Browsing Tag

popdotdaily

Animal News Story

Revealing the Leopard

เสือดำเป็นผู้ล่าสำคัญในระบบนิเวศที่ช่วยควบคุมประชากรของสัตว์อื่นๆ ภายในป่า และปัจจุบันทั่วโลกมีประชากรของเสือดำเหลือเพียงไม่เกิน 2,500 ตัวเท่านั้น ในระบบนิเวศแล้วสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น เก้ง สัตว์กินพืชที่พบได้ทั่วไปและมีปริมาณมากนี้ถือเป็นผู้ถ่ายทอดพลังงานในห่วงโซ่อาหาร หากไม่มีเก้ง ผู้ล่าอย่างเสือดาวและหมาในก็ปราศจากอาหาร ส่วนไก่ฟ้าหลังเทา นกขนาดเล็กนี้คุ้ยเขี่ยหากินตามพื้นดิน ไม่ว่าจะเป็นตัวหนอน ไส้เดือน หรือผลไม้สุกที่ร่วงหล่นตามพื้น ก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้วงจรชีวิตภายในป่าสมบูรณ์ทั้งสิ้น

เพชร มโนปวิตร รองหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกเล่าถึงความสำคัญของระบบนิเวศ ข่าวของการล่าสัตว์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ต่อระบบนิเวศ อีกทั้งยังเป็นบทท้าทายสำคัญต่อข้อกฎหมายไทยและการบังคับใช้อีกด้วย ในขณะที่ประชาชนทั่วไปต่างรอดูว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างอุกอาจและน่าสะเทือนใจในพื้นที่เขตอนุรักษ์นี้อย่างไรเช่นกัน


เมื่อพูดถึง “เสือดำ” หลายคนอาจคิดว่าเป็นเสือชนิดพันธุ์หนึ่ง หากในความเป็นจริง คำว่า เสือดำ หรือ “black panther” ไม่ใช่ชนิดพันธุ์ในตัวเอง หากเป็นคำเรียกรวมๆ ถึงสัตว์วงศ์เสือและแมวที่มีขนสีดำ สีดำของขนนี้เกิดจากยีนที่เรียกว่า Agouti ซึ่งควบคุมการกระจายตัวของสารสี (pigment) สีดำภายในเส้นขน ลักษณะนี้เป็นที่รู้จักมากที่สุดในเสือดาวซึ่งอาศัยอยู่ในเอเชียและแอฟริกา ตลอดจนเสือจากัวร์ในแถบอเมริกาใต้ นอกจากนี้ การเกิดสีดำยังมีสาเหตจากมีเมลานิน (สารสีชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดผิวสีแทน) มากผิดปกติ และสัตว์ที่มีความผิดปกตินี้จึงเรียกว่า “melanistic” อีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียกว่า “เสือดำ” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกมันไม่มีลวดลาย เพียงแต่มองเห็นยากเท่านั้น หากมีแสงส่องตกกระทบในมุมที่พอดี เราก็อาจเห็นลวดลายบนตัวเสือดำเหล่านี้ได้


สำหรับเสือดำที่เป็นข่าวถูกลอบฆ่าในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้น เป็นชนิดพันธุ์ย่อยของเสือดาว (Indochinese leopard) ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera pardus delacouri มีรายงานการกระจายพันธุ์ จากอินโดนีเซียถึงจีนตอนใต้ และถูกจัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ (endangered: EN) ในบัญชีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN Red List) และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายของไทย ปัจจุบันจากการจัดสถานะโดย IUCN พวกมันเป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ โดยมีปัจจัยหลักจากการบุกรุกพื้นที่ป่าและการล่าโดยน้ำมือมนุษย์


ภาพถ่ายของเสือดำจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ภาพถ่ายโดย DNP/ThailandWildlife.com

  
ทั้งเสือดำ และเสือดาว แม้ว่าจะมีขนาดเล็กเทียบกับเสือชนิดอื่น แต่มันมีพละกำลังมากอย่างเหลือเชื่อ มีกะโหลกหนัก มีโพรงสำหรับกล้ามเนื้อกรามขนาดใหญ่ มีหนวดและคิ้วยาวเป็นพิเศษช่วยในการปกป้องดวงตา และช่วยในการเคลื่อนไหวยามค่ำคืน ทนแล้งได้ดี สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องกินน้ำได้หลายวัน โดยอาศัยน้ำจากเหยื่อที่มันกินเท่านั้น สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีที่สุด เขตกระจายพันธุ์กว้างขวางที่สุด สามารถอาศัยอยู่ได้ในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ทะเลทรายจนถึงป่าฝน


นิสัยของเสือดาวและเสือดำ เป็นนักล่าที่แข็งแกร่ง และเป็นนักปีนต้นไม้ชั้นยอด มีกล้ามเนื้อขาและคอแข็งแรงมาก ไม่ค่อยชอบน้ำแต่ก็ว่ายน้ำได้ดี ส่วนใหญ่มักชอบออกหากินตั้งแต่เวลาพลบค่ำจนถึงใกล้รุ่ง ในบางครั้งก็อาจหากินในเวลากลางวันได้โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีมนุษย์รบกวน และตัวเมียที่เลี้ยงลูกก็มักต้องออกหากินบ่อยครั้งกว่าปกติจนต้องมีการหากินในเวลากลางวันด้วย ในเวลากลางวันที่ร้อนอบอ้าว มักปีนขึ้นไปพักผ่อนบนต้นไม้ หรือตามพุ่มไม้ หรือหรือหลืบหิน โดยอาหารของเสือดาวส่วนใหญ่ในเขตร้อนเป็นสัตว์กีบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เช่น เก้ง กวางดาว ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งของประเทศไทย พบว่าเสือดาวกินสัตว์จำพวกลิงมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับเสือโคร่งในการล่าสัตว์กีบ เช่น เก้ง อีกเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะป่าเบญจพรรณในห้วยขาแข้งมีเรือนยอดค่อนข้างโปร่งทำให้พวกลิงค่างต้องลงพื้นดินบ่อยครั้ง จึงตกเป็นเหยื่อของเสือดาวได้ง่าย


จากการติดตามเสือดาวตัวผู้ ด้วยปลอกคอวิทยุในประเทศไทย พบว่า เสือดาวเดินทางเฉลี่ยประมาณวันละ 2 กิโลเมตร และในแต่ละวันมีช่วงเวลาที่ตื่นตัวประมาณ 66 เปอร์เซ็นต์ หากินได้ทุกเวลาไม่จำเป็นว่าต้องกลางวันหรือกลางคืน แต่เสือดาวที่อาศัยอยู่ใกล้กับแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์จะหากินตอนกลางคืนมากกว่า โดยเรื่องราวของเสือดำในประเทศไทยเคยเป็นข่าวฮือฮาเมื่อราว พ.ศ. 2521 เมื่อปรากฏข่าวว่ามีเสือดำตัวหนึ่งเพ่นพ่านอยู่แถวมักกะสัน พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร จนเป็นที่หวาดกลัวของผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น จนได้ชื่อว่า “เสือดำมักกะสัน” แต่อีก 2 ปีต่อมาก็ปรากฏว่าเป็นเสือดำที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ซื้อมาในราคา 3,000 บาท และนำมาปล่อยไว้เองเพื่อผลทางจิตวิทยา ก่อนจะจับไปปล่อยไว้ในป่าห้วยขาแข้ง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในประเทศไทย เสือดำเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกือบอยู่ในข่ายเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ การกระทำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเสือดำซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง

ทุกชีวิตบนโลกมีคุณค่า และมีสิ่งสวยงามอยู่รอบตัวเราเสมอเพียงแค่เราได้สัมผัสถึงแก่นแท้ สัญชาตญาณนักล่าไม่ควรเกิดกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ผู้ประเสริฐ” เพราะเราข้ามจุดนั้นและกำลังมุ่งสู่ความทันสมัยที่ไม่ได้ล้าหลังอีกต่อไปแล้ว ปล่อยให้ธรรมชาติทำหน้าที่ของเขาในวัฏจักรที่มนุษย์ไม่ใช่ผู้ทำลาย และหวังว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกในอนาคต..

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก ngthai.com/mgronline.com/youtube.com

Art History Lifestyle Story

The story of Fornasetti

“สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมสร้างท่าทางบนหน้าได้มากกว่า 500 แบบ บนใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง? อืมม ผมไม่รู้จะตอบยังไง รู้แต่ว่าพอผมได้เริ่มทำ ผมก็ไม่เคยหยุดที่จะคิดเลย”
Piero Fornasetti


เคยเห็นและรู้จัก นักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri หรือเปล่า? คำถามนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรารู้จัก Piero Fornasetti ศิลปินนักออกแบบตกแต่งภายในชาวอิตาลี่ดีพอ….

แต่ก่อนแต่ไร Piero ก็ไม่ได้เป็นใครสักคนที่คิดว่าสักวันจะกลายเป็นมหากาพย์แห่งวงการการออกแบบตกแต่งระดับโลกที่มีผลงานสร้างชื่อระดับมาสเตอร์พีชมากมาย หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นใบหน้านักร้องโอเปร่าสาวลึกลับที่ชื่อว่า Lina Cavalieri ที่ Fornasetti เองได้สร้างและออกแบบลวดลายต่างๆจากใบหน้าของเธอมากกว่า 500 แบบ จนเป็นลายใบหน้าที่เป็นต้นแบบที่ทำให้คนรู้จักแบรนด์ Fornasetti ไปทั่วโลกและหวังจะได้ครอบครองผลงานของเขาสักชิ้น แรงบันดาลใจเปี่ยมล้นของ Piero ที่มีต่อนักร้องโอเปร่าคนนี้ มาจากนิตยสารเก่าเล่มหนึ่งที่เขาค้นพบความสวยงามของหน้านักร้องสาวคนหนึ่งในนิตยสารเล่มนั้น เธอมีผิวพรรณที่ขาวผ่อง ใบหน้าชวนฝัน และเหนือสิ่งอื่นใด มันทำให้ Piero ถึงกลับไม่ละสายตาจากใบหน้านั้น จนเกิดเป็นภาพของเธอในผลงานศิลปะของเขาทุกชิ้น นับมาตั้งแต่ปี 1952 เป็นต้นมา

Lina Cavalieri  นักร้องที่โด่งดังมากในอิตาลี ช่วงปี 1925 – 1944 (ปีที่เธอเสียชีวิต)


จากหนุ่มนักออกแบบที่มีเอกลักษณ์ของการเพ้นท์ลายงานลงวัสดุที่สามารถเพนท์ลายได้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ มู่ลี่ รวมทั้งเซรามิคเนื้อดี จนทำให้คนพูดถึงกันปากต่อปากและเป็นที่มาของการหางานดีไซน์ Tema e Variazioni ของ Fornasetti กันทั่ว นี่ยังไม่รวมหนังสือออกแบบ นิตยสารตกแต่งบ้านทุกหัวที่ต้องเคยมีงานของ Fornasetti ประดับอยู่ในเล่มมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรถ้า Fornasetti จะได้สิทธิ์นั้น หลังจากที่เขาไปจากโลกนี้ไปผลงานเพนท์มือเหล่านั้น คงเดาได้ไม่ยากว่าจะมีมูลค่าเท่าไร

แต่ความทรงจำก็ไม่ใช่จะเป็นแค่ความทรงจำเสมอ การส่งต่อความรักและจิตวิญญาณของผู้ให้อย่างพ่อที่มีต่อลูก ยังคงแทรกซึมสู่ Barnaba Fornasetti บุตรชาย ที่สานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อ สร้างสรรค์ผลงานจากลวดลายเก่าของพ่อ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น รวมถึงผสมผสานความกบฏ อารมณ์ของการเสียดสี อย่างเช่น ผลงานเซรามิก งานกระจก งานไม้ เครื่องหอม และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มีรูปแบบที่แปลกตาไป แต่ยังคงมีกลิ่นอายเกือบ 100% ของผู้เป็นพ่อ หนึ่งในนั้นคือคอลเลคชั่นของเครื่องหอมอย่าง Architettura Candle เทียนหอมหลากหลายกลิ่น ที่สอดคล้องกับลวดลายบนโถเซรามิกและฝา สร้างเสน่ห์ให้กับบ้าน สามารถตกแต่งให้เข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์ และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อย่าง เครื่องเทศ ผลส้ม ถึงแม้ว่าสินค้าของเขาจะเป็นลายโรมัน ลายคลาสสิคบ้าง แต่ด้วยสีสันที่ใช้เป็นสีขาวดำ รูปทรงและลวดลายถูกตัดทอนลงจึงไม่เยอะจนเกินไป ผลงานของเขาส่วนมากเป็นงานเซรามิคจึงทำให้นำไปตกแต่งกับบ้านคลาสสิคหรืออยู่ในบ้านโมเดิร์นก็ได้ โดยทำให้ลุคโดยรวมดูกลมกลืน ไม่แข็งกระด้างและดูมีดีเทลของบ้านมากกว่าเดิมอีกเท่าตัว
ต้องขอบคุณใบหน้าของนักร้องสาว Lina ที่ทำให้ธุรกิจเซรามิกของอิตาลีจากแบรนด์ Fornasetti ขายดีจนต่อยอดเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ที่ได้รับความนิยม จนถึงปัจจุบัน อ่านแล้ว รู้สึกอยากมีไว้ในครอบครองสักชิ้นสองชิ้นไหมครับ?

History Lifestyle Story Tea

Mariage Frères – French Tea in Paris since 1854

หนึ่งในชาที่ดีที่สุดอันดับ 1 ของโลกอย่างชา Mariage Frères (มาริยาจค์ แฟรส์) ที่เริ่มตำนานของชาระดับโลกจริงๆ ตั้งแต่ปี 1660 ขณะที่นิโกลาส์ มาคิยาจ ออกเดินทางสู่เปอร์เซีย เพื่อทำสัญญาทางการค้าเสาะแสวงหาชา เครื่องเทศ และสินค้าอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และบริษัท เฟรนช์ อีสต์ อินเดีย ( Compagnie des Indes ) ในขณะที่น้องชายอย่างปิแอร์ มาริยาจค์ น้องชายก็เดินทางสู่เกาะมาดากัสการ์เพื่อภารกิจเดียวกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางของชาระดับโลกจนถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และในที่สุด อองรี และ เอดูอาร์ด มาริยาคจ์ ตัดสินใจตั้ง Mariage Freres tea company ในปี คศ. 1854 เพื่อสืบทอดกิจการชาต่อกันมาเป็นธุรกิจของตระกูล และใครเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว ณ ปัจจุบัน ชาระดับโลกตกเป็นของคนไทยที่มีความหลงใหลในศิลปะของใบชาอันคลาสสิกอย่างคุณ คุณกิตติชาติ แสงมณี

เมื่อ 36 ปีที่แล้ว คุณกิตติชาติยังเป็นเพียงนักศึกษาคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยชอร์บอนน์ที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส และไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสสัมผัสกับโลกของชา

“คงเป็นโชคชะตานะผมว่า เพราะว่าไม่ได้ตั้งใจเลย คือพอจบวชิราวุธตอนนั้นก็อยากจะเรียนการทูต ก็สอบเข้าเรียนการทูตที่ธรรมศาสตร์ จบจากธรรมศาสตร์ ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 จบ 3 ปีกว่าเอง เพราะอยากจะเรียนรู้ให้เร็วที่สุดแล้วก็ได้มาเรียนที่นี่ กะว่าจะมาทำปริญญาโท แล้วต่อเอกเกี่ยวกับการทูต จุดประสงค์มุ่งหมายของตัวเองคือเป็นนักการทูต เข้ากระทรวง ตอนนั้นคิดว่าจบไทยแล้วมาต่อที่นี่ โท 3 ปี เอก 4 ปีอย่างมาก แล้วจะรีบกลับไทย แต่ปัจจุบันตอนนี้ก็ยังอยู่ที่นี่”


ในตอนนั้นช่วงที่คุณ กิตติชาติ ทำ Thesis ปริญญาเอกใกล้เสร็จ บังเอิญก้ได้มีโอกาสเจอกับครอบครัวมาริยาจค์ ที่ทำให้ได้ค้นพบโลกของชาอย่างแท้จริง “เพื่อนผมเขาสนใจเกี่ยวกับชา เขารู้จักครอบครัวนี้ เลยชวนไปพบด้วยกัน เพื่อจะได้ถามความเห็นผมว่าน่าสนใจมั้ย พอเข้าไปแล้ว ตอนนั้นมาริยาจค์ขายชาอย่างเดียว ไม่ได้ทำเป็นร้าน เข้าไปเหมือนโรงเก็บของ กลิ่นชาอบอวล ผมเหมือนถูกมนต์สะกด และในที่สุดผมได้พบทายาทคนสุดท้ายของครอบครัว ท่านอายุมาก 80 กว่าแล้ว และจิตคงสัมผัสกัน ท่านต้องการหาเพื่อนร่วมงาน เผอิญคือครอบครัวเขาไม่สนใจจะทำเกี่ยวกับชาอีกแล้ว ผมเลยบอกเพื่อนว่า ทำสิ น่าสนใจดี แต่สมองผมตอนนั้นเห็นเป็นภาพ ๆ ว่าควรทำอะไรอย่างไร ในที่สุดเพื่อนเขาก็ทำ แต่ผมมีเวลาว่างเลยมาเยี่ยมอยู่เรื่อย ๆ ในที่สุดก็ทีละเล็กละน้อย กลายเป็น มันเข้าไปโดยอัติโนมัติไม่รุ้ตัว” คุณกิตติชาติกล่าวอย่างอารมณ์ดี

“ผมเข้าไปทำเป็น hobby คือสนุกเรียนรู้หลาย ๆ อย่าง เรียนจากทายาทเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับชา การชิม การชง ในที่สุดตัดสินใจไม่เรียนแล้ว ไม่เรียนการทูตแล้ว ตอนนั้นถือว่าเสี่ยงมากเหมือนกัน แต่เรามี passion อินเลิฟ ก็ไปเลย ไปเลย”

“ตอนแรกครอบครัวผมก็ไม่มีใครทราบว่าเราจะมาทางนี้ เพื่อนผมก็คุมเรื่องทางการค้ามากกว่า ผมจะช่วยเลือกชา ช่วยเรื่องการสร้างสไตล์ ตอนนั้นยังไม่คิดว่าจะเป็นอาชีพจริง ๆ แต่เหมืนปฏิเสธตัวเองไม่ได้ หลายปีต่อมา เพื่อนผมก็สิ้นชีวิต เลยเหมือนผลักเราไปเต็มตัว แล้วพอดีทายาทเขาอายุมากแล้ว เราถูกใจกันมาก เขารู้ว่าเราชอบ ได้ทำงานร่วมกันมาหลายปี เขาเห็นหมดว่าเราเรียนรู้ ปรับปรุง ทำอะไรต่าง ๆ เขาและเรารู้ว่า มาริยาจค์ แฟรส์ มันยังต้องเป็น มาริยาจค์ แฟรส์ อยู่นะเราไม่มีทางปรับเป็นร้านไทย ร้านจีน หรือร้านเอเชีย”
“พอร้านมาคิยาจ แฟรส์เปิดตัวครั้งแรกที่แถวมาเร่ส์ (Marais) ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก สื่อมวลชนมาจากทั่วโลกเลย และทุกอย่างตรงกับรสนิยมคนฝรั่งเศสมาก เพราะเป็นร้านชาที่ใหม่ที่เปิด แต่จริง ๆ คือชาที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสหรือเกือบที่สุดในยุโรปก็ว่าได้ เปิดแล้วก็จะเราก็ทำที ซาลอน ทำแพ็กเกจจิ้ง ทำอะไรหมดทุกอย่างให้มันดีที่สุด แล้วจากนั้นผมก็ไม่มีเวลาหยุดเลย”

“ผมมีความรู้สึกว่า ตำนานนี้เป็นของเรา เราเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ คือทำอะไรลงไปโดยไม่ฝืนตัวเองเลย แล้วความคิดสร้างสรรค์มันมีมาก จินตนาการมาก ที่ขาดก็คือเวลาเท่านั้นเอง”


หลังจากเปิดร้านแรกในปี 1984 ปัจจุบันคุณกิตติชาติ คือประธานบริษัทและเป็นเจ้าของมาริยาจค์ แฟรส์แต่เพียงผู้เดียว ปัจจุบัน มาริยาคจ์ แฟรส์มีสาขาในปารีส 4 สาขา ในญีปุ่น 2 แห่งคือกินซ่า กับ ชินจูกุ ที่กินซ่าเป็นที่รู้จักกันดีเพราะมีมากว่า 20 ปีแล้ว คนเอเชียที่สนใจชาของเรามากสุดก็คือญี่ปุ่นกับเกาหลี ที่ญี่ปุนเรากลายเป็นสถาบันไปแล้วครับ ญี่ปุ่นเขาก็มีชาของเขา แต่เราเอาภาพพจน์หรือสูตรหรือความรู้ ของขาฝรั่งเศสไปให้เขา เราทำโดยตรงไม่ผ่านคนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแฟรนไชส์ ผู้จัดการก็เป็นคนฝรั่งเศสคนเดียว”

นอกจากเปิดร้านมาริยาคจ์ แฟรส์โดยตรงทั่วโลกโดยไม่หุ้นส่วนกับใครทั้งที่มีผู้ติดต่อขอหุ้นมากมาย รวมถึงยังเป็นชาที่ได้รับเลือกสรรจากสถานที่ชั้นนำต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งโรงแรมและสปาชั้นนำ ก็เสิร์ฟชามาริยาคจ์ แฟรส์ รวมทั้งโรงแรมโอเรียนเต็ลในประเทศไทยด้วย ในปัจจุบัน ชามาริยาคจ์ แฟรส์กลายเป็นชาลักชัวรี่ และกลายเป็นชื่ออันดับ 1 ของคนรักชา โดยความพิเศษและความโด่งดังของชามาริยาคจ์นี้ รัฐบาลฝรั่งเศสจึงมอบรางวัลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ คุณกิตติชาติ ในฐานะคนที่สร้างคุณูปการให้กับประเทศ และยังมีรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งคุณกิตติชาติเองยังคงภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับคนไทยในการขยายธุรกิจของต่างชาติอีกด้วย

แต่ก่อนชามารยาคจ์มี 250 สูตรในตอนแรกที่เปิดแบรนด์ ทุกวันนี้มาริยาคจ์ แฟรส์ มีถึง 650 สูตรชาให้เลือก ซึ่งทุก ๆ สูตร คุณกิตติชาติก็คิดสร้างสรรค์เองทั้งสิ้น อ่านแล้ว อยากลองชิมชาร้อนของ มาริยาคจ์สักแก้วไหมครับ?

คุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mariagefreres.com/
ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร Hello ประเทศไทย

 

Coffee Food Story Trend

Nespresso X Mariana

เนสเพรสโซเป็นแบรนด์กาแฟที่ฉันชื่นชอบอยู่แล้ว และแน่นอนมันน่าหลงใหลและดึงดูดฉันทันที เมื่อได้รู้ว่าฉันและเนสเพรสโซกำลังสร้างภาพลักษณ์บางอย่างที่ดีรวมกัน แน่นอนว่า ลิมิเต็ด อิดิชั่น ของ 2 รสชาติใหม่ในปีนี้ จะมีเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้นแน่นอน

มารีอาน่าศึกษาคณะการออกแบบนิเทศศิลป์ที่ ESAD วิทยาลัยศิลปะและการออกแบบ เมืองมาโตซิโฮส ประเทศโปรตุเกส และเคยทำงานเป็นนักออกแบบกราฟฟิก ก่อนที่จะประกอบอาชีพเป็นนักวาดภาพประกอบในกรุงลอนดอน สไตล์ของมารีอาน่า คือลวดลายในหลายลักษณะที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ และอิงจากจินตนาการที่ซ่อนเร้นของเธอ ผสมผสานเทคนิคของการลงสีหมึก สีน้ำ ปรุงแต่งด้วยการลงสีในแบบดิจิตัล ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของเธอล้วนได้รับความนิยมแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบดีไซน์ให้กับ Bombay Sapphire, นักร้องชื่อดังอย่าง Patrick Watson รวมไปถึงนิตยสาร Country Living และ นิตยสาร Vogue ของประเทศญี่ปุ่น โดยในปีนี้ เนสเพรสโซ ได้เปิดตัวกาแฟสูตรลิมิเต็ด อิดิชั่น 2 รสชาติใหม่อย่าง กาแฟอาราบิก้า (Arabica Ethiopia Harrar)และกาแฟโรบัสต้า (Robusta Uganda) โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าในตำนานของต้นกำเนิดกาแฟจาก 2 ประเทศ นั่นคือ ประเทศเอธิโอเปีย อันเป็นแหล่งกำเนิดของกาแฟอราบิก้า และ ประเทศยูกันดาอันเป็นแหล่งกำเนิดของกาแฟโรบัสต้า โดยมารีอาน่าได้พูดถึงแรงบันดาลใจจากการออกแบบแคปซูล 2 รสชาติใหม่ในครั้งนี้ว่า “ต้นกำเนิดของการแฟจาก 2 เรื่องราวที่สุดแสนพิเศษ เป็นอะไรที่น่าทึ่งสำหรับฉันมาก สายใยด้านสัญชาตญาณของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่อยู่รายล้อม กระตุ้นและมีแรงดึงดูด จนเกิดเป็นความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่สิ้นสุด มันจึงเป็นต้นกำเนิดของการค้นพบกาแฟคุณภาพดีในครั้งนี้ ฉันดึงเฉดสีอย่าง สีส้ม สีเหลือง ไปจนถึงน้ำตาลอ่อน ที่ได้แรงบันดาลใจจากภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาแห้งแล้ง ถ่ายทอดเป็นแคปซูลของกาแฟอาราบิก้า (Arabica Ethiopia Harrar) จากเอธิโอเปีย โดยดึงนิทานปรัมปราของเด็กหนุ่มคาลดี้และฝูงแพะ ที่เป็นจุดกำเนิดของการค้นพบพุ่มไม้ประหลาด ที่มีผลสีแดงก่ำ นำมาสู่การค้นพบกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีระดับโลก ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบตำนานครั้งแรกของฉันด้วยค่ะ ในส่วนของกาแฟโรบัสต้า (Robusta Uganda) ฉันค้นพบสีอย่าง สีน้ำตาลเข้ม สีเขียวเข้ม ไปจนถึง สีน้ำเงิน ที่ได้แรงบันดาลใจจาก ทะเลสาบ ในภูมิประเทศที่เป็นภูเขาลูกเล็กสลับกับพืชเขียวชอุ่มของยูกันดา รวมถึงรสชาติของกาแฟชนิดนี้เข้มข้นกว่าและรสจัดกว่าอาราบิก้ามาก จึงมีคล้ายคลึงกับช็อกโกแลต โดยฉันได้ดึงรายละเอียดของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่มีขึ้นรอบริมชายฝั่งของทะเลสาบวิกตอเรีย ที่เต็มไปด้วยสายใยของครอบครัว ที่เป็นจิตวิญญาณของความสามัคคี ความรักและมิตรภาพที่เกิดขึ้น อีกทั้งธรรมชาติของทุกสิ่งบนโลกยังหลบซ่อนรายละเอียดอีกมากมายที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงทำให้กาแฟเมล็ดเล็กๆนี้ ซ่อนความน่าอัศจรรย์เอาไว้ นั่นคือไอเดียหลักของการรังสรรค์ภาพทั้งหมดในคอลเล็กชันนี้” มารีอาน่า ร็อดรีเกส เผยเรื่องราวของตำนานสุดคลาสสิกครั้งนี้

ในคอลเล็กชันของกาแฟสูตรลิมิเต็ด อิดิชั่น 2 รสชาติใหม่ มารีอาน่า ศึกษาผลงานด้านพฤกษศาสตร์และธรรมชาติจากหลากหลายศิลปิน อาทิ  Ernst Haeckel, William Morris และ Josef Frank รวมถึงภาพอิลลัสเตรเตอร์ของแบรนด์แฟชั่นอย่าง Valentino และ Gucci ก็ถูกหยิบยกมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานในคอลเล็กชั่นนี้ด้วย

ฉันผสมเรื่องราวการบอกเล่าจากเนสเพรสโซ และแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่จากหลากหลายศิลปินที่ฉันชื่นชอบ จนได้ผลงานที่สื่อถือ 2 เรื่องราวของตำนานที่น่าทึ่งนี้ โดยใช้เทคนิค ของการลงสีน้ำ ตัดเส้นด้วยสีหมึก และตกแต่งด้วยการลงสีดิจิตัล ท้ายที่สุด คือความหลงใหลในรสชาติกาแฟที่ฉันโปรดปราน มันเติมเต็มทุกเรื่องราวให้สมบูรณ์อย่างไม่น่าเชื่อ คุณลองจินตนาการถึงกลิ่นหอมของกาแฟร้อนๆที่อยู่ในแก้วโปรดของฉันสิ นั่นคือกิจวัตรประจำวันของฉันที่มีในทุกเช้าเลยนะคะ

คุณสามารถติดตามผลงานทั้งหมดของเธอได้ที่ https://www.mariana.io/ พร้อมร่วมค้นพบประสบการณ์ใหม่ของกาแฟ Nespresso ลิมิเต็ด อิดิชั่นใหม่  Arabica Ethiopia Harrar และ Robusta Uganda ได้แล้ววันนี้หรือจนกว่าของจะหมด

Beauty Lifestyle Trend

Aesop Toothpaste Wasabi flavored toothpaste is now a thing

ไม่เคยต้องดีแคลร์กับกรมศุลกากรหนักขนาดนี้มาก่อน หลังจากที่ได้มีโอกาสทำผลวิจัยผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Aesop ผ่านช่องทางออนไลน์ในเว็บหลักของแบรนด์ จึงได้เป็นลูกค้ากลุ่มแรกที่ได้มีโอกาสได้ทดลองยาสีฟันตัวใหม่ของแบรนด์ ที่ส่งตรงมาจากออสเตรเลีย เดิมที DHL ระบบขนส่งที่ไวในความคิด และการเช็คสถานะที่ดีเลิศทำให้ได้รู้ว่ายาสีฟันหลอดเล็กๆมาถึงไทยแล้ว แต่……ติดกรมศุลกากร!!!

ตามหลักคนชอบช็อปปิ้งอ่ะเนอะ DDP อะไรตั่งต่างนานา คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะทางนั้นเขาเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่แค่สงสัยว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดวันนี้คือต้องได้ยาสีฟันมาทดลองแล้ว แต่กลับไร้วี่แวว พี่ที่ DHL ที่ชอบมาส่งบ่อยๆก็ไม่โทรมา ชักเริ่มผิดปกติแล้ว การโทรหาคอลเซ็นเตอร์จึงเกิดขึ้น

ถ้าสาธยายคงจะยาวเหยียดและทำให้ใครหลายคนไม่อยากอ่าน เอาเป็นว่า นี่เป็นกรณีศึกษา ที่ทำให้คนที่เจนจัดเรื่องการช็อปปิ้งต้องรู้เป็นบทเรียนเลยว่า “ถ้าเมื่อใด คุณสั่งสินค้าประเภทเครื่องสำอาง ที่ไม่เคยมีการขึ้นทะเบียน หรือจดอย่างถูกต้องในไทย ถ้าซื้อมาเพื่อใช้เอง จะต้องไปแสดงตัวและลงทะเบียนนำเข้าที่ศุลกากร” แต่กรณีเราเป็นลูกค้าไง หน้าที่นี้จึงตกเป็นของ DHL  ที่ประสานดำเนินการให้ โดยใช้เพียงบัตรประชาชนจริงเพียงใบเดียว..

หลังจากผ่านมาเกือบสองอาทิตย์ ยาสีฟันจาก Aesop ก็มาถึงที่บ้าน โดยใจความสำคัญของผลิตภัณฑ์ใหม่นี้คือ Aesop ได้รับการตอบรับที่ดีจากน้ำยาบ้วนปากขวดแก้วทรงสี่เหลี่ยม ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ด้วยความที่กลิ่นละมุน บ้วนง่าย และเคลมว่ามีน้ำมันสกัดธรรมชาติ ได้แก่ เมนทอล ยูคาลิปตัส ไทมอล เมทิลซาลิไซเลตในปริมาณที่น้อยมาก จึงไม่ทำให้น้ำยาบ้วนปากแรงจนเกินไป นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นักวิจัยคิดสูตรยาสีฟันที่ยังคงได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติมาเป็นส่วนเสริม สำหรับการดูแลช่องปากในเวลาต่อมา

Aesop ได้นำส่วนผสมหลักอย่างน้ำบริสุทธิ์และวาซาบิ (Wasabia Japonica) ซึ่งมีส่วนช่วยหลักในการต่อสู้กับกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นสมุนไพรตัวใหม่และถือว่าเป็นศาสตร์ใหม่ของวงการยาสีฟันของโลกเลยทีเดียว นอกเหนือจากนั้น ยังได้เพิ่ม Sea Buckthorn ผลไม้ต้นยืนพุ่มที่ช่วยบรรเทาอาการของเหงือกอักเสบที่ถือว่าเป็นสมุนไพรชั้นเลิศที่ Aesop คิดค้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ส่วนประกอบอื่นๆ อาทิ สะระแหน่ กานพลู ยังคงเป็นส่วนผสมที่ช่วยเติมเต็มในการปกป้องช่องปากและสุขภาพฟัน ซึ่งจะรู้สึกขณะแปรงฟันว่าเหมือนกำลัง ขัดผิวฟันอ่อนๆ โดยไม่ได้ทำอันตรายต่อเหงือกหรือผิวฟัน ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของผลิตภัณฑ์นี้

โดยการแปรงฟันครั้งแรก จะรู้สึกเย็นและมีกลิ่นของวาซาบิอ่อนๆ มีรสชาติเย็นซ่าแต่ไม่มากจนรู้สึกร้อนช่องปาก ที่สำคัญรู้สึกเย็นและสดชื่นระหว่างแปรง สูตรนี้ช่วยในเรื่องป้องกันฟันผุ และฟันขาวสะอาด และที่สำคัญกำจัดกลิ่นปากดีมาก เพียงแต่มีข้อบ่งชี้ที่พึงระวังว่า ถ้าผู้ที่มีปัญหาเรื่องเนื้อฟันผุกร่อนง่าย ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ซึ่งผู้เขียนทดสอบเองแล้วรู้สึกประทับใจกับผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นอย่างมาก สารภาพว่ารู้สึกสะอาดและสดชื่นหลังแปรงฟันทุกครั้ง จึงเป็นเหตุผลว่าควรใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อสุขภาพที่ดีของฟันและช่องปากในอนาคต ซึ่งแนะนำผู้อ่านที่กำลังมองหายาสีฟันแสนเก๋สำหรับคุณ

ยาสีฟัน Aesop มาในหลอดอลูมิเนียมสุดเก๋ในโทนสีเขียวอ่อน โดยยังคงดีไซน์ตามหลัก DNA ของแบรนด์คือเรียบง่าย ใช้ได้จริง และ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคุณสามารถสั่งซื้อได้ที่ Aesop.com ในราคา $ 23 เท่านั้น

**ปัจจุบันยังไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย

Fashion Trend

Attico Spring 2018

พวกเราชอบอะไรที่ซับซ้อน โคร่ง สบาย แต่ในขณะเดียวกัน ความมันวาว เลื่อมลาย สร้างความลื่นไหลให้ชีวิตของพวกเราอย่างสมบูรณ์

Gilda Ambrosio และ  Attico Giorgia Tordini สองเพื่อนซี้ดีไซเนอร์แบรนด์ดังในตอนนี้อย่าง Attico ที่โด่งดังจากการแต่งตัวจนได้รับฉายาสไตล์ Edie ให้กลับมาโลดแล่นในยุคนี้อีกครั้ง แล้วนำความมีเสน่ห์นั้น เผยแพร่จนกลายเป็นลัทธิข้อเท้า  Attico ในบัดดล

ในคอลเล็กชั่น SS2018 เรายังคงได้เห็นเอกลักษณ์ของชุดคลุมที่ยังคงได้รับความนิยมและถือเป็นไอเท็มหลักของแบรนด์นี้อีกครั้ง โดย  Attico ยังคงใช้เสน่ห์ของเทคนิค Ombré ที่ทำให้ชุดหนึ่งชุดมีสีสันที่โดดเด่นไล่เฉด และสร้างซิลูเอทให้ลุคมีความเป็นเฟมินีนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ในขณะที่การเย็บปักของเลื่อม ยังคงเสริมเทคนิคของการใช้วัสดุอาทิ หินสี ดิ้นทอง และขนนก ที่ทำให้อะไรๆ ก็ดูเกินเลย แต่ก็ถูกจริตหญิงสาวผู้ชื่นชอบความน้อยแต่มาก ล้นแต่แพง ซึ่ง Attico ได้ทำไว้ดีมาก และแน่นอน นิยามของคอลเล็กชั่นนี้ไม่ไกลเกินตัวเลย เพราะหนึ่งในดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งอย่าง Attico Giorgia Tordini กล่าวสั้นๆว่า แรงบันดาลในของหน้าร้อนนี้ ก็แค่ทำคอลเล็กชั่นนี้เพียงเพื่อให้หญิงสาว Attico ใส่เพื่อพักผ่อนอยู่บ้านเท่านั้นเอง

Art DIY News Story

Bird Postage

ศิลปินชาวโคลัมเบียนามว่า Diana Beltran Herrera ได้สร้างงานศิลปะจากกระดาษของนกในหลายๆสายพันธุ์มาตั้งแต่ปี 2012 โดย Herrera ได้ใช้ความสามารถด้านประติมากรรมกระดาษ ซึ่งแต่ละชิ้นจะเริ่มต้นด้วยการศึกษาพฤติกรรมของนกชนิดต่างๆทั่วโลก และที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกนกเหล่านี้ ล่าสุด Herrera ได้ทำศิลปะกระดาษจากแสตมป์รูปนกที่ได้รับความนิยมจากนักสะสมทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือแสตมป์จากประเทศไทย หนึ่งในประเทศที่เธอชื่นชอบ ซึ่งทั้งหมดนี้เธอได้รวมเอาสแตมป์นกจากเอเชียและอเมริกาใต้ มารังสรรค์เป็นอีกหนึ่งคอลเล็กชั่นของปีนี้ โดยมีสีสันและความสดใสรวมถึงรายละเอียดที่ประณีต

“ฉันมักรู้สึกถึงแรงบันดาลใจจากแสตมป์ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าต่างเล็กๆที่บอกเล่าประเทศที่อยู่บนโลกนี้ โดยเฉพาะนกที่มีความพิเศษ ความสวยงาม และถิ่นอาศัยต่างๆ ที่ทำให้นกเหล่านั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของประเทศที่มันอาศัยอยู่ แน่ละ นกเหล่านี้คือความงามที่แท้จริง และฉันได้เก็บรวบรวมความงามเหล่านั้นมารังสรรค์เป็นแสตมป์กระดาษที่สมจริงที่สุด เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนกเหล่านั้น”

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาคุณสามารถดูรูปประติมากรรมกระดาษ ดอกไม้ นก และผลไม้เพิ่มเติมได้จาก Instagram และ Facebook ของเธอ

History Lifestyle News RODIN Story Trend ฺBeauty

RODIN Olio Lusso : There is Beauty in Simplicity!

ฉันใช้ออยล์ของ Rodin Olio Lusso ซึ่งเหมาะกับผิวฉันมากและทำให้ผิวฉันกระจ่างใส ฉันใช้มันทุกส่วนของร่างกายเลยล่ะ / Chanel Iman

สาวนางแบบผิวสีชื่อดังของโลก เผยเคล็ดลับของการดูแลผิวด้วยออยล์ที่ดีที่สุดแบรนหนึ่งของโลก ออยล์และผลิตภัณฑ์จาก RODIN olio lusso คือความงามที่ยากจะหยุดพูดสรรพคุณได้ โดยส่วนผสมหลักของ Olio lusso ทำมาจากส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยถึง 11 ชนิด ที่ได้มาจากดอกไม้และพฤกษศาสตร์นานาพรรณ ผู้สร้างสรรค์อย่าง Linda Rodin หญิงสาววัย 60 ปีที่ใช้เวลานานกว่า 2 ปี ในการปรุงและหาศาสตร์ทุกชนิดเพื่อตอบสนองความงามของเธอเอง ผลลัพธ์คืออะไรนะเหรอ คำตอบสั้น ๆ “มันยอดเยี่ยม!” 


Linda Rodin หญิงสาววัย 60 เจ้าของแบรนด์ RODIN olio lusso


ออยล์คุณภาพดีจาก Rodin เป็นผลิตภัณฑ์ที่แทนความสง่างาม ลินดาเธอเล่าต่อว่า “ทุกวันที่ฉันต้องออกจากบ้าน ฉันแทบไม่ต้องใช้เวลามากเกินไปในการเตรียมตัว! และฉันชอบที่จะออกไปนอกบ้านในเวลาอันรวดเร็ว ” ผลิตภัณฑ์ที่ฉันคิดค้นทุกชนิดเป็นแบรนด์แห่งความงามตามธรรมชาติที่ถูกรังสรรค์ขึ้น และใครๆ ก็สามารถใช้ได้เพราะเหมาะสำหรับทุกวัยและคนที่ต้องการผิวชุ่มชื้นและผิวกระจ่างใส เคล็ดลับที่แสนจะง่าย คือใช้ RODIN olio lusso เพียงไม่กี่หยดบนใบหน้าที่สะอาดในยามเช้าและกลางคืนเท่านั้นเอง


หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของแบรนด์ RODIN olio lusso นั่นคือ Luxury Body oil

ฉันได้สร้าง RODIN olio lusso ออยล์ที่บริสุทธิ์และหรูหราที่สุดในโลก ด้วยการผลิตและฝีมือของการปรุงส่วนผสมชั้นยอด เพื่อให้มั่นใจว่ามีการใช้วัตถุดิบดิบที่ดีที่สุดเท่านั้นจริงๆ และแต่ละผลิตภัณฑ์จะทำตามสูตรที่แม่นยำและตรงตามมาตรฐานที่เข้มงวดของโดยฉันเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณจะได้รับจากแบรนด์ RODIN olio lusso จะมีแต่ความพิศมัย หรูหราและความงามที่สัมผัสได้จริง

 

ถึงแม้ลินดาเองจะเคยเป็นนักออกแบบแฟชั่นมานานกว่า 30 ปี ซึ่งอาจจะมองว่า เธอไม่ได้เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านความงามเท่าใดนัก แต่แท้จริงแล้ว ก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของเธอในปี 2007 เธอใช้เวลาปรับเปลี่ยนและผลันตัวเองไปเป็นผู้ประกอบการด้านความงามที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของโลก มีสื่อหลายสำนักให้นิยามออยล์ตัวซิกเนเจอร์ของเธอว่าเป็นออยล์ที่หรูหราที่ขายได้ราคา 170 เหรียญต่อออนซ์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้พลิกศาสตร์ของออยล์ที่ดีที่สุดของโลกแบรนด์หนึ่งเลยทีเดียว ผลพ่วงของความสำเร็จนี้ นำมาสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิเช่น น้ำมันหอมระเหย น้ำมันดูแลเส้นผม สบู่ ลิปบาล์ม น้ำหอม รวมถึงเทียนด้วย โดยในปัจจุบันเองเครือ Estée Lauder ได้เข้าซื้อกิจการของแบรนด์ Rodin Olio Lusso แล้ว เพื่อสร้างสรรค์และขยายช่องทางการจำหน่ายในวงกว้างมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นแบรนด์ Rodin Olio Lusso ลินดายังคงมีส่วนร่วมในฐานะผู้อำนวยการสร้างสรรค์เหมือนเดิม


ส่วนหนึ่งในไอเท็มที่กำลังได้รับความนิยมจาก RODIN olio lusso 

ออยล์สำหรับผิวหน้าของฉัน มีส่วนผสมที่ปลอดสารเคมี และเป็นส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ 11 มันทำให้ผิวของฉันดูกระจ่างขึ้น แน่นอนว่าฉันอยากแนะนำ Rodin / กวินเน็ธ พัลโทรว์

2 ไอเท็มที่กำลังได้รับความนิยมอย่างออยล์ดูแลเส้นผมและออยล์ดูแลผิวที่มีความหอมจากดอกมะลิหอมอ่อน ๆ ชะลอผิวและต่อต้านริ้วรอยด้วยส่วนผสมของอัลมอนด์ ซึ่งผลของการวิจัยพบว่ามันสร้างความชุ่มชื่น และออยล์ที่เป็นของเหลวเหล่านี้ ทำให้ผิวคุณเปล่งปลั่ง รวมถึงเส้นผมก็จะรู้สึกนุ่มนวลและพลิ้วไหวสุขภาพดีและเงางามอีกด้วย

“ฉันมองหาความงามที่ทำให้คนวัยอย่างฉันได้พบความสุข และฉันมองว่า มันคือสัจธรรมแห่งความงามที่ฉันค้นพบ มีผู้สูงอายุที่มีเงินใช้จ่ายแต่มักถูกมองข้าม และผลิตภัณฑ์ดีๆที่ตอบสนองความต้องการของวัยนี้ก็ลดน้อยลง ผลิตภัณฑ์ความงามออกแบบมาเพื่อคนเฉพาะวัย และทำให้ลูกค้ามองว่า ถึงวัยไหนก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ของวัยนั้น ซึ่งไม่จริงเลย ยังมีสูตรความงามที่เป็นความลับอีกมากที่ยังไม่ถูกเผยแพร่ แต่หนึ่งในนั้นที่ออกสู่สายตาของคนทั่วโลกแล้ว คือ Rodin แบรนด์ของฉัน ที่มันถูกสร้างสรรค์มาเพื่อคนที่อายุหลากหลาย จะชายหรือหญิงก็ได้ ขอเพียงแค่คนที่ต้องการดูแลผิวพรรณของตัวเองเท่านั้น ซึ่งก็จริงอยู่ ที่ฉันยอมรับว่าผลิตภัณฑ์ของฉันอาจจะราคาสูง แต่มันนำมาซึ่ง คุณภาพดีและผลลัพธ์ที่ผู้ใช้จะสามารถสัมผัสได้จริง นี่คือความจริง ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ” ลินดากล่าว

ฉันอยากให้ไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมทั้ง ความงาม แฟชั่น และการใช้ชีวิต คำนึงถึง คนสูงวัยด้วย ว่า เรามี Joan Didion สาววัย 80 ปี ที่มีแคมเปญโฆษณาของ Céline และ Joni Mitchell วัย 71 ปี ที่ Saint Laurent ต้องการตัว ซึ่งนั่นเป็นบทพิสูจน์ชี้ชัดว่า คนสูงวัยมีรสนิยมและความงามที่เป็นนิรันดร์ นี่ไม่รวมถึง Anjelica Huston, Catherine Deneuve, Charlotte Rampling และ Jessica Lange ด้วยนะ ที่หญิงสาวเหล่านี้วัยเกิน 60 แล้วทั้งนั้น


ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจากแบรนด์ RODIN olio lusso

“สิ่งที่ลินดาอยากให้ Rodin olio lusso เป็นผลิตภัณฑ์ที่ง่ายแต่ทรงคุณค่าสำหรับทุกคน เธอสร้างผลลัพธ์และความเชื่อที่ว่า คนที่ผิวผสมและผิวมันก็สามารถใช้ออยล์บำรุงผิวหน้าเฉกเช่นกับคนผิวแห้ง เธอสร้างและใช้ความชอบส่วนตัวในการหาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับตัวเธอ จนนำมาสู่ความสมบูรณ์แบบแก่ออยล์รูปทรงสุดคลาสสิค ซึ่งหมายถึงสไตล์ของเธอที่มีสัญชาตญาณแห่งความงาม จะมีใครเล่า ที่ใช้เวลาลองผิดลองถูกกับการคิดสูตรออยล์ทรงคุณค่าในห้องน้ำของตัวเองเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จนเกิดเป็น RODIN olio lusso ในปี พ. ศ. 2550 ซึ่งหมายถึง “น้ำมันสุดหรูหรา” พร้อมให้เกียรติแก่อิตาลี ต้นกำเนิดความงามที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเธอ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ออยล์เล็กๆขวดนี้ จะนำผลลัพธ์ความงามที่ชะลอวัยและผิวที่เปล่งประกายมาสู่คุณ / POPDOT

คุณสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ของ RODIN olio lusso ได้ที่ https://oliolusso.com ขอบคุณรูปภาพบางส่วนจาก oliolusso.com / alderandcoshop / shopterrain

Fashion Story

ถ้าไม่ได้รู้จักฉัน โปรดอย่ามองว่าฉันเป็นอย่างที่คุณคิด : Bella Hadid

“ฉันเคยมองความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเชื่อเสมอว่า ความรักบริสุทธิ์อาจจะเกิดขึ้นที่ใดก็ได้”

เชื่อว่า เบลล่า ฮาดิด อาจจะเป็นนางแบบดังระดับโลกที่ใครๆต่างรู้จัก ด้วยยอดฟอลโลเวอร์ในอินสตาแกรม 13.8 ล้าน บวกกับชื่อเสียงที่ผู้พี่อย่าง จีจี้ ฮาดิด และครอบครัวที่มีฐานะ ผลักดันให้น้องสาวขี้อายในวัยไม่ถึง 20 ปี กลายเป็นคนที่โด่งดัง และมีอิทธิพลทางด้านแฟชั่นคนนึงของโลก เบลล่า เติบโตมาในสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่ให้ความรัก และความอบอุ่นรายล้อม เธอเป็นคนขี้อายและร่าเริงน้อยกว่าผู้เป็นพี่ แต่ในขณะเดียวกัน การอยู่คนเดียว นั่งคิดนั้นคิดนี่ เป็นสิ่งที่ทำให้เธอแตกต่างจากนางแบบหลายๆคน ความรักที่เข้ามาเติมเต็มในชีวิตเธอ กลายเป็นสิ่งใหม่ที่เธอมองว่า มันนำความสุขของช่วงเวลาของวัยรุ่นมาให้เธออย่างมหาศาล ในทางกลับกัน การลาจากก็นำความทุกข์อันใหญ่หลวงมาสู่ชีวิตเธอ

“มีหลายคน คิดว่าฉันอาจจะไม่ปกติ และคงเฮิร์ทหนัก กับการจากไปของอาเบล เทสเฟย์ ซึ่งฉันอยากบอกทุกคนว่า ถ้าไม่ได้รู้จักฉัน โปรดอย่ามองว่าฉันเป็นอย่างที่คุณคิด ฉันใช้ชีวิตปกติ เพียงแต่ให้เวลาตัวเองมากขึ้น ความสงบเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันหลุดพ้นจากข้อกล่าวหานั้น” เบลล่า ให้สัมภาษณ์นิตยสารแทบลอยด์เล่มหนึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

“ฉันเคยสงสัยว่า การที่ฉันไม่ได้ใช้ชีวิตแบบพี่สาว หรือเพื่อนนางแบบหลายๆคน ในขณะเดินทางไปร่วมเดินแบบให้กับแบรนด์ดังในช่วงเทศกาลของแฟชั่นวีค จะมีคนคิดว่าฉันแปลกประหลาด. ฉันเลือกที่จะอยู่กับเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คน นั่งอยู่ที่โบสถ์ที่ไม่มีชื่อเสียงสักที่ ในกรุงปารีส นั่งมองเด็กวัยรุ่นเล่นสเก็ตบอร์ด ขณะที่ในมือมีเพียงขนมน้อยชิ้นกับเครื่องดื่มแก้วโปรดที่ฉันชื่นชอบ ซึ่งนั่นก็เป็นการปลดปล่อยที่ดีอย่างหนึ่งแล้ว” เบลล่าล่าวเพิ่มเติม

“ฉันยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่ค่อนข้างคิดมาก กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และจริงจังกับอะไรหลายๆอย่าง ฉันทิ้งความฝันของการเป็นนักขี่ม้าที่ฉันชื่นชอบตั้งแต่เด็ก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะมีผลต่อสุขภาพของฉัน การที่รับรู้ว่าตัวเองเป็นโรคไลม์ มันมีผลกระทบต่อสภาพจิตใจฉันเหลือเกิน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลผลักดันให้ชีวิตของฉันต้องระวังผลกระทบต่อผิวหนัง ข้อต่อ หัวใจ และระบบประสาท จนทำให้ฉันวิตกและร้องไห้หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่คนมองฉันในแง่ลบ ไม่เคยรับรู้ข้อนี้เลย”

กำลังใจที่ดีที่สุดของเบลล่าคือ แม่ พี่สาว และน้องชาย ที่ส่งต่อให้เบลล่าเข้มแข็งและพร้อมเผชิญกับปัญหาของสาวที่จะก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ เบลล่าต้องฉีดยาหลายเข็มต่อวัน ทานวิตามิน และยาปฏิชีวนะ เพื่อรักษาโรคไลม์ และยอมรับว่าการรักษาที่เข้มงวดนี้เริ่มจะส่งผลกับอาชีพนางแบบของเธอบ้างแล้ว “ใช่ มีหลายครั้งที่ฉันรู้สึกเบลอ และไม่สามารถทำอะไรได้ ในขณะรับการรักษา ยิ่งทุกครั้งที่จำเป็นต้องเดินทางไกล ฉันรู้สึกวิตกอยู่บ่อยครั้งว่า จะมีผลกระทบอะไรกับร่างกายฉันบ้าง แต่ก็เหมือนโชคช่วยได้ทุกครั้ง เพราะมันก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี” เธอกล่าว

“มีครั้งนึงที่ฉันเดินโชว์ให้กับ Michael Kors เพราะความผิดพลาดจากรองเท้าและความไม่ระวังของฉัน สื่อหลายสำนักยกหัวข้อ “Model of the year  เบลล่า ฮาดิด ล้มหน้าคว่ำ บนรันเวย์ขณะเดินแบบให้แบรนด์ดัง” ซึ่งฉันเชื่อเสมอว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ แต่คงไม่เท่ากับคนดังที่ผิดพลาดจากการหกล้มในครั้งนี้ ซึ่งฉันก็ได้แต่ทำใจและไม่โต้ตอบอะไร”

Nothing will ever beat this love❤️ I took off of work for the past 3 days to surprise my beautiful Oma in Holland on her birthday. She is going through the hardest struggle of her life battling cancer again but I know for a fact she is the strongest woman i have ever met. Today is my last day with my family here in Holland and the last thing I want to do is leave…But I will, so I can work my hardest and come back soon❤️‍❤️‍I love you @ansvandenherik @herik000 @joannvdherik @lizzyvdherik @ianvdherik @yolanda.hadid Times like these are so important to me and I wouldn’t give them up for the world Happy birthday Oma…Thank you for birthing and raising my perfect mother into the woman she is today #FamilyFirst #Eachothersfavorite

A post shared by Bella Hadid (@bellahadid) on

 

“ไม่มีอะไรที่เอาชนะความรักครั้งนี้ได้ ฉันหยุดงานสามวันเพื่อมาเซอร์ไพรส์วันเกิดให้คุณยายโอม่าที่เนเธอร์แลนด์ เพราะเธอต้องผ่านอุปสรรคที่ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง และฉันรู้ว่าคุณยายเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา”

ในอีกหลายมุมที่เราแทบไม่เคยเห็นบทบาทของการเป็นลูกที่ดี หรือแม้กระทั้งหลานที่ดีจากเบลล่า ซึ่งความเป็นจริงแล้ว เธอทำหน้าที่นั้นได้อย่างดีเยี่ยม เธอจัดสรรเวลาที่ตัวเองสามารถทำได้ เพียงเพื่อไปเจอคุณยายในวันเกิดที่เนเธอแลนด์ เธอให้ความสำคัญกับคุณพ่อของเธอที่แทบจะไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไรนัก และข้อความสุดซึ้งที่ทำให้เห็นตัวตนของเธอที่แท้จริงมากขึ้น  “ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผล นั่นคือคติของฉันในตอนนี้ค่ะ และฉันก็มีความสุขมากที่ได้อยู่ในจุดที่ฉันอยู่ตอนนี้ ฉันหวังว่าอีกไม่กี่ปี ฉันจะสามารถเริ่มขี่ม้าได้อีกครั้งและซื้อโรงม้าใหญ่ๆ นอกเมือง และฉันกับแม่ก็จะได้ไปขี่ม้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการ”

สิ่งต่างๆที่ผ่านมาในชีวิตที่เพิ่งจะเข้าสู่วัย 20 ปีของเบลล่า มันมากมายเหลือเกิน แต่เธอไม่เคยมองข้ามช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิตนั้นไป “แฟนๆให้กำลังใจฉันอย่างเปี่ยมล้น เพื่อนสนิทที่มีไม่มากแต่ก็มีแต่ความปราถนาดีให้ฉัน ซึ่งนั่น เป็นเหตุผลที่ว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับปัญหาของฉัน โรคของฉัน หรือร่างกายของฉัน มันพังทลายหายไปทันที เมื่อได้รับกำลังใจเหล่านั้น” เราเอง ก็เชื่อว่า เธอจะเป็นหญิงสาวที่โตขึ้น และมีความสุขมากขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความสามารถที่เธอได้พยายามสร้างและเก็บออมอยู่นั้น จะเป็นแรงผลักดันให้เธอสานฝันสิ่งที่เธอต้องการได้ในเร็ววัน …

ขอบคุณภาพจาก นิตยสาร ELLE ฝรั่งเศส ฉบับเดือนพฤษภาคม 2017

History Royal Story

HISTORIC FIGURES: NICHOLAS II (1868-1918)

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงประสูติเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1868 ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ทรงเป็นพระราชโอรสองค์โตแห่งพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สาม (Alexander III) และซาริน่ามาเรีย ฟิโอโดรอฟน่า (Maria Fyodorovna) ซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งประเทศเดนมาร์ก ดังนั้นพระองค์จึงทรงอิสริยายศเป็น “ซาร์เรวิช แกรนด์ดยุค นิโคลัส” ซึ่ง “ซาร์เรวิช” คือตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์โรมานอฟของอาณาจักรรัสเซีย

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองขณะทรงพระเยาว์

ในฐานะแห่งองค์รัชทายาท เจ้าชายนิโคลัสต้องทรงได้รับการถวายพระอักษรตั้งแต่พระชนมายุได้ 14 ชันษา แต่ด้วยความที่เป็นถึงองค์รัชทายาททำให้พระอาจารย์ไม่มีสิทธิ์ที่จะทูลซักถามลูกศิษย์ที่มีฐานะเป็นองค์รัชทายาทเลย ดังนั้นจึงไม่อาจรู้ได้ว่าเจ้าชายนิโคลัสทรงเฉลียวฉลาดมากน้อยเพียงใด แต่ในเรื่องพระอุปนิสัยนั้นมีผู้ลงความเห็นว่าพระองค์ทรงมีพระทัยคับแคบ ปฏิเสธที่จะรับฟังคำเตือน ไม่รู้สึกว่าพระองค์เป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ทรงไม่เชื่อมั่นในพระองค์เอง พระองค์ทรงหลีกเลี่ยงการตัดสินพระทัยเกี่ยวกับปัญหายุ่งยากทั้งมวลด้วยการยอมรับความคิดเห็นของทุกคน แต่ถึงกระนั้นพระอุปนิสัยส่วนพระองค์กลับประทับใจคนทั่วไปที่ได้เข้าเฝ้ามาก พระองค์มีความสุภาพ อ่อนโยน มีความเมตตากรุณา เป็นกันเองต่อผู้ใกล้ชิด ทรงมีเสน่ห์ และไม่เคยแสดงพระอาการและพระราชดำรัสที่กระทบกระเทือนความรู้สึกของใครเลย

เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาทแล้ว เจ้าชายนิโคลัสมักจะทรงบันทึกเหตุการณ์ประจำวันเพื่อฆ่าเวลาระหว่างวันเสมอ หรือเล่นเกมต่างๆ เสด็จออกไปล่าสัตว์ ซึ่งพระกิจวัตรของพระองค์ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่หาสาระอะไรไม่ได้เลย และเมื่อทรงเจริญพระชันษาขึ้นมา พระองค์ทรงตกเป็นข่าวว่ามีความสัมพันธ์กับดาราบัลเล่ห์ชาวโปล์อายุ 17 ปี ชื่อมาธิลเดอ คเชสซินสก้า โดยพระองค์พัวพันกับสตรีผู้นี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1890 และพระองค์ทรงจริงจังมากจนถึงขั้นจะอภิเษกด้วย


ขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในขณะดำรงตำแหน่งรัชทายาท

แต่พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สามพระราชบิดาทรงไม่เห็นชอบด้วย และแยกทั้งสองคนออกจากกันด้วยการมีพระราชบัญชาให้เจ้าชายนิโคลัสเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1890 ดังนั้นเจ้าชายนิโคลัสและพระอนุชาได้เสด็จประพาสประเทศต่างๆ เป็นเวลาถึง 9 เดือน เจ้าชายนิโคลัสเสด็จไปพบกับพระประยูรญาติที่นครเอเธนส์ และเสด็จไปประเทศอียิปต์ อินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ ปัตตาเวีย และสยาม ซึ่งที่สยามนี้เองที่ทรงได้มีพระสัมพันธไมตรีกับรัชกาลที่ 5 จากนั้นเจ้าชายนิโคลัสที่สองก็ทรงเสด็จต่อไปยังไซง่อน ฮ่องกง และญี่ปุ่น และอีก 7 ปีต่อมารัชกาลที่ 5 ก็ทรงเสด็จไปรัสเซียเมื่อเจ้าชายนิโคลัสที่สองเป็นพระเจ้าซาร์แล้ว

ในช่วงที่พระองค์เสด็จไปที่ญี่ปุ่นโดยเดินทางไปเมืองโตเกียว จากนั้นก็เสด็จไปประพาสเมืองนางาซากิ เกียวโต และออตซู ซึ่งที่เมืองออตซูนี้เองที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อชายผู้หนึ่งกระโดดเข้าฟันพระองค์ด้วยดาบ ทำให้คมดาบเฉี่ยวพระนลาฏจนพระโลหิตพุ่งแต่ไม่เป็นแผลลึก และเจ้าชายจอร์จแห่งกรีซเป็นผู้เข้าช่วยเหลือพระองค์ ซึ่งเหตุผลการลอบสังหารครั้งนี้ไม่แน่ชัด บ้างก็ว่าเป็นเพราะพระองค์ไม่แสดงความเคารพต่อวัดในญี่ปุ่น ซึ่งผลจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พระองค์มีแผลเป็นที่พระนลาฏตลอดพระชนม์ชีพ และพระราชบิดามีพระราชบัญชาให้เสด็จกลับทันที พระองค์ทรงเสด็จกลับกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วยความเกลียดชังญี่ปุ่นมาก แม้กระทั่งในบันทึกหรือการรับสั่งถึงชาวญี่ปุ่นพระองค์จะใช้คำว่า “เจ้าลิง” อยู่ตลอดเวลา

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง เคยเสด็จมาเยือนประเทศไทยเป็นเวลา 5 วัน เมื่อครั้งยังดำรงพระราชอิสริยายศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียคือ “ซาร์เรวิช แกรนด์ ดุ๊ก นิโคลัส” ระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม ค.ศ.1891 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ในตอนนั้นรัชการที่ 5 ต้องการเจริญสัมพันธไมตรีกับรัสเซียเพื่อให้ถ่วงดุลอำนาจของอังกฤษที่กำลังรุกรานสยามประเทศอยู่ในขณะนั้น จึงได้ทรงทูลเชิญมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียเพื่อมาเยือนสยาม

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5

สยามมีการต้อนรับมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียอย่างอลังการ ณ พระบรมหาราชวัง มีพิธีพระราชทาน “สายสะพายจักรี” สีเหลืองสด ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ชั้นสูงสุดของไทยที่สงวนไว้ เฉพาะผู้มีกำเนิดเป็นเจ้านายชั้นสูง แด่แกรนด์ดุ๊ก ซาร์เรวิช เพื่อเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์แห่งพระราชวงศ์จักรีของกรุงสยาม 2 วันสุดท้ายซาร์เรวิช แกรนด์ดุ๊ก นิโคลัส และคณะผู้ติดตามได้เสด็จไปปิกนิกที่พระราชวังบางปะอิน มีการเสด็จพระราชดำเนินไปปิกนิกทางเรือซึ่งถือว่าเป็นขบวนปิกนิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีเรือเข้าร่วมขบวนเสด็จจำนวนนับร้อย คณะผู้ไปปิกนิกมีจำนวน 3,000-4,000 กว่าคน และจัดให้มีพระราชพิธีคล้องช้างเกิดขึ้นที่เพนียด โดยเป็นพระราชพิธีคล้องช้างที่สมบูรณ์แบบที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นการคล้องช้างเป็นครั้งสุดท้ายในสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะการคล้องช้างป่าต้องอาศัยความชำนาญเป็นอย่างมากและยังถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ไม่ได้จัดขึ้นอย่างง่ายๆ พอตกกลางคืนได้จัดให้มีมูนไลต์ปาร์ตี้ขึ้น ณ พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรในพระราชวังบางปะอิน บรรยากาศเป็นไปอย่างครึกครื้นรื่นรมย์ และมีการจุดโคมทั่วบริเวณอย่างสว่างไสว พร้อมกันนั้นได้จัดแสดงชุดต่างๆ เพื่อถวายความบันเทิงแด่พระราชอาคันตุกะสำคัญอย่างพร้อมสรรพ การเสด็จเยือนสยามขององค์รัชทายาทแห่งรัสเซียทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์จักรีและราชวงศ์โรมานอฟสนิทสนมแน่นแฟ้นมากขึ้น และทางพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเสด็จประพาสรัสเซียเมื่อ ค.ศ.1897 ด้วยเช่นกัน ซึ่งในเวลานั้นซาร์เรวิช แกรนด์ดุ๊ก นิโคลัส ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชย์เป็นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แล้ว และวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1897 ซึ่งเป็นวันที่กษัตริย์แห่งสยามได้เสด็จไปเยือนรัสเซีย ได้ถือเป็นวันแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียอย่างเป็นทางการอีกด้วย โดยมีพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เสด็จมาทรงรับถึงสถานีรถไฟและได้ทูลเชิญให้ประทับที่พระราชวังฤดูร้อน พระราชวังนอกเมืองที่คนรัสเซียเรียกกันว่า “ปีเตอร์ฮอฟ”

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเริ่มต้นเมื่อซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงแต่งตั้งอเล็กซานเดอร์ โคลารอฟสกี้ มาดำรงตำแหน่งอุปทูตรัสเซียประจำสยามเป็นคนแรกในปี ค.ศ.1898 และทางสยามก็ได้แต่งตั้งพระยาสุริยานุวัตรราชทูตไทย ณ กรุงปารีส มีอำนาจรับผิดชอบครอบคลุมถึงรัสเซีย และต่อมาได้แต่งตั้งพระยามหิบาลบริรักษ์ (สวัสดิ์ ภูมิรัตน์) เป็นอัครทูตคนแรก ณ กรุงเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อ ค.ศ.1899 ครั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ.1910 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชสมบัติแทน พระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียก็ยังได้ทรงส่งเจ้านายแทนพระองศ์ คือแกรนด์ดุค บอริส วลาดิมิโฮวิตซ์ พระราชภาคินัยมาร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี ค.ศ.1911 อีกด้วย สายสัมพันธ์อันดีงามของสยามและรัสเซียยังดำรงและสืบเนื่องเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติรัสเซียและพระเจ้าซาร์นิโคลัสถูกสังหารโหด รัสเซียเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ความสัมพันธ์ไทยรัสเซียจึงยุติลง

ภาพของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงอลิกซ์ แห่งเยอรมันนี

เจ้าชายนิโคลัสที่สองทรงตกหลุมรักเจ้าหญิงเยอรมันคือเจ้าหญิงอลิกซ์ วิคตอเรีย เฮเลน่า หลุยส์ บีทริกซ์ แห่งเฮสส์-ดาร์มสตัดท์ พระธิดาแห่งแกรนด์ ดยุค หลุยส์ที่สี่แห่งเฮสส์ และเจ้าหญิงอลิซแห่งอังกฤษผู้เป็นพระราชธิดาแห่งสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียกษัตริย์แห่งอังกฤษ ทรงประสูติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1872 ซึ่งเจ้าหญิงอลิกซ์เคยเสด็จมายังกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กตั้งแต่มีพระชนมายุได้ 12 ชันษา แต่พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สามทรงมีพระราชประสงค์ให้พระโอรสอภิเษกกับเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ออร์ลีนส์ แต่เมื่อพระองค์ใกล้สิ้นพระชนม์จึงวิตกเรื่องการสืบราชวงศ์โรมานอฟมาก ดังนั้นจึงทรงอนุญาตให้เจ้าชายนิโคลัสที่สองอภิเษกกับเจ้าหญิงอลิกซ์ โดยพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สามโปรดให้เจ้าหญิงอลิกซ์เสด็จมารัสเซียก่อนที่พระองค์จะสวรรคตได้เพียง 10 วัน พอมาถึงพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่สามก็สวรรคตแล้ว ทำให้เจ้าหญิงต้องประทับในรถม้าพระที่นั่งตามหลังของพระบรมวงศานุวงศ์ตามขบวนพระศพของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สาม ทำให้ชาวรัสเซียขนานนามพระองค์ว่า “พระองค์ทรงมาสู่พวกเราโดยตามหลังโลงศพ”

อีกเดือนต่อมาภายหลังการสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1894 พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองก็ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงอลิกซ์ในที่สุด ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงขึ้นครองราชย์ ทั้งสองพระองค์มีความสุขมาก แต่ชาวรัสเซียไม่นิยมชมชอบในตัวเจ้าหญิงอลิกซ์เลย และมักจะกล่าวถึงพระองค์ว่า “เจ้าหญิงเยอรมันคนนั้น” เมื่อทรงอภิเษกแล้วเจ้าหญิงอลิกซ์ได้เปลี่ยนพระนามไปเป็นรัสเซียว่า “ซาริน่าอเล็กซานดรา ฟิโอโดรอฟนา”

ภาพของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองและเจ้าหญิงอลิกซ์ ในพระราชพิธีฉัตรมงคล

พระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ เจ้าหญิง ออลก้า ทาร์เธียน่า มาเรีย และ อนาตาเซีย

เจ้าชายอเล็กซิสและพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง

ในตอนแรกที่ซาริน่าอเล็กซานดราพระราชทานพระธิดาติดต่อกันถึง 4 พระองค์ให้พระสวามีทำให้พระองค์ทรงหวาดกลัวมากว่าจะไม่สามารถพระราชทานพระโอรสให้แก่พระสวามีได้ ในตอนนั้นมีแพทย์ชาวฝรั่งเศสมาทูลว่าทรงมีโลหิตเป็นพิษ ซึ่งจะทำให้ประสูติพระราชโอรสที่ไม่สมประกอบ พระนางใช้เวลาส่วนใหญ่สวดอ้อนวอนขอพระโอรสเสมอ โรคฮีโมฟีเลียนี้เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ซาริน่าอเล็กซานดราสืบมาจากทางสายของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียกษัตริย์แห่งอังกฤษ หลังการการรอคอยที่นานนับ 10 ปี ซาริน่าอเล็กซานดราก็ให้ประสูติพระราชโอรสในที่สุด ทั่วรัสเซียมีการเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ ครั้นเมื่อเจ้าชายอเล็กซี นิโคเลวิช ประสูติมาได้เพียง 6 สัปดาห์ เจ้าชายก็มีอาการของโรคฮีโมฟีเลียโดยมีพระโลหิตไหลไม่หยุด 3 วันติดต่อกัน เจ้าชายต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคนี้มาก พระองค์ทรงไม่สามารถใช้ชีวิตเฉกเช่นเด็กในวัยเดียวกันได้ และเกือบสิ้นพระชนม์หลายครั้ง พระเจ้าซาร์ทรงปิดอาการของเจ้าชายเป็นความลับ ซึ่งทำให้ทั้งสองพระองค์ไม่ค่อยเสด็จไปปรากฏตัวในที่สาธารณะ หลังจากที่ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสแล้วซาริน่าอเล็กซานดราก็ทรงเข้ารีตเป็นออโธดอกซ์อย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังเชื่อถือในบาทหลวงและผู้มีเวทมนตร์คาถาต่างๆ มาก ด้วยเหตุนี้ทำให้พระองค์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสปูติน ซึ่งเป็นนักบวชที่มาจากไซบีเรียที่เข้ามารักษาอาการเจ็บป่วยของเจ้าชายอเล็กซีได้ ทำให้พระนางเชื่อถือรัสปูตินมากจนทำให้เขามีอำนาจถึงขนาดสามารถถอดถอนรัฐมนตรีได้เลยทีเดียว ผู้ใดตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาก็จะถูกใส่ร้ายป้ายสี

ในทางกลับกันในฐานะ “พ่อ” ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง ท่านทรงให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอย่างมาก พระราชธิดาทั้ง 4 ได้รับการเลี้ยงดูและให้เห็นความสำคัญของการใช้ชีวิต ท่านทรงสอน การรู้จักประชาชน สาธารณสุข ความเป็นอยู่ของเหล่าทหาร บ่อยครั้งถ้าใครศึกษาเรื่องประวัติและเห็นรูปในหลากหลายอิริยาบทจะเห็นว่า พระองค์จะพาพระราชธิดาเสด็จตามไปทุกๆที่ ที่เห็นสมควร พระองค์ปราถนาที่จะให้พระราชธิดาและพระราชโอรสมีกิจกรรมและใช้ชีวิตในแบบที่ราชวงศ์พึงกระทำต่อราษฎร แต่ในทางกลับกันซาริน่าอเล็กซานดราและปูติน กลับนำมาความหายนะและความบัดสีมาสู่ราชวงศ์

ชาวรัสเซียจงเกลียดจงชังรัสปูตินและซาริน่ามาก เพราะเห็นว่าทั้งสองทำให้ประเทศล่มจมพินาศ หลายคนต่างลงความเห็นว่าทั้งสองทำให้ราชวงศ์โรมานอฟถึงกาลสิ้นสุดลง มีข่าวซุบซิบไม่ดีถึงขนาดว่าซาริน่าและรัสปูตินมีความสัมพันธ์กัน ว่ากันว่ารัสปูตินนั้นข่มขืนพระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ แม้กระทั่งอเล็กซานเดอร์ เคอเรนสกี้ นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเฉพาะกาลในปี ค.ศ. 1917 หลังการปฏิวัติรัสเซียยังกล่าวว่า “ถ้าไม่มีรัสปูตินเสียคน ก็คงจะไม่มีเลนินด้วยเช่นกัน”

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอมาก และทรงใจดีเกินไปที่จะปกครองอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลและประชาชนมากมายอย่างรัสเซียแต่ก็ต้องทรงครองราชย์สมบัติสืบต่อพระบิดา ซึ่งในตอนนั้นประชาชนชาวรัสเซียต่างเบื่อหน่ายระบบเจ้าขุนมูลนายที่เต็มไปด้วยอภิสิทธิ์ต่าง ๆ มากมาย ประเทศเต็มไปด้วยความตึงเครียด กรรมกรและชนชั้นแรงงานก็นัดหยุดงานและรวมตัวกันประท้วง พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงดึงต่างชาติมาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ด้วยการเพิ่มการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่กลับไม่เป็นผลดีแต่อย่างใดเนื่องจากส่วนใหญ่ประชาชนชาวรัสเซียยังทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม แต่จุดหักเหครั้งยิ่งใหญ่ที่สำคัญคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงทำสงครามกับญี่ปุ่น และสงครามครั้งนี้เองที่ทำให้เกิดความเสียหายให้กับประเทศครั้งยิ่งใหญ่เพราะทรงพ่ายแพ้สงครามในครั้งนี้ ประชาชนล้วนแต่ต้องอดยากและล้มตายเป็นจำนวนมาก ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1905 กรรมกรโรงงานในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนัดหยุดงานครั้งใหญ่ เหล่ากรรมกรและครอบครัวราว 2 แสนคนเดินทางไปยังพระราชวังฤดูหนาวเพื่อถวายฎีกาให้แก่พระเจ้าซาร์ แต่ผลปรากฏว่าคนเหล่านี้ถูกยิงตายและบาดเจ็บนับร้อย เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า “วันอาทิตย์นองเลือด”

สงครามนำความเสียหายมาสู่ประเทศ ประชาชนอดอยากล้มตาย และชาวนครหลวงต่างเกลียดชังซาริน่าและรัสปูตินจนเข้า สภาดูม่าและเหล่าราชวงศ์ต่างเห็นพ้องกันที่จะกำจัดรัสปูติน รัสปูตินรู้มาตลอดเวลาว่ามีผู้ที่คิดจะลอบฆ่าเขาอยู่ แต่ในที่สุดรัสปูตินถูกลอบสังหารเมื่อปี ค.ศ. 1916 โดยเจ้าชายยูซูนอฟของราชวงศ์โรมานอฟและพวก การตายของรัสปูตินยังความโศกเศร้าให้แก่ซาริน่ามาก

ในคืนวันจันทร์ที่ 12 มีนาคม ซาริน่าโทรเลขถึงพระเจ้าซาร์เล่าถึงเหตุการณ์ความปั่นป่วน ทำให้วันต่อมาพระเจ้าซาร์ตัดสินพระทัยเสด็จกลับพระราชวังซาร์สโกเซโล แต่พระองค์ไม่สามารถเข้ามาเมืองหลวงได้เพราะเหล่าคณะปฏิวัติยึดเส้นทางรถไฟสายที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินผ่าน ทำให้พระองค์ต้องเสด็จไปเมืองพสะคอฟ และที่เมืองนี้เองพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติตามคำแนะนำของทหารและพระญาติสนิท ดังนั้นในวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1917

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง มเหสี และพระโอรสและพระธิดาทั้ง 5 พระองค์

ในตอนแรกพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง มเหสี และพระโอรสและพระธิดาทั้ง 5 พระองค์ถูกคุมขังไว้ที่พระราชวังซาร์สโกเซโล รัฐบาลเฉพาะกาลห้ามมิให้ผู้ใดมาเข้าเฝ้าอย่างเด็ดขาด ทางอังกฤษคือพระเจ้าจอร์จที่ 5 ก็ทรงไม่กล้าที่จะให้ความช่วยเหลือแก่พระเจ้าซาร์และพระราชวงศ์ลี้ภัย เพราะทรงเกรงว่าประชาชนจะเสื่อมความนิยมในตัวพระองค์ ต่อมาพรรคบอลเชวิคประสบชัยชนะในการปฏิวัติ ทำให้ฐานะของพระราชวงศ์เปลี่ยนไป เพราะเลนินได้ทำสัญญาสงบศึกกับเยอรมนีและทางเยอรมนีต้องการให้ส่งพระเจ้าซาร์และราชวงศ์ไปยังเยอรมนี พวกโซเวียตต้องการให้ปลงพระชนม์พระเจ้าซาร์ มเหสี และพระราชโอรสและธิดาทั้ง 5 พระองค์ เพราะเกรงว่ารัฐบาลจะส่งพระองค์ไปเยอรมนีเพื่อลงพระนามทำสัญญาสงบศึก และมีเหตุการณ์ที่เป็นตัวเร่งให้พระองค์ชะตาขาดเร็วขึ้นเมื่อมีกลุ่มนิยมกษัตริย์จัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครขาวหรือกลุ่มรัสเซียขาว เพื่อฟื้นฟูให้พระเจ้าซาร์กลับมาปกครองประเทศดังเดิม ยูลอฟสกี้เป็นผู้ดำเนินแผนการลองปลงพระชนม์ในครั้งนี้ เขาไล่ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกไปตั้งแต่ตอน 4 โมงเย็น และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนยูลอฟสกี้ก็ไปปลุกทุกพระองค์และแจ้งแต่เพียงว่ามีคำสั่งให้ย้ายนักโทษเพราะกองกำลังรัสเซียขาวกำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา และให้ทุกพระองค์หลบไปยังห้องใต้ดิน และที่ห้องใต้ดินนี่เองยูลอฟสกี้ก็นำหน่วยสังหารพร้อมอาวุธครบมือพรวดพราดเข้ามาในห้อง ยูลอฟสกี้ยกปืนเล็งพระเศียรแล้วลั่นไก ซาร์นิโคลัสที่สองสิ้นพระชนม์ทันที จากนั้นหน่วยสังหารก็กราดยิงจนทุกพระองค์พร้อมด้วยผู้ติดตามเสียชีวิต

หน่วยเชก้าได้นำพระศพและศพทั้งหมดขนขึ้นรถไปจัดการเผาที่เหมืองร้าง สรุปว่าพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองและพระราชวงศ์ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1918 เป็นจุดจบอันน่าเศร้าของราชวงศ์โรมานอฟ ส่วนพระญาติคนอื่นๆ ต่างถูกลอบสังหารและแตกซ่านกระเซ็นหนีตายกันอลหม่านไปลี้ภัยตามประเทศต่างๆ เช่นพระราชมารดาของซาร์นิโคลัสที่สองและพระขนิษฐาทรงหลบหนีไปอังกฤษ และแผนการลอบปลงพระชนม์นี้เลนิน ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็รู้กันดีว่าเลนินนั่นเองที่สั่งให้มีการดำเนินการนี้ นับเป็นจุดจบของระบบกษัตริย์ในรัสเซียที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมรัสเซียมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ความอ่อนแอ และมีความเป็นพ่อมากกว่ากษัตริย์ทำให้โศกนาฏกรรมของราชวงศ์โรมานอฟของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองต้องสิ้นสุดลง เพราะบุคคลที่เข้ามาในชีวิต พระองค์มีจิตใจดีเพียงแต่ปราศจากความเด็ดเดี่ยวและไม่มองหาศัตรูที่อยู่รายล้อมว่า บุคคลเหล่านี้ คือผู้นำความหายนะและความขัดแย้งเข้ามายังราชวงศ์ แต่ในทางกลับกัน พระองค์เป็นผู้สร้างโลกของคำว่า “พ่อ” และ “ครอบครัวอันเป็นที่รัก” เหนือสิ่งอื่นใด พระองค์ปราถนาความสุขของการใช้ชีวิต ถึงแม้ความสุขนั้นจะนำมาซึ่งความสูญเสียก็ตาม