Browsing Tag

love

Lifestyle Love Tech Trend

‘Three Minutes’ by Apple iPhoneX

หากสิ่งที่ผู้อ่านกำลังจะได้ชมจากวีดีโอของ Youtube เบื้องล่าง คือเรื่องราวของแม่ลูกคู่หนึ่งที่แสดงความรักให้กันในเทศกาลแห่งความสุขของคนจีนอย่าง “ตรุษจีน” แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ทั้งหมดถูกถ่ายทำด้วยโทรศัพท์ iPhoneX เพียงเครื่องเดียว….

เทศกาลตรุษจีนนั้นมีความสำคัญต่อคนจีนเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นวันหยุดที่ผู้คนมากมายต่างเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปหาครอบครัว แต่ในทางกลับกัน ก็ยังมีบางคน ที่ไม่ได้หยุดพักกลับไปหาครอบครัวเหมือนคนอื่นเขา และนี่คือโฆษณาที่สร้างจากเรื่องจริงของแม่ลูกคู่หนึ่ง ที่มีโอกาสพบกันเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น เพราะผู้เป็นแม่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำขบวนรถไฟทั้งปี จึงไม่สามารถหยุดงานมาอยู่กับลูกชายในเทศกาลแห่งความสุขนี้ได้ เธอรับหน้าที่อันสำคัญ คือการส่งผู้คนจำนวนมากกลับไปหาครอบครัวด้วยสีหน้าที่มีความสุข จึงทำให้เธอและลูกชายมีเวลาเพียงแค่ช่วงสั้น ๆในขณะที่รถไฟจอดเทียบสถานีที่ใกล้บ้านเท่านั้น ช็อตสำคัญที่สุดของโฆษณาอยู่ตรง 3 นาทีที่รถจอด หนังสั้นเรื่องนี้ทำให้เราลุ้นจนตัวเกร็ง หรือคุณลองคิดเล่น ๆ ก็ได้ ว่าหากเรามีเวลาคุยกับคนที่เรารักเพียง 3 นาที ลูกชายจะพูดอะไรกับแม่ของเขา?


สิ่งที่เด็กน้อยเลือกทำนั้นคือการ ‘ท่องสูตรคูณ’ ให้แม่ของเขาฟัง เพราะอะไรรู้ไหมครับ? เพราะว่านี่คือภารกิจที่คุณแม่ของเขาได้มอบหมายให้ก่อนจากกัน ในตอนที่เขาพึ่งเริ่มเรียนชั้นประถม แม้จะอยากคุยอย่างอื่นมากมาย แต่สุดท้ายคนเป็นแม่เลือกที่จะกอดลูกชายไว้อย่างแนบแน่น เพราะลูกชายของเธอแสดงให้เธอเห็นถึงความตั้งใจและความรักที่มีต่อเธอ นับเป็นซีนอารมณ์ที่บีบคั้นหัวใจ และทำให้หัวใจพองโตด้วยความรักของลูกชายที่มีต่อแม่ได้อย่างดี


3 Minutes นั้นเป็นโฆษณาที่หยิบ Insight ของช่วงเทศกาลตรุษจีนมาใช้ได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่แค่เรื่องของการกลับบ้านไปหาครอบครัว แต่ลงไปยันรายละเอียดสำคัญ อย่างตัวเลือกในการเดินทางที่ชาวจีนนิยมที่สุดในช่วงเทศกาลตรุษจีน นั่นก็คือรถไฟ ที่ทุกๆปีในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีผู้ใช้งานมากกว่า 400 ล้านคนและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี 2013 – 2017 ที่ผ่านมา จีนได้ลงทุนด้วยเงินกว่า 556 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง และขยายระบบรถไฟของประเทศจีนเพิ่มขึ้นอีก 18% ในช่วงเวลาอีก 2 ปี ต่อจากนี้ โดยคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะมีระยะทางรวมกันมากกว่า 150,000 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้จีนนั้นเป็นประเทศที่มีเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ iPhoneX สามารถขายของได้อย่างฉลาดมาก เราจะเห็นได้ว่า ไม่มีตัว Product ของโฆษณาอย่าง iPhone X โผล่มาให้เราเห็นเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่สามารถแสดงศักยภาพของการถ่ายวีดีโอ ด้วยคุณภาพที่คมชัด ตลอด 7 นาที ของโฆษณาเรื่องนี้ โดยได้ผู้กำกับชื่อดังอย่าง Peter Chan ใช้ iPhone X ในการถ่ายทำตลอดทั้งเรื่องนั่นเอง

ที่มา: Ogilvy.com/marketingoops.com

History Jewellry Love Royal Story

The Duchess of Windsor

บริษัทจัดการประมูลชื่อดังอย่าง Sotheby’s ได้จัดการประมูลเครื่องประดับที่เปรียบเสมือนตัวแทนความรักของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และนางวอลลิซ ซิมป์สัน พระชายา มีขึ้น ณ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 โดยเครื่องประดับที่ถูกนำมาประมูลครั้งนั้นมีจำนวนทั้งสิ้น 20 ชิ้น และมียอดเงินประมูลรวมสูงราว 8 ล้านปอนด์ สำหรับเครื่องประดับชิ้นที่มีผู้ให้ความสนใจมากที่สุด คือ สร้อยข้อมือรูปเสือดาวประดับด้วยเพชรและนิลของ Cartier ถูกประมูลไปในราคาที่สูงถึง 4.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาประมูลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ Sotheby’s เคยจัดประมูลมา

Diamond Panther Bracelet จาก Cartier ถูกประมูลไปในราคาที่สูงถึง 4.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาประมูลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ Sotheby’s เคยจัดประมูลมา

ความพิเศษของสร้อยข้อมือเส้นนี้อยู่ที่ความโดดเด่นในด้านการออกแบบและเทคนิคการผลิตที่เหนือชั้นเมื่อเทียบกับการผลิตเครื่องประดับในยุคนั้น เนื่องจากต้องใช้เทคนิคขั้นสูงและฝีมือการผลิตที่ประณีตเป็นอย่างยิ่งในการสร้างข้อต่อเพื่อให้ตัวเสือดาวพันลงบนข้อมือได้อย่างแนบสนิท

เธอสวมข้อมือ Diamond Panther ในปี 1959, ในงาน Gala opening of the new Lido Revue ปารีส ฝรั่งเศส

โดยสร้อยข้อมือเรือนนี้มีสลักลายเซ็นต์ด้านในว่า ‘Great Cats’ ที่ได้การรังสรรค์ขึ้นจาก House of Cartier ภายใต้การออกแบบของ Jeanne Toussaint ผู้อำนวยการแผนกเครื่องประดับของ Cartier ที่ผสมเพชรและนิลและใช้เทคนิคสร้างข้อต่อยุคใหม่ที่ผสานสรีระของข้อมือได้อย่างแยบยล ผลักดันและสร้างชื่อเสียงให้ Cartier ประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น จนถือว่าเป็นแบรนด์เครื่องประดับที่สร้างตำนาน ‘jeweller of kings’ ได้อย่างไม่มีที่ติ

Sarah Brightman สวมเครื่องประดับเข้าชุด Diamond Panther ในงานเปิดตัวละครบรอดเวย์ The Phantom of the Opera ที่นิวยอร์ก เดือนมกราคม ปี 1988

ก่อนหน้าที่คอลเล็กชั่น Diamond Panther จะถูกประมูลอีกครั้ง สร้อยข้อมือเส้นนี้เคยตกเป็นสมบัติของนักร้องดังแห่งยุคอย่าง Sarah Brightman นักร้องสาวที่ Andrew Lloyd Webber นักประพันธ์เพลงระดับตำนานประมูลให้เธอ ในปี 1987 ที่กรุงเจนีวา ในฐานะภรรยาคนใหม่และมอบเป็นของขวัญให้เธอเพื่อเฉลิมฉลองละครบรอดเวย์เรื่อง The Phantom of the Opera ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มถลายในกรุงลอนดอน ในฐานะที่เธอเป็นนักแสดงนำและเขาเป็นผู้ประพันธ์

หลังจากนั้นคอลเล็กชั่นนี้ก็ถูกขายทอดตลาดอีกครั้งโดยบริษัทประมูล Christie’s ที่จัดขึ้นโดย Sarah Brightman นั้นเอง โดยเธอมุ่งมั่นที่จะนำรายได้จากการขายในครั้งนี้มอบให้แก่มูลนิธิ Andrew Lloyd Webber Foundation ที่เป็นของอดีตสามีของเธอ เพื่อสนับสนุนศิลปะดนตรีในโรงเรียนมูลนิธิมรดกทางสถาปัตยกรรม ต่อมาเครื่องประดับมีค่าชุดนี้ก็ตกมาอยู่ในการประมูลที่จัดขึ้นโดย Sotheby’s ในเวลาถัดมา


หนึ่งในเครื่องประดับที่ออกประมูลอย่างเข็มกลัดประดับมรกตคำว่า WE หมายถึง Wallis และ Edward แทนความรัก ทำโดย Cartier ในปี 1957


เข็มกลัดนกกระเรียนอัญมณีประดับเพชรมูลค่าในปัจจุบันเกือบ 2 ล้านปอนด์

เครื่องประดับของวอลลิซบางส่วนที่ถูกออกประมูลครั้งล่าสุด

โดยสร้อยข้อมือนี้ ถูกประมูลในราคาที่สูงถึง 4,500,000 ปอนด์ที่ Sotheby’s ในคืนสุดท้ายก่อนการประมูลจะจบลง โดยเป็นราคาประมูลที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ Sotheby’s เคยจัดประมูลมาและถือว่าเป็นเครื่องประดับจาก Cartier ที่ราคาสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นจากการประมูล โดย David Bennett ประธานของ Sotheby’s Jewellery in Europe and the Middle East ได้เล่าถึงคอลเล็กชั่นชุดนี้ว่า

เธอเป็นดัชเชสที่เป็นผู้นำแฟชั่นและเป็นตัวอย่างของความสง่างาม กาลเวลาไม่สามารถทำลายแนวคิดที่แสนจะสมัยใหม่ และทันโลก ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดของเธอ

“มันเป็นเครื่องประดับที่ยากหาที่ใดเหมือน และไม่มีใครจะอัจฉริยะเท่ากับการดีไซน์ที่ไร้กาลเวลาของคาร์เทียร์ เครื่องประดับทั้งหมดของดัชเชลแห่งวินเซอร์นี้ บอกเล่าเรื่องราวของความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ที่ยศถาบรรดาศักดิ์ไม่สามารถทำลายความรักที่สุดแสนโรแมนติก หนึ่งในความรักแห่งราชบัลลังก์อังกฤษแห่งนี้”


หนังสือชีวประวัติและหนังสือรวมคอลเลคชั่นส่วนพระองค์ The Duke & Duchess of Windsor

แต่สิ่งที่ยิ่งเพิ่มความพิเศษให้แก่เครื่องประดับชิ้นนี้ นอกจากที่บุคคลทั้งสองได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบและการผลิตอย่างใกล้ชิดแล้ว คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ชายผู้ซึ่งยอมสละทุกอย่างแม้กระทั่งราชบัลลังก์เพื่อแลกมาซึ่งการได้ครองคู่กับสตรีผู้เป็นดวงใจนามว่า ‘วอลลิซ ซิมป์สัน’ รวมถึงเรื่องราวของการตามหาหนังสือนามว่า The Duke & Duchess of Windsor

ผู้เขียนเองไม่เคยรู้มาก่อนว่าการตามหาหนังสือหนึ่งเล่มที่อยากได้มานานมากๆมันเป็นยังไง หลังจากที่ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ได้ครอบครอง หนังสือที่ผลิตตั้งแต่แต่ปี 1997 ชื่อว่า The Duke & Duchess of Windsor ที่กล่าวถึงประวัติของหญิงสาวนามว่า Wallis Simpson ที่เป็นหม้ายสาวพราวเสน่ห์ให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งวินด์เซอร์ ซึ่งเดิมเป็น สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักรถึงกับสละราชสมบัติเพื่ออภิเษกสมรสกับเธอได้ จะกลายเป็นหนังสืออีกเล่มที่มีในบ้าน จริงๆถ้าลองหาดูมันก็คงมีถมเถให้ซื้อออนไลน์หรือหาจากร้านหนังสือร้านไหนก็อาจจะหาได้ แต่ที่ภูมิใจคือเล่มนี้มี Autograph Letter ของเธอที่เขียนด้วยปากกาถึง Madame Maurois สหายที่เป็นที่รักด้วย (ต้องขอบคุณ Seller ผู้ใจดีนามว่า eBay ที่ทำให้ได้เจอเล่มนี้)


ชุดนี้มี Autograph Letter ของเธอที่เขียนด้วยปากกาถึง Madame Maurois สหายที่เป็นที่รักด้วย (ต้องขอบคุณ Seller ผู้ใจดีนามว่า eBay ที่ทำให้ได้เจอเล่มนี้)

หนังสือคอลเล็กชั่นนี้บอกเล่าเรื่องราวของเธอและสามี รวมถึงสมบัติทั้งหมดของทั้งคู่ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงเครื่องประดับที่ถูกประมูลในตอนต้นด้วย หากจะเล่าประวัติคร่าวๆของเธอ ก็สามารถสรุปได้ว่า วอลลิซ ซิมป์สัน เป็นหม้ายสาวพราวเสน่ห์ชาวอเมริกันที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 3 ครั้ง ก่อนที่จะมาพบรักกับหนุ่มหล่อเจ้าสำราญอย่างพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ซึ่งในขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งยอร์ก ทั้งคู่พบกันที่งานเลี้ยงแห่งหนึ่ง และได้เริ่มศึกษาดูใจจนพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะคนรักโดยที่ในขณะนั้นนางซิมป์สันยังไม่ได้หย่าขาดจากสามีคนที่ 3

Wallis Simpson (วอลลิส ซิมป์สัน) 19 June 189624 April 1986 

ภายหลังจากการขึ้นครองราชสมบัติ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ประสงค์ที่จะแต่งงานกับนางซิมป์สัน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกราชวงศ์ อีกทั้งยังมีเสียงคัดค้านมากมายจากคณะรัฐบาลตลอดจนแรงต้านจากประชาชน ด้วยทุกฝ่ายมองว่านางซิมป์สันไม่มีคุณบัติดีพอที่จะเป็นราชินี รวมถึงกฏของราชวงศ์ที่ห้ามแต่งงานกับหญิงหรือชายที่หย่าร้าง เมื่อชีวิตรักของกษัตริย์กลายเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ทางออกเดียวที่จะได้แต่งงานกับเธอ พระองค์ก็ได้เลือกที่จะ ‘สละราชสมบัติ’ ในประวัติแม้ว่านางซิมป์สันจะคัดค้านและตัดสินใจที่จะเป็นฝ่ายเดินออกมาจากชีวิตของเขาเพื่อให้ได้ครองบัลลังก์ต่อไป แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจที่แน่วแน่ของพระองค์ในครั้งนี้ได้

ในวันที่ 10 ธันวาคม 2479 ภายหลังจากการครองราชสมบัติเพียง 326 วัน พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็ทรงประกาศสละราชสมบัติ โดยพระองค์ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อประชาชนซึ่งในถ้อยแถลงตอนหนึ่งมีความว่า

“ข้าพเจ้าปรารถนาให้ทุกท่านเข้าใจว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ มิได้เป็นไปโดยปราศจากการคำนึงถึงประเทศชาติ แต่โปรดเข้าใจว่าความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในฐานะกษัตริย์ข้าพเจ้าเต็มใจยิ่งที่จะปฏิบัติ แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ข้าพเจ้าจะรับผิดชอบกิจการงานทั้งปวงโดยปราศจากแรงสนับสนุนจากสตรีที่ข้าพเจ้ารัก”


พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ได้แต่งงานกับนางซิมป์สัน ณ Chateau de Cande ในวันที่ 3 มิถุนายน 1937 ประเทศฝรั่งเศส

ภายหลังจากการสละราชสมบัติ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ได้แต่งงานกับนางซิมป์สันและได้ย้ายไปพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นการถาวร มีคนกล่าวถึงเรื่องราววอลลิซมานานแล้ว ทั้งเรื่องใส่สี ให้ร้าย หรือเรื่องดีๆ ความเด็ดเดี่ยวและความรักที่มีต่อเจ้าชาย คนหลายคนมองว่าพระเธอหวังรวยทางลัด ถึงต้องเลิกกับสามีคนที่ 3 เพื่อมาแต่งกับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด สู่บันไดการเป็นควีน จนเจ้าชายต้องยอมสละราชสมบัติเพื่อมาแต่งงานกับเธอ หรือข่าวบิดเบือนว่าเธอตกอับ โดนตราหน้าให้ร้ายและต้องลี้ภัยมาอยู่ที่ฝรั่งเศส รอคอยเงินจากสำนักพระราชวังและเบี้ยเลี้ยงจากการเขียนหนังสือชีวประวัติของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเอง จนในที่สุดพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็สิ้นพระชนม์ในปี 2515 ซึ่งพระศพได้ถูกอัญเชิญกลับมาฝัง ณ สุสานหลวงของราชวงศ์วินด์เซอร์ และอีก 14 ปีให้หลัง


พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และนางวอลลิส ซิมป์สัน

มันก็นะ ชีวิตคนไม่ได้รุ่งโรจน์ในด้านเดียว ความผิดหวังท้อแท้ของชีวิตก็มี แต่หลายๆสิ่งในตัวเธอที่ดีก็มีให้เห็น ทั้งเรื่องการแต่งกายที่ยอมรับจริงๆว่าเธอเป็นคนไม่สวยแต่สง่างามและมีเสน่ห์ ถึงได้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลของโลกด้านแฟชั่นหลายปีซ้อน เครื่องประดับที่ผลิตโดย Cartier ดังที่กล่าวมาตอนต้น ทั้งมุก พลอย แซฟไฟร์ เพชรซีก และอื่นๆปัจจุบันประเมินราคาแทบไม่ได้ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้เป็นชิ้นเอกอะไรของ Cartier เลย แต่มันคือมูลค่าของเรื่องราวและความรักที่ซ่อนอยู่ภายใน เธอต้องยืนหยัดในสังคมเพื่อให้เจ้าชายและตัวเองอยู่รอดและเป็นที่ยอมรับ รวมถึงมีเรื่องราวที่ถูกหยิบยกเล่าว่า ขณะที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดสิ้นลมและต้องนำพระศพมาจัดพระราชพิธีที่อังกฤษ เธอก็ยังฝืนยิ้มเด็ดเดี่ยวท่ามกลางประชาชนบางกลุ่มที่ยังต่อต้าน และราชวงศ์ที่ไม่ได้สนใจใยดีเธอแม้แต่น้อย และต้องอ้างว้างสิ้นหวังในการกลับสู่ฝรั่งเศสโดยปราศจากสามีอันเป็นที่รัก หนำซ้ำหลังจากกลับมาก็ร่างกายทรุดโทรม และโรยราไปตามกาลเวลา แถมยังโดน Suzanne Blum ทนายความประจำตระกูลดูแลทรัพย์สินและผลประโยชน์ยึดอำนาจ เอาของมีค่าและสมบัติไปขาย ในขณะที่เธอเองก็นอนป่วยหายใจโรยราอยู่บนเตียงและสิ้นลมในปี 1986


วอลลิซ ซิมป์สัน ในปี 1974 ก่อนที่เธอจะสิ้นลมในปี 1986

การแก่งแย่งชิงดี ชิงชัง โกงและให้ร้ายมีให้เห็นดาษดื่นตั้งแต่มนุษย์กลุ่มแรกๆเกิดมาบนโลก ความสุขที่แท้จริงของคนทุกคนมีเท่ากัน แต่ไม่เป็นที่พอใจของแต่ละคน บางคนมองว่ามันน้อยเกินไปก็อยากจะเป็นใครสักคนบนโลกที่ทุกคนให้การยอมรับ ในขณะที่บางคนยอมที่จะลดความสุข ความมั่งคั่ง อำนาจ ของตัวเองลงมาเพื่อหาความสุขที่แท้จริง ความรักมันชนะทุกสิ่งและได้เห็นจริงๆบนโลกนี้  ท้ายสุดศพของนาง Wallis Simpson ก็ยังได้นอนเคียงข้างหลุมศพของสามี ณ สุสานหลวง Royal Burial ของราชวงศ์อังกฤษ ไม่ถูกแยกจากกันแม้ยามไร้ลมหายใจ และถูกจารึกนามใหม่ให้เกียรติแก่เธอบนหลุมศพว่า Duchess of Windsor ผู้จากไปอย่างนิรันดร์

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก sothebys.com/The Duchess of Windsor/wwd.com

History Royal Story

HISTORIC FIGURES: NICHOLAS II (1868-1918)

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงประสูติเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1868 ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ทรงเป็นพระราชโอรสองค์โตแห่งพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สาม (Alexander III) และซาริน่ามาเรีย ฟิโอโดรอฟน่า (Maria Fyodorovna) ซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งประเทศเดนมาร์ก ดังนั้นพระองค์จึงทรงอิสริยายศเป็น “ซาร์เรวิช แกรนด์ดยุค นิโคลัส” ซึ่ง “ซาร์เรวิช” คือตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์โรมานอฟของอาณาจักรรัสเซีย

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองขณะทรงพระเยาว์

ในฐานะแห่งองค์รัชทายาท เจ้าชายนิโคลัสต้องทรงได้รับการถวายพระอักษรตั้งแต่พระชนมายุได้ 14 ชันษา แต่ด้วยความที่เป็นถึงองค์รัชทายาททำให้พระอาจารย์ไม่มีสิทธิ์ที่จะทูลซักถามลูกศิษย์ที่มีฐานะเป็นองค์รัชทายาทเลย ดังนั้นจึงไม่อาจรู้ได้ว่าเจ้าชายนิโคลัสทรงเฉลียวฉลาดมากน้อยเพียงใด แต่ในเรื่องพระอุปนิสัยนั้นมีผู้ลงความเห็นว่าพระองค์ทรงมีพระทัยคับแคบ ปฏิเสธที่จะรับฟังคำเตือน ไม่รู้สึกว่าพระองค์เป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ทรงไม่เชื่อมั่นในพระองค์เอง พระองค์ทรงหลีกเลี่ยงการตัดสินพระทัยเกี่ยวกับปัญหายุ่งยากทั้งมวลด้วยการยอมรับความคิดเห็นของทุกคน แต่ถึงกระนั้นพระอุปนิสัยส่วนพระองค์กลับประทับใจคนทั่วไปที่ได้เข้าเฝ้ามาก พระองค์มีความสุภาพ อ่อนโยน มีความเมตตากรุณา เป็นกันเองต่อผู้ใกล้ชิด ทรงมีเสน่ห์ และไม่เคยแสดงพระอาการและพระราชดำรัสที่กระทบกระเทือนความรู้สึกของใครเลย

เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาทแล้ว เจ้าชายนิโคลัสมักจะทรงบันทึกเหตุการณ์ประจำวันเพื่อฆ่าเวลาระหว่างวันเสมอ หรือเล่นเกมต่างๆ เสด็จออกไปล่าสัตว์ ซึ่งพระกิจวัตรของพระองค์ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่หาสาระอะไรไม่ได้เลย และเมื่อทรงเจริญพระชันษาขึ้นมา พระองค์ทรงตกเป็นข่าวว่ามีความสัมพันธ์กับดาราบัลเล่ห์ชาวโปล์อายุ 17 ปี ชื่อมาธิลเดอ คเชสซินสก้า โดยพระองค์พัวพันกับสตรีผู้นี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1890 และพระองค์ทรงจริงจังมากจนถึงขั้นจะอภิเษกด้วย


ขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในขณะดำรงตำแหน่งรัชทายาท

แต่พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สามพระราชบิดาทรงไม่เห็นชอบด้วย และแยกทั้งสองคนออกจากกันด้วยการมีพระราชบัญชาให้เจ้าชายนิโคลัสเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1890 ดังนั้นเจ้าชายนิโคลัสและพระอนุชาได้เสด็จประพาสประเทศต่างๆ เป็นเวลาถึง 9 เดือน เจ้าชายนิโคลัสเสด็จไปพบกับพระประยูรญาติที่นครเอเธนส์ และเสด็จไปประเทศอียิปต์ อินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ ปัตตาเวีย และสยาม ซึ่งที่สยามนี้เองที่ทรงได้มีพระสัมพันธไมตรีกับรัชกาลที่ 5 จากนั้นเจ้าชายนิโคลัสที่สองก็ทรงเสด็จต่อไปยังไซง่อน ฮ่องกง และญี่ปุ่น และอีก 7 ปีต่อมารัชกาลที่ 5 ก็ทรงเสด็จไปรัสเซียเมื่อเจ้าชายนิโคลัสที่สองเป็นพระเจ้าซาร์แล้ว

ในช่วงที่พระองค์เสด็จไปที่ญี่ปุ่นโดยเดินทางไปเมืองโตเกียว จากนั้นก็เสด็จไปประพาสเมืองนางาซากิ เกียวโต และออตซู ซึ่งที่เมืองออตซูนี้เองที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อชายผู้หนึ่งกระโดดเข้าฟันพระองค์ด้วยดาบ ทำให้คมดาบเฉี่ยวพระนลาฏจนพระโลหิตพุ่งแต่ไม่เป็นแผลลึก และเจ้าชายจอร์จแห่งกรีซเป็นผู้เข้าช่วยเหลือพระองค์ ซึ่งเหตุผลการลอบสังหารครั้งนี้ไม่แน่ชัด บ้างก็ว่าเป็นเพราะพระองค์ไม่แสดงความเคารพต่อวัดในญี่ปุ่น ซึ่งผลจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พระองค์มีแผลเป็นที่พระนลาฏตลอดพระชนม์ชีพ และพระราชบิดามีพระราชบัญชาให้เสด็จกลับทันที พระองค์ทรงเสด็จกลับกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วยความเกลียดชังญี่ปุ่นมาก แม้กระทั่งในบันทึกหรือการรับสั่งถึงชาวญี่ปุ่นพระองค์จะใช้คำว่า “เจ้าลิง” อยู่ตลอดเวลา

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง เคยเสด็จมาเยือนประเทศไทยเป็นเวลา 5 วัน เมื่อครั้งยังดำรงพระราชอิสริยายศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียคือ “ซาร์เรวิช แกรนด์ ดุ๊ก นิโคลัส” ระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม ค.ศ.1891 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ในตอนนั้นรัชการที่ 5 ต้องการเจริญสัมพันธไมตรีกับรัสเซียเพื่อให้ถ่วงดุลอำนาจของอังกฤษที่กำลังรุกรานสยามประเทศอยู่ในขณะนั้น จึงได้ทรงทูลเชิญมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียเพื่อมาเยือนสยาม

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5

สยามมีการต้อนรับมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียอย่างอลังการ ณ พระบรมหาราชวัง มีพิธีพระราชทาน “สายสะพายจักรี” สีเหลืองสด ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ชั้นสูงสุดของไทยที่สงวนไว้ เฉพาะผู้มีกำเนิดเป็นเจ้านายชั้นสูง แด่แกรนด์ดุ๊ก ซาร์เรวิช เพื่อเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์แห่งพระราชวงศ์จักรีของกรุงสยาม 2 วันสุดท้ายซาร์เรวิช แกรนด์ดุ๊ก นิโคลัส และคณะผู้ติดตามได้เสด็จไปปิกนิกที่พระราชวังบางปะอิน มีการเสด็จพระราชดำเนินไปปิกนิกทางเรือซึ่งถือว่าเป็นขบวนปิกนิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีเรือเข้าร่วมขบวนเสด็จจำนวนนับร้อย คณะผู้ไปปิกนิกมีจำนวน 3,000-4,000 กว่าคน และจัดให้มีพระราชพิธีคล้องช้างเกิดขึ้นที่เพนียด โดยเป็นพระราชพิธีคล้องช้างที่สมบูรณ์แบบที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นการคล้องช้างเป็นครั้งสุดท้ายในสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะการคล้องช้างป่าต้องอาศัยความชำนาญเป็นอย่างมากและยังถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ไม่ได้จัดขึ้นอย่างง่ายๆ พอตกกลางคืนได้จัดให้มีมูนไลต์ปาร์ตี้ขึ้น ณ พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรในพระราชวังบางปะอิน บรรยากาศเป็นไปอย่างครึกครื้นรื่นรมย์ และมีการจุดโคมทั่วบริเวณอย่างสว่างไสว พร้อมกันนั้นได้จัดแสดงชุดต่างๆ เพื่อถวายความบันเทิงแด่พระราชอาคันตุกะสำคัญอย่างพร้อมสรรพ การเสด็จเยือนสยามขององค์รัชทายาทแห่งรัสเซียทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์จักรีและราชวงศ์โรมานอฟสนิทสนมแน่นแฟ้นมากขึ้น และทางพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเสด็จประพาสรัสเซียเมื่อ ค.ศ.1897 ด้วยเช่นกัน ซึ่งในเวลานั้นซาร์เรวิช แกรนด์ดุ๊ก นิโคลัส ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชย์เป็นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แล้ว และวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1897 ซึ่งเป็นวันที่กษัตริย์แห่งสยามได้เสด็จไปเยือนรัสเซีย ได้ถือเป็นวันแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียอย่างเป็นทางการอีกด้วย โดยมีพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เสด็จมาทรงรับถึงสถานีรถไฟและได้ทูลเชิญให้ประทับที่พระราชวังฤดูร้อน พระราชวังนอกเมืองที่คนรัสเซียเรียกกันว่า “ปีเตอร์ฮอฟ”

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเริ่มต้นเมื่อซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงแต่งตั้งอเล็กซานเดอร์ โคลารอฟสกี้ มาดำรงตำแหน่งอุปทูตรัสเซียประจำสยามเป็นคนแรกในปี ค.ศ.1898 และทางสยามก็ได้แต่งตั้งพระยาสุริยานุวัตรราชทูตไทย ณ กรุงปารีส มีอำนาจรับผิดชอบครอบคลุมถึงรัสเซีย และต่อมาได้แต่งตั้งพระยามหิบาลบริรักษ์ (สวัสดิ์ ภูมิรัตน์) เป็นอัครทูตคนแรก ณ กรุงเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อ ค.ศ.1899 ครั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ.1910 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชสมบัติแทน พระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียก็ยังได้ทรงส่งเจ้านายแทนพระองศ์ คือแกรนด์ดุค บอริส วลาดิมิโฮวิตซ์ พระราชภาคินัยมาร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี ค.ศ.1911 อีกด้วย สายสัมพันธ์อันดีงามของสยามและรัสเซียยังดำรงและสืบเนื่องเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติรัสเซียและพระเจ้าซาร์นิโคลัสถูกสังหารโหด รัสเซียเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ความสัมพันธ์ไทยรัสเซียจึงยุติลง

ภาพของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงอลิกซ์ แห่งเยอรมันนี

เจ้าชายนิโคลัสที่สองทรงตกหลุมรักเจ้าหญิงเยอรมันคือเจ้าหญิงอลิกซ์ วิคตอเรีย เฮเลน่า หลุยส์ บีทริกซ์ แห่งเฮสส์-ดาร์มสตัดท์ พระธิดาแห่งแกรนด์ ดยุค หลุยส์ที่สี่แห่งเฮสส์ และเจ้าหญิงอลิซแห่งอังกฤษผู้เป็นพระราชธิดาแห่งสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียกษัตริย์แห่งอังกฤษ ทรงประสูติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1872 ซึ่งเจ้าหญิงอลิกซ์เคยเสด็จมายังกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กตั้งแต่มีพระชนมายุได้ 12 ชันษา แต่พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สามทรงมีพระราชประสงค์ให้พระโอรสอภิเษกกับเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ออร์ลีนส์ แต่เมื่อพระองค์ใกล้สิ้นพระชนม์จึงวิตกเรื่องการสืบราชวงศ์โรมานอฟมาก ดังนั้นจึงทรงอนุญาตให้เจ้าชายนิโคลัสที่สองอภิเษกกับเจ้าหญิงอลิกซ์ โดยพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สามโปรดให้เจ้าหญิงอลิกซ์เสด็จมารัสเซียก่อนที่พระองค์จะสวรรคตได้เพียง 10 วัน พอมาถึงพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่สามก็สวรรคตแล้ว ทำให้เจ้าหญิงต้องประทับในรถม้าพระที่นั่งตามหลังของพระบรมวงศานุวงศ์ตามขบวนพระศพของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สาม ทำให้ชาวรัสเซียขนานนามพระองค์ว่า “พระองค์ทรงมาสู่พวกเราโดยตามหลังโลงศพ”

อีกเดือนต่อมาภายหลังการสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1894 พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองก็ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงอลิกซ์ในที่สุด ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงขึ้นครองราชย์ ทั้งสองพระองค์มีความสุขมาก แต่ชาวรัสเซียไม่นิยมชมชอบในตัวเจ้าหญิงอลิกซ์เลย และมักจะกล่าวถึงพระองค์ว่า “เจ้าหญิงเยอรมันคนนั้น” เมื่อทรงอภิเษกแล้วเจ้าหญิงอลิกซ์ได้เปลี่ยนพระนามไปเป็นรัสเซียว่า “ซาริน่าอเล็กซานดรา ฟิโอโดรอฟนา”

ภาพของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองและเจ้าหญิงอลิกซ์ ในพระราชพิธีฉัตรมงคล

พระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ เจ้าหญิง ออลก้า ทาร์เธียน่า มาเรีย และ อนาตาเซีย

เจ้าชายอเล็กซิสและพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง

ในตอนแรกที่ซาริน่าอเล็กซานดราพระราชทานพระธิดาติดต่อกันถึง 4 พระองค์ให้พระสวามีทำให้พระองค์ทรงหวาดกลัวมากว่าจะไม่สามารถพระราชทานพระโอรสให้แก่พระสวามีได้ ในตอนนั้นมีแพทย์ชาวฝรั่งเศสมาทูลว่าทรงมีโลหิตเป็นพิษ ซึ่งจะทำให้ประสูติพระราชโอรสที่ไม่สมประกอบ พระนางใช้เวลาส่วนใหญ่สวดอ้อนวอนขอพระโอรสเสมอ โรคฮีโมฟีเลียนี้เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ซาริน่าอเล็กซานดราสืบมาจากทางสายของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียกษัตริย์แห่งอังกฤษ หลังการการรอคอยที่นานนับ 10 ปี ซาริน่าอเล็กซานดราก็ให้ประสูติพระราชโอรสในที่สุด ทั่วรัสเซียมีการเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ ครั้นเมื่อเจ้าชายอเล็กซี นิโคเลวิช ประสูติมาได้เพียง 6 สัปดาห์ เจ้าชายก็มีอาการของโรคฮีโมฟีเลียโดยมีพระโลหิตไหลไม่หยุด 3 วันติดต่อกัน เจ้าชายต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคนี้มาก พระองค์ทรงไม่สามารถใช้ชีวิตเฉกเช่นเด็กในวัยเดียวกันได้ และเกือบสิ้นพระชนม์หลายครั้ง พระเจ้าซาร์ทรงปิดอาการของเจ้าชายเป็นความลับ ซึ่งทำให้ทั้งสองพระองค์ไม่ค่อยเสด็จไปปรากฏตัวในที่สาธารณะ หลังจากที่ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสแล้วซาริน่าอเล็กซานดราก็ทรงเข้ารีตเป็นออโธดอกซ์อย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังเชื่อถือในบาทหลวงและผู้มีเวทมนตร์คาถาต่างๆ มาก ด้วยเหตุนี้ทำให้พระองค์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสปูติน ซึ่งเป็นนักบวชที่มาจากไซบีเรียที่เข้ามารักษาอาการเจ็บป่วยของเจ้าชายอเล็กซีได้ ทำให้พระนางเชื่อถือรัสปูตินมากจนทำให้เขามีอำนาจถึงขนาดสามารถถอดถอนรัฐมนตรีได้เลยทีเดียว ผู้ใดตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาก็จะถูกใส่ร้ายป้ายสี

ในทางกลับกันในฐานะ “พ่อ” ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง ท่านทรงให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอย่างมาก พระราชธิดาทั้ง 4 ได้รับการเลี้ยงดูและให้เห็นความสำคัญของการใช้ชีวิต ท่านทรงสอน การรู้จักประชาชน สาธารณสุข ความเป็นอยู่ของเหล่าทหาร บ่อยครั้งถ้าใครศึกษาเรื่องประวัติและเห็นรูปในหลากหลายอิริยาบทจะเห็นว่า พระองค์จะพาพระราชธิดาเสด็จตามไปทุกๆที่ ที่เห็นสมควร พระองค์ปราถนาที่จะให้พระราชธิดาและพระราชโอรสมีกิจกรรมและใช้ชีวิตในแบบที่ราชวงศ์พึงกระทำต่อราษฎร แต่ในทางกลับกันซาริน่าอเล็กซานดราและปูติน กลับนำมาความหายนะและความบัดสีมาสู่ราชวงศ์

ชาวรัสเซียจงเกลียดจงชังรัสปูตินและซาริน่ามาก เพราะเห็นว่าทั้งสองทำให้ประเทศล่มจมพินาศ หลายคนต่างลงความเห็นว่าทั้งสองทำให้ราชวงศ์โรมานอฟถึงกาลสิ้นสุดลง มีข่าวซุบซิบไม่ดีถึงขนาดว่าซาริน่าและรัสปูตินมีความสัมพันธ์กัน ว่ากันว่ารัสปูตินนั้นข่มขืนพระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ แม้กระทั่งอเล็กซานเดอร์ เคอเรนสกี้ นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเฉพาะกาลในปี ค.ศ. 1917 หลังการปฏิวัติรัสเซียยังกล่าวว่า “ถ้าไม่มีรัสปูตินเสียคน ก็คงจะไม่มีเลนินด้วยเช่นกัน”

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอมาก และทรงใจดีเกินไปที่จะปกครองอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลและประชาชนมากมายอย่างรัสเซียแต่ก็ต้องทรงครองราชย์สมบัติสืบต่อพระบิดา ซึ่งในตอนนั้นประชาชนชาวรัสเซียต่างเบื่อหน่ายระบบเจ้าขุนมูลนายที่เต็มไปด้วยอภิสิทธิ์ต่าง ๆ มากมาย ประเทศเต็มไปด้วยความตึงเครียด กรรมกรและชนชั้นแรงงานก็นัดหยุดงานและรวมตัวกันประท้วง พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงดึงต่างชาติมาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ด้วยการเพิ่มการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่กลับไม่เป็นผลดีแต่อย่างใดเนื่องจากส่วนใหญ่ประชาชนชาวรัสเซียยังทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม แต่จุดหักเหครั้งยิ่งใหญ่ที่สำคัญคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงทำสงครามกับญี่ปุ่น และสงครามครั้งนี้เองที่ทำให้เกิดความเสียหายให้กับประเทศครั้งยิ่งใหญ่เพราะทรงพ่ายแพ้สงครามในครั้งนี้ ประชาชนล้วนแต่ต้องอดยากและล้มตายเป็นจำนวนมาก ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1905 กรรมกรโรงงานในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนัดหยุดงานครั้งใหญ่ เหล่ากรรมกรและครอบครัวราว 2 แสนคนเดินทางไปยังพระราชวังฤดูหนาวเพื่อถวายฎีกาให้แก่พระเจ้าซาร์ แต่ผลปรากฏว่าคนเหล่านี้ถูกยิงตายและบาดเจ็บนับร้อย เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า “วันอาทิตย์นองเลือด”

สงครามนำความเสียหายมาสู่ประเทศ ประชาชนอดอยากล้มตาย และชาวนครหลวงต่างเกลียดชังซาริน่าและรัสปูตินจนเข้า สภาดูม่าและเหล่าราชวงศ์ต่างเห็นพ้องกันที่จะกำจัดรัสปูติน รัสปูตินรู้มาตลอดเวลาว่ามีผู้ที่คิดจะลอบฆ่าเขาอยู่ แต่ในที่สุดรัสปูตินถูกลอบสังหารเมื่อปี ค.ศ. 1916 โดยเจ้าชายยูซูนอฟของราชวงศ์โรมานอฟและพวก การตายของรัสปูตินยังความโศกเศร้าให้แก่ซาริน่ามาก

ในคืนวันจันทร์ที่ 12 มีนาคม ซาริน่าโทรเลขถึงพระเจ้าซาร์เล่าถึงเหตุการณ์ความปั่นป่วน ทำให้วันต่อมาพระเจ้าซาร์ตัดสินพระทัยเสด็จกลับพระราชวังซาร์สโกเซโล แต่พระองค์ไม่สามารถเข้ามาเมืองหลวงได้เพราะเหล่าคณะปฏิวัติยึดเส้นทางรถไฟสายที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินผ่าน ทำให้พระองค์ต้องเสด็จไปเมืองพสะคอฟ และที่เมืองนี้เองพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติตามคำแนะนำของทหารและพระญาติสนิท ดังนั้นในวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1917

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง มเหสี และพระโอรสและพระธิดาทั้ง 5 พระองค์

ในตอนแรกพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง มเหสี และพระโอรสและพระธิดาทั้ง 5 พระองค์ถูกคุมขังไว้ที่พระราชวังซาร์สโกเซโล รัฐบาลเฉพาะกาลห้ามมิให้ผู้ใดมาเข้าเฝ้าอย่างเด็ดขาด ทางอังกฤษคือพระเจ้าจอร์จที่ 5 ก็ทรงไม่กล้าที่จะให้ความช่วยเหลือแก่พระเจ้าซาร์และพระราชวงศ์ลี้ภัย เพราะทรงเกรงว่าประชาชนจะเสื่อมความนิยมในตัวพระองค์ ต่อมาพรรคบอลเชวิคประสบชัยชนะในการปฏิวัติ ทำให้ฐานะของพระราชวงศ์เปลี่ยนไป เพราะเลนินได้ทำสัญญาสงบศึกกับเยอรมนีและทางเยอรมนีต้องการให้ส่งพระเจ้าซาร์และราชวงศ์ไปยังเยอรมนี พวกโซเวียตต้องการให้ปลงพระชนม์พระเจ้าซาร์ มเหสี และพระราชโอรสและธิดาทั้ง 5 พระองค์ เพราะเกรงว่ารัฐบาลจะส่งพระองค์ไปเยอรมนีเพื่อลงพระนามทำสัญญาสงบศึก และมีเหตุการณ์ที่เป็นตัวเร่งให้พระองค์ชะตาขาดเร็วขึ้นเมื่อมีกลุ่มนิยมกษัตริย์จัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครขาวหรือกลุ่มรัสเซียขาว เพื่อฟื้นฟูให้พระเจ้าซาร์กลับมาปกครองประเทศดังเดิม ยูลอฟสกี้เป็นผู้ดำเนินแผนการลองปลงพระชนม์ในครั้งนี้ เขาไล่ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกไปตั้งแต่ตอน 4 โมงเย็น และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนยูลอฟสกี้ก็ไปปลุกทุกพระองค์และแจ้งแต่เพียงว่ามีคำสั่งให้ย้ายนักโทษเพราะกองกำลังรัสเซียขาวกำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา และให้ทุกพระองค์หลบไปยังห้องใต้ดิน และที่ห้องใต้ดินนี่เองยูลอฟสกี้ก็นำหน่วยสังหารพร้อมอาวุธครบมือพรวดพราดเข้ามาในห้อง ยูลอฟสกี้ยกปืนเล็งพระเศียรแล้วลั่นไก ซาร์นิโคลัสที่สองสิ้นพระชนม์ทันที จากนั้นหน่วยสังหารก็กราดยิงจนทุกพระองค์พร้อมด้วยผู้ติดตามเสียชีวิต

หน่วยเชก้าได้นำพระศพและศพทั้งหมดขนขึ้นรถไปจัดการเผาที่เหมืองร้าง สรุปว่าพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองและพระราชวงศ์ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1918 เป็นจุดจบอันน่าเศร้าของราชวงศ์โรมานอฟ ส่วนพระญาติคนอื่นๆ ต่างถูกลอบสังหารและแตกซ่านกระเซ็นหนีตายกันอลหม่านไปลี้ภัยตามประเทศต่างๆ เช่นพระราชมารดาของซาร์นิโคลัสที่สองและพระขนิษฐาทรงหลบหนีไปอังกฤษ และแผนการลอบปลงพระชนม์นี้เลนิน ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็รู้กันดีว่าเลนินนั่นเองที่สั่งให้มีการดำเนินการนี้ นับเป็นจุดจบของระบบกษัตริย์ในรัสเซียที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมรัสเซียมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ความอ่อนแอ และมีความเป็นพ่อมากกว่ากษัตริย์ทำให้โศกนาฏกรรมของราชวงศ์โรมานอฟของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองต้องสิ้นสุดลง เพราะบุคคลที่เข้ามาในชีวิต พระองค์มีจิตใจดีเพียงแต่ปราศจากความเด็ดเดี่ยวและไม่มองหาศัตรูที่อยู่รายล้อมว่า บุคคลเหล่านี้ คือผู้นำความหายนะและความขัดแย้งเข้ามายังราชวงศ์ แต่ในทางกลับกัน พระองค์เป็นผู้สร้างโลกของคำว่า “พ่อ” และ “ครอบครัวอันเป็นที่รัก” เหนือสิ่งอื่นใด พระองค์ปราถนาความสุขของการใช้ชีวิต ถึงแม้ความสุขนั้นจะนำมาซึ่งความสูญเสียก็ตาม