลังจากที่เขาไปจากโลกนี้ไปผลงานเพนท์มือเหล่านั้น คงเดาได้ไม่ยากว่าจะมีมูลค่าเท่าไร

แต่ความทรงจำก็ไม่ใช่จะเป็นแค่ความทรงจำเสมอ การส่งต่อความรักและจิตวิญญาณของผู้ให้อย่างพ่อที่มีต่อลูก ยังคงแทรกซึมสู่ Barnaba Fornasetti บุตรชาย ที่สานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อ สร้างสรรค์ผลงานจากลวดลายเก่าของพ่อ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น รวมถึงผสมผสานความกบฏ อารมณ์ของการเสียดสี อย่างเช่น ผลงานเซรามิก งานกระจก งานไม้ เครื่องหอม และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มีรูปแบบที่แปลกตาไป แต่ยังคงมีกลิ่นอายเกือบ 100% ของผู้เป็นพ่อ หนึ่งในนั้นคือคอลเลคชั่นของเครื่องหอมอย่าง Architettura Candle เทียนหอมหลากหลายกลิ่น ที่สอดคล้องกับลวดลายบนโถเซรามิกและฝา สร้างเสน่ห์ให้กับบ้าน สามารถตกแต่งให้เข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์ และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อย่าง เครื่องเทศ ผลส้ม ถึงแม้ว่าสินค้าของเขาจะเป็นลายโรมัน ลายคลาสสิคบ้าง แต่ด้วยสีสันที่ใช้เป็นสีขาวดำ รูปทรงและลวดลายถูกตัดทอนลงจึงไม่เยอะจนเกินไป ผลงานของเขาส่วนมากเป็นงานเซรามิคจึงทำให้นำไปตกแต่งกับบ้านคลาสสิคหรืออยู่ในบ้านโมเดิร์นก็ได้ โดยทำให้ลุคโดยรวมดูกลมกลืน ไม่แข็งกระด้างและดูมีดีเทลของบ้านมากกว่าเดิมอีกเท่าตัว
ต้องขอบคุณใบหน้าของนักร้องสาว Lina ที่ทำให้ธุรกิจเซรามิกของอิตาลีจากแบรนด์ Fornasetti ขายดีจนต่อยอดเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ที่ได้รับความนิยม จนถึงปัจจุบัน อ่านแล้ว รู้สึกอยากมีไว้ในครอบครองสักชิ้นสองชิ้นไหมครับ?

History Lifestyle Story Tea

Mariage Frères – French Tea in Paris since 1854

หนึ่งในชาที่ดีที่สุดอันดับ 1 ของโลกอย่างชา Mariage Frères (มาริยาจค์ แฟรส์) ที่เริ่มตำนานของชาระดับโลกจริงๆ ตั้งแต่ปี 1660 ขณะที่นิโกลาส์ มาคิยาจ ออกเดินทางสู่เปอร์เซีย เพื่อทำสัญญาทางการค้าเสาะแสวงหาชา เครื่องเทศ และสินค้าอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และบริษัท เฟรนช์ อีสต์ อินเดีย ( Compagnie des Indes ) ในขณะที่น้องชายอย่างปิแอร์ มาริยาจค์ น้องชายก็เดินทางสู่เกาะมาดากัสการ์เพื่อภารกิจเดียวกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางของชาระดับโลกจนถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และในที่สุด อองรี และ เอดูอาร์ด มาริยาคจ์ ตัดสินใจตั้ง Mariage Freres tea company ในปี คศ. 1854 เพื่อสืบทอดกิจการชาต่อกันมาเป็นธุรกิจของตระกูล และใครเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว ณ ปัจจุบัน ชาระดับโลกตกเป็นของคนไทยที่มีความหลงใหลในศิลปะของใบชาอันคลาสสิกอย่างคุณ คุณกิตติชาติ แสงมณี

เมื่อ 36 ปีที่แล้ว คุณกิตติชาติยังเป็นเพียงนักศึกษาคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยชอร์บอนน์ที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส และไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสสัมผัสกับโลกของชา

“คงเป็นโชคชะตานะผมว่า เพราะว่าไม่ได้ตั้งใจเลย คือพอจบวชิราวุธตอนนั้นก็อยากจะเรียนการทูต ก็สอบเข้าเรียนการทูตที่ธรรมศาสตร์ จบจากธรรมศาสตร์ ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 จบ 3 ปีกว่าเอง เพราะอยากจะเรียนรู้ให้เร็วที่สุดแล้วก็ได้มาเรียนที่นี่ กะว่าจะมาทำปริญญาโท แล้วต่อเอกเกี่ยวกับการทูต จุดประสงค์มุ่งหมายของตัวเองคือเป็นนักการทูต เข้ากระทรวง ตอนนั้นคิดว่าจบไทยแล้วมาต่อที่นี่ โท 3 ปี เอก 4 ปีอย่างมาก แล้วจะรีบกลับไทย แต่ปัจจุบันตอนนี้ก็ยังอยู่ที่นี่”


ในตอนนั้นช่วงที่คุณ กิตติชาติ ทำ Thesis ปริญญาเอกใกล้เสร็จ บังเอิญก้ได้มีโอกาสเจอกับครอบครัวมาริยาจค์ ที่ทำให้ได้ค้นพบโลกของชาอย่างแท้จริง “เพื่อนผมเขาสนใจเกี่ยวกับชา เขารู้จักครอบครัวนี้ เลยชวนไปพบด้วยกัน เพื่อจะได้ถามความเห็นผมว่าน่าสนใจมั้ย พอเข้าไปแล้ว ตอนนั้นมาริยาจค์ขายชาอย่างเดียว ไม่ได้ทำเป็นร้าน เข้าไปเหมือนโรงเก็บของ กลิ่นชาอบอวล ผมเหมือนถูกมนต์สะกด และในที่สุดผมได้พบทายาทคนสุดท้ายของครอบครัว ท่านอายุมาก 80 กว่าแล้ว และจิตคงสัมผัสกัน ท่านต้องการหาเพื่อนร่วมงาน เผอิญคือครอบครัวเขาไม่สนใจจะทำเกี่ยวกับชาอีกแล้ว ผมเลยบอกเพื่อนว่า ทำสิ น่าสนใจดี แต่สมองผมตอนนั้นเห็นเป็นภาพ ๆ ว่าควรทำอะไรอย่างไร ในที่สุดเพื่อนเขาก็ทำ แต่ผมมีเวลาว่างเลยมาเยี่ยมอยู่เรื่อย ๆ ในที่สุดก็ทีละเล็กละน้อย กลายเป็น มันเข้าไปโดยอัติโนมัติไม่รุ้ตัว” คุณกิตติชาติกล่าวอย่างอารมณ์ดี

“ผมเข้าไปทำเป็น hobby คือสนุกเรียนรู้หลาย ๆ อย่าง เรียนจากทายาทเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับชา การชิม การชง ในที่สุดตัดสินใจไม่เรียนแล้ว ไม่เรียนการทูตแล้ว ตอนนั้นถือว่าเสี่ยงมากเหมือนกัน แต่เรามี passion อินเลิฟ ก็ไปเลย ไปเลย”

“ตอนแรกครอบครัวผมก็ไม่มีใครทราบว่าเราจะมาทางนี้ เพื่อนผมก็คุมเรื่องทางการค้ามากกว่า ผมจะช่วยเลือกชา ช่วยเรื่องการสร้างสไตล์ ตอนนั้นยังไม่คิดว่าจะเป็นอาชีพจริง ๆ แต่เหมืนปฏิเสธตัวเองไม่ได้ หลายปีต่อมา เพื่อนผมก็สิ้นชีวิต เลยเหมือนผลักเราไปเต็มตัว แล้วพอดีทายาทเขาอายุมากแล้ว เราถูกใจกันมาก เขารู้ว่าเราชอบ ได้ทำงานร่วมกันมาหลายปี เขาเห็นหมดว่าเราเรียนรู้ ปรับปรุง ทำอะไรต่าง ๆ เขาและเรารู้ว่า มาริยาจค์ แฟรส์ มันยังต้องเป็น มาริยาจค์ แฟรส์ อยู่นะเราไม่มีทางปรับเป็นร้านไทย ร้านจีน หรือร้านเอเชีย”
“พอร้านมาคิยาจ แฟรส์เปิดตัวครั้งแรกที่แถวมาเร่ส์ (Marais) ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก สื่อมวลชนมาจากทั่วโลกเลย และทุกอย่างตรงกับรสนิยมคนฝรั่งเศสมาก เพราะเป็นร้านชาที่ใหม่ที่เปิด แต่จริง ๆ คือชาที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสหรือเกือบที่สุดในยุโรปก็ว่าได้ เปิดแล้วก็จะเราก็ทำที ซาลอน ทำแพ็กเกจจิ้ง ทำอะไรหมดทุกอย่างให้มันดีที่สุด แล้วจากนั้นผมก็ไม่มีเวลาหยุดเลย”

“ผมมีความรู้สึกว่า ตำนานนี้เป็นของเรา เราเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ คือทำอะไรลงไปโดยไม่ฝืนตัวเองเลย แล้วความคิดสร้างสรรค์มันมีมาก จินตนาการมาก ที่ขาดก็คือเวลาเท่านั้นเอง”


หลังจากเปิดร้านแรกในปี 1984 ปัจจุบันคุณกิตติชาติ คือประธานบริษัทและเป็นเจ้าของมาริยาจค์ แฟรส์แต่เพียงผู้เดียว ปัจจุบัน มาริยาคจ์ แฟรส์มีสาขาในปารีส 4 สาขา ในญีปุ่น 2 แห่งคือกินซ่า กับ ชินจูกุ ที่กินซ่าเป็นที่รู้จักกันดีเพราะมีมากว่า 20 ปีแล้ว คนเอเชียที่สนใจชาของเรามากสุดก็คือญี่ปุ่นกับเกาหลี ที่ญี่ปุนเรากลายเป็นสถาบันไปแล้วครับ ญี่ปุ่นเขาก็มีชาของเขา แต่เราเอาภาพพจน์หรือสูตรหรือความรู้ ของขาฝรั่งเศสไปให้เขา เราทำโดยตรงไม่ผ่านคนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแฟรนไชส์ ผู้จัดการก็เป็นคนฝรั่งเศสคนเดียว”

นอกจากเปิดร้านมาริยาคจ์ แฟรส์โดยตรงทั่วโลกโดยไม่หุ้นส่วนกับใครทั้งที่มีผู้ติดต่อขอหุ้นมากมาย รวมถึงยังเป็นชาที่ได้รับเลือกสรรจากสถานที่ชั้นนำต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งโรงแรมและสปาชั้นนำ ก็เสิร์ฟชามาริยาคจ์ แฟรส์ รวมทั้งโรงแรมโอเรียนเต็ลในประเทศไทยด้วย ในปัจจุบัน ชามาริยาคจ์ แฟรส์กลายเป็นชาลักชัวรี่ และกลายเป็นชื่ออันดับ 1 ของคนรักชา โดยความพิเศษและความโด่งดังของชามาริยาคจ์นี้ รัฐบาลฝรั่งเศสจึงมอบรางวัลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ คุณกิตติชาติ ในฐานะคนที่สร้างคุณูปการให้กับประเทศ และยังมีรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งคุณกิตติชาติเองยังคงภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับคนไทยในการขยายธุรกิจของต่างชาติอีกด้วย

แต่ก่อนชามารยาคจ์มี 250 สูตรในตอนแรกที่เปิดแบรนด์ ทุกวันนี้มาริยาคจ์ แฟรส์ มีถึง 650 สูตรชาให้เลือก ซึ่งทุก ๆ สูตร คุณกิตติชาติก็คิดสร้างสรรค์เองทั้งสิ้น อ่านแล้ว อยากลองชิมชาร้อนของ มาริยาคจ์สักแก้วไหมครับ?

คุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mariagefreres.com/
ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร Hello ประเทศไทย

 

Coffee Food Story Trend

Nespresso X Mariana

เนสเพรสโซเป็นแบรนด์กาแฟที่ฉันชื่นชอบอยู่แล้ว และแน่นอนมันน่าหลงใหลและดึงดูดฉันทันที เมื่อได้รู้ว่าฉันและเนสเพรสโซกำลังสร้างภาพลักษณ์บางอย่างที่ดีรวมกัน แน่นอนว่า ลิมิเต็ด อิดิชั่น ของ 2 รสชาติใหม่ในปีนี้ จะมีเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้นแน่นอน

มารีอาน่าศึกษาคณะการออกแบบนิเทศศิลป์ที่ ESAD วิทยาลัยศิลปะและการออกแบบ เมืองมาโตซิโฮส ประเทศโปรตุเกส และเคยทำงานเป็นนักออกแบบกราฟฟิก ก่อนที่จะประกอบอาชีพเป็นนักวาดภาพประกอบในกรุงลอนดอน สไตล์ของมารีอาน่า คือลวดลายในหลายลักษณะที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ และอิงจากจินตนาการที่ซ่อนเร้นของเธอ ผสมผสานเทคนิคของการลงสีหมึก สีน้ำ ปรุงแต่งด้วยการลงสีในแบบดิจิตัล ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของเธอล้วนได้รับความนิยมแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบดีไซน์ให้กับ Bombay Sapphire, นักร้องชื่อดังอย่าง Patrick Watson รวมไปถึงนิตยสาร Country Living และ นิตยสาร Vogue ของประเทศญี่ปุ่น โดยในปีนี้ เนสเพรสโซ ได้เปิดตัวกาแฟสูตรลิมิเต็ด อิดิชั่น 2 รสชาติใหม่อย่าง กาแฟอาราบิก้า (Arabica Ethiopia Harrar)และกาแฟโรบัสต้า (Robusta Uganda) โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าในตำนานของต้นกำเนิดกาแฟจาก 2 ประเทศ นั่นคือ ประเทศเอธิโอเปีย อันเป็นแหล่งกำเนิดของกาแฟอราบิก้า และ ประเทศยูกันดาอันเป็นแหล่งกำเนิดของกาแฟโรบัสต้า โดยมารีอาน่าได้พูดถึงแรงบันดาลใจจากการออกแบบแคปซูล 2 รสชาติใหม่ในครั้งนี้ว่า “ต้นกำเนิดของการแฟจาก 2 เรื่องราวที่สุดแสนพิเศษ เป็นอะไรที่น่าทึ่งสำหรับฉันมาก สายใยด้านสัญชาตญาณของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่อยู่รายล้อม กระตุ้นและมีแรงดึงดูด จนเกิดเป็นความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่สิ้นสุด มันจึงเป็นต้นกำเนิดของการค้นพบกาแฟคุณภาพดีในครั้งนี้ ฉันดึงเฉดสีอย่าง สีส้ม สีเหลือง ไปจนถึงน้ำตาลอ่อน ที่ได้แรงบันดาลใจจากภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาแห้งแล้ง ถ่ายทอดเป็นแคปซูลของกาแฟอาราบิก้า (Arabica Ethiopia Harrar) จากเอธิโอเปีย โดยดึงนิทานปรัมปราของเด็กหนุ่มคาลดี้และฝูงแพะ ที่เป็นจุดกำเนิดของการค้นพบพุ่มไม้ประหลาด ที่มีผลสีแดงก่ำ นำมาสู่การค้นพบกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีระดับโลก ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบตำนานครั้งแรกของฉันด้วยค่ะ ในส่วนของกาแฟโรบัสต้า (Robusta Uganda) ฉันค้นพบสีอย่าง สีน้ำตาลเข้ม สีเขียวเข้ม ไปจนถึง สีน้ำเงิน ที่ได้แรงบันดาลใจจาก ทะเลสาบ ในภูมิประเทศที่เป็นภูเขาลูกเล็กสลับกับพืชเขียวชอุ่มของยูกันดา รวมถึงรสชาติของกาแฟชนิดนี้เข้มข้นกว่าและรสจัดกว่าอาราบิก้ามาก จึงมีคล้ายคลึงกับช็อกโกแลต โดยฉันได้ดึงรายละเอียดของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่มีขึ้นรอบริมชายฝั่งของทะเลสาบวิกตอเรีย ที่เต็มไปด้วยสายใยของครอบครัว ที่เป็นจิตวิญญาณของความสามัคคี ความรักและมิตรภาพที่เกิดขึ้น อีกทั้งธรรมชาติของทุกสิ่งบนโลกยังหลบซ่อนรายละเอียดอีกมากมายที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงทำให้กาแฟเมล็ดเล็กๆนี้ ซ่อนความน่าอัศจรรย์เอาไว้ นั่นคือไอเดียหลักของการรังสรรค์ภาพทั้งหมดในคอลเล็กชันนี้” มารีอาน่า ร็อดรีเกส เผยเรื่องราวของตำนานสุดคลาสสิกครั้งนี้

ในคอลเล็กชันของกาแฟสูตรลิมิเต็ด อิดิชั่น 2 รสชาติใหม่ มารีอาน่า ศึกษาผลงานด้านพฤกษศาสตร์และธรรมชาติจากหลากหลายศิลปิน อาทิ  Ernst Haeckel, William Morris และ Josef Frank รวมถึงภาพอิลลัสเตรเตอร์ของแบรนด์แฟชั่นอย่าง Valentino และ Gucci ก็ถูกหยิบยกมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานในคอลเล็กชั่นนี้ด้วย

ฉันผสมเรื่องราวการบอกเล่าจากเนสเพรสโซ และแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่จากหลากหลายศิลปินที่ฉันชื่นชอบ จนได้ผลงานที่สื่อถือ 2 เรื่องราวของตำนานที่น่าทึ่งนี้ โดยใช้เทคนิค ของการลงสีน้ำ ตัดเส้นด้วยสีหมึก และตกแต่งด้วยการลงสีดิจิตัล ท้ายที่สุด คือความหลงใหลในรสชาติกาแฟที่ฉันโปรดปราน มันเติมเต็มทุกเรื่องราวให้สมบูรณ์อย่างไม่น่าเชื่อ คุณลองจินตนาการถึงกลิ่นหอมของกาแฟร้อนๆที่อยู่ในแก้วโปรดของฉันสิ นั่นคือกิจวัตรประจำวันของฉันที่มีในทุกเช้าเลยนะคะ

คุณสามารถติดตามผลงานทั้งหมดของเธอได้ที่ https://www.mariana.io/ พร้อมร่วมค้นพบประสบการณ์ใหม่ของกาแฟ Nespresso ลิมิเต็ด อิดิชั่นใหม่  Arabica Ethiopia Harrar และ Robusta Uganda ได้แล้ววันนี้หรือจนกว่าของจะหมด

Fashion Love News Trend

Jessica Winzelberg’s Mobile Earrings

Jessica Winzelberg ดีไซเนอร์สาวชาวอเมริกัน ผู้คร่ำวอดกับการทำต่างหูด้วยมือที่กำลังโด่งดังมากในขณะนี้ หลังจากที่เธอเปิดตัวคอลเล็กชั่นแรกในปี 2011 ที่ลอสแอนเจลิส จากแอสเซสเซอร์รี่น้อยใหญ่ เธอเรียนรู้เทคนิคของการทำทอง ถมทอง และมีความชื่นชอบเนื้อของหินในแต่ละชนิด แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในของสะสมชิ้นเอกของเธอ รวมถึงเทคนิคขั้นสูงของการทำเครื่องประดับในขณะที่ศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน อีกด้วย

เธอเริ่มลองผิดลองถูกกับการทำเครื่องประดับ โดยอาศัยหลักการของการแมทซ์ทองแท้กับวัสดุอีกประเภท ซึ่งต่างหูถือว่าเป็นหนึ่งในแอสเซสเซอร์รี่ที่เธอชื่นชอบ จากเริ่มคิดแบบ และพัฒนาจากสิ่งที่เป็นไปได้ จนทำให้คอลเล็กชั่นในปี 2017 ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จากคอลเล็กชั่นที่ผสมกันระหว่างหินธรรมชาติจากทั่วโลกและทองคำแท้ จนในปีนี้คอลเล็กชั่นรีสอร์ท 2018 เจสซิก้าได้ใช้หินหลากหลายชนิดที่ต่างไปจากเดิม อาทิ Aventurine, Pyrite, Jade, Lapis, Jasper และ Malachite และเชื่อมต่อแบบชิ้นต่อชิ้นด้วยมือกับขั่วต่อทองแท้ 14K ที่ละเอียดอ่อน และใช้ทักษะการทำและประกอบอย่างยิ่ง โดยในทีมช่างของเธอ ต้องใช้ความปราณีต และการเลือกขนาดของหินแต่ละชนิดที่มีความพอเหมาะ และน้ำหนักที่ไม่ถ่วงดุลหรือหนักจนเกินไปสำหรับหูของหญิงสาว จนเกิดเป็นงานดีไซน์ที่มีความยูนีค ยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวไปมา ซึ่งแน่นอนว่ายากจะหาแบรนด์ใดเหมือน
 

โดย รีสอร์ท คอลเล็กชั่นนี้ดีไซเนอร์สาวได้ดีไซน์ต่างหูในทรงเลขาคณิต ตัดทอนลดหลั่นไปมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ และใช้ข้อต่อทองคำ 14K ประกอบเข้ากับหินได้อย่างลงตัว หนึ่งในดีไซเนอร์สาวคนดังอย่างแบรนด์ Ulla Johnson ถึงกับเอ่ยถึงคอลเล็กชั่นนี้ว่า “เป็นไอเท็มที่ควรมีในซีซั่นนี้” แน่นอนว่าในคอลเล็กชั่นล่าสุดของแบรนด์เธอก็มีต่างหูของแบรนด์ Jessica Winzelberg อยู่ใน Lookbook ของเธอเช่นกัน “มันคอมพลีท Lookbook ของฉันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ฉันอยากให้เป็น!” อัลล่าห์กล่าวอย่างอารมณ์ดี

สนราคาต่ำสุดของต่างหูหินสีของเธออยู่ที่ 260US นะจ้ะ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก shop.jessicawinzelberg.com/

 

Art Lifestyle Travel Trend

Dubai’s Highways From Above

Dubai (دبي) เป็น 1 ใน 7 รัฐของ United Arab Emirates (UAE) ที่ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซียในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีรายงานว่าได้เกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงหลังฝุ่นทรายทำลายทัศนวิสัยของผู้ใช้รถอยู่บ่อยครั้ง เนื่องด้วยภูมิประเทศเป็นทะเลทรายเสียส่วนใหญ่ จึงทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ที่ดูไบต้องประสบปัญหาการเดินทางอยู่เป็นประจำ

ภายใต้ปัญหาทะเลทรายนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert) กินพื้นที่ตั้งแต่อิรัก, เยเมน, โอมาน, จอร์แดน, ไปจนถึงบริเวณอ่าวเปอร์เซียร์ที่ดูไบตั้งอยู่ อาณาบริเวณทั้งหมดนี้มีพื้นที่มากกว่า 2 ล้านตารางกิโลเมตร และถูกบันทึกไว้ว่าเป็นทะเลทรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก จึงทำให้เกิดความสวยงามที่ซ่อนเร้นอย่างเช่น Irenaeus Herok สาวนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียที่เพิ่งได้เผยภาพถ่ายมุมสูงของถนนหลายสายของดูไบ ที่ปกคลุมไปด้วยทรายจำนวนมหาศาล จากพายุทะเลทรายที่พัดพาทรายจากทั่วทุกทิศ ปกคลุมเส้นทางและถนนหลายสายของดูไบ จนเกิดเป็นภาพที่น่าทึ่ง และอัศจรรย์

ฉันชอบเดินทาง และค้นหาสิ่งใหม่ๆที่ใครหลายๆคนอาจไม่เคยรู้ หนึ่งในความอัศจรรย์นั้น ถนนเหล่านี้ดูสวยงามเหนือธรรมชาติ และสร้างรูปธรรมที่เกินจริงของทะเลทรายและถนน ที่ทำให้ภาพเหล่านี้ได้เห็นถึงพลังของธรรมชาติ ที่ใครก็ห้ามไม่ได้


หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตที่ห้ามพลาดเมื่อมาดินแดนนี้ คือ Desert Safari ที่ใช้รถสี่ล้อ 4WD ตะลุยทะเลทรายเนินน้อยใหญ่ของทะเลทรายชื่อดังอย่าง Lahbab Desert ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert) โดยคนขับจะพาเราท่องไปยังโลกของทะเลทรายที่กว้างจนสุดลูกหูลูกตา ตั้งแต่ทางเรียบไปจนถึงการตะกรุย Sand Dune หรือเนินทะเลทรายที่สูงและชัน กิจกรรมที่น่าลองนี้สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวแนวใหม่ให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก ที่อยากสัมผัสความสนุกของกิจกรรมนี้ แน่นอนว่ากิจกรรมของการตะกายภูเขาทะเลทรายขึ้นไปยังยอดสูงสุด เพื่อนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินท่ามกลางความเวิ้งว้าง คุณต้องไม่เคยสัมผัสจากทีไ่หนแน่นอน

Beauty Lifestyle Love Story

Rose Delight scented drawer liners

กลับมาอีกครั้งกับคอลเลกชันกุหลาบจาก Diptyque แบรนด์เครื่องหอมจากฝรั่งเศส ที่วาเลนไทน์นี้จะพาคุณไปสัมผัสกับความหวานของขนมอย่าง เตอร์กิช ดีไลท์ (Turkish Delight) ขนมหวานขึ้นชื่อของตุรกี ที่ใช้ชื่อกลิ่นใหม่ว่า Rose Delight อันหมายถึงความหอมของกุหลาบชมพูอ่อน ที่มีกลิ่นหอมคล้ายกับน้ำผึ้งป่าผสมกับความหวานของกลิ่นขนม เตอร์กิช ดีไลท์ ที่มีส่วนผสมบางเบาของแป้ง แต่ในขณะเดียวกันกลับรู้สึกประหลาดใจกับความหอมของดอกกุหลาบอีกหลากหลายชนิดที่อบอวลเตะจมูกอยู่เป็นระยะ และท้ายสุดกับการตัดกลิ่นด้วยความเปรี้ยวของมะนาวเมื่อมีการเผาไหม้ ซึ่งนับว่าเป็นการรังสรรค์กลิ่นได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆDiptyque สร้างเทียนกลิ่นกุหลาบของเทศกาลแห่งความรัก ดุจประเพณีของแบรนด์ที่นำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี โดยได้เชิญศิลปินที่สร้างสรรค์งานระดับโลกมาร่วมออกแบบลวดลายของแก้วบรรจุเทียน กล่อง และเครื่องหอมอื่นๆของ Diptyque โดยในปีนี้ได้ศิลปินอย่าง Leslie David นักวาดภาพประกอบชื่อดังชาวฝรั่งเศส ที่มีเอกลักษณ์เรื่องลวดลายการพิมพ์แบบดิจิตัลและเคยร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง A.P.C , Chanel หรือแม้แต่ร้านมัลติแบรนด์ชื่อดังของฝรั่งเศสอย่าง Colette โดย Leslie ได้ให้สัมภาษณ์สั้นๆเกี่ยวกับการร่วมงานกับแบรนด์เครื่องหอมระดับตำนานครั้งนี้ว่า

นับว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่เราสามารถผสมความเป็นศิลปะและความหอมของโลก รวมเข้าหากันไว้อย่างลงตัว กลิ่นหอมกลิ่นนี้ก็เช่นกัน Rose Delight เป็นกลิ่นหอมที่สร้างขึ้นเพื่อเผยให้เห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของหนุ่มสาวที่เข้าสู่วาระของการเฉลิมฉลองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยหัวใจที่มอบให้กันและกัน นั่นก็หมายถึงฉันและ Diptyque


โดย Leslie David ได้ออกแบบลวดลายสไตล์ Toiles de Jouy หรือลวดลายของห้องน้ำที่ได้รับความนิยมในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ที่นิยมใช้ผ้าลินินเนื้อบางเบาขึ้นรูปเป็นลวดลายสองมิติที่ใช้เพียงไม่กี่สี ทับซ้อนไปมาจนกลายเป็นลายแพทเทิร์นสวยงาม และถือว่าเทคนิคนี้ยังคงได้รับความนิยมมาถึงปัจจุบัน โดย Leslie ได้รังสรรค์ลายสีชมพูอ่อนในแบบ  Orientalist ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตะเกียง พฤกษานานาพรรณ นก และสถาปัตยกรรมแบบออตโตมัน‎ของตุรกี โดยใช้สีที่เรียบง่ายอย่าง สีชมพู (สำหรับเทียน) และสีม่วงอ่อน (สำหรับเครื่องหอม) วางสลับขึ้นแบบจนได้ลายของกลิ่น Rose Delight ที่สวยงาม และทำให้เทียนและเครื่องหอมในคอลเลกชันนี้น่าสนใจและอยากได้ครอบครองขึ้นมาทันทีโดย Diptyque ได้ออกผลิตภัณฑ์ของ Rose Delight คอลเลกชัน อาทิ เทียนหอม 2 ขนาด, น้ำหอม Eau Rose Eau de Toilette, น้ำมันชะโลมผม, โลชั่นบำรุงผิว, ครีมทามือ, สบู่ ซึ่งคุณสามารถเป็นเจ้าของได้ที่ช็อปของ Diptyque ประเทศไทยได้ทั้งสองสาขา (ราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2561)

คุณสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.diptyqueparis.com/
ขอบคุณภาพเพิ่มเติมจาก thebeautylookbook.com / diptyqueparis.com

Food History Lifestyle Royal Story

Bangkok called “Chote Chitr” Meghan Markle’s Favorite Restaurant Will Make You Like Her So Much More

เรเชล เมแกน มาร์เกิล คือสาวอเมริกันวัย 36 ปี คู่หมั้น Prince Harry ที่ทำงานเป็นนักจิตวิทยาและครูสอนโยคะ และที่ประเทศอังกฤษ ณ ตอนนี้ คงไม่มีผู้หญิงคนไหนโด่งดังเท่าเธอ ว่าที่สมาชิกคนใหม่ของราชวงศ์อังกฤษ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอล้วนได้รับความสนใจ ทั้งแฟชั่นแบบเมแกนสไตล์ อาทิ กระเป๋าที่เธอถือ เสื้อผ้าและรองเท้าที่เธอสวมใส่ กลายเป็นสินค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่หนึ่งสิ่งที่ใครหลาย ๆ คนอยากรู้เกี่ยวกับเมแกนก็คือ อาหารที่เธอชอบ และหนึ่งในนั้นคืออาหารไทยจานโปรดอย่าง ผัดไท ที่สร้างประสบการณ์ของอาหารจานโปรดที่เมื่อครั้งเธอเดินทางมายังประเทศไทย

เว็บไซต์ Delish.com เปิดเผยชื่อร้านอาหารโปรดของ “เมแกน มาร์เคิล” พระคู่หมั้นของเจ้าชายแฮร์รี่ รัชทายาท อันดับ 5 ของราชวงศ์อังกฤษ จากการสัมภาษณ์เมแกน เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ ระหว่างโปรโมทเว็บไซต์ The Tig ของเธอ ในปี 2559

โดยเมแกน ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เธอชอบร้านโชติจิตร (Chote Chitr) ในกรุงเทพฯ มาก  ที่นั่นมีเพียง 6 โต๊ะ เป็นร้านเล็กๆสีเขียว และถึงแม้จะไม่ใช่ร้านที่ได้รับดาวจากมิชลิน (มิชลิน ไกด์) แต่เมื่อได้ชิมผัดไทยของร้านนี้ เธอถึงกับร้องว่า

“โอ้พระเจ้า ที่ผ่านมาฉันกินอะไรไป ? ”  “นี่คือรสชาติผัดไทยที่แท้จริง”

บทสัมภาษณ์นี้ทำให้เชื่อได้ว่า เมแกนชื่นชอบผัดไทยของร้านโชติจิตรอย่างแท้จริง ซึ่งร้านโชติจิตร เป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดมากว่า 100 ปีแล้ว ตั้งอยู่ในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ในซอยแพร่งภูธร ถนนตะนาว เขตพระนคร (ฝั่งเลียบคลองหลอด ตรงข้ามกระทรวงกลาโหม) โดยร้านนี้จะเปิดวันจันทร์ – เสาร์  ซึ่งนับว่าเป็นร้านที่มีชาวต่างชาติ นิยมมารับประทานอาหารไทย จนกลายเป็นลูกค้าประจำและบอกในสังคมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยการตกแต่งในร้าน มีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ที่ยังเป็นแบบดั้งเดิม รวมถึงมีเมนูอาหารไทยกว่า 500 เมนูให้เลือก ซึ่งอาหารขึ้นชื่อได้แก่ ยำถั่วพู หมี่กรอบ  รวมถึงผัดไทยที่เมแกนชอบด้วย นอกจากนี้เว็บไซต์และสื่อต่างชาติหลายสื่อ ลงข้อมูลและแนะนำร้าน โชติจิตร ให้เป็นร้านอาหารที่เมื่อเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยไม่ควรพลาดที่จะลิ้มลอง


โดยคุณสามารถแวะไปชิมผัดไทย เมนูสุดโปรดของเมแกนได้ที่ร้าน โชติจิตรโภชนา (Chote Chit Pochana)
ที่อยู่ : 146 ถ.แพร่งภูธร ศาลเจ้าพ่อเสือ พระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทรศัพท์ : 0-2221-4082 , 08-1847-6610
เปิดจันทร์ – เสาร์ เวลา 11.00-21.00 น.หยุดอาทิตย์

การเดินทาง :
จากถนนแพร่งภูธร ให้มาทางกระทรวงมหาดไทย แล้วให้ไปทางด้านจะสังเกตเห็นร้านโชติจิตรโภชนา อยู่ด้านหลังกระทรวงมหาดไทย

Beauty Lifestyle Trend

Aesop Toothpaste Wasabi flavored toothpaste is now a thing

ไม่เคยต้องดีแคลร์กับกรมศุลกากรหนักขนาดนี้มาก่อน หลังจากที่ได้มีโอกาสทำผลวิจัยผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Aesop ผ่านช่องทางออนไลน์ในเว็บหลักของแบรนด์ จึงได้เป็นลูกค้ากลุ่มแรกที่ได้มีโอกาสได้ทดลองยาสีฟันตัวใหม่ของแบรนด์ ที่ส่งตรงมาจากออสเตรเลีย เดิมที DHL ระบบขนส่งที่ไวในความคิด และการเช็คสถานะที่ดีเลิศทำให้ได้รู้ว่ายาสีฟันหลอดเล็กๆมาถึงไทยแล้ว แต่……ติดกรมศุลกากร!!!

ตามหลักคนชอบช็อปปิ้งอ่ะเนอะ DDP อะไรตั่งต่างนานา คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะทางนั้นเขาเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่แค่สงสัยว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดวันนี้คือต้องได้ยาสีฟันมาทดลองแล้ว แต่กลับไร้วี่แวว พี่ที่ DHL ที่ชอบมาส่งบ่อยๆก็ไม่โทรมา ชักเริ่มผิดปกติแล้ว การโทรหาคอลเซ็นเตอร์จึงเกิดขึ้น

ถ้าสาธยายคงจะยาวเหยียดและทำให้ใครหลายคนไม่อยากอ่าน เอาเป็นว่า นี่เป็นกรณีศึกษา ที่ทำให้คนที่เจนจัดเรื่องการช็อปปิ้งต้องรู้เป็นบทเรียนเลยว่า “ถ้าเมื่อใด คุณสั่งสินค้าประเภทเครื่องสำอาง ที่ไม่เคยมีการขึ้นทะเบียน หรือจดอย่างถูกต้องในไทย ถ้าซื้อมาเพื่อใช้เอง จะต้องไปแสดงตัวและลงทะเบียนนำเข้าที่ศุลกากร” แต่กรณีเราเป็นลูกค้าไง หน้าที่นี้จึงตกเป็นของ DHL  ที่ประสานดำเนินการให้ โดยใช้เพียงบัตรประชาชนจริงเพียงใบเดียว..

หลังจากผ่านมาเกือบสองอาทิตย์ ยาสีฟันจาก Aesop ก็มาถึงที่บ้าน โดยใจความสำคัญของผลิตภัณฑ์ใหม่นี้คือ Aesop ได้รับการตอบรับที่ดีจากน้ำยาบ้วนปากขวดแก้วทรงสี่เหลี่ยม ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ด้วยความที่กลิ่นละมุน บ้วนง่าย และเคลมว่ามีน้ำมันสกัดธรรมชาติ ได้แก่ เมนทอล ยูคาลิปตัส ไทมอล เมทิลซาลิไซเลตในปริมาณที่น้อยมาก จึงไม่ทำให้น้ำยาบ้วนปากแรงจนเกินไป นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นักวิจัยคิดสูตรยาสีฟันที่ยังคงได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติมาเป็นส่วนเสริม สำหรับการดูแลช่องปากในเวลาต่อมา

Aesop ได้นำส่วนผสมหลักอย่างน้ำบริสุทธิ์และวาซาบิ (Wasabia Japonica) ซึ่งมีส่วนช่วยหลักในการต่อสู้กับกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นสมุนไพรตัวใหม่และถือว่าเป็นศาสตร์ใหม่ของวงการยาสีฟันของโลกเลยทีเดียว นอกเหนือจากนั้น ยังได้เพิ่ม Sea Buckthorn ผลไม้ต้นยืนพุ่มที่ช่วยบรรเทาอาการของเหงือกอักเสบที่ถือว่าเป็นสมุนไพรชั้นเลิศที่ Aesop คิดค้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ส่วนประกอบอื่นๆ อาทิ สะระแหน่ กานพลู ยังคงเป็นส่วนผสมที่ช่วยเติมเต็มในการปกป้องช่องปากและสุขภาพฟัน ซึ่งจะรู้สึกขณะแปรงฟันว่าเหมือนกำลัง ขัดผิวฟันอ่อนๆ โดยไม่ได้ทำอันตรายต่อเหงือกหรือผิวฟัน ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของผลิตภัณฑ์นี้

โดยการแปรงฟันครั้งแรก จะรู้สึกเย็นและมีกลิ่นของวาซาบิอ่อนๆ มีรสชาติเย็นซ่าแต่ไม่มากจนรู้สึกร้อนช่องปาก ที่สำคัญรู้สึกเย็นและสดชื่นระหว่างแปรง สูตรนี้ช่วยในเรื่องป้องกันฟันผุ และฟันขาวสะอาด และที่สำคัญกำจัดกลิ่นปากดีมาก เพียงแต่มีข้อบ่งชี้ที่พึงระวังว่า ถ้าผู้ที่มีปัญหาเรื่องเนื้อฟันผุกร่อนง่าย ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ซึ่งผู้เขียนทดสอบเองแล้วรู้สึกประทับใจกับผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นอย่างมาก สารภาพว่ารู้สึกสะอาดและสดชื่นหลังแปรงฟันทุกครั้ง จึงเป็นเหตุผลว่าควรใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อสุขภาพที่ดีของฟันและช่องปากในอนาคต ซึ่งแนะนำผู้อ่านที่กำลังมองหายาสีฟันแสนเก๋สำหรับคุณ

ยาสีฟัน Aesop มาในหลอดอลูมิเนียมสุดเก๋ในโทนสีเขียวอ่อน โดยยังคงดีไซน์ตามหลัก DNA ของแบรนด์คือเรียบง่าย ใช้ได้จริง และ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคุณสามารถสั่งซื้อได้ที่ Aesop.com ในราคา $ 23 เท่านั้น

**ปัจจุบันยังไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย