Browsing Tag

popdottravel

Lifestyle Love Story Travel Uncategorized

Norway in a nutshell

ฉันชอบเดินทางและท่องเที่ยวในโลกกว้าง และแน่นอนบางทีสถานที่สุดท้ายที่ฉันอยากใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น คือ นอร์เวย์” Eva Green นักแสดงและนางแบบชื่อดังชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเยือนดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน ที่คู่รักจากทั่วโลกต่างต้องการค้นหาและสัมผัสเส้นทางสุดโรแมนติกของโลกอย่าง Norway in a nutshell

บริเวณท่าเรือกลางเมืองออสโลหนึ่งในสถานที่ได้รับความนิยมในช่วงวันหยุดของประเทศนอร์เวย์ ออสโลถูกจัดให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก 

หลังจากใช้เวลาเกือบ 12 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯมาถึงกรุงออสโล สนามบิน Gardermoen ทันทีที่ออกจากสนามบินก็สัมผัสกับอากาศหนาวเย็นของเมืองออสโล ที่ทำให้ฉุกคิดได้ว่า คู่รักต่างชาติหลายคู่ที่เดินออกมาพร้อมๆกับผม อาศัยจังหวะของการปรับตัวความหนาวนี้กอดกันอย่างกลมกลืน สร้างโรแมนติกแรกของปลายตุลาคมได้อย่างแยบยล ความลงตัวของการเดินทางในประเทศนอร์เวย์นี้ทำให้อะไรๆก็ดูง่ายไปหมด เราใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที จากสนามบิน โดยการขึ้นรถไฟเข้าสู่กลางเมืองออสโล อดีตศูนย์กลางของชาวไวกิ้งโบราณ ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก เมืองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสถาปัตยกรรม งานศิลปะ งานดีไซน์ ที่มีชื่อแห่งหนึ่งของแถบสแกนดิเนเวีย รวมถึงร้านอาหาร คาเฟ่ ที่มีสไตล์และความเรียบง่ายอย่างแท้จริง

ร้านแนะนำเกี่ยวกับเครื่องหอม และเครื่องปั้นแบบฝรั่งเศส ร้าน Balzac Interiør ใจกลางเมืองออสโล


A.C. Perch’s Thehandel ร้านชาที่เก่าแก่ มีมาตั้งแต่ปี1835 หนึ่งในชาที่นิยมที่สุดของสแกนดิเนเวีย
จิตกรชื่อดังของนอเวย์ Christian Krohg

หนึ่งในร้านที่ห้ามพลาดคือร้านเบเกอรี่เก่าแก่และชื่อดังที่สุดของนอเวย์ W.B. Samson ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1894

Scone berry หนึ่งในขนมชื่อดังของ W.B. Samson
ณ ใจกลางเมืองออสโล นอร์เวย์

Oslo Domkirke โบสถ์เก่าแก่กลางเมืองออสโล

มีนักเดินทางและใครๆเคยกล่าวไว้ว่า ผู้คนที่อาศัย แถบสแกนดิเนเวียแตกต่างจากชาวยุโรปทั่วไป ทั้งนิสัย ภาษา การใช้ชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งมีธรรมชาติที่สวยและสมบูรณ์แบบรายล้อม จนทำให้ผู้คนที่นั่นอารมณ์ดีตลอดเวลา ซึ่งนั่นคงกล่าวไว้ไม่ผิดนัก ผู้คนที่นี่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติและเสพศิลป์พอๆกับนักเรียนศิลปะ ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ที่ทำให้วันหยุดคราครั่งไปด้วย คู่รัก ครอบครัว หรือหนุ่มสาว ใช้ชีวิตกับวันหยุดอย่างที่เคยเป็น ด้วยการใช้เวลากับการอยู่นอกบ้าน พักผ่อน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกัน ผมใช้เวลาทำความรู้จักออสโล 2 วัน ทั้งการเดินหาร้านดีไซน์ เครื่องหอม หรือแฟชั่น แบรนด์ของที่นี่ รวมถึงแกลลอรี่ และ สถาปัตยกรรมเก่า ที่ทำให้รู้จักออสโลมากกว่าที่เคยจินตนาการ และนั่นนำมาถึงบทสรุปที่ว่า ทำไมออสโลถึงเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก

วันหยุดคราครั่งไปด้วย คู่รัก ครอบครัว หรือหนุ่มสาว ใช้ชีวิตกับวันหยุดอย่างที่เคยเป็น
ด้วยการใช้เวลากับการอยู่นอกบ้าน พักผ่อน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกัน    

วันรุ่งขึ้นเรามุ่งหน้าสู่เมืองแบร์เกน (Bergen) เมืองท่าของประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสองของนอร์เวย์ เพื่อเข้าสู่ทริปของ Norway in a nutshell เส้นทางที่สวยและโรแมนติกเส้นทางหนึ่งของโลก ที่นักท่องเที่ยวหรือคู่รักสามารถจองและเดินทางด้วยตัวเองโดยผ่านการคมนาคมหลักอาทิ รถบัส รถไฟ และ เรือ โดยการเดินทางของโปรแกรมนี้ ถูกรวบรวมความโรแมนติกที่ยากจะหาที่ใดเหมือน ทั้งรถไฟสายด่วนของนอร์เวย์ NSB ที่มุ่งหน้าสู่เมืองวอสส์ (Voss) เมืองสกีรีสอร์ทของนอร์เวย์ ที่นำผมนั่งเรือออกเดินทางสู่ท่าเรือเมืองกุ๊ดวานเก้น (Gudvangen) เพื่อชมความงามของ Fjord cruise เสน่ห์ของผาและเทือกเขาสูงรายล้อมแม่น้ำและทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็ง ที่มีความยาวที่สุดในโลกถึง 240 กม.

Bergen จุดเริ่มต้นของทริป Norway in a nutshell

Bergen จัดว่าเป็นเมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศนอร์เวย์ที่รายล้อมไปด้วยทะเลและเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่
สถานีรถไฟกลางของเมือง Bergen ที่คุณสามารถซื้อ Ticket ของทริป Norway in a nutshell
Frieles Kaffe ร้านกาแฟที่ดีที่สุดของ Bergen ที่ไม่ควรพลาด ก่อนลงเรือทริป Norway in a nutshell
ความงามของ Fjord cruise เสน่ห์ของผาและเทือกเขาสูงรายล้อมแม่น้ำและทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็ง
ธารน้ำแข็งหรือกลาเซียร์ (Glacier) 
ธารน้ำแข็งหรือกลาเซียร์ (Glacier) มีอยู่เป็นร้อยสาย สลับซับซ้อนตามช่องของภูเขา
เกิดเป็นความสวยงามที่แปลกตา ยากหาที่ใดเหมือน

หนึ่งในไฮไลท์ที่ได้ถูกกล่าวขานว่า “ยากที่จะกระพริบตา”  และสัมผัสเมืองเล็กๆนามว่า Flåm หมู่บ้านเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสวนผลไม้และไร่นา รวมถึงนํ้าตกหลายสายที่ไหลลดหลั่นตามทาง สลับกับเนินผาสูงและถนนคดเคี้ยวที่สร้างเสน่ห์ให้เมืองนี้เป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว ผมใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ในการเดินตามถนนเล็กๆ ของเมือง Flåm ผ่านทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยแกะ สวนแอปเปิ้ลตลอดสองข้างทาง พร้อมกับทักทายคู่รักต่างชาติ ที่เช่าจักรยานปั่นขนานกันเพื่อชมเมือง จนได้เวลาของรถไฟพิเศษ “Flamsbana” รถไฟที่ดัดแปลงจากรถไฟเก่าที่เสมือนกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคของปี 1940 ที่พาผมผ่านอุโมงค์ระหว่างทางซึ่งมีถึง 20 แห่ง และ 18 แห่งนี้ได้ใช้แรงงานคนในยุคก่อน พร้อมกับทัศนียภาพอันงดงามของหุบเขาอันสูงชันตลอดสองข้างทาง

(Flamsbana) รถไฟสายโรแมนติกตามเส้นทางสายน้ำตก
สัมผัสอีกหนึ่งบรรยากาศของการเดินทางที่มีขื่อเสียงที่สุดของนอร์เวย์

ในการเดินตามถนนเล็กๆ ของเมือง Flåm ผ่านทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยแกะ สวนแอปเปิ้ลตลอดสองข้างทาง
Flåm หนึ่งในเมืองเล็กๆบนเส้นทางสุดโรแมนติกของ Norway in a nutshell

ชุมชนเล็กๆของเมือง Flåm ที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติและการใช้ชีวิต
ของผู้คนที่แสนจะเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี

เมืองไมร์ดาล (Myrdal) ชุมชนเล็กๆระหว่างทาง

จนถึงเมืองไมร์ดาล (Myrdal) ชุมทางของรถไฟซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาอันสลับซับซ้อนสุดสายตา รถไฟก็พาผมมาจอดอยู่ด้านหน้าของนํ้าตกอันตระการตานามว่า (Kjosfossen) ซึ่งเกิดจากการละลายของหิมะ พร้อมหยุดให้คู่รักและนักท่องเที่ยวลงไปถ่ายรูปกับความยิ่งใหญ่เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า “คุณได้มาเยือนกับดินแดนแห่งความโรแมนติกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”


Kjosfossen น้ำตกอันตระการตา ซึ่งเกิดจากการลอยตัวของหิมะ
น้ำตก Kjosfossen

คุณสามารถซื้อโปรแกรม Norway in a nutshell ได้ที่ http://www.fjordtours.com/ ซึ่งสามารถเลือกจุดเริ่มต้นของเส้นทางโรแมนติกนี้ได้ 4 เส้นทางด้วยกัน

ประเทศนอร์เวย์มีสายการบินภายในประเทศอย่างสายการบิน Norwegian ซึ่งคุณสามารถหาเส้นทางการบินเพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง Bergen ได้ที่ https://www.norwegian.com/

 

History Lifestyle News Story Travel Trend

The Beauty of Imperfection Astier de Villatte Paris

ณ ถนน Rue Saint Honoré ใจกลางกรุงปารีส ที่แวดล้อมไปด้วยอาคารเก่าสมัยโบราณ สร้างเสน่ห์ของปารีเซียงที่ยากหาที่ใดเหมือน ตึกเล็กๆที่ถัดจากห้างเก่าแก่ของโลกอย่าง Printemps สักประมาณ 2 ล็อคถนน ถ้าไม่สังเกตดีๆ แทบจะไม่รู้เลยว่าได้มาถึงร้านเซรามิคที่มีวิธีการทำที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแล้ว


Astier de Villatte สาขาแรก บนถนน Rue Saint Honoré ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์

Aetier de Villatte อาจไม่ใช่ร้านที่ทั่วโลกต่างรู้จัก แต่คนฝรั่งเศสเองต่างยกย่องให้เป็นหนึ่งในศาสตร์ของงานปั้นระดับมาสเตอร์พีซของโลกจากเทคนิคการทำของศตวรรษที่ 18 ถึงแม้ตัวแบรนด์เองจะก่อตั้งเพียงไม่นาน (1996) แต่กลายเป็นหนึ่งในเสน่ห์การสร้างสรรค์ของปารีส ซึ่งใช้วิธีการทำและปั้นด้วยมือแบบเทคนิคโบราณ ที่ยากจะหาที่ใดเหมือน เราเดินเข้าไปในร้านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำหอมหนึ่งในโปรดักส์ของ Astier de Villatte รอบๆตัว รายล้อมไปด้วยเครื่องปั้นดินเผา รูปทรงฟรีฟอร์ม ทั้งแจกัน ที่วางเทียน ถาด หรือแก้วน้ำ ล้วนอยู่ในพื้นฐานของรูปทรงของแบบแต่ละชนิดที่ Astier de Villatte รังสรรค์ขึ้น เรียงสลับตามกำแพงได้อย่างมีเสน่ห์ ด้านล่างถูกวางและกระจัดกระจายไปด้วย เทียนหอม ของชิ้นเล็กชิ้นน้อย ดีไซน์ที่แตกต่างกันอย่างเซรามิคที่ตั้งธูปหอม ฝาครอบเทียน Stationary ทั้งสมุด ดินสอ และปากกา หรือแม้แต่ไม้ขีด ที่วางให้เลือกหยิบชมได้อย่างอิสระ


สินค้าประเภทเซรามิคชิ้นน้อยใหญ่และเครื่องเงินสไตล์ฝรั่งเศสของศตวรรษที่ 18 เรียงรายภายในร้าน
รวมถึงเครื่องหอมอาทิ เทียน ธูปหอม ก็มีจำหน่ายที่นี่ด้วย

ถัดมาอีกห้องหนึ่งที่เต็มไปด้วยจานชามในหลากหลายรูปทรง ห้องนี้เหมาะสำหรับการมองหาจาน ชาม สำหรับการใช้ภายในบ้าน มีทั้งเป็นจานเรียบขนาดใหญ่สำหรับอาหารจานหลัก หรือเล็กลงมาหน่อยสำหรับใส่เค้ก และอีกหลากหลายทรงตามลักษณะการใช้งาน ซึ่งความแตกต่างของจานจาก Astier de Villatte นี้ จานหรือเครื่องปั้นเซรามิคทุกใบ จะไม่เหมือนกัน เพราะการขึ้นรูปเพื่อการปั้นเป็นการทำแฮนด์เมดทีละใบ ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่เฉพาะเจาะจงโดยเซรามิคทุกใบจะมีการเขียนลงที่ดินปั้นก่อนเผา ว่าทำขึ้นเมื่อไหร่ และใครเป็นผู้ปั้น


การออกแบบและตกแต่งภายในร้าน ให้รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในครัวที่เต็มไปด้วยเครื่องชามที่สร้างเสน่ห์ให้กับมื้ออาหาร

ภายในร้านของสาขาใหม่ ณ ถนน Rue de Tournon

กระเบื้องปูพื้นและการออกแบบของร้าน ใช้ไม้เป็นส่วนประกอบหลัก สร้างความรู้สึกให้เหมือนเข้ามาในบ้าน รวมถึงพื้นกระเบื้องที่ได้แรงบันดาลใจมาจากลวดลาย Stationary ของสมุด Astier de Villatte ให้ความรู้สึกสลับซับซ้อนไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเป็นหนึ่งของลายที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของแบรนด์นี้

เสน่ห์การปั้นด้วยมือแบบโบราณของศตวรรษที่ 18 ยังคงมีเสน่ห์จนมาถึงปัจจุบัน

Astier de Villatte ได้ใช้วัสดุในการปั้นอย่างดินที่ใช้วิธีของศตวรรษที่ 18 ในการแยกดิน ได้แก่ การหาแหล่งดินร่วนคุณภาพ ผ่านการร่อนเพื่อให้ได้ดินคุณภาพดี เพื่อให้ได้ดินเนื้อที่ละเอียด ผสมน้ำแล้วอยู่ตัวไม่แตกหักง่าย รวมถึงขณะปั้นก็ขึ้นรูปง่าย แห้งไว และเกิดเป็นฟองอากาศน้อยที่สุดขณะเผา จึงทำให้เซรามิคของ Astier de Villatte มีน้ำหนักเบา ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษ นอกจากนี้มีช่างผู้ชำนาญการในการทำ ด้วยฝีมือที่ประณีต โดยจานหนึ่งใบใช้ระยะเวลาในการทำหรือปั้นขึ้นรูปประมาณ 4-5 ชั่วโมง และอบด้วยอุณหภูมิของไฟที่ร้อนคงที่ เพื่อให้เนื้อดินอยู่ตัวและไม่แตกหัก ซึ่งมีผลต่อการใช้งานที่ทนทาน ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของงานเซรามิคขั้นพื้นฐาน


หนึ่งในคอลเลคชั่นขายดีที่ได้ศิลปิน John Derian มาร่วมสร้างสรรค์ภาพวาดลงบนเซรามิค

จะเห็นได้ว่าเสน่ห์ของ Astier de Villatte เป็นมากกว่าเซรามิค
เพราะเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ทรงคุณค่าแบรนด์หนึ่งของโลก

โดยก่อนเข้าเตาอบนั้น จะทำการแกะสลักชื่อผู้ปั้นและเขตที่ทำจานที่ใต้ฐานงานปั้นเซรามิคทุกใบ ว่าทำขึ้นเมื่อไหร่ ที่ไหน และใครเป็นผู้ปั้นชิ้นนี้ (โดยส่วนใหญ่งานปั้นของ Astier de Villatte จะอยู่ที่เขต 13) ทางช่างผู้ชำนาญจะทาด้วยน้ำประสานเคลือบขาว (Milky Glaze) เพื่อให้เกิดเป็นจานสีขาวหลังจากเผาจนได้ที่ และเกิดเป็นความเงาวาว และขับลวดลายของงานปั้นมือให้เด่นขึ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของแบรนด์ มีความคลาสสิค และเหมาะแก่การสะสมเป็นของทำมือที่ทรงคุณค่า ซึ่งในตลาดของเซรามิคโลกนั้น Astier de Villatte อยู่ในกลุ่มตลาดลักชัวรี่ของจานเซรามิค จานหนึ่งใบแบบเรียบสนนราคาอยู่ที่ 3,500-4,000 บาท และงานที่ออกแบบร่วมกับศิลปินระดับโลก ก็ยิ่งเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่หายากและราคาก็สูงขึ้นตามอีกเช่นกัน ซึ่งเหตุนี้เอง จึงทำให้ Astier de Villlage ถูกจัดเป็นเครื่องปั้นเซรามิคที่อยู่ในกลุ่ม Investment Luxury Brands ในเวลาถัดมา


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ remodelista.com / artilleriet.se / classiccasualhome.com / rossanaorlandi.com / trottermag.com / astierdevillatte.com